Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Book
14 February 2026

คืนสีขาว: เรารักเพื่อเติมเต็มคนรัก หรือเพื่อเติมเต็มตัวเอง

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • คืนสีขาว (White Nights) ของ ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว (novella) เล่าเรื่องชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่เรียกตนเองว่า ‘คนช่างฝัน’ ซึ่งได้พบและตกหลุมรักนาสตินกา ภายในช่วงเวลาเพียง 4 คืน ในบรรยากาศ ‘คืนสีขาว’ แห่งเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก่อนที่ความรักนั้นจะจบลงอย่างไม่สมหวัง
  • เรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้ สะท้อนความรักที่เกิดจากความเหงาและความโหยหาการยอมรับ ตั้งคำถามว่าการรักใครสักคนอาจเป็นทั้งความบริสุทธิ์ใจ และในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของเราเอง
  • เรารักใครคนหนึ่งเพราะอะไร รักเพราะตัวตนของเธอคนนั้น หรือรักเพราะตัวตนของเราได้รับการเติมเต็ม รักเพราะมีใครมองเห็นเรา รักเพราะมีใครรับฟังเรา หรือพูดง่ายๆว่า รักเพราะรักนั้นทำให้ความเหงาจางหายไป

‘กุมภาพันธ์’ ได้ชื่อว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เพราะเป็นเดือนที่มีเทศกาลวันวาเลนไทน์ บรรยากาศแห่งความรักและสีชมพูจึงอบอวลไปทั่ว ไม่ว่าจะในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ และรวมไปถึงในหัวใจคนหนุ่มสาว

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของเดือนแห่งความรัก ผมเลยอยากจะเขียนถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีธีมหลักว่าด้วยเรื่องของความรักโดยตรง

แน่นอนในว่า ในโลกแห่งหนังสือ มีวรรณกรรมหลายชิ้นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะงานวรรณกรรมว่าด้วยความรัก ไม่ว่าจะเป็น ข้างหลังภาพ, คู่กรรม, ชั่วฟ้าดินสลาย, Romeo and Juliet, Norwegian Wood หรือแม้กระทั่งวรรณกรรมเด็กอย่าง เจ้าชายน้อย ก็ยังมีแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับความรัก 

แต่น้อยคนนักที่จะนึกถึงงานเขียนของ ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี 

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า  ผลงานส่วนใหญ่ของนักเขียนชาวรัสเซียผู้นี้ มุ่งชำแหละและตีแผ่แง่มุมลึกล้ำดำมืดในจิตใจมนุษย์ ทำให้งานเขียนส่วนใหญ่ของดอสโตเยฟสกี เป็นวรรณกรรมเชิงจิตวิทยา รวมถึงเป็นต้นธารของแนวคิดปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)

อย่างไรก็ดี มีงานเขียนชิ้นหนึ่งของดอสโตเยฟสกี ซึ่งเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว หรือบางคนอาจบอกว่า เป็นนิยายขนาดสั้นที่เรียกว่า Novella ที่แตกต่างและแปลกแยกจากงานชิ้นอื่นๆ ของเขาอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นงานเขียนชิ้นเดียวของเขา ที่กล่าวถึง ‘ความรัก’ ในแง่มุมที่ ‘สว่าง’ และ ‘สดใส’ ที่สุด

งานชิ้นนั้นมีชื่อว่า White Nights หรือในฉบับแปลไทย (ซึ่งมีอย่างน้อย 3 สำนวน) ใช้ชื่อเรื่องว่า ‘คืนสีขาว’ แต่ก็มีสำนวนหนึ่ง ตั้งชื่อเรื่องว่า ‘คนช่างฝัน’

ถึงแม้ว่าคืนสีขาวจะเป็นงานเขียนขนาดสั้น ที่มีเนื้อหาเบาและไม่เคร่งเครียด (และเป็นหนึ่งในงานที่มีคนชื่นชอบมากที่สุด ในบรรดางานเขียนของดอสโตเยฟสกี) แต่ก็ยังแฝงแง่มุมและแง่คิดทางด้านจิตวิทยาที่น่าสนใจ ตามสไตล์ของดอสโตเยฟสกี

เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่องในภาษาอังกฤษ White Nights ซึ่งเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกค่ำคืนในช่วงฤดูร้อน ซึ่งพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าช้ากว่าปกติ อาจจะถึงเที่ยงคืน ทำให้ช่วงเวลากลางคืนมีบรรยากาศที่สว่างราวกับกลางวัน จนเรียกกันว่า คืนสีขาว โดยปรากฏการณ์ที่ว่านี้ จะเกิดขึ้นในประเทศที่อยู่ในแถบละติจูดสูง เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ซึ่งเป็นเซ็ตติง หรือสถานที่เกิดเรื่องราวขึ้นในหนังสือเล่มนี้

โดยทั่วไปแล้ว เรามักเปรียบเปรยช่วงเวลากลางคืน เป็นดั่งโลกแห่งความฝัน ขณะที่ช่วงเวลากลางวัน คือโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ค่ำคืนสีขาวของดอสโตเยฟสกี ก็คือ เรื่องราวในโลกแห่งความฝัน ที่เต็มไปด้วยความสุกสว่างจนดูราวกับว่าเป็นโลกแห่งความจริง 

แต่สุดท้าย ก็เป็นได้แค่ ‘โลกแห่งความฝัน ที่สว่างสดใสจนดูคล้ายความจริง แต่ก็ยังไม่ใช่ความจริง’

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ 4 คืน ต่อเนื่องถึงเช้าของวันที่ 5 บอกเล่าโดยตัวเอกของเรื่อง ที่ไม่ได้ระบุชื่อ หากแต่เรียกตัวเองว่า ‘คนช่างฝัน’ หรือ ‘Dreamer’

คนช่างฝันในเรื่องนี้ เป็นชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว ใช้ชีวิตลำพังคนเดียว อาศัยอยู่ในห้องพัก ที่มีหญิงรับใช้ชราคอยดูแล ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนช่างฝัน เขาย้ายมาอยู่ในเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (หรือที่ในหนังสือฉบับแปลโดย อติภพ ภัทรเดชไพศาล ใช้คำสะกดตามเสียงภาษารัสเซียว่า ปีเตร์บูร์ก) ได้แปดปีแล้ว แต่ก็ยังแทบไม่รู้จักใครเลย และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคบหากับเพื่อนต่างเพศ

หากเป็นในโลกยุคปัจจุบัน คงต้องบอกว่า คนช่างฝัน ตัวเอกในเรื่อง คืนสีขาว คือชายหนุ่มอินโทรเวิร์ต (Introvert) ผู้มีความพอใจกับการใช้ชีวิตลำพังคนเดียว และใช้เวลาว่างด้วยการเดินเล่นบนสันเขื่อนริมฝั่งแม่น้ำเนวา ที่ไหลผ่านเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (ขออนุญาตใช้คำสะกดตามแบบที่คนไทยคุ้นเคยนะครับ)

แม้ว่าคนช่างฝัน จะใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แต่เขาไม่รู้สึกเดียวดาย เพราะความเป็นคน ‘ช่างฝัน’ ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ทำให้เขามีเพื่อนมากมายในห้วงคำนึง ไม่ว่าจะเป็นชายชราที่พบเจอกันแทบทุกครั้ง จนร่ำๆ จะถอดหมวกทักทายกันแล้ว ดีแต่ว่ายั้งมือไว้ทันก่อน 

หรือแม้กระทั่งบ้านเรือนหลายหลัง ที่มักจะส่งเสียงทักทายเขาอยู่เสมอ “สบายดีมั้ย? พรุ่งนี้เขาจะซ่อมแซมฉันแล้วนะ”

แล้วไหนจะบ้านหลังน้อยสีชมพูอ่อน ซึ่งมักสบตามองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความเป็นมิตร บ้านหลังน้อยผู้น่าสงสาร เพราะเธอถูกเจ้าของบ้านเปลี่ยนสีจนกลายเป็นสีนกขมิ้น 

คำบรรยายทำให้เราได้รับรู้ว่า คนช่างฝัน ตัวเอกของเรื่อง เป็นคนที่โดดเดี่ยวแค่ไหน โดดเดี่ยวถึงขนาดต้องมีเพื่อนเป็นตึกรามบ้านช่อง ซึ่งก็เป็นเพราะความแตกต่างไม่เหมือนใครของเขา ทำให้ยากที่จะมีใครเข้าใจหรือยอมรับได้

จนกระทั่งในค่ำคืนนั้น ชายหนุ่มตัวเอกของเรื่อง ได้พบเจอกับหญิงสาว ที่เปิดใจยอมรับและเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็พยายามเข้าใจเขา

ในคืนนั้น คนช่างฝัน พบเจอหญิงสาวแสนสวย ยืนร้องไห้อยู่ลำพังคนเดียว ในขณะนั้นเอง มีชายแปลกหน้าคนหนึ่ง พยายามจะเข้าไปลวนลามเธอ คนช่างฝันรีบเข้าไปช่วย หลังจากนั้น หญิงสาวผู้มีนามว่า ‘นาสตินกา’ ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำกับคนช่างฝันมาก่อน นั่นคือ ‘พูดคุย’ กับเขา ‘ฉันมิตร’

หลังจากส่งเธอถึงบ้าน คนช่างฝันอดไม่ได้ที่จะบอกกับเธอว่า เวลาเดิมของวันพรุ่งนี้ เขาจะมาเดินเล่นแถวนี้อีก ขณะที่นาสตินกาให้คำมั่นว่า พรุ่งนี้เธอจะมาพบเขาเพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น

ในคืนที่สอง คนช่างฝันได้เผยตัวตนอันแสนโดดเดี่ยวของเขา ที่มักใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกจินตนาการ จนกลายเป็นคนที่มีปัญหาในการเข้าสังคม ซึ่งตอนแรก เขาคิดว่านาสตินกาจะหัวเราะขำเรื่องที่เขาเล่า แต่กลับกลายเป็นว่า เธอถึงกับร้องไห้ด้วยความเห็นใจ และรับปากจะเป็นเพื่อนคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป

ขณะเดียวกัน นาสตินกาได้บอกเล่าเรื่องราวแสนเศร้าของเธอ เมื่อปีที่แล้ว ชายคนรักของเธอต้องไปทำงานที่มอสโก ก่อนจากไปเขาให้คำมั่นกับนาสตินกาว่า เมื่อครบหนึ่งปีเขาจะกลับมาหาเธอที่นี่ ซึ่งเขาก็ได้กลับมาที่เมืองปีเตอร์สเบิร์กแล้ว แต่ไม่ได้มาหาหญิงสาวตามสัญญา และเรื่องนี้เองเป็นสาเหตุทำให้นาสติกาต้องเสียน้ำตาด้วยความเศร้า ในค่ำคืนแรกที่เธอและคนช่างฝันได้พบกัน

ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวด แต่ด้วยความรักและหวังดี คนช่างฝันบอกให้นาสตินกาเขียนจดหมายถึงชายคนรัก เพื่อถามเขาตรงๆ ว่ายังคงยึดมั่นในคำสัญญาที่เคยให้ไว้หรือไม่ โดยที่คนช่างฝันจะเป็นคนนำจดหมายฉบับนั้นไปส่งให้ถึงมือเขาเอง ซึ่งปรากฎว่า นาสตินกาเองได้เขียนจดหมายเตรียมไว้อยู่แล้ว ก่อนจะส่งให้คนช่างฝันพร้อมเสียงหัวเราะอย่างอายๆ

ในคืนที่สาม หลังจากทำหน้าที่บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายถึงมือชายคนรักของนาสตินกาแล้ว คนช่างฝันจึงตระหนักว่า แท้จริงแล้วเขาเองก็หลงรักนาสตินกา รักในแบบคนรัก ไม่ใช่รักแบบเพื่อนเหมือนที่เคยคิด แต่เมื่อพบเจอกัน เขากลับต้องเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ ขณะที่นาสตินกายังคงจดจ่ออยู่กับการรอคอยคำตอบจากชายคนรัก และสุดท้ายเธอก็ต้องผิดหวังที่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา

คืนที่สี่ คือค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความพลิกผัน คนช่างฝัน ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงต่อนาสตินกา ขณะที่หญิงสาวก็ยอมรับความจริงแล้วว่า ชายคนรักของเธอไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบกลับจดหมายของเธอเลย เขาคงลืมคำมั่นที่เคยให้ไว้เมื่อปีที่แล้วจนหมดสิ้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น นาสตินกาจึงตัดสินใจรับรักคนช่างฝัน

หลังจากที่ทั้งคู่วาดฝันร่วมกันถึงอนาคตที่งดงาม ปราศจากความผิดหวัง ความเศร้า และความอ้างว้างโดดเดี่ยว ในตอนนั้นเอง ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินไปถึงบ้านของนาสตินกา ชายคนรักของเธอก็ปรากฎตัวขึ้น

“นาสตินกา! นาสตินกา! คุณเองนี่!” ชายคนรักของเธอ พูดเสียงดัง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้ามาหาทั้งคู่

นาสตินกา ร้องอุทานอย่างตกใจ ก่อนจะโอบกอดและจูบคนช่างฝันด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง ทว่า เพียงชั่วครู่หลังจากนั้น นาสตินกา วิ่งไปหาชายคนรัก กุมมือเขาและพากันเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

เรื่องราวทั้งหมดจบลงในชั่วพริบตา ความรักที่เพิ่งเริ่มก่อตัวพลับสูญสลายไป ในเช้าวันรุ่งขึ้น คนช่างฝันตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้รับจดหมายขอโทษจากนาสตินกา

“ฉันรู้ว่าคุณทั้งเศร้าและเจ็บปวด ฉันทำให้คุณเสียใจ แต่คุณก็รู้นี่คะ-ว่าตราบใดที่คนเรามีรัก เราย่อมยกโทษให้คนที่เรารักได้เสมอ แล้วคุณก็รักฉัน!”

คนช่างฝัน อ่านจดหมายฉบับนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่จดหมายจะร่วงหล่นลงพื้น เขายกมือปิดหน้า ราวกับจะปิดกั้นน้ำตาที่กำลังรินไหลออกมา ครั้นพอลืมตาขึ้น ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา หญิงรับใช้แก่ชราดูยิ่งชรากว่าเดิม ห้องพักดูหม่นหมอง ไม่ต่างจากภาพบ้านเรือนที่เห็นนอกหน้าต่าง ซึ่งดูชำรุดทรุดโทรมลง แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ดูแก่ชราราวกับว่า กาลเวลาผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้วสิบห้าปี

ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบครั้งแรก ผมรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องสั้นเกี่ยวกับรักที่ไม่สมหวังเรื่องหนึ่ง แต่พออ่านซ้ำอีกครั้ง จึงพบว่า ดอสโตเยฟสกี แอบซุกซ่อนคำถามหลายข้อให้เราขบคิด

เรารักใครคนหนึ่งเพราะอะไร รักเพราะตัวตนของเธอคนนั้น หรือรักเพราะตัวตนของเราได้รับการเติมเต็ม รักเพราะมีใครมองเห็นเรา รักเพราะมีใครรับฟังเรา หรือพูดง่ายๆว่า รักเพราะรักนั้นทำให้ความเหงาจางหายไป

จริงๆ แล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นจากความเหงา ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย แต่การจะเปลี่ยนจากความรู้สึกดีๆ ให้กลายเป็นความรัก จำต้องใช้เวลาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ รวมถึงสร้างพื้นที่ที่ทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน 

มิเช่นนั้นแล้ว ความรักในช่วงเวลาแค่สี่คืน อาจเป็นแค่ความรู้สึกเพ้อๆ และอ่อนไหวของผู้ชายขี้เหงาคนหนึ่ง หรืออาจเป็นแค่ความรู้สึกอิ่มเอมใจ ที่ได้เติมเต็มบทบาทชายหนุ่มผู้มีหัวใจรักแสนบริสุทธิ์

หรือแม้แต่คำถามในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ว่า ในห้วงเวลาที่เราตกอยู่ในความรัก กาลเวลาเหมือนหยุดอยู่กับที่ จวบจนเมื่อเราตื่นมาพบความจริง จึงได้พบว่า กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเก็บตกจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ซ้ำอีกรอบ ก็คือ งานเขียนขนาดสั้นเรื่องนี้ เขียนขึ้นในช่วงที่ดอสโตเยฟสกียังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยที่ให้คุณค่ากับอารมณ์-ความรู้สึก มากกว่าเหตุผล-การไตร่ตรอง และการยอมรับความจริง (แม้ว่าจะโหดร้ายก็ตาม)

หากเป็นดอสโตเยฟสกีในวัยชรา เขาอาจเขียนให้นาสตินกาพูดใส่หน้าคนช่างฝันตรงๆว่า “คุณไม่ได้รักฉันหรอก คุณแค่ไม่อยากอยู่คนเดียวอย่างเหงาๆ แค่นั้นค่ะ”

หรืออาจจะให้คนช่างฝัน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ผมปล่อยเธอไป เพราะเคารพการตัดสินใจของเธอ หรือแค่อยากให้เธอจดจำผมในภาพของพระเอกแสนดีผู้พ่ายรัก”

แต่ไม่ว่าจะให้ดอสโตเยฟสกี เขียนเรื่องนี้ในวัยหนุ่มหรือในวัยชรา เขาคงไม่พลาดที่จะฝากคำถามให้เราได้ขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว เวลาเรารักใครสักคน เรารักเพื่อเติมเต็มตัวคนที่เรารัก หรือรักเพื่อเติมเต็มตัวเราเอง

Tags:

ความรักวรรณกรรมWhiteNightsคืนสีขาว

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Playground
    แฟรงเกนสไตน์: บางครั้ง การถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ก็สามารถสร้างปีศาจร้ายขึ้นมาได้

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Relationship
    ทำไมการมูฟออนจากคนรักเก่า…ถึงพูดง่ายแต่ทำยาก: รู้ใจตัวเองผ่าน Ironic Process Theory

    เรื่อง ปริพนธ์ นำพบสันติ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Book
    ข้างหลังภาพ – ไม่ได้มีแค่ความรักในภาพวาด

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Life classroom
    LGBTQ+ ความปกติ ธรรมชาติ ศีลธรรม และความเข้าใจ

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Relationship
    จิตวิทยา ‘ของขวัญ’ : ให้อะไรถึงจะดีต่อใจคนรัก

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel