Skip to content
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงาน
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    อ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenager
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงาน
Playground
10 April 2026

Z for Zacariah: แม้โลกจะล่มสลาย ไม่มีใครต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • นิยาย ‘Z for Zachariah’ หรือ ‘สูญมนุษย์วันสิ้นโลก’ เขียนโดย Robert C. O’Brien และแปลโดย วิลา วศินสังวร ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่ของบรรยากาศในหนังสือที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและอ้างว้าง รวมถึงแง่คิดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน
  • นิยายเล่าเรื่องโลกหลังหายนะนิวเคลียร์ ผ่านชีวิตของแอน เด็กสาวที่คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์คนสุดท้าย ก่อนจะพบชายอีกคนและเริ่มต้นความสัมพันธ์ร่วมกัน แต่สุดท้ายกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
  • ต่อให้คุณอยู่ในโลกที่ทุกอย่างล่มสลาย แต่หากมนุษย์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ คือพิษร้ายที่ทำให้คุณตกอยู่ในความสัมพันธ์อันบั่นทอน จงก้าวออกมาอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข ดีกว่ามีคู่ที่คอยแพร่พิษร้าย บ่อนทำลายชีวิต

ในแวดวงหนังสือและวรรณกรรม จะมีการแบ่งหมวดหมู่ของนิยายออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น โรแมนซ์ ไซไฟ-แฟนตาซี หนังสือเด็ก วรรณกรรมคลาสสิก และอีกหลากหลายหมวดหมู่ที่อาจจะเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ตามยุคสมัยหรือเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไป เช่น หมวดหมู่นิยายวาย หรือนิยายรักที่ตัวละครเป็นเพศเดียวกัน

หมวดหมู่หนึ่งซึ่งถูกจัดรวมอยู่ในประเภทนิยายไซไฟ-แฟนตาซี หากแต่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และเป็นหมวดหมู่หนังสือที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอ รวมถึงถูกนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ หมวดหมู่นิยายวันสิ้นโลก หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Post-Apocalyptic ซึ่งหากแปลตรงตัว ก็คือ หลังจากโลกถึงกาลล่มสลาย

นวนิยายในหมวดหมู่นี้ จะบอกเล่าเรื่องราวตัวละคร ในโลกที่อารยธรรมล่มสลาย เนื่องด้วยสาเหตุนานัปการ เช่น หายนะภัยธรรมชาติ สงครามนิวเคลียร์ การรุกรานจากนอกโลก การเกิดโรคระบาด ซึ่งรวมถึงเชื้อโรคในจินตนาการที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้วรรณกรรมวันสิ้นโลก มีเสน่ห์จับใจและได้รับความนิยมอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะเรื่องราวเหล่านี้ กระตุ้นให้เราหวนระลึกถึงสัญชาตญานในการเอาตัวรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน อีกทั้งยังเป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตในฉากทัศน์อันเลวร้ายของโลกอนาคต

ในภาวะปกติสุข หลายคนอาจมองว่า เรื่องราวของวันสิ้นโลก เป็นแค่แฟนตาซีที่ห่างไกลความเป็นจริง แต่ในภาวะที่เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวสงคราม ที่ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง โลกที่อารยธรรมล่มสลาย ก็อาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด

นอกจากนี้ นิยายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ยังเป็นเหมือนการรีเซ็ตโลกอีกครั้ง นำพาเรากลับคืนสู่ยุคที่ปราศจากเทคโนโลยี ไม่มีสัญญานอินเทอร์เน็ต ไม่มีโลกเสมือนจริง ไม่มีมีมหรือคลิปไวรัลให้ดู มีแต่โลกที่ดิบ กระด้างและจริงจัง โลกที่เราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าปัจจัยสี่ เพียงแค่อาหารกระป๋องหนึ่งกระป๋อง ก็มีค่ายิ่งกว่าบิทคอยน์หนึ่งเหรียญ

และที่สำคัญ ในโลกที่ทุกอย่างล่มสลายนี้เอง คือโลกที่เราถูกโยนคำถามใส่หน้าตรงๆ ว่า ‘จริยธรรม’ คืออะไร การเข่นฆ่าเพื่อความอยู่รอด จะเป็นบาปมหันต์แค่ไหน และบาปมหันต์นั้น มีน้ำหนักมากหรือน้อยแค่ไหน หากเทียบกับการได้อยู่ต่อไปในโลกใบนี้อีกหนึ่งวัน

ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่วรรณกรรมวันสิ้นโลก หนังสือเล่มนี้ มีชื่อว่า Z for Zachariah หรือชื่อในภาษาไทยว่า สูญมนุษย์วันสิ้นโลก เขียนโดย Robert C. O’Brien และแปลโดย วิลา วศินสังวร ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่ของบรรยากาศในหนังสือที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและอ้างว้าง รวมถึงแง่คิดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน

แน่นอนว่า มีหนังสือนับไม่ถ้วน ที่เคยตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคน แต่ ‘สูญมนุษย์วันสิ้นโลก’ อาจจะเป็นหนังสือเล่มเดียว ที่แตะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) ในโลกที่หลงเหลือมนุษย์เพียงแค่สองคน

แอน เบอร์เด็น เด็กสาววัยสิบหก เชื่อว่าเธอคือมนุษย์คนสุดท้ายในโลกใบนี้ โลกที่อารยธรรมทุกอย่างเพิ่งถูกทำลายลงราบคาบด้วยอาวุธนิวเคลียร์  กัมมันตรังสียังปนเปื้อนพื้นที่ส่วนใหญ่ รวมถึงแหล่งน้ำจืด หลายสิ่งหลายอย่างกลายเป็นพิษ 

แต่แอนก็เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในโลกอันโหดร้ายได้ เธอเรียนรู้ที่จะดื่มน้ำ ใช้น้ำ และตกปลา เฉพาะแต่ในลำธารที่ยังมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายอาศัยอยู่ เพราะนั่นแปลว่า ลำน้ำสายนั้นรอดพ้นจากการปนเปื้อนกันมันตรังสี เธอเรียนรู้ที่จะเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ เลี้ยงวัวไว้รีดนมสำหรับดื่ม รวมถึงพึ่งพาอาหารแห้ง และอาหารกระป๋อง ในร้านขายของชำใกล้บ้านอย่างประหยัด ซึ่งแน่นอนว่า อาหารเหล่านี้ คือทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด หากหมดแล้วก็คือหมดเลย

ก่อนหน้านี้ หลังสงครามนิวเคลียร์สงบลง แอน ยังมีพ่อแม่และน้องชาย รวมถึงญาติและเพื่อนบ้านอีกหลายคน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนค่อยๆ ล้มตายไป (น่าจะเป็นผลมาจากการปนเปื้อนกัมมันตรังสี) สุดท้าย พ่อและแม่ พร้อมเพื่อนบ้าน ขับรถออกไปสำรวจหมู่บ้านอื่น เพื่อดูว่าจะมีลู่ทางย้ายถิ่นฐานไปในที่ๆ ที่ปลอดภัยกว่านี้ มีอาหารการกินสมบูรณ์กว่านี้

แต่สุดท้าย ไม่มีใครกลับมา รวมถึงโจเซฟ น้องชายของแอน ซึ่งควรจะอยู่เป็นเพื่อนเธอในวันที่พ่อแม่ออกไปสำรวจหมู่บ้านอื่น เธอเชื่อว่าโจเซฟคงแอบตามขึ้นรถไปด้วย หรืออาจจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ แอน เด็กสาววัยสิบหก ต้องอยู่ลำพังคนเดียวในโลกที่ไม่หลงเหลือมนุษย์อีกแล้ว

แอนเขียนบันทึกประจำวัน เพื่อที่จะได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีคนคุยด้วย ในโลกที่แสนจะเปลี่ยวร้าง อีกเหตุผลหนึ่ง ก็เพื่อจดจำรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เผื่อว่าในอนาคต เธออาจได้พบกับมนุษย์คนอื่น จะได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้เขาหรือเธอฟัง

แต่นั่นก็เป็นความหวังที่แสนเลื่อนลอย เพราะแอน ไม่เคยพบเจอมนุษย์คนอื่นมานานมากแล้ว เธอเริ่มเชื่อว่า ตัวเอง คือมนุษย์คนสุดท้ายที่เหลือรอดในโลกใบนี้ โลกที่ถูกทำลายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อันเป็นผลจากการกระทำของคนบ้า เสียสติ และโง่เขลา (ประโยคสุดท้าย ในหนังสือไม่ได้บอกไว้หรอกครับ แต่ผมเพิ่มเข้าไปเอง)

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม แอนมองเห็นควันลอยจากที่ไกลๆ นอกหมู่บ้าน ควันสายเล็กๆ บ่งบอกว่า ไม่ใช่ไฟป่า แต่มาจากคนจุดกองไฟ และนั่นแปลว่า เธอไม่ใช่มนุษย์คนเดียวในโลกนี้ ยังมีคนอื่นที่รอดชีวิตอยู่ แต่เธอไม่รู้เลยว่า คนๆ นั้นจะเป็นคนดี หรือคนร้าย เธอไม่รู้เลยว่า ควรจะพบเจอคนๆ นั้นหรือไม่ เพราะใครจะบอกได้ว่า สิ่งที่มนุษย์คนนั้นต้องการ คือ การผูกมิตรกับเด็กสาว หรือการแย่งชิงอาหารทั้งหมดเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

แอนตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำบนเขา เธอใช้กล้องส่องทางไกล คอยมองดูควันจากกองไฟ ที่ค่อยๆ ขยับมาใกล้บ้านเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นแปลว่า คนๆ นั้นกำลังเดินทางมุ่งตรงมาที่บ้านของเธอ

ในที่สุด แอนก็เห็นหน้าคนๆ นั้น เขาเป็นผู้ชาย อายุน่าจะสามสิบปี สวมชุดป้องกันกัมมันตรังสีทั้งตัว ไว้เคราครึ้ม แต่ก็ดูดีมีเสน่ห์ ถึงกระนั้น แอนยังไม่กล้าปรากฎตัวต่อหน้าเขา ได้แต่เฝ้าดูห่างๆ ผ่านกล้องส่องทางไกล

จนวันที่ชายหนุ่มคนนั้นลงไปว่ายน้ำในลำธารสายหนึ่ง ซึ่งแอนรู้ว่าลำน้ำนั้นเป็นพิษเพราะกัมมันตรังสี แต่ชายหนุ่มคนนั้นไม่รู้ เขาจึงล้มป่วยหนัก ตอนนั้นเอง แอนตัดสินใจออกจากที่ซ่อน และเปิดเผยตัวเพื่อช่วยพยาบาลชายหนุ่มคนนั้น

หลังจากนั้น ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ชายหนุ่มคนนั้น มีชื่อว่า จอห์น อาร์. ลูอิส เขาเป็นนักเคมีจากนิวยอร์ก เป็นหนึ่งในทีมพัฒนาชุดป้องกันกัมมันตรังสี ซึ่งก็คือชุดที่เขาใส่ ชุดนี้ช่วยให้เขารอดพ้นจากพิษกัมมันตรังสีระหว่างการเดินทางเพื่อเสาะหาเพื่อนมนุษย์ที่ยังหลงรอดชีวิต แต่ถึงแม้เขาจะเชี่ยวชาญด้านกัมมันตรังสี เขาก็ยังสะเพร่าเลินเล่อลงไปในน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี จนล้มป่วยอย่างหนัก

ชายหนุ่มและเด็กสาว ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์คู่สุดท้ายบนโลกใบนี้ ช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน แอนคอยพยาบาล ทำอาหาร รวมถึงปลูกผักเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นอาหารสำหรับคนสองคน ส่วนจอห์น ซึ่งร่างกายยังอ่อนแอ ก็สอนให้เด็กสาว เรียนรู้ที่จะซ่อมแซมอุปกรณ์หลายอย่าง เพื่อช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หากหนังสือเล่มนี้เป็นแค่เทพนิยายสำหรับเด็ก เรื่องราวคงจบลงด้วยประโยคที่ว่า “ในที่สุด แอนและจอห์นก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม้ว่าโลกจะล่มสลายแล้ว แต่ทั้งคู่ก็จะช่วยกันฟื้นฟูและสร้างมันขึ้นมาใหม่”

น่าเสียดาย หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็ก เรื่องราวจึงดำเนินต่อไปในทิศทางที่เลวร้ายลง จอห์นเริ่มแสดงตัวตนในด้านมืดออกมาให้เห็น เขาเคยสังหารเพื่อนร่วมงาน เพื่อแย่งชิงชุดป้องกันกัมมันตรังสี ซึ่งจะว่ากันจริงๆ ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า การกระทำของเขาเป็นสิ่งเลวร้าย เพราะหากจอห์นไม่ทำเช่นนั้น เขาก็จะเป็นฝ่ายที่ตายไป ขณะที่เพื่อนได้ชุดป้องกันกัมมันตรังสี ที่ช่วยให้รอดชีวิตต่อไปได้

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น จอห์นเริ่มแสดงบทบาทผู้นำเผด็จการ เขาต้องการครอบครองและครอบงำทุกอย่าง คอยบงการให้แอนต้องทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูก โดยไม่ยอมรับฟังความเห็นต่างใดๆ

ดูเหมือนว่า พิษจากกัมมันตรังสีในลำธาร ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายของจอห์นล้มป่วย หัวใจของเขาก็ปนเปื้อนและกลายเป็นพิษเช่นกัน หรือมิเช่นนั้น หัวใจของจอห์นก็คงเป็นพิษอยู่แต่แรกแล้ว เพียงแต่กัมมันตรังสีทำให้ความเป็นพิษนั้น ถูกมองเห็นได้ง่ายขึ้น

หลังวันโลกล่มสลาย กัมมันตรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างปนเปื้อนและกลายเป็นพิษ ไม่เว้นแม้แต่ความสัมพันธ์ของคนสองคน ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์สองคนสุดท้ายบนโลกใบนี้

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรือ Toxic Relationship คือ หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่กับมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่สัตว์สันโดษที่อยู่ลำพังตัวคนเดียว หากแต่เป็นสัตว์สังคม ที่ความอยู่รอดของเรา ผูกติดอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับบุคคลอื่น

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรืออาจเรียกในชื่ออื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ที่บั่นทอน ความสัมพันธ์แบบฉุดรั้ง หรือความสัมพันธ์ที่ไร้ความสุข เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสัมพันธภาพทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ฉันคู่สามีภรรยา คู่รัก เพื่อน หรือกระทั่งเพื่อนร่วมงาน

ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหน และไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คือสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ ด้วยถ้อยคำที่บั่นทอนความรู้สึก และท่าทีที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อยกว่า มีแต่จะทำให้ผู้ตกอยู่ในภาวะความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ จะยิ่งมีสุขภาพจิตที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

บทความทางจิตวิทยาหลายชิ้น ชี้ว่า คนที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์เป็นพิษ มักจะเป็นคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่แล้ว เช่น อาจมีภาวะบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissism) หรืออาจมีระดับความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem) หรือแม้แต่เคยมีบาดแผลทางใจในอดีต (Trauma) 

ถึงกระนั้น แม้ว่าผู้ตกเป็นเหยื่อความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ จะรู้ หรือไม่ว่า ต้นเหตุของปัญหาไม่ได้มาจากตัวเอง หากแต่มาจากความเป็นพิษที่มีแต่แรกของอีกฝ่าย แต่การก้าวออกจากความสัมพันธ์นั้น กลับทำได้ยากแสนยาก ซึ่งอาจเป็นเพราะความรู้สึกผูกพัน หรือเสียดายความสัมพันธ์ดีๆ ที่เคยมี

Tags:

หนังสือความสัมพันธ์Toxic relationshipนิยาย

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Relationship
    Love Bombing: เมื่อการทุ่มเทความรักมากมายเป็นเพียงเหยื่อล่อไปสู่ความสัมพันธ์ท็อกซิก

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    เพื่อนคนเก่ง: ในมิตรภาพอันแสนซับซ้อนนั้นมีทั้งความรักและความอิจฉา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในโมงยามแห่งความรัก เราทุกคนล้วนบ้า…และมาจากดวงจันทร์

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel