- Spider-Man Brand New Day บอกเล่าเรื่องราวบทใหม่ของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลากว่าสี่ปี และอุทิศตนให้กับการปกป้องนิวยอร์กในฐานะ ‘สไปเดอร์แมน…เพื่อนบ้านที่แสนดี’
- ปีเตอร์เผชิญภาวะ Sensory Overload ที่ระบบประสาทได้รับข้อมูลมากเกินกว่าที่สมองจะรับมือไหว ส่งผลให้เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเอง และอาจกลายเป็น ‘ปีศาจ’ ในไม่ช้า
- ไฮไลต์สำคัญ จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ฉากต่อสู้ระหว่างสไปเดอร์แมนกับผู้มีพลังเหนือมนุษย์ แต่เป็นการต่อสู้กับตัวตนข้างในที่ทั้งดื้อดึง เจ็บปวด และค่อยๆ ดิ่งลงเหววันแล้ววันเล่า
[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]
“การแยกตัวเป็นเวลานานหรือบาดแผลทางอารมณ์ อาจเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน คุณเพิ่งเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจมาหรือเปล่า?”
‘อีวี’ (E.V.I.E.) ระบบปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วยของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ (Spider-Man) เอ่ยถามขึ้นด้วยความห่วงใย เพราะระบบของเธอตรวจพบว่า เจ้านายกำลังแบกรับปัญหาหนักอึ้งทางจิตใจที่เรื้อรังจนเกินรับมือ
Spider-Man: Brand New Day ภาพยนตร์ภาคล่าสุดในแฟรนไชส์ไอ้แมงมุม บอกเล่าเรื่องราวบทใหม่ของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ หลังเขาตัดสินใจขอร้องให้ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ (Dr. Strange) ร่ายมนตร์ลบตัวตนและความทรงจำเกี่ยวกับเขาออกไปจากจิตใจของผู้คนทั่วโลก เพื่อหยุดยั้งหายนะครั้งใหญ่ที่มีต้นเหตุมาจากตัวเขาเอง ผลลัพธ์จากตัวเลือกนั้นส่งผลให้ปีเตอร์ต้องจ่ายราคาแพงลิบด้วยการใช้ชีวิตเพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว และทุ่มเทกายใจให้กับการปกป้องนิวยอร์กในฐานะ ‘สไปเดอร์แมน…เพื่อนบ้านที่แสนดี’ อย่างเต็มตัว
ทว่าเมื่อภาระหน้าที่ทวีความหนักหน่วง การอยู่ตัวคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลากว่า 4 ปี พร้อมกับปมบาดแผลในอดีตที่คอยตามมาหลอกหลอน แรงกดดันสะสมทั้งหมดจึงเริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจ และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้าง DNA เหนือมนุษย์ของเขาอย่างคาดไม่ถึง ปีเตอร์พบว่าตนเองเริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมพลัง และสุ่มเสี่ยงกับการก้าวข้ามเส้นแบ่งจากการเป็น ‘ฮีโร่’ ไปสู่การกลายเป็น ‘ปีศาจ’ ในไม่ช้า
แต่ก่อนจะดำดิ่งไปกับเหตุการณ์ในภาคนี้ ผมขอสารภาพตามตรงว่า… ผมไม่ชอบนิสัยของสไปเดอร์แมนเวอร์ชันนี้เท่าไรนัก
ย้อนกลับไปใน Homecoming เขาหมกมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ โทนี สตาร์ก (Iron Man) ยอมรับ ผ่านการแอบปฏิบัติภารกิจปกป้องเมืองนิวยอร์กด้วยตัวเอง แม้แฟนๆ อาจมองว่าเขาช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระหว่างทาง ความวู่วามของเขาได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ไปมากมายเพียงใด
พอมาถึง Far From Home เขาก็สละความรับผิดชอบด้วยการไว้ใจวายร้ายในคราบคนดีอย่าง มิสเตริโอ (Mysterio) ถึงขั้นมอบ ‘แว่น EDITH’ (ของขวัญจากโทนี สตาร์ก) ที่สามารถสั่งการฝูงโดรนสังหารและเทคโนโลยีระดับโลกให้ไปอยู่ในมือคนผิด จนกลายเป็นชนวนเหตุของความวุ่นวาย รวมถึงการถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกร พร้อมถูกแฉตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าคนทั้งโลก
ซ้ำร้าย ความผิดพลาดระลอกใหญ่นั้นก็ลามมาถึง No Way Home เมื่อเขาถูกสังคมรุมประณาม และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยัง ‘เอ็มเจ’ แฟนสาว และ ‘เนด’ เพื่อนรัก ให้พลอยติดร่างแหปฏิเสธสิทธิเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) ทว่าแทนที่จะยื่นเรื่องอุทธรณ์ตามขั้นตอนของระบบอย่างมีสติ ปีเตอร์กลับเลือกทางลัดด้วยการขอให้ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ ร่ายคาถาเพื่อให้คนทั้งโลกลืมตัวตนของเขา และในระหว่างการทำพิธี ปีเตอร์กลับละเมิดข้อห้ามสำคัญด้วยการเอ่ยปากแทรกแซงการร่ายมนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะอยากให้คนใกล้ตัวบางคนยังจำเขาได้
“เราช่วยกันต่อสู้มาอย่างหนัก ฉันชอบลืมว่าเธอก็เป็นแค่เด็ก ฟังนะ ปัญหาไม่ใช่มิสเตริโอ แต่เป็นเธอที่พยายามใช้สองชีวิต ทำแบบนั้นนานเท่าไร ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เชื่อฉันเถอะ” ด็อกเตอร์สเตรนจ์ กล่าว
ความไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังในวันนั้น จึงเปิดประตูมิติชักศึกเข้าบ้าน ดึงดูดวายร้ายจากทั่วมัลติเวิร์สที่รู้จักปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในฐานะสไปเดอร์แมนมารวมตัวกัน จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมต่างๆ โดยเฉพาะฉากบีบหัวใจผมสุดๆ นั่นคือการสูญเสียตัวละครโปรดอย่าง ‘ป้าเมย์’ ญาติผู้ใหญ่ ผู้เป็นครอบครัวและที่พึ่งทางใจของปีเตอร์ ก่อนที่เรื่องราวจะจบลงด้วยการที่เขายอมแลกทุกสิ่ง แล้วปล่อยให้ด็อกเตอร์สเตรนจ์ร่ายคาถาใหม่อีกครั้งโดยไม่เข้าไปรบกวน
สำหรับเรื่องราวในภาคนี้ ผมมองว่าไฮไลต์ไม่ได้อยู่ที่การที่เขาต้องต่อสู้กับ The Hulk หรือสาวน้อยผู้มีพลังจิตเหนือโลก อย่าง จีน เกรย์ แต่เป็นการต่อสู้กับตัวตนข้างในที่ทั้งดื้อดึง เจ็บปวด แหลกสลาย และค่อยๆ ดิ่งลงเหววันแล้ววันเล่า
ภายใต้หน้ากากแมงมุม ปีเตอร์ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวกว่า 4 ปี ทำงานจับคนร้ายไม่พัก จนตำรวจหญิงที่เขาเรียกว่า ‘เดอวูลฟ์’ มักเตือนเขาตลอดทั้งเรื่องให้หาเวลาพักผ่อนหรือหา ‘เพื่อนจริงๆ’ สักคน ซึ่งหากใครได้ดูภาพยนตร์จะเห็นว่า ตัวของเดอวูลฟ์เองถ้าไม่ทำงาน เธอก็มักจะใช้เวลาอยู่กับลูกสองคนเสมอ
แต่ก็ใช่ว่าปีเตอร์จะไม่รับฟังเธอเลย เพราะเขาเองก็แอบเนียนไปงานปาร์ตี้ขึ้นบ้านใหม่ (อพาร์ตเมนต์) ของเอ็มเจกับเนด ทว่าตอนที่ทั้งสามคนพบกัน ปีเตอร์กลับไม่กล้าบอกแม้กระทั่งชื่อจริงของตัวเอง ซ้ำร้ายเขายังเห็นภาพสะเทือนใจที่อดีตหวานใจจุมพิตกับแฟนหนุ่มคนใหม่ต่อหน้าต่อตา
ผลกระทบของการทำงานหนักโดยไม่หยุดพัก การใช้ชีวิตลำพังเป็นเวลานาน และการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำซาก ส่งผลให้ปีเตอร์มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ฮอร์โมนแมงมุมในร่างกายพุ่งกระฉูดจนมีประสาทสัมผัสอันละเอียดอ่อนแบบเดียวกับแมงมุม แถมยังผลิตใยธรรมชาติได้เองอีกด้วย ทว่าสิ่งน่ากังวลที่สุด คือการที่เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมทั้งด้านพลังและสภาวะจิตใจ
“การแยกตัวเป็นเวลานานหรือบาดแผลทางอารมณ์อาจจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน คุณเพิ่งเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจมาหรือเปล่า คุณสบายดีหรือเปล่า ปีเตอร์ คุณดูไม่ปกติ ฉันขอแนะนำให้คุณพักเพื่อปรับสมดุลตัวเอง” อีวี (E.V.I.E.) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ แนะนำปีเตอร์ด้วยความเป็นห่วง
สิ่งที่น่าสนใจคือ อีวีวิเคราะห์ความผิดปกติของเจ้านายลึกลงไปด้วยว่า ปีเตอร์เกิดภาวะที่เรียกว่า Sensory Overload หรือภาวะที่ระบบประสาทได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 มากเกินกว่าที่สมองจะรับมือ ประมวลผล และจัดการได้ทัน ส่งผลกระทบต่อทั้งอารมณ์และร่างกายอย่างชัดเจน ดังเช่นเหตุการณ์ที่เขาตั้งใจจะจับตัวเดอะสกอร์เปียนที่ถูกจีน เกรย์ ใช้พลังจิตควบคุม แต่แล้วเขากลับสติหลุดและระเบิดอารมณ์โกรธออกมาอย่างบ้าคลั่ง จนตำรวจคนหนึ่งถูกลูกหลงบาดเจ็บสาหัสท่ามกลางความหวาดผวาของผู้เห็นเหตุการณ์
นอกจากนี้ อีวียังได้แสดงหน้าจอเพื่ออธิบายถึงผลกระทบจากภาวะดังกล่าวด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ที่น่าสนใจด้วย ไม่ว่าจะเป็น Stress (ความเครียด), Angry outbursts (การระเบิดอารมณ์โกรธ), Waiting to escalate (รอเวลาที่อารมณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น), Overwhelmed (รู้สึกท่วมท้น / รับไม่ไหว), Anxiety (ความวิตกกังวล), Hide (การหลบซ่อน) และ Reduced eye contact (การสบตาน้อยลง / หลบตา)
ยิ่งไปกว่านั้น ผมสังเกตว่าตัวละครสมทบทุกตัวในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ล้วนมองเห็นความผิดปกติในจิตใจของปีเตอร์ น่าเสียดายที่ตัวเขาเองกลับมองข้าม และตอกย้ำกับตัวเองเสมอว่า ‘ไหว’ และ ‘เอาอยู่’
นั่นทำให้ผมนึกถึงความจริงอันโหดร้ายที่ว่า…บางครั้ง คนเราก็พร้อมจะยื่นมือไปช่วยเหลือทุกคนในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของตัวเองที่ไม่เคยคิดจะโอบกอดหรือช่วยเหลือเลย
เพราะแม้ร่างกายและจิตใจของปีเตอร์จะส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง แต่เขากลับเลือกแก้ปัญหาผิดจุดด้วยการกดทับความเจ็บปวดเอาไว้ เขาพยายามสร้างอุปกรณ์ยับยั้งและกดการแสดงออกของ DNA เหนือมนุษย์ที่เขามองว่าเป็น ‘ด้านไม่ดี’ ผ่านการขอคำแนะนำจาก ดร.แบนเนอร์ (The Hulk) ทว่าเขากลับลืมนำคำพูดชวนคิดของ ดร.แบนเนอร์ มาตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“แล้วตัดสินยังไงล่ะว่าธรรมชาติส่วนไหนดีหรือว่าแย่ ถ้าสิ่งที่เธอพยายามควบคุมมันคือสิ่งที่ควรจะแสดงออกได้น่ะ”
ประเด็นต่อมาคือพฤติกรรมชอบคิดและตัดสินใจแทนคนอื่น โดยอ้างว่าตนเอง ‘หวังดี’ ปีเตอร์มักคิดว่าการที่เขาผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับเอ็มเจและเนดว่าจะทำทุกวิถีทางให้ทั้งคู่จำเขาได้นั้น…เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเขาคิดเอาเองว่ามันจะช่วยปกป้องให้ทั้งคู่อยู่ห่างจากอันตรายรอบตัว แต่ในมุมของผม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องซาบซึ้งหรือโรแมนติกเลย กลับกันมันคือ ‘ความขี้ขลาด’ ของปีเตอร์เองต่างหาก เพราะลึกลงไป เขาแค่ไม่กล้าเผชิญหน้าและรับมือกับความจริงที่ว่า เขาอาจถูกทั้งคู่ปฏิเสธสายสัมพันธ์ในอดีต เขากลัวว่าความจริงนี้จะจี้ใจดำจนเกิดแผลซ้ำสอง จนลืมเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิที่เอ็มเจกับเนดควรจะได้รับ ดังฉากที่เอ็มเจบังเอิญได้อ่านจดหมายที่ปีเตอร์เขียนอธิบายความจริงทั้งหมด…แต่ไม่เคยกล้าพอที่จะส่งให้เธอสักครั้ง
“เธอช่วยถอดหน้ากากได้ไหม…ฉันควรมีสิทธิได้คุยกับปีเตอร์ พาร์คเกอร์…ใช่สิ เธอก็แค่ตัดสินใจแทนไปแล้ว ฉันไม่ได้อยากให้เธอเอาแต่พูดว่าขอโทษ ฉันอยากให้เธอบอกว่าทำไมทำแบบนี้กับฉัน มันไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินใจแทน ฉันเข้าใจนะ เธอทำในสิ่งที่เธอต้องทำเพื่อปกป้องฉัน และเรื่องนั้นฉันรู้สึกขอบคุณมาก แต่ฉันไม่ได้รักเธอ เพราะฉันไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ” เอ็มเจ กล่าว
ส่วนคู่ปรับของสไปเดอร์แมนในภาคนี้อย่าง จีน เกรย์ ผมชอบคำพูดหนึ่งที่เธอกล่าวสวนปีเตอร์หลังจากที่เขาเรียกเธอว่าปีศาจ
“แล้วนายรู้ไหมว่านายเป็นใคร…เวลานายจะหมดแล้วปีเตอร์ อีกไม่นาน จะไม่ใช่แค่เพื่อนๆ ที่จำปีเตอร์ พาร์กเกอร์ไม่ได้ นายน่าจะเขียนจดหมายถึงตัวเอง…ใครเป็นปีศาจกันแน่…ปีเตอร์”
การที่ปีเตอร์ด่าจีนว่าเป็นปีศาจ แท้จริงแล้วคือการฉายภาพสะท้อนความดำมืดในใจตัวเองออกไปใส่คนอื่น เพราะเขาเองก็เคยทำร้ายคนอื่น และเคยเกือบตกเป็นฆาตกรสังหารตัวร้ายในภาคก่อนอย่าง กรีน ก็อบลิน (นอร์แมน ออสบอร์น) ที่ฆ่าป้าเมย์อย่างเลือดเย็น โชคดีที่สไปเดอร์แมน (รับบทโดย โทบีย์ แมไกวร์) เข้ามาขวางไว้ทัน รวมถึงการลงมือเกินกว่าเหตุต่อเดอะสกอร์เปียนในภาคนี้ ซึ่งทั้งหมดทำให้ผมนึกถึงคำพูดของสไปเดอร์แมน (รับบทโดย แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) ที่เคยกล่าวเตือนเขาในภาคที่แล้วว่า
“ฉันสูญเสียเกว็น เธอคือเอ็มเจของฉัน ฉันช่วยเธอไม่ได้ ฉันไม่สามารถยกโทษให้ตัวเอง แต่ฉันอยู่ต่อมา พยายามอยู่ให้ได้ พยายามจะเป็นสไปเดอร์แมนเพื่อนบ้านที่แสนดี เพราะฉันรู้ว่านั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ แต่ถึงจุดหนึ่งฉันก็เลิกยั้งกำปั้น ฉันโกรธแค้น ฉันยิ่งขมขื่น ฉันไม่อยากให้นายเป็นเหมือนฉัน”
กว่าที่ปีเตอร์จะเริ่มคิดได้ คือตอนที่เขารู้ว่าตนเองถูกองค์กรของรัฐบาลอย่าง ‘ดาเมจ คอนโทรล’ หลอกใช้ ไม่ต่างจากที่เขาเคยถูกมิสเตริโอปั่นหัว เพราะองค์กรนี้จับตัวพี่สาวของจีนไปทรมานจนเสียชีวิต สร้างความโกรธแค้นแก่จีนเป็นอย่างมาก ปีเตอร์ตัดสินใจยื่นมือช่วยเหลือจีนด้วยความสำนึกผิด เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เธอต้องก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความขมขื่นแบบเดียวกับเขา ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำเสนอจุดเปลี่ยนสำคัญในการเยียวยาหัวใจของทั้งคู่ได้อย่างงดงาม ผ่านฉากที่จีนใช้พลังจิตท่องเข้าไปในจิตใจของปีเตอร์ แล้วได้สัมผัสกับความทรงจำอันแสนอบอุ่นระหว่างเขากับป้าเมย์
“เฮ้ นี่หลานคิดว่า ไม่ต้องฟังป้าแล้วเพราะหลานมีพลังพิเศษเหรอ รู้ไหม เรื่องทั้งหมดนี้มันจะน่ากลัวมากเลย รู้ใช่ไหม แล้วอะไรก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนเร็วมากด้วยในแบบที่เราจินตนาการไม่ออกเลยตอนนี้ แต่ไม่…ป้าไม่คิดว่าหลานรู้
หลานเป็นคนที่พิเศษมาก และป้าหวังว่านั่นจะทำให้หลานรู้สึกดีกับตัวเองเสมอ แต่ป้ารู้บางครั้งมันไม่เป็นอย่างนั้น บางครั้งหลานจะรู้สึกโดดเดี่ยว และบางทีก็เพราะว่าเป็นคนพิเศษ คนเราเลยทำเรื่องดำมืด และร้ายกาจใส่หลาน
แต่นี่คือสิ่งที่ป้าอยากให้หลานรู้ หลานสวยงาม แล้วคนที่เขารักหลาน พวกเรารักหลานไม่ใช่เพราะหลานพิเศษ แต่เพราะหลานคือหลาน ป้าอยากให้หลานจำไว้ แม้แต่ตอนที่หลานรู้สึกโดดเดี่ยว นั่นคือความรับผิดชอบสูงสุดของหลาน อย่าลืมเด็ดขาด ไม่ว่าหลานจะทรงพลังขึ้นอีกแค่ไหน” ป้าเมย์ กล่าว
เมื่อภาพยนตร์จบลง ด้วยจิตวิญญาณที่เติบโตขึ้นของปีเตอร์ เขาตัดสินใจที่จะไม่แบกรับเรื่องราวหนักหน่วงไว้เพียงคนเดียวอีกต่อไป เขาให้โอกาสตัวเองได้หยุดพักจากการไล่จับอาชญากร…แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ เขากล้าเข้าหาเนดด้วยใบหน้าที่ไร้หน้ากากปิดบังตัวตน ทั้งยังเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยสายตาคู่ใหม่ นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในฐานะ ‘มนุษย์’ จริงๆ เสียที
“ผมคิดทบทวนเรื่องที่ป้าพูดแล้ว ป้าคงดีใจที่รู้ว่าผมตัดสินใจที่จะไม่ทำเรื่องนี้คนเดียวอีกต่อไปแล้วล่ะ ผมคิดถึงป้านะ ป้าเมย์” ปีเตอร์ กล่าวหน้าหลุมศพป้าเมย์
นอกจากนี้ ผมยังสะท้อนคิดด้วยว่า ‘ฮีโร่’ อาจไม่ได้หมายถึงผู้ที่มีพลังเหนือมนุษย์และสามารถสยบวายร้ายได้อยู่หมัด แต่คือคนๆ หนึ่งที่กล้ายอมรับความเปราะบางของตัวเอง ในวันที่อ่อนแอก็ยินยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเยียวยาหัวใจที่แตกสลาย ในวันที่เข้มแข็งก็พร้อมโอบกอดผู้อื่นด้วยความเข้าอกเข้าใจ
…เพราะท้ายที่สุด ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนมี