Skip to content
ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)
  • Creative Learning
    Creative learningLife Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique School
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Character building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learning
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)
Social Issues
27 July 2026

‘AI Draft, Human Craft’ ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน มนุษย์ยังต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง: อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ในวันที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีเรียนรู้ของสังคม อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล เสนอแนวคิด ‘AI Draft, Human Craft’ ที่ใช้ AI ช่วยร่างและทุ่นแรง แต่ให้มนุษย์เป็นผู้คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจขั้นสุดท้าย
  • การเตรียมเด็กในยุคนี้ไม่ใช่แค่สอนใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กคิดเป็น รู้จักหยุดเพื่อกำกับตัวเอง ตั้งคำถามและประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนใช้ AI มากกว่าเร่งหาคำตอบสำเร็จรูป
  • คำตอบในการอยู่รอดของมนุษย์ยุค AI ไม่ใช่แค่การรู้วิธีใช้หรือพยายามเอาชนะ แต่คือการกลับมาพัฒนาทักษะที่มีเฉพาะในมนุษย์ แล้วให้ AI ช่วยทำบางเรื่อง เพื่อที่จะใช้เวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์

ในวันที่หลายองค์กรเร่งนำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โรงเรียนทดลองใช้ AI ในห้องเรียน และผู้คนต่างเร่งเรียนรู้เครื่องมือใหม่ให้เร็วที่สุด อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘AI & Digital Literacy in Action: รับมือโลกดิจิทัล และใช้ AI เพื่อการเรียนรู้อย่างไรให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์’ ภายในงาน CRAFT AI x Classroom Journey 2026 ได้ขยายความประเด็นดังกล่าว และชวนให้ทุกคนกลับมาตั้งหลักให้มั่นก่อนกระโจนเข้าสู่การใช้ AI อย่างไร้ทิศทาง

เพราะไม่ว่า AI จะถูกพัฒนาไปมากแค่ไหน สิ่งที่จะช่วยให้มันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ คือทักษะการคิด การวางแผนและการตัดสินใจของมนุษย์ ส่วน AI เป็นเพียงผู้ขยายความคิดและสร้างแบบร่างให้ ดังนั้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนคือ ทักษะมนุษย์ตามแนวคิด ‘AI Draft, Human Craft’ 

อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเปลี่ยนวิธีทำงาน

ในขณะที่หลายคนกังวลว่า AI กำลังเข้ามาแย่งงาน อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแย่งบทบาท หากแต่เป็นการปฏิวัติ ‘กระบวนการทำงาน’ ของมนุษย์ต่างหาก

“ผมคิดว่าการทำงานในวันนี้กับ AI ต้องเข้าใจก่อนว่า AI มีอยู่ 2 โหมดหลักๆ โหมดแรก คือ AI ช่วยคิด ช่วยขยายความคิดของเรา ส่วนโหมดที่สอง คือ AI ลงมือทำบางอย่างแทนเรา หรือที่เรียกว่าเป็น Executor ในแง่ของการคิด ผมมองว่าสิ่งที่คนต้องมีเป็นอันดับแรก คือเราต้องรู้ก่อนว่า สุดท้ายเราอยากได้ชิ้นงานอะไร หน้าตาเป็นอย่างไร มีคุณสมบัติแบบไหน ลักษณะเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่คนต้องคิดหรือ ‘คราฟต์’ ก่อน”

เมื่อเรามองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยี ขั้นตอนถัดมาคือการออกแบบบทบาทร่วมกัน ว่าส่วนไหนควรให้เทคโนโลยีช่วยแบ่งเบา และส่วนไหนที่เป็นคุณค่าจากความคิดของมนุษย์ การทำงานร่วมกันจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเก่งกว่า แต่คือการใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปล่อยให้ AI ทำงานซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ ตกผลึก และตัดสินใจ

“AI อาจช่วยได้สองอย่าง คือช่วยแตกแขนงความคิดให้ครอบคลุมขึ้น หรือช่วยชวนเราคิดให้ลึกขึ้น แต่สุดท้าย AI ก็ยังไม่ใช่คนตัดสินใจ ว่าสิ่งที่คิดออกมาทั้งหมดนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายควรเป็นอย่างไร คนยังต้องเป็นคนเลือก 

เราอาจบอกว่า สิ่งที่ AI คิดมายังไม่ใช่ อยากปรับเป็นอีกมุมหนึ่ง หรือเติมบางอย่างเข้าไป นี่คือหัวใจของคำว่า AI Draft, Human Craft เราต้องชัดก่อนว่า อยากให้ AI ช่วยตรงไหน จุดไหนทำได้ จุดไหนทำไม่ได้ และกระบวนการที่คนกับ AI จะส่งต่องานกันอยู่ตรงไหน”

จุดเริ่มต้นของการทำงานและการเคาะผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิทธิ์ขาดของมนุษย์เสมอ ซึ่งการจะคุมทิศทางให้ AI ทำงานออกมาได้ดีนั้น ทักษะการคิดที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ทันทีในวัยทำงาน แต่ต้องได้รับการหล่อหลอมมาตั้งแต่ช่วงวัยเรียน

เด็กต้องเรียนรู้ ‘วิธีคิด’ ก่อน ‘วิธีใช้’ AI

ในยุคที่ AI สามารถประมวลคำตอบให้เราได้ภายในไม่กี่วินาที โจทย์ของการศึกษาจึงไม่ใช่แค่การเร่งสอนเทคนิคให้เด็กใช้ AI ได้เก่งที่สุด แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กคิดเป็น ตั้งคำถามถูก และไม่หลงเชื่อข้อมูลอย่างหลับหูหลับตา

อาจารย์สัญญามองว่า ก่อนจะก้าวไปถึงการใช้งาน Generative AI สิ่งที่ต้องปูพื้นฐานให้แน่นตั้งแต่เด็ก คือ ทักษะการอ่านวิเคราะห์อย่างพิเคราะห์ (Critical Reading) เพื่อให้เด็กตระหนักรู้ก่อนจะรับข้อมูลใดๆ เข้ามา

“จริงๆ แล้วในระดับประถม ผมยังมองว่าการใช้ Generative AI บางอย่างอาจจะยังไม่เหมาะ ถ้าจะเริ่มใช้ อาจเป็นช่วงมัธยมมากกว่า แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เด็กควรได้รับการหล่อหลอมบางอย่างมาตั้งแต่เล็ก ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก คือ Critical Reading เวลายื่นบทความให้เด็กอ่าน ผมมักชวนให้ตอบ 3 คำถาม หนึ่ง เรื่องที่อ่านเชื่อได้หรือไม่ และพิสูจน์ได้อย่างไร สอง สิ่งที่เขาเขียนมีอคติหรือเปล่า หรือเป็นกลาง สาม ผู้เขียนมีเจตนาอะไร”

เมื่อกระบวนการคิดของเด็กถูกฝึกให้ตั้งคำถามอยู่เสมอ ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับคำตอบจาก AI เด็กจะไม่รับข้อมูลมาใช้ทันที แต่จะย้อนกลับมาตรวจสอบความน่าเชื่อถือ อคติที่แฝงอยู่ และดูว่าตอบโจทย์บริบทที่ต้องการจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองรากฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือการฝึกให้เด็กรู้จัก หยุดเพื่อ ‘กำกับตนเอง’ และการสร้าง ‘ความมีตัวตน’ (Self-worth)

“เรื่องที่สอง คือการฝึกให้เด็กรู้จักหยุด รู้ว่าเมื่อไรควรใช้ AI และเมื่อไรไม่ควรใช้ ทักษะตรงนี้เกี่ยวข้องกับ Executive Function (EF) เด็กต้องควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังมาตั้งแต่ปฐมวัย อีกฐานสำคัญคือการสร้างความมีตัวตน ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความสำคัญ 

เมื่อเด็กเติบโตมาพร้อมกับฐานเหล่านี้ และได้รับการฝึกอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เขาจะรู้เองว่า เมื่อเจอข้อมูลจาก AI ควรเชื่อหรือไม่เชื่อ ควรใช้หรือไม่ใช้”

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการเบี่ยงความสนใจจาก ‘คำตอบสำเร็จรูป’ กลับมาที่ ‘กระบวนการเรียนรู้’ เพราะแม้ AI จะรวดเร็ว แต่การเติบโตทางความคิดที่แท้จริงเกิดขึ้นระหว่างทางที่เด็กได้ลองผิดลองถูก และอธิบายเหตุผลของตัวเอง เมื่อเด็กหาคำตอบได้ ครูต้องชวนคิดต่อเสมอว่า ‘ยังมีวิธีอื่นอีกไหม?’ เพื่อฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด

“ยกตัวอย่างง่ายๆ 17 บวก 17 ได้เท่าไร ผมไม่ได้ถามแค่คำตอบ แต่ถามว่า ‘คิดอย่างไร’ ตัวอย่างเช่น ลูกผมตอนอนุบาล 3 ตอบว่า เอา 10 บวก 10 ได้ 20 แล้วเอา 7 บวก 3 ได้ 10 รวมเป็น 30 จากนั้นเหลือ 4 ก็เป็น 34 สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นวิธีคิด”

เมื่อเด็กมีรากฐานการตั้งคำถามและวิธีคิดที่แข็งแรง AI ก็จะไม่ใช่เครื่องมือที่เข้ามาคิดแทน แต่กลายเป็นผู้ช่วยต่อยอดจินตนาการได้อย่างชาญฉลาด และแน่นอนว่าการจะขับเคลื่อนแนวคิดนี้ในห้องเรียนได้ บทบาทของ ‘ครู’ ก็จำเป็นต้องสอดรับกันด้วย

คุณค่าของ AI ในงานครู คือช่วยให้เข้าใจเด็ก

ปัจจุบันในสถานศึกษา แม้ว่า AI จะถูกนำมาใช้งานในหลายๆ ลักษณะ แต่อาจารย์สัญญาให้ข้อคิดว่า คุณค่าสูงสุดของ AI ไม่ใช่การช่วยครูทำสื่อการสอน ย่อบทความ หรือสร้างข้อสอบได้อย่างรวดเร็ว แต่คือการช่วยให้ครู ‘เห็นและเข้าใจความเป็นมนุษย์ของเด็ก’ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในแต่ละวัน เด็กทิ้ง ‘ร่องรอยการเรียนรู้’ ไว้ตามแพลตฟอร์มต่างๆ หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน AI จะกลายเป็นกระจกเงาที่สะท้อนให้ครูเห็นจุดแข็งและความหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน

“วันนี้เครื่องมือ AI มีอยู่มากมาย แต่ยังไม่มีใครนำข้อมูลจากเครื่องมือเหล่านั้นมาประกอบกัน เพื่อให้ครูเข้าใจเด็กได้มากขึ้น เด็กคนหนึ่งใช้หลายแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน แต่ละแอปทิ้งร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับตัวเด็กไว้ ถ้าเรานำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบกัน AI ก็จะช่วยให้ครูเห็นภาพว่า เด็กแต่ละคนมีลักษณะอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ AI ช่วยคุ้ยข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้ครูเข้าใจเด็กแต่ละคนได้ลึกขึ้น”

ควบคู่ไปกับการฉายภาพให้เห็นตัวตนของเด็ก AI ยังเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตัดงานธุรการหรืองานจัดเตรียมเอกสารที่กลืนเวลา เพื่อคืนเวลาอันมีค่าให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่สร้างคุณค่าร่วมกับผู้เรียนอย่างเต็มที่

“ผมคิดง่ายๆ เลย หนึ่ง ทำอย่างไรให้ครูรู้จักเด็กมากขึ้น สอง AI ช่วยลดภาระบางอย่างของครู เช่น การจัดทำรายงาน การรวบรวมข้อมูล หรือการร่างเนื้อหาเบื้องต้น ก่อนที่ครูจะเติมความคิดของตัวเองลงไป ถ้า AI ช่วยลดภาระตรงนี้ได้ ครูก็จะมีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญกว่า และสิ่งที่ผมเน้นที่สุดก็คือ AI ต้องช่วยให้ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น”

อ.สัญญา ยกตัวอย่างสไตล์การทำงานส่วนตัวว่า เมื่อเห็นภาพรวมในหัวชัดเจน เขาจะให้ AI ช่วยร่างโครงร่างเบื้องต้น แล้วนำเวลาที่ได้คืนกลับมาไปบริหารชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

“เวลาผมเตรียมสไลด์ ถ้าผมเห็นภาพสุดท้ายในหัวแล้ว ว่าอยากได้เนื้อหาแบบไหน จุดเน้นอยู่ตรงไหน ผมก็ให้AIช่วยร่างก่อน ระหว่างที่AIกำลังทำงาน ผมก็เอาเวลานั้นไปทำอย่างอื่น อย่างชีวิตจริงของผม ผมตื่นตี 4 มาทำกับข้าวให้ลูก ระหว่างที่ AI กำลังร่างงาน ผมก็เดินไปต้มไข่ AI จึงช่วยแบ่งเบาภาระ และทำให้เราใช้เวลาได้คุ้มค่าขึ้น”

สำหรับครู AI จึงไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาสอนแทนคน แต่เป็น ‘เครื่องช่วยทุ่นแรง’ เพื่อให้ครูมีเวลาไปสร้างแรงบันดาลใจ พูดคุย แลกเปลี่ยน และโค้ชเด็กแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่มีวันทำแทนได้

ยิ่ง AI ฉลาด มนุษย์ยิ่งต้อง ‘เป็นมนุษย์’

เมื่อมองไปในอนาคตที่ระบบอัตโนมัติพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด คำตอบในการอยู่รอดอาจไม่ใช่การพยายามเอาชนะ AI ในเรื่องความเร็วหรือความจำ แต่คือการกลับมาพัฒนาทักษะที่มีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น

อาจารย์สัญญากล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการบริหารสัดส่วนงานอย่างชาญฉลาด งานประมวลผล ซ้ำซ้อน หรือใช้เวลาเยอะ ควรยกให้เทคโนโลยีจัดการ ส่วนมนุษย์ต้องถอยออกมาโฟกัสเรื่องทัศนคติ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการรับฟังความรู้สึกของผู้คน

“ผมคิดว่าให้ใช้ AI เพื่อลดภาระงานที่ทำซ้ำ หรือช่วยแบ่งเบางานบางอย่าง แต่คุณค่าเรื่องการคิด ตั้งแต่การตั้งเจตนา การคิดต่อยอด หรือการตัดสินใจ เราไม่ควรโยนให้ AI ทั้งหมด ผมชอบเปรียบว่า เราต้อง ‘ตีปิงปอง’ กับ AI ให้ AI ช่วยทำบางเรื่อง ส่วนเราก็ใช้เวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์”

เป้าหมายสูงสุดของการเตรียมคนสู่ยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องทักษะการพิมพ์คำสั่ง (Prompt) แต่คือการเข้าใจสมดุลของงาน รู้ว่าจุดไหนควรดึงศักยภาพ AI มาทุ่นแรง และจุดไหนที่ต้องลงมือทำด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

“ผมคิดว่ามีสองมุม มุมแรก คือเราต้องเก่งขึ้นในการทำงานร่วมกับ AI รู้จักแบ่งงาน รู้ว่าอะไรเป็นจุดแข็งของเรา อะไรควรให้ AI ทำ เพื่อประหยัดเวลา แล้วนำเวลาที่เหลือไปพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง อีกมุมหนึ่งคือ ฝึกสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ เช่น การเข้าใจปัญหาของผู้คน การสร้างแรงบันดาลใจ หรือการเข้าใจมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่เราควรพัฒนาให้เก่งขึ้น”

ยิ่ง AI พัฒนาเร็วเท่าไร ยิ่งกดดันให้เราต้องทบทวนถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ เพราะคำตอบที่รวดเร็วอาจหาได้จากอัลกอริทึม แต่ความเข้าอกเข้าใจ บริบททางสังคม วิจารณญาณ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คือสิ่งที่ไม่มีสมการไหนทดแทนได้

นอกจากนี้ อาจารย์สัญญายังย้ำว่า การสร้างสังคมที่เท่าทัน AI ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องการการประสานพลังทั้งจาก ครู ผู้ปกครอง และระดับนโยบาย

“ผมอยากย้ำเรื่องการเตรียมเด็กให้พร้อม โดยเฉพาะการฝึกอ่านอย่างมีวิจารณญาณ อ่านแล้วแยกให้ออกว่า อะไรจริง อะไรเท็จ มีอคติหรือไม่ และผู้เขียนมีเจตนาอะไร แต่เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มที่เด็กอย่างเดียว ต้องเริ่มจากครูด้วย ถ้าเราอยากให้เด็กอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ครูก็ต้องทำได้ก่อน

อีกส่วนหนึ่งคือครอบครัว ถ้าจะฝากให้โรงเรียนทำอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องเผชิญกับข้อมูลและคอนเทนต์จำนวนมาก ทุกคนจึงต้องฝึกตั้งคำถามกับข้อมูลเหมือนกัน ว่าเชื่อได้หรือไม่ มีอคติหรือไม่ และมีเจตนาอะไร ผมคิดว่านี่คือรากฐานสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกับ AI ในอนาคตครับ”

ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ AI ช่วยคิดและร่างได้แทบทุกอย่าง ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การหาคำตอบให้เร็วที่สุด แต่คือการสร้างสังคมที่รู้จักหยุดคิด ตั้งคำถาม และกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะชาญฉลาดเพียงใด ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อโลกและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็ยังคงเป็นเราทุกคน

Tags:

Critical Readingการตั้งคำถามการกำกับตัวเอง (Self-regulation)ทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีAI DraftHuman Craftอาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • 21st Century skills
    AI Literacy (2): ทักษะจำเป็นที่จะทำให้มนุษย์ไม่ถูกกลืนหายในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกที

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Learning Theory
    ‘เพราะคำถามดีๆ มีความสำคัญไม่น้อยกว่าคำตอบดีๆ’ เรียนรู้วิธีตั้งคำถามที่ทำให้เราเก่งขึ้น

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    4 ไอเท็มที่ครูอาจจำเป็นต้องมี ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ‘หนังพาไป’ 13 ปีของคู่หูนักเดินทาง ‘บอล-ยอด’ ที่ชวนเรามองโลกมุมต่าง ตั้งคำถามกับตัวเองและเติบโตไปด้วยกัน

    เรื่อง ปริสุทธิ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Learning Theory
    สังเกต เลียนแบบ เปรียบเทียบ และการกำกับตนเอง : มองการเรียนรู้ผ่าน social cognitive theory

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel