Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    อ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenager
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
How to enjoy life
26 January 2026

Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ความกังวลเกี่ยวกับกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปสู่อาการ ‘วิตกกังวล’ และ ‘ซึมเศร้า’ ได้ หรือหากรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตปกติก็อาจทำให้เราเกิดความผิดปกติทางจิตจนกลายเป็น ‘โรคกลัวการผ่านไปของเวลา’ เราควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกังวลนี้อย่างรอบคอบ
  • ความวิตกกังวลเรื่องเวลาอาจเกิดขึ้นเพราะชีวิตของเราเต็มไปด้วยภาระต่างๆ รุมเร้าจนไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมาย เช่น การใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือทำเป้าหมายที่ตัวเองใฝ่ฝัน เราต้องคิดให้ความหมายกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อย่าคอยแต่รับแล้วตอบสนองตามเหตุการณ์ไปงั้นๆ
  • แท้จริงแล้วเราอาจกำลังกลัว ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพราะหากทุกสิ่งเหมือนเดิมไม่ผันเปลี่ยน เราย่อมไม่กังวลว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว

เคยรู้สึกไหมว่า ทำไมเวลาผ่านไปเร็วจัง? ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็หมดไปอีกปีแล้ว หลายคนยิ่งรู้สึกกระวนกระวายเข้าไปอีกเมื่อเห็นว่าตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 แต่ตัวเองกลับยังอยู่ที่เดิมไม่พัฒนาไปไหน 

ความกังวลเกี่ยวกับกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เพราะในหลายๆ ครั้งเรามักพบเจอกับสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เราฉุกคิดถึงการผ่านไปของเวลา เช่น ขอเล่นโทรศัพท์ 5 นาที แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว หรือเวลาของสุดสัปดาห์ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในเบื้องต้นความกังวลในลักษณะนี้สามารถนำไปสู่อาการ ‘วิตกกังวล’ และ ‘ซึมเศร้า’ ได้ หรือหากทวีความรุนแรงขึ้นจนรบกวนการใช้ชีวิตปกติก็อาจทำให้เราเกิดความผิดปกติทางจิตจนกลายเป็น ‘โรคกลัวการผ่านไปของเวลา’ เลยก็เป็นได้ ดังนั้นเราควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกังวลนี้อย่างรอบคอบ

เกิดอะไรขึ้นเวลาที่เรากังวลเกี่ยวกับ ‘เวลา’

ดร.ดักลาส เลน (Douglas Lane) นักจิตวิทยาคลินิกและศาสตราจารย์จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า ‘ความวิตกกังวลเรื่องเวลา’ (Time Anxiety) มักเกิดขึ้นในตอนที่ชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เช่น วันเกิด เรียนจบ ลาออกจากงาน สูญเสียคนในครอบครัวหรือคนสนิทที่เรารัก

การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่าเวลาของเราผ่านมานานแค่ไหนแล้ว อีกทั้งยังก่อให้เกิดความรู้สึกที่ว่า เวลากำลังดำเนินต่อไป และชีวิตจะต้องถึงคราวผันเปลี่ยน

ความวิตกกังวลเรื่องเวลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ แต่หากความวิตกกังวลนี้รุนแรงและคงอยู่ยาวนานจนถึงขั้นรบกวนการใช้ชีวิตและก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ก็อาจเข้าข่ายการเป็นโรคกลัวอย่างรุนแรง (Phobia) ที่เรียกว่า ‘Chronophobia’ หรือ ‘โรคกลัวการผ่านไปของเวลา’

ปัจจัยที่ทำให้ความวิตกกังวลเรื่องเวลานี้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคกลัวอย่างรุนแรงก็มีหลายประการ เช่น

  • การติดคุกหรือถูกกักตัวเป็นเวลานาน – การถูกจำกัดให้อยู่ในที่หนึ่งๆ เป็นเวลานานและต้องอยู่ตัวคนเดียว ก่อให้เกิดความเครียดสูงและทำให้การรับรู้เวลาผิดเพี้ยนไป
  • ความเจ็บป่วยหรืออายุที่มากขึ้น – ความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรืออายุที่มากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาของเราใกล้จะหมดลงแล้ว รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ เราจึงกลัวอนาคตที่จะมาถึง

ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหลือเกิน

ในการทดลองนำเสนอภาพของวัตถุที่เหมือนกันตามลำดับ เช่น นำเสนอภาพที่ 1 เป็นรูปวงกลม พอผ่านไปหนึ่งวินาทีก็นำเสนอภาพที่ 2 เป็นรูปวงกลม และทำซ้ำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยภาพรูปวงกลมนี้มีลักษณะเหมือนกันทุกประการและนำเสนอด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน

หากมีความผิดปกติใดก็ตามเกิดขึ้น เช่น ภาพเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือวงกลมมีขนาดใหญ่ขึ้น แม้แต่ละภาพจะนำเสนอด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน แต่ผู้ร่วมทดลองจะรายงานผลว่า ภาพที่ผิดปกตินั้นมีระยะเวลานำเสนอที่นานกว่าภาพอื่นๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า ‘Oddball Effect’ 

เมื่อเกิดสิ่งเร้าแปลกใหม่ขึ้นท่ามกลางสิ่งเร้าปกติ เราจะรู้สึกว่าสิ่งเร้าที่แปลกใหม่นั้นเกิดขึ้นนานกว่าสิ่งเร้าอื่น พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราประสบกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เราจะรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง เช่น การดูหนังสักเรื่องเป็นครั้งแรก เรารู้สึกว่าใช้เวลานานมาก แต่พอกลับไปดูซ้ำอีกรอบกลับไม่ได้รู้สึกว่านานเท่ากับรอบแรก

ทั้งนี้ เราต้องแยกให้ชัดว่าเวลาในที่นี้มี 2 รูปแบบ นั่นคือ ‘เวลาตามจริง’ (Objective Time) กับ ‘เวลาตามรู้สึก’ (Subjective Time) การประสบกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่จะยืดเวลาตามรู้สึกของเรา ส่วนเวลาตามจริงยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

กลับไปที่การดูหนัง สมมุติว่าหนังเรื่องนั้นมีความยาว 2 ชั่วโมง ซึ่งเวลาตามจริงที่เราใช้รับชมก็คือ 2 ชั่วโมง แต่เวลาตามรู้สึกของเราอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า 2 ชั่วโมงก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ดูเป็นครั้งแรก หรือดูเป็นครั้งที่สอง เป็นต้น 

Oddball Effect สามารถนำมาอธิบายชีวิตของเราในภาพกว้างได้ กล่าวคือ ในตอนเด็กทุกอย่างคือเรื่องที่แปลกใหม่ เพราะเราไม่เคยประสบกับสิ่งนี้มาก่อน เราจึงรู้สึกว่าชีวิตในวัยเด็กของเราช่างยาวนาน เราคิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ห่างไกลมาก เพราะแต่ละวันนั้นยาวนานเหลือเกิน

แต่พอเราโตขึ้น เรื่องแปลกใหม่ก็เริ่มน้อยลง เราทำแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นกิจวัตร ไม่ค่อยมีเรื่องแปลกใหม่ให้เราได้พบเจอ เราจึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊บๆ ก็ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้วเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน เพราะไม่มีประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าจดจำเข้ามาคั่นระหว่างนั้น

วิธีรับมือกับความวิตกกังวลเรื่องเวลา

ดร.เลน กล่าวว่า ความวิตกกังวลเรื่องเวลาสามารถก่อให้เกิดทั้งคุณและโทษ หากความวิตกนี้ทำให้เราขวนขวายทำสิ่งต่างๆ ทำสิ่งที่ควรจะทำ เพราะกังวลว่าจะหมดเวลา นั่นก็เป็นเรื่องดี แต่หากความวิตกนี้ทำให้เราเหนื่อยล้าหมดแรงที่จะทำสิ่งต่างๆ นั่นอาจส่งสัญญาณว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพบางประการ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะเป็นการดีที่สุด

ความวิตกกังวลเรื่องเวลาอาจเกิดขึ้นเพราะชีวิตของเราเต็มไปด้วยภาระต่างๆ รุมเร้าจนไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมาย เช่น การใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือทำเป้าหมายที่ตัวเองใฝ่ฝัน ดร.เลนได้ข้อคิดจากผู้สูงอายุหลายคนว่า เราต้องคิดให้ความหมายกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อย่าคอยแต่รับแล้วตอบสนองตามเหตุการณ์ไปงั้นๆ 

กล่าวคือ คอยตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ อยู่ตลอดกับสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ทำตัวไหลไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ต่างๆ เช่น หลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งวัน ดร.เลนต้องขับรถไปหาลูกสาวที่การแข่งวอลเลย์บอล เขารู้สึกเหนื่อยล้ามาก แต่เขาก็ถามตัวเองว่า ‘ทำทำไม กลับบ้านนอนไม่ดีกว่าเหรอ’ เขาจึงคิดและให้ความหมายกับสิ่งที่เขาทำอยู่ว่า เพราะเขาต้องการให้ลูกสาวเห็นว่ามีพ่อคอยเชียร์อยู่ข้างสนามและทำให้เธอมีความสุข

วิกเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวออสเตรียผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว กล่าวว่า เราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะคิดและตอบสนองอย่างไรกับมัน ดังนั้น “ชีวิตมีความหมายในทุกๆ สถานการณ์ แม้แต่ชีวิตที่น่าสังเวชที่สุด” และ “ผู้ที่รู้ว่าตนจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ย่อมสามารถทนรับสิ่งต่างๆ ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้”

สรุปแล้ว ‘ความหมาย’ คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการบริหารจัดการจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดของเวลาและสถานการณ์ที่ยากลำบาก

หรือเป็นเพราะเรากลัว ‘การเปลี่ยนแปลง’ ?

เมื่อพูดถึงอาการกลัว ‘การผ่านไปของเวลา’ แท้จริงแล้วเราอาจกำลังกลัว ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพราะหากทุกสิ่งเหมือนเดิมไม่ผันเปลี่ยน เราย่อมไม่กังวลว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ถ้าเราไม่เรียนจบ เราก็คงไม่กังวลถึงอนาคต ถ้าเราไม่แก่ลง เราก็คงไม่กังวลว่าตัวเองใช้ชีวิตมานานแค่ไหนแล้ว

แต่อนิจจา ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้าหรือมีอำนาจบาตรใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งใดจะมีค่าและมีความหมาย สิ่งนั้นย่อมเปลี่ยนแปลง ดั่งเช่นดอกไม้ ดอกไม้เป็นสิ่งที่สวยงามก็เพราะว่ามันมีวันร่วงโรย เราจึงใส่ใจสนใจดูแลมันเป็นอย่างดีเพื่อเฝ้ารอวันเบ่งบาน

ดอกไม้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เติบโต ไม่ร่วงโรย คือดอกไม้พลาสติก แม้จะสวยงามแต่ก็ไม่ใช่ดอกไม้ที่แท้จริง เมื่อได้มาไม่นานก็หมดคุณค่า เพราะสิ่งที่เราไม่ต้องดูแล ไม่ต้องใส่ใจ อีกทั้งมันจะไม่จากเราไป สิ่งนั้นจะกลายเป็นของตาย ของที่หมดคุณค่า ดังนั้นการยึดติดมิให้สิ่งไหนเปลี่ยน สิ่งนั้นก็จะหมดคุณค่า

ชีวิตที่ปราศจากการแปลงเปลี่ยนย่อมเป็นชีวิตที่ไร้ซึ่งความหมาย ไม่ต่างอะไรจากดอกไม้พลาสติกที่แม้จะดูดีและสวยงาม แต่ก็ไม่มีวันได้เติบโตอย่างแท้จริง

อันที่จริง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ก็เกี่ยวข้องกับ ‘ความแปลกใหม่’ สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ย่อมไม่ทำให้เกิดความแปลกใหม่และนำไปสู่ความเบื่อ เมื่อเราโตขึ้นการพบเจอกับความแปลกใหม่ก็น้อยลง เวลาจึงเดินเร็วขึ้น ทางแก้คือขวนขวายหาสิ่งแปลกใหม่หรือ? ไม่จริงเลย เพราะแท้จริงแล้วทุกวันคือวันที่แปลกใหม่ เพียงแต่เราไม่ได้สังเกตหรือมีสติมากพอที่จะรับรู้

หลายคนคงเคยได้ยินมาตลอดว่าควร ‘มีสติกับปัจจุบันขณะ’ (Mindfulness) แต่อาจไม่เคยทำมันได้จริงๆ จึงไม่ได้สัมผัสถึงความแปลกใหม่ในสิ่งต่างๆ เราละเลยปัจจุบันเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นน่าเบื่อ จิตเราจึงล่องลอยไปอยู่ในที่ต่างๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ เช่น ตอนที่ทำงานก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งตรงหน้ามากนัก มัวแต่คิดว่าเย็นนี้จะกินอะไร

โอโช (Osho) นักปรัชญาร่วมสมัยชาวอินเดีย กล่าวว่า ความเบื่อเกิดขึ้นเพราะเรารับรู้ถึงความซ้ำซาก แต่สัตว์ไม่รู้สึกเบื่อเพราะมันไม่ได้รู้สึกตัวมากพอ มันจึงไม่รู้สึกถึงความซ้ำซาก เมื่อคนเราเบื่อ เราจะมองหาสิ่งใหม่ๆ เช่น ย้ายบ้านใหม่ ย้ายที่ทำงานใหม่ เปลี่ยนแฟนใหม่ แต่ในไม่ช้าทุกสิ่งใหม่เหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ และเราก็ต้องมองหาสิ่งใหม่อีกเป็นวัฏจักรต่อไปเรื่อยๆ

สิ่งที่เราสามารถทำได้มี 2 ทาง คือ ‘กลับไปรู้สึกตัวน้อยลงเหมือนกับสัตว์’ หรือ ‘รู้สึกตัวให้มากขึ้นจนรับรู้ว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอด’ แต่การรู้สึกตัวให้มากขึ้นก็ต้องใช้ความพยายาม เราต้องกลายเป็นคนที่ ‘ช่างสังเกต’ จริงๆ ไม่ใช่แค่มองผ่านๆ ต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านอาจดูเหมือนเดิมทุกครั้งที่เดินผ่าน แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีทางเหมือนเดิม 100% ต้องมีใบที่ร่วงหล่น มีกิ่งก้านที่งอกใหม่ มีนกมาบินเกาะแล้วก็บินหนีไป

โอโชเปรียบว่า ทุกอย่างเหมือนกับ ‘แม่น้ำ’ ที่ไหลไปเรื่อยๆ แม่น้ำอาจดูเหมือนเดิม แต่มันไม่มีทางที่จะเหมือนเดิม ดังเช่นคำของนักปรัชญาชาวกรีก เฮราไคลตัส (Heraclitus) ที่ว่า “ไม่ว่าใครก็ไม่อาจก้าวลงแม่น้ำสายเดิมได้เป็นครั้งที่สอง เพราะมันไม่ใช่แม่น้ำเส้นเดิม และเขาก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”

หากทุกอย่างรอบตัวเราดูเหมือนเดิมตลอด อาจเป็นเพราะเรามองทุกอย่างแบบผิวเผิน เราไม่ได้ ‘รู้สึกตัว’ หรือ ‘มีสติ’ มากพอที่จะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง 

เมื่อเรารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็จะกลายเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ เราไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาประสบการณ์แปลกใหม่จากที่ไหนเลย ขอแค่เรา ‘มีสติ’ เป็นคนที่ช่างสังเกตมากพอ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นสิ่งที่แปลกใหม่

นอกจากนี้ การ ‘สังเกต’ ในที่นี้ต้องไม่ใช่การมองดูสิ่งต่างๆ รอบตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมองดูตัวเราเองด้วยว่ากำลังทำอะไรและรู้สึกอย่างไร นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ’ อย่างแท้จริง

ความแปลกใหม่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันทุกขณะ เพียงแต่เรามีสติมากพอที่จะรับรู้มันได้หรือไม่ ผู้ที่มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างจึงไม่ซ้ำซากจำเจ และเมื่อทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ เช่นนั้นเวลาจึงไม่เดินผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเราไม่ทันตั้งตัวอีกต่อไป

อ้างอิง

พาฝัน ศรีเริงหล้า (2568). “ผู้ที่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ย่อมทนรับสิ่งต่าง ๆ เกือบทุกอย่างบนโลก”.

Laura Dorwart. (2025). Understanding Chronophobia: A Fear of Passing Time.

Lisa Fritscher. (2023). Chronophobia, the Fear of Time.

Luke Whelan. (2024). How to Be at Peace with the Passage of Time — Not Scared of It.

Ongchoco, J. D. K., Wong, K. W., & Scholl, B. J. (2023). What’s next?: Time is subjectively dilated not only for ‘oddball’ events, but also for events immediately after oddballs. Attention, Perception, & Psychophysics, 86(1), 16-21.

OSHO. (2564). Being in Love [ดีไซน์รัก]. ฟรีมายด์ พับลิชชิ่ง จำกัด.

Steve Taylor. (2025). Why We Feel Time Speed Up as We Start to Get Older. 

1001 nights editions. (2016). Heraclitus.

Tags:

สติTime Anxietyความวิตกกังวลเรื่องเวลาการเปลี่ยนแปลงOddball Effectความหมายของชีวิต

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Relationship
    มนุษย์กับเอไอ: ความรักในโลกยุคใหม่ หรือแค่กลบเกลื่อนความเดียวดายในโลกดิจิทัล

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    ‘ปีใหม่’ ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง ให้พื้นที่ตนเองได้หยุดนิ่ง กลับมาทบทวนชีวิต ฟังเสียงความรู้สึกอย่างจริงจัง

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ninaiscat

  • Book
    หินของซิซีฟัส: โลกที่ไร้เหตุผลที่กับความหมายที่ไม่ต้องรอให้ใครกำหนด

    เรื่อง เจษฎา อิงคภัทรางกูร

  • Myth/Life/Crisis
    ความตายขับเคลื่อนชีวิต (2): เมื่อการระลึกถึง ‘ความตาย’ ทำให้เข้าใจความหมายของ ‘ชีวิต’

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • How to enjoy life
    Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร”

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel