Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Learning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trend
  • Life
    Healing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroom
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Education trend
21 July 2026

คืนความเป็นมนุษย์ให้กับระบบการศึกษา: บทสนทนาว่าด้วยความจริงของโลก และความฝันของ ‘ครูใหญ่วิเชียร’ แห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามามีบทบาททั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว คำถามสำคัญคือแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยเฉพาะ ‘ระบบการศึกษา’ ควรมุ่งไปในทิศทางใด เพื่อให้เด็กๆ สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง
  • ในฐานะนักการศึกษา ครูใหญ่วิเชียรมองว่า การศึกษาต้องกลับมาสู่เป้าหมายและมีกระบวนการที่ทำให้เด็กกลับสู่การใคร่ครวญ การตระหนักรู้ในตัวเอง และเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนง ซึ่งเครื่องมือสำคัญคือการสร้าง Self-Concept และ Self-Control
  • ความท้าทายของระบบการศึกษาในปัจจุบัน คือจะทำอย่างไรให้เด็กเกิด  ‘สมรรถนะ’  ซึ่งไม่ใช่แค่การเสริมศักยภาพ แต่คือการสร้างต้นทุนชีวิตที่จะช่วยให้เด็กๆ สามารถรับมือกับปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายปลายทางของตัวเองได้

ในยุคที่เอไอมีคำตอบให้กับทุกคำถาม แต่มนุษย์กลับหาความหมายให้ตัวเองได้ยากขึ้นทุกที

ความท้าทายของการออกแบบสังคมแห่งอนาคต ไม่ใช่แค่การทำให้มนุษย์รู้วิธีใช้เทคโนโลยี หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) แต่เป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ เติบโตขึ้นโดยไม่สูญเสียศักยภาพในการเรียนรู้ และจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ 

โจทย์ใหญ่นี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการปรับทิศทางการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในการขับเคลื่อน ‘ระบบการศึกษา’ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วพลิกผัน

The Potential ชวน วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ หรือ ‘ครูใหญ่วิเชียร’ มาขบคิดพูดคุยถึงความท้าทายของระบบการศึกษาในยุคที่พัฒนาการของเอไอกับมนุษย์กำลังสวนทางกัน

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการศึกษาโดยปกติมันมีเป้าหมายในการพัฒนาความสามารถทางสมองของเด็ก โดยเฉพาะเรื่อง Cognitive (กระบวนการเรียนรู้ อันประกอบด้วย การรับรู้ การคิด การเข้าใจ การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน การประยุกต์ใช้) แต่ทุกวันนี้เอไอมันเก่งกว่าเราเยอะเลย มันมีความสามารถทาง Cognitive สูงมาก แล้วทุกคนก็ใช้มันง่าย จนเราไม่คิด จนเราไม่ได้ใช้ Cognitive ของตัวเอง ก็แปลว่าวันหนึ่งความสามารถทางสมองของมนุษย์มันจะน้อยลงมาก อันนี้คือพอยต์ใหญ่” 

อย่างไรก็ตาม ครูใหญ่วิเชียรย้ำว่า ‘เราหนีไม่พ้นยุคของเอไอ’  ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ‘จะทำอย่างไรให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากเอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์’

“นับวันเอไอจะยิ่งฉลาดมากขึ้น เราควรนำเอไอมาช่วยในการดำรงชีวิตและช่วยในการเรียนรู้ หรือช่วยในงานอะไรที่ต้องทำซ้ำๆ แต่งานสำคัญที่มนุษย์ยังต้องคิดเองอยู่ คืองานที่มันตอบโจทย์เรื่องเจตจำนงของมนุษย์ หรือตอบโจทย์ในเรื่องของจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เราสูญเสียสิ่งนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเรายังรู้สึกว่าเราเป็นมนุษย์ ถูกไหม?”

หัวใจของการศึกษา คือการสร้างสมรรถนะเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ชีวิต

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร จุดประสงค์ในการมีชีวิตของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการมีชีวิตที่ดี เพียงแต่ ‘ชีวิตที่ดี’ นั้นถูกนิยามโดยค่านิยมทางสังคมในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเสียง เงินทอง หรือความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการศึกษามักถูกคาดหวังให้เป็นตัวช่วยในการไขว่คว้าสิ่งเหล่านั้น ทว่า ที่ผ่านมาและกำลังเป็นปัญหามากขึ้นในปัจจุบันก็คือ ไม่ว่าจะมีการศึกษามากน้อยแค่ไหน ‘ความสุข’ ดูจะเป็นของหายากขึ้นทุกที

“ไม่ว่าเมื่อแสนปีที่แล้ว หรือหมื่นปีที่แล้ว หรือตอนนี้ จุดประสงค์ของการมีชีวิตมันยังเหมือนเดิม คือเราต้องการมีชีวิตอยู่และต้องการมีชีวิตอยู่ที่ดี แต่คำว่าต้องการมีชีวิตอยู่ที่ดี พอเปลี่ยนยุคสมัยไป  สิ่งที่เข้ามาเป็นปัจจัยมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สังเกตมั้ยว่าทุกอย่างมันดูเหมือนง่ายขึ้น แต่ทำไมชีวิตไม่ง่ายขึ้น มันกลับทุกข์ๆๆๆ ใช่มั้ย 

เพราะมันมีสิ่งหนึ่งที่เอไอไม่มี หรือสิ่งอื่นไม่มี มีแต่ในมนุษย์คือ เรามีทุกข์เป็นต้นเหตุ และการมีทุกข์เป็นต้นเหตุนี่เองคือจุดกำเนิดของการเรียนรู้ 

มนุษย์นั้นเรียนรู้จากความทุกข์ เราแก้ปัญหาของเราจากความทุกข์ให้เป็นความปกติ แล้วเราก็จะมีทุกข์ใหม่เพราะเรามีความอยาก มีธรรมชาติของการขับเคลื่อนของความอยาก อยากอยู่ดีอยู่สบายมากขึ้น แต่ปัจจัยข้างนอกมันไม่ทำให้อยู่ดีอยู่สบายมากขึ้น เรามีปัญหาใหม่อยู่เรื่อยๆ มนุษย์มีความท้าทายมากในการที่จะทำยังไงให้เราสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เรามีสมรรถนะ เพราะสมรรถนะจะไปแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ไง”

ในความเห็นของครูใหญ่วิเชียร ‘สมรรถนะ’  ไม่ใช่แค่การเสริมสร้างศักยภาพ แต่คือต้นทุนที่จะช่วยให้เด็กๆ มุ่งสู่เป้าหมายปลายทางของตัวเองได้ ไม่ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากเพียงใด

“สมรรถนะที่แท้จริงไม่ใช่แค่การสั่งสมความรู้ ทักษะ คุณลักษณะและค่านิยม พูดง่ายๆ ไม่ใช่แค่สั่งสมศักยภาพ แต่มันคือกระตุ้นให้เอาศักยภาพนั้นไปใช้ 

แม้ว่าคุณจะมีศักยภาพเต็มที่แล้ว แต่พอเจอปัญหาใหม่ คุณอาจจะใช้ได้หรือไม่ได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอีกอันหนึ่งด้วย นั่นคือ วงจรประสาทคุณทำงานยังไง คุณตอบสนองเร็วหรือตอบสนองช้า การตอบสนองช้าแปลว่าเขาใคร่ครวญครุ่นคำนึง เราจะฝึกฝนวงจรประสาทยังไงให้เขาตอบสนองช้าลง ใคร่ครวญครุ่นคำนึงก่อน 

จิตศึกษา คือนวัตกรรมการศึกษาที่ช่วยสร้างวงจรประสาทให้เกิดการรู้ตัว ตระหนักรู้ ใคร่ครวญ ใช้วิจารณญาณ แล้วค้นพบเหตุที่แท้จริง ส่วน PBL (Problem/Project Base Learning) จะทำหน้าที่สร้างโจทย์สถานการณ์ที่เท่าทันกับโลก เพื่อกระตุ้นให้เขาสู้กับมัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนทั้งสองส่วนนี้ เวลาเจอปัญหา เขาจะมีสติ เขาตระหนักรู้ เขาใคร่ครวญ เขาหาต้นเหตุ เขาใช้วิจารณญาณและตัดสินใจเชิงจริยธรรมได้ ตัดสินใจอย่างให้ผลดีได้

การทำอย่างนี้ซ้ำๆ ให้เขาสู้กับปัญหาอยู่เรื่อยๆ ข้ามปัญหานี้ไปเจออีกปัญหา สู้อยู่เรื่อยๆ จนรู้สึกว่าระบบการดึงเอาศักยภาพออกมาสู้ มันเกิดสมรรถนะเป็นระยะๆ ขณะเดียวกันก็มีตัวเสริมที่ทำให้เขากลับมาเห็นตัวเอง มาตระหนักรู้ในตัวเอง แล้วขณะที่คุณคิดใคร่ครวญตระหนักรู้ ใช้วิจารณญาณ คุณยังได้เห็นตัวเองด้วยว่า คุณรู้สึกยังไง คุณคิดยังไง คุณมีเจตจำนงยังไงในการทำสิ่งนั้น ตัวคุณเป็นใครจริงๆ ถึงได้ทำสิ่งนั้น กระบวนการแบบนี้มันกลายเป็นว่า ไม่ว่าเอไอจะเข้ามาหรือไม่เข้ามา เขาก็ใช้มันเป็น”

‘การศึกษาแห่งอนาคต’ ต้องเอาชนะสิ่งเย้ายวน รักษาเจตจำนงความเป็นมนุษย์

ในขณะที่เข็มทิศการศึกษามุ่งหน้าไปสู่การสร้างสมรรถนะ เอไอก็ถูกพัฒนาขึ้นจนมีสมรรถนะมากมายหลายอย่างที่สามารถเป็นตัวช่วยในการทำงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เอไอมันช่วยเราได้เยอะ แต่มันก็หลอกสมองเราบางเรื่อง ทำให้สมองเราหลงอยู่ในความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เย้ายวน เราเสียเวลากับมันไปเป็นวันละหลายชั่วโมง ทีนี้กระบวนการเรียนรู้อย่างไรจึงจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเอาชนะความเย้ายวนนี้ได้ แล้วกระบวนการอย่างไรที่จะทำให้มนุษย์มองเห็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรจะมุ่งไป เพราะถ้าเขาไม่เห็นสิ่งสำคัญ เขาก็จะไม่เลือกใช้เวลาทำในสิ่งสำคัญ แต่เลือกใช้เวลากับความสุขเล็กน้อย อันนี้คือพอยต์ 

เพราะฉะนั้น การศึกษาจะทำอย่างไรให้เขาออกจากความเย้ายวนนั้น แล้วเห็นว่าสิ่งไหนสำคัญ …ความทุกข์สำคัญ การดำรงอยู่ร่วมกันสำคัญ พวกนี้ก็จะเป็นโจทย์ใหญ่ เป็นความทุกข์ใหญ่ที่จะนำเราไปสู่การออกแบบโจทย์เพื่อท้าทายให้ผู้เรียนเอาชนะไปเรื่อยๆ เอาชนะเรื่อยๆ จนวงจรประสาทของเขาเนี่ยเจอปัญหาทีไรเขาก็ยิ้ม เพราะมันคือวิธีหนึ่งที่เราจะได้ความสุขมา และเป็นความสุขแบบปิติ ผมว่าการศึกษาควรจะมาทางทิศนี้” 

เราปฏิเสธเอไอไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความท้าทายของระบบการศึกษา ของครูจึงยากขึ้น ขณะที่เข้าห้องเรียนแล้วเด็กสนใจอยู่แต่หน้าจอ ความสามารถครูก็ต้องมากขึ้นด้วย”

ครูใหญ่วิเคราะห์ต่อว่า เมื่อมีเอไอเข้ามาเป็นเงื่อนไข สิ่งที่ยากสำหรับนักการศึกษา โดยเฉพาะคุณครูที่ต้องทำงานกับเด็กโดยตรง คือการสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง

“สิ่งที่จะทำได้ยากคือ การมองเห็นตัวเอง เราถูกกระตุ้นเร้าให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างนอก ในหน้าจอ ในโลกของคนอื่น ไม่ได้กลับมาโลกของตัวเอง การศึกษาต้องกลับมาสู่เป้าหมายและมีกระบวนการที่จะทำให้เด็กกลับมาสู่การใคร่ครวญ การทำความรู้จักตัวเอง การตระหนักรู้ในตัวเอง ว่าตัวเองเป็นใคร รู้สึกนึกคิดอย่างไร มีอคติอย่างไร จะดำรงอยู่อย่างไร ความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร เจตจำนงคืออะไร พวกนี้เป็นหน้าที่หนึ่งของการศึกษา”

“ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่มีอัตลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ ค้นไม่พบว่าเจตจำนงของการชีวิตอยู่คืออะไร มันว่างเปล่า”

“สิ่งที่เอไอไม่มี คือ เขาไม่มีเจตจำนง เขาสร้างสรรค์ได้เก่งกว่าเรา เขาคิดนอกกรอบได้ด้วยตอนนี้ เขาทำอะไรได้มากกว่าเราหลายอย่าง เขามีภาษาที่มหาศาล ภาษาของเราเท่าฝ่ามือ ของเขาเท่าโลก เขารู้ภาษา รู้ทุกคำศัพท์ เขาทำอะไรได้ทุกเรื่อง แต่เขาไม่มีอยู่อันเดียวคือ ‘เจตจำนง’ ถ้าเราไม่มีกระบวนการทางการศึกษาที่ให้เด็กกลับมาพิจารณาตัวเองว่าฉันเป็นใคร ฉันควรดำรงอยู่อย่างไร เจตจำนงที่แท้จริงของฉันคืออะไร …เราว่างเปล่า”

‘มนุษย์ที่ว่างเปล่าและเปราะบาง’ ความน่ากังวลของสังคมไทยและโลกใบนี้

การเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายที่พุ่งสูง หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเป็น NEET (Not in Education, Employment, or Training) ดูเหมือนว่าภาพสะท้อนความเปราะบางทางสังคมคือสิ่งที่ปรากฎชัดจนยากจะปฏิเสธ 

“เด็กสมัยนี้สบตากันยังไม่เป็นเลย  พออยู่ในโลกเอไอมากๆ อยู่กับตัวเองมาก เปรียบเทียบกับคนอื่นมาก มองหาความหมายไม่เห็น ซึมเศร้าก็มากขึ้น ADHD เทียม ออทิสติกเทียมเกิดขึ้น” ครูใหญ่วิเชียรตั้งข้อสังเกต พร้อมชวนทุกคนพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว

“เราสัมผัสได้ถึงมวลรวมของความทุกข์ ไม่ใช่มวลรวมความสุข ทุกคนเดือดเนื้อร้อนใจกับเศรษฐกิจ สงครามที่โน่น น้ำมันที่นี่แพง ทุกคนเดือนเนื้อร้อนใจกับเศรษฐกิจ ทุกคนเดือดเนื้อร้อนใจกับการเมืองที่มีระบบที่เป็นธรรมน้อยลง พวกมากลากไปมากขึ้น” 

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าจะสร้างความสะดวกสบายให้อย่างมาก แต่ก็ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่อย่างเป็นปัจเจกมากขึ้น แก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้น

“มนุษย์วิวัฒนาการมาถึงวันนี้ได้ เพราะเรามีความสามารถในการร่วมมือกัน แต่ตอนนี้มันมีเครื่องมืออื่นมาช่วย จนเราไม่จำเป็นต้องร่วมมือกัน ซึ่งในอนาคตอีก 5 ปี 10 ปี 20 ปีหรือ 100 ปี มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนไม่ร่วมมือกัน เราแก่งแย่งมากขึ้น เราเห็นภาวะการณ์สงครามทุกมุมโลก ไม่ใช่แค่สงครามที่เป็นสงครามจริงๆ ยังมีสงครามรูปแบบอื่น เช่น สงครามเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การกลืนกินกันทางวัฒธรรม การกลืนกินทางสินค้า การเร่งการบริโภค พวกนี้เป็นสงครามทั้งนั้นนะ มันทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องมือของสงคราม”

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ได้สร้างมวลความทุกข์มหาศาล ซึ่งในฐานะนักการศึกษา ครูใหญ่โยนคำถามไปถึงสังคม… “เราไม่สนใจอยากจะเห็นมวลความสุขที่มากขึ้นเหรอ”

“เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า มวลความสุขที่มากขึ้นเกิดจากการสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองจริงๆ ว่าเราเป็นมนุษย์ ในความหมายที่ว่า เรามีเจตจำนงดำรงอยู่เพื่ออะไร กระบวนการเรียนรู้ก็ควรจะทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนง เป็นมนุษย์ที่มีความคิดความรู้สึกอย่างมนุษย์” 

บทบาท ‘โรงเรียน’ ในโลกที่ความรู้หาได้ทั่วไป แต่ความเป็นมนุษย์อาจต้องสร้างใหม่

กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนง คือภาพที่ครูใหญ่ฝันไว้และลงมือสร้างต้นแบบที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา โดยมีหลักสูตรฐานสมรรรถนะเป็นทั้งเครื่องมือและความหวัง

“หลักสูตรฐานสมรรถนะ มันเปลี่ยนทิศทางจากการสั่งสมความรู้ ทักษะ กลายเป็นฝึกฝนให้ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งแค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว ถ้าสมมุติเปลี่ยนทิศทางพวกนี้ได้  วิธีจัดการเรียนการสอนก็จะเปลี่ยนไปหมด หรือการจ้องมองก็จะเปลี่ยนไปหมดเลย หลักสูตรฐานสมรรถนะคือความหวัง”

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการผลักดันหลักสูตรดังกล่าวผ่านกลไกหลายอย่าง แต่ในมุมของครูใหญ่วิเชียร จุดเริ่มต้นที่ทรงพลังที่สุด คือ การฉีกตำราเรียนทิ้งให้หมด

“เพราะว่าตำราเรียนที่ซ่อนอยู่ในกลไกของระบบการศึกษา คือระบบการหาผลประโยชน์จากนักเรียน เป็นระบบการหาผลประโยชน์ใหญ่เป็นหมื่นล้าน แล้วผมยังมองว่าหนังสือเรียน คู่มือ หรือแบบฝึกที่เป็นตำรับตำราที่เขาพิมพ์ออกไปให้เนี่ยสบประมาทความสามารถของครู ทำลายการเรียนรู้ของครู ทำให้ครูไม่มีสมรรถนะเสียเอง เพราะตัวเองก็ใช้ในสิ่งที่มันสำเร็จรูป ทำให้สมรรถนะในการที่จะเผชิญเหตุเผชิญปัญหาต่อเด็กแต่ละรุ่น ที่จะท้าทายการเรียนรู้ของตัวเองน้อยลง มันมีสองเรื่องใหญ่อยู่ในนั้นคือ หนึ่ง ถ้าไม่ทำหนังสือ คนหาผลประโยชน์จากเด็กจะน้อยลง สองคือ ครูจะเก่งมีความสามารถมากขึ้น”

ในมุมมองของครูใหญ่วิเชียร การไม่มีหนังสือเรียนมาเป็นกรอบ จะทำให้ครูออกแบบแผนการสอนด้วยตัวเอง  “…แล้วออกแบบปีนี้ ก็ใช้ปีหน้าไม่ได้ เพราะเด็กจะเป็นคนใหม่ บริบทใหม่เข้ามา โจทย์ใหม่อยู่เรื่อยๆ สมรรถนะของครูจะเก่งมากขึ้นเลยในการเผชิญปัญหา” 

ทบทวนและประกอบสร้าง ‘การศึกษา’ ที่มนุษย์จะไม่ถูกกลืนกินโดยเอไอ

ครูใหญ่ชวนย้อนทวนเป้าหมายของระบบการศึกษาที่กล่าวถึงในตอนต้นว่า คือการสร้าง Cognitive ให้เด็ก ซึ่งนอกเหนือจากความรู้ ทักษะ ยังต้องมีความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 

“Cognitive มันยังเป็นต้นทางของการใช้เอไอด้วย ถ้าคุณไม่มี คุณก็ใช้มันไม่ได้ แสดงว่าการศึกษาของเราจะต้องมุ่งไปที่เรื่องของกระบวนการคิดมากขึ้น เพราะในกระบวนการเก็บความรู้ เอาไว้ให้เป็นหน้าที่ของเอไอก็แล้วกัน เป็นหน้าที่คลาวด์ก็แล้วกัน

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องถอยเอไอออกไปก่อนในวัยเด็กๆ เพราะว่าเราต้องการพัฒนาสมองเขาให้มีความสามารถทาง Cognitive ถ้า Cognitive สูงแล้ว ดึงเอไอเข้ามาเมื่อไหร่ เอไอจะกลายเป็นแค่เครื่องมือ”

นอกจากนี้ ครูใหญ่วิเชียรยังเห็นว่าในโลกที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที เครื่องมือที่จะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง อยู่รอดและอยู่ร่วมในสังคมได้ ก็คือ  Self-Concept และ Self-Control 

“การศึกษาต้องสร้างให้เขาไปถึง Self-Concept และให้เขามีความสามารถในการมี Self-Control เมื่อไรที่คนมี Self-Control เขาจะจับจ้องเป้าหมายเป็น ละสิ่งเย้ายวนได้ ออกแบบให้ตัวเองออกจากสิ่งเย้ายวนได้ง่าย เพื่อมุ่งเป้าหมายได้ แล้วยิ่งถ้าเขามี Self-Concept เขาจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ถนัดอะไร แล้วอะไรคือเจตจำนงของเขาจริงๆ 

ทุกวันนี้ในระบบการศึกษายังพูดถึงแค่ VASK ยังไม่ได้พูดถึงเรื่อง Self-Concept, Self-Control เลย ซึ่งยากที่สุดตอนนี้คือ การทำให้เด็กเกิด Self-Control เอามือถือออกจากเขาได้ยังไง 8 ชั่วโมง

เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเลือกเครื่องมือนะ อย่างแรก คือทำให้เขาไปถึง Self-Concept ค้นพบอัตลักษณ์ของตัวเอง แล้วรู้ว่าเจตจำนงของเขาคืออะไร ขณะเดียวกันฝึกฝนให้เขามีความสามารถที่จะมี Self-Control จับจ้องเป้าหมายเป็น ออกแบบเพื่อละออกจากสิ่งเย้ายวนได้ แบบนี้รอด”

สุดท้าย เมื่อถามว่ายังมีความหวังกับระบบการศึกษาไทยหรือไม่ ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการศึกษา ครูใหญ่วิเชียรตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมมีความฝัน แต่ไม่มีความหวัง”

“ผมมีความฝันเสมอว่าอยากเห็นการศึกษาไทยที่ดี ผมถึงไม่หยุดทำ แต่ผมไม่มีความหวัง ตลอดชีวิตผมจะไม่เห็นการศึกษาที่ดี ผมตายไปแล้วอีก 100 ปีก็ยังไม่เห็นการศึกษาที่ดี

ความฝัน สำหรับผมคือ เรามีความปรารถนา อยากจะเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น มันทำให้เรายังทำสิ่งนี้อยู่ ส่วนความหวังคือ หวังว่าจะเห็น แต่มันก็ไม่เห็นสักทีนะ ผมก็เลยมีความฝันแต่ไม่มีความหวัง 

ทุกวันนี้ผมทำตามความฝัน แล้วใครก็อย่ามายุ่งกับความฝันของผม!”

Tags:

การควบคุมตัวเอง (Self-control)ระบบการศึกษาไทยความเป็นมุนษย์Self-Conceptวิเชียร ไชยบังAIจิตศึกษาสมรรถนะ

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Family Psychology
    เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • Competency cover
    Social Issues
    เรียนรู้อย่างมีความหมาย-ไร้รอยต่อ สร้างสมรรถนะเด็กไทยพร้อมรับความท้าทายแห่งอนาคต

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issue
    ‘4 เรื่องต้องลงทุน’ กับ ‘7 นโยบาย’ สร้างสมรรถนะคนไทยให้เรียนรู้อย่างไร้รอยต่อ: ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative learningCharacter building
    OR HEALTH: ชุดปลูกต้นอ่อนข้าวสาลีอินทรีย์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์ผู้จากไปด้วยโรคมะเร็ง

    เรื่อง กิติคุณ คัมภิรานนท์

  • 21st Century skills
    10 ทักษะมนุษย์ต้องมี และ AI ก็ทำไม่ได้ในปี 2020

    เรื่อง The Potential ภาพ บัว คำดี

  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel