- Rental Family กำกับโดย Hikari และได้ เบรนแดน เฟรเซอร์ ดารานำชายออสการ์ปี 2023 มารับบท ‘ฟิลิป’ นักแสดงอิสระชาวอเมริกันผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในญี่ปุ่น ก่อนจะได้รับข้อเสนอให้มารับงานสวมบทบาทต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า
- ภาพยนตร์นำเสนอธุรกิจสุดแปลกในสังคมญี่ปุ่น ที่ชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘ตัวตน’ ‘คุณค่า’และ ‘ความสัมพันธ์ที่ขาดหาย’ รวมไปถึงความรู้สึกทั้งในเชิงบวกและลบที่ได้รับจากการใช้เงินซื้อตัวแสดงแทน
- “สายตาที่คนเหล่านั้นมองเรา มันเหมือนกับว่าพวกเขารอคอยเรามาทั้งชีวิต… บางครั้ง สิ่งที่มนุษย์ต้องการก็แค่ใครสักคนที่มองตาเรา และเตือนว่าเรายังมีตัวตนอยู่”
หลายปีก่อน ผมบังเอิญได้ดูสารคดีรายการหนึ่งที่พูดถึง ‘ธุรกิจเช่าคนอเนกประสงค์’ ในญี่ปุ่น
ธุรกิจที่ไม่ว่าคุณจะต้องการเพื่อนสนิท ญาติผู้ใหญ่ คนรัก หรือสมาชิกในครอบครัว เอเจนซี่ก็พร้อมส่งนักแสดงที่สวมบทบาทนั้นมาปรากฏตัวตามนัดหมายอย่างตรงเวลาเสมอ
สารภาพตามตรงว่าในแวบแรก…ผมเผลอตัดสินธุรกิจนี้ด้วยมุมมองคับแคบของตัวเองทันทีว่า “นี่คือการหลอกหลวง” และมองว่าผู้ใช้บริการคือคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อคำลวงมาปลอบประโลมหัวใจที่ว่างเปล่าของตัวเอง
แต่เมื่อเวลาหมุนไป สายตาของผมในวันนั้นก็เริ่มเปลี่ยน ผมรู้สึกละอายกับความคิดตื้นเขินของตัวเอง และเริ่มตระหนักว่าชีวิตจริงนั้นอาจโหดร้ายและสาหัสเกินกว่าที่ใครบางคนจะรับมือได้เพียงลำพัง
ดังนั้นการเช่าใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างบางอย่างในใจ จึงไม่ใช่เรื่องของคนที่รู้ว่าถูกหลอกแต่ก็ยังเต็มใจให้หลอก หากแต่เป็นวิธีพักใจชั่วคราว…เพื่อประคองตัวเองให้ยังมีแรงก้าวต่อไปในโลกที่แสนเย็นชา
ความรู้สึกเหล่านั้นวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อได้ชม Rental Family (ครอบครัวให้เช่า) ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘ฟิลิป’ นักแสดงอิสระชาวอเมริกันผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในญี่ปุ่น ก่อนจะได้รับข้อเสนอจากบริษัทเอเจนซี่ให้มารับงานแสดงผ่านการสวมบทบาทต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า
“เราไม่ได้ขายการแสดง แต่เราขายอารมณ์ความรู้สึก”
“เรารับบทต่างๆ ในชีวิตของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง แฟน เพื่อนสนิท และช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกับสิ่งที่ขาดหายไป”
แม้คำบรรยายลักษณะงานจะฟังดูสวยงาม และให้ค่าตอบแทนสูงกว่าที่อื่น แต่ฟิลิปกลับปฏิเสธทันควันเพราะมองว่างานนี้ไม่ต่างจากการหลอกลวงเพื่อนมนุษย์
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเดินจากไป จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น เมื่อพนักงานคนหนึ่งจำได้ว่าฟิลิปเคยเล่นโฆษณาที่โด่งดังมากๆ และเพียงความรู้สึกเล็กๆ ว่าตัวตนของเขายังถูกจดจำและยังมีความหมายในสายตาใครสักคน ฟิลิปจึงตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เขาเองยังคงคิดไม่ตกในเรื่องของศีลธรรมและความเหมาะสม
ตลอดทั้งเรื่อง บทบาทที่ทรงพลังที่สุดของฟิลิปสำหรับผม คือการที่เขาถูกแม่เลี้ยงเดี่ยวจ้างให้มารับบทเป็น พ่อชาวอเมริกัน ของ ‘มิเอะ’ เด็กหญิงลูกครึ่งที่เติบโตมากับแม่ โดยทั้งคู่มีบาดแผลคล้ายคลึงกันคือการถูกพ่อทิ้งตั้งแต่ยังเด็ก
ฟิลิปเริ่มต้นบทบาทพ่อได้อย่างเก้ๆ กังๆ และถูกมิเอะปฏิเสธตั้งแต่วันแรกที่พบกัน เขารู้สึกสับสนและไม่รู้ว่า ‘การเป็นพ่อที่ดี’ จะต้องทำอย่างไร เขาจึงตัดสินใจขอคำปรึกษาจากเจ้าของบริษัทและได้รับคำตอบที่เรียบง่ายนั่นคือการจินตนาการถึงพ่อในแบบที่ตัวเองอยากมี
เมื่อฟิลิปเลิกพยายามแสดงเป็นพ่อ แต่ส่งมอบความรู้สึกที่จริงใจออกมา ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการว่าจ้างก็ค่อยๆ ถักทอเป็นสายใยทางอารมณ์ที่จับต้องได้จริง และกว่าที่ฟิลิปจะรู้ตัว เขาก็เริ่มจริงจังกับสัมพันธ์นั้น…ถึงขั้นปฏิเสธงานแสดงในฝัน เพื่อแลกกับการได้อยู่กับลูกสาวปลอมๆ เพิ่มขึ้นอีกเพียงไม่กี่วัน ราวกับว่าความผูกพันนี้ได้นำเขาข้ามพ้นขอบเขตของธุรกิจไปเสียแล้ว
หนึ่งในบุคลิกที่น่าประทับใจของฟิลิป คือการทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังที่ดี เขาตั้งใจฟังทุกเรื่องที่มิเอะเล่าแบบคนที่ให้เกียรติเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กที่ต้องถูกสั่งสอนหรือชี้นำ
ดังนั้นฉากที่แม่ของมิเอะรู้ว่าลูกสาวแอบติดต่อกับฟิลิปนอกเวลางาน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า พ่อรับฟังเธอและไม่เคยตัดสิน จึงจับใจผมเป็นพิเศษ เพราะมันสะท้อนความจริงในหลายๆ ครอบครัว ที่ผู้ใหญ่มักเป็นฝ่ายพูด มากกว่าฟัง
พ่อแม่ส่วนใหญ่รักลูกก็จริง แต่กลับใช้ ‘ความรัก’ เป็นเครื่องมือในการผลักความคาดหวังของตนเองให้ลูกแบกรับ โดยไม่ทันตระหนักว่าความคาดหวังเหล่านั้น อาจหนักเกินกว่าหัวใจของเด็กคนหนึ่งจะรับไหว
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่หลายคนอาจไม่พร้อมยอมรับความจริงว่า สิ่งที่พวกเขาปกป้องอย่างสุดกำลัง บางครั้งไม่ใช่ความรู้สึกของลูก หากแต่เป็นภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ ‘พ่อแม่ที่ดี’ ในสายตาคนอื่น และเมื่อภาพลักษณ์สำคัญกว่าความรู้สึก เด็กจึงถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความโดดเดี่ยว แม้จะเติบโตอยู่ในบ้านที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’ ก็ตาม
หากแต่ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการโกหกย่อมมีวันหมดอายุ เมื่อความจริงปรากฏ มิเอะกลายเป็นคนที่บอบช้ำที่สุดจากการ ‘โกหกสีขาว’ ของผู้ใหญ่ ดังนั้นในฉากที่เธอถามฟิลิปว่า “ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบโกหก” จึงเป็นประโยคเรียบง่ายที่สั่นสะเทือนความรู้สึกผมอย่างรุนแรง เพราะมันสะท้อนความจริงที่ว่า ความหวังดีที่คิดแทนลูก…อาจสร้างรอยแผลที่บาดลึกกว่าความจริงที่โหดร้ายเสียอีก
นอกจากความสัมพันธ์กับมิเอะ อีกฉากสั้นๆ ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือตอนที่ฟิลิปถาม ‘ไอโกะ’ เพื่อนร่วมงานถึงสาเหตุที่เธอทุ่มเทสุดตัวให้กับอาชีพนี้
“เพราะสายตาที่คนเหล่านั้นมองเรา มันเหมือนกับว่าพวกเขารอคอยเรามาทั้งชีวิต… บางครั้ง สิ่งที่มนุษย์ต้องการก็แค่ใครสักคนที่มองตาเรา และเตือนว่าเรายังมีตัวตนอยู่”
เมื่อดูหนังดูละครแล้วมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ผมยอมรับว่าความสัมพันธ์หลายอย่างรอบตัว โดยเฉพาะกับคนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทในคนเดียวกัน อาจยากจะหลีกเลี่ยงเรื่องผลประโยชน์ที่แทรกซึมเข้ามา จนบางครั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจตั้งคำถามถึงความจริงใจของอีกฝ่าย
แต่สำหรับผม คำอธิบายหรือเหตุผลใดๆ กลับไม่สำคัญเท่าคำถามที่ว่า เราซื่อสัตย์กับบทบาทของตัวเอง และปฏิบัติต่อกันอย่างดีที่สุดในทุกช่วงเวลาที่มีร่วมกันมากแค่ไหน
เหมือนกับฟิลิป ที่แม้ความสัมพันธ์ของเขากับมิเอะจะเริ่มต้นจากการเช่า แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ความจริงใจที่เขามอบให้มิเอะ ทำให้ความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นในขณะนั้นยังคงเป็นความจริงเสมอ และความรู้สึกจริงเหล่านั้นเอง…ที่ย้อนกลับมาเยียวยาหัวใจของผมให้ได้พักใจ และก้าวต่อไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีคุณค่า