- ‘100 Meters’ คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่ดัดแปลงจากมังงะชื่อดังของ Uoto บอกเล่าเรื่องราวของ ‘โทงาชิ’ นักวิ่งที่ใช้พรสวรรค์เอาชนะคู่แข่งตั้งแต่ชั้นประถม กับ ‘โคมิยะ’ ตัวอย่างของพรแสวงที่อาศัยความมุทะลุและการสร้างสถิติเป็นแรงผลักดัน
- ทั้งสองต่างเผชิญกับความรู้สึกที่ติดค้างในใจและความกังวลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จนเมื่อชีวิตมาถึงจุดหนึ่งพวกเขาแทบจะไม่มีความสุขบนลู่วิ่งอีกต่อไป ก่อนจะได้รับการปลดล็อกจากบทสนทนาที่แฝงไว้ด้วยปรัชญากับนักวิ่งรุ่นพี่
- “ถ้าไม่รู้ว่าความเป็นจริงของนายคืออะไร นายก็จะหนีไม่พ้นมัน เปิดตาแล้ววิ่งหนี มันต่างกับปิดตาแล้วยืนนิ่ง การจ้องมองและเผชิญกับความเป็นจริงมันน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกเลย แต่นายต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเกลียด”
‘100 Meters’ คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่ดัดแปลงจากมังงะชื่อดังของ Uoto บอกเล่าเรื่องราวของ ‘โทงาชิ’ เด็กประถมที่วิ่ง 100 เมตรได้เร็วที่สุดในญี่ปุ่นและไม่เคยแพ้ใครในรุ่นเดียวกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับปราชัยเป็นครั้งแรกให้กับ ‘โคมิยะ’ เพื่อนร่วมชั้นที่เขาเคยสอนวิ่ง และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างเสียศูนย์เป็นเวลานานกว่า 10 ปี
สิ่งที่ผู้กำกับอย่าง เคนจิ อิวาอิซาวะ (Kenji Iwaisawa) ทำได้น่าสนใจ คือการนำเสนอตัวละครผ่านความแตกต่างที่เหมือนกับภาพคอนทราสต์ โดยให้ โทงาชิ เป็นตัวแทนของคนมีพรสวรรค์แต่ไร้เป้าหมาย ต้องขับเคี่ยวกับตัวแทนของพรแสวงผู้หิวโหยในสถิติและชัยชนะอย่าง โคมิยะ ตั้งแต่สมัยดาวรุ่งยาวไปถึงการแข่งขันระดับอาชีพ ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่านที่ยังไม่ได้รับชมแอนิเมชันก็คงพอจะเดาได้ว่าระหว่างทางใครจะฝึกฝนและพัฒนาทักษะการวิ่งได้ดีกว่ากัน
[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]
สำหรับผม จุดที่เป็นไฮไลต์ของ 100 Meters ไม่ใช่ฉากการวิ่งแข่ง 100 เมตร แต่เป็นการต่อสู้กับอารมณ์ภายในจิตใจของตัวละคร โดยเฉพาะ โทงาชิ ที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยรู้สึกว่าการวิ่งเป็นเรื่องสนุก เขาแค่วิ่งเพราะมันเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเพราะเขาเข้าเส้นชัยได้ไวกว่าคนอื่น
“การวิ่งเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในชีวิตครับ มันทำให้ผมเป็นที่ต้องการ และถูกยอมรับคุณค่า แถมผมก็ไม่ได้ตัวคนเดียว ตั้งแต่เกิดมาผมก็มีขาที่วิ่งไวกว่าใครแล้ว”
เมื่อโทงาชิเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับผลลัพธ์ที่ไม่จีรัง เขาจึงต้องแบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้ง เสมอตัวในวันที่ชนะ… เจ็บหนักในวันที่แพ้ สุดท้ายการวิ่งที่เป็นเหมือนพรจากฟ้า ก็ค่อยๆ กลับกลายเป็นคำสาปที่ฉุดรั้งให้โทงาชิเป็นก้าวไม่พ้นคำว่า ‘ดาวรุ่งแห่งวงการกรีฑา’ และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่เขาแก้ไม่ตก
ไม่ต่างจาก โคมิยะ ที่แม้จะก้าวขึ้นมาอยู่ในทำเนียบดาวรุ่งอย่างรวดเร็ว ด้วยสไตล์การวิ่งแบบทุ่มสุดตัว แต่กลับไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดด้วยอาการบาดเจ็บ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบกับ ‘ซาอิสึ’ นักวิ่งอันดับ1 ของญี่ปุ่น และขอคำชี้แนะเกี่ยวกับความวิตกกังวลที่ยังฉุดรั้งขาของเขาไว้ไม่ให้วิ่งเต็มกำลัง แม้ร่างกายจะหายจากอาการบาดเจ็บแล้วก็ตาม
“ในความคิดผม ไม่ควรแก้ความวิตกกังวลให้หายไปครับ ชีวิตคนเรามีโอกาสเจอความสูญเสีย และนั่นคือเสน่ห์ของชีวิตครับ ความกลัวไม่ใช่เรื่องไม่ดี ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องดี ความวิตกกังวลก็เกิดจากการที่เราท้าทายตัวเอง หากเราต้องสละบางสิ่งเพื่อเกียรติยศ มอบชีวิตไปซะ เพราะชีวิตมันก็แค่กลุ่มก้อนเซลล์
ผมไม่กลัวที่จะแพ้ ผมแค่สนใจว่าตัวเองทำได้ดีไหม แต่ผมก็ทั้งเจ็บใจในความพ่ายแพ้ และโหยหาผลลัพธ์ครับ ไม่ใช่การคิดแบบครึ่งๆ ครับ ผมได้ประโยชน์จากความคิดพวกนี้ในเวลาเดียวกัน ผมเลยรู้สึกสนุกกับความกังวลที่เกิดขึ้นเสมอครับ”
ขณะที่โทงาชิ ซึ่งเกือบจะหันหลังให้กับการวิ่งในช่วงม.4 ได้กลับมาสานฝันตัวเองอีกครั้งหลังจากได้เจอ ‘เสี้ยววินาทีแห่งความสุข’ ระหว่างการวิ่งอีกครั้งแบบไม่ตั้งใจ ทว่าถึงเขาจะคืนฟอร์มเก่ง แต่อาการเสียศูนย์ต่อการพ่ายแพ้ก็ยังตามหลอกหลอนเขาไปทุกที่ โดยเฉพาะในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในรายการอินเตอร์ไฮที่ถือเป็นรางวัลสูงสุดของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ซึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับโคมิยะเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะพ่ายแพ้ในวินาทีสุดท้ายอีกครั้งราวกับหนังม้วนเดิมที่ถูกฉายซํ้า
“โทงิชาคุง วิธีการวิ่งเปลี่ยนไปนะ” โคมิยะกล่าวหลังคว้าชัยชนะ ซึ่งคำพูดของเขาพาให้ผมคิดถึงบทสัมภาษณ์ของ ‘เทพบิว’ ภูริพล บุญสอน นักวิ่งอันดับ 1 ชาวไทย ที่เคยให้สัมภาษณ์กับ Siamsport ว่าเขาเป็นนักวิ่งพรสวรรค์แต่สิ่งที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้คือพรแสวงล้วนๆ “ช่วงแรกอาจจะใช่ครับ ตอนอายุ 8 -13 ปี ไม่ได้ตั้งใจซ้อม แต่วิ่งชนะคนอื่น คิดว่าเป็นพรสวรรค์ แต่พอช่วงอายุสัก 16 ปี พรสวรรค์ช่วยไม่ได้แล้ว ต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น หาพรแสวง หาการซ้อมใหม่ๆ หาอะไรดู ตั้งใจซ้อม พัฒนาตัวเองเพื่อแข่งกับรุ่นพี่ให้ได้ครับ”
10 ปีผ่านไป โคมิยะกลายเป็นนักวิ่ง Top3 ของญี่ปุ่น สวนทางกับโทงาชิที่แม้จะเป็นนักวิ่งอาชีพ แต่ไม่สามารถพาตัวเองไปถึงจุดสูงสุดได้เหมือนสมัยเป็นดาวรุ่ง เพราะสิ่งที่แก้ไม่ตกและไม่เคยแก้ของเขาเลย คือการ ‘กลัวแพ้’
ทุกครั้งที่ออกตัวเขาวิ่ง เขามักพุ่งทะยานได้ไวกว่าคนอื่น ทว่าก่อนเข้าเส้นชัยเขามักมีอาการแผ่วปลายทุกครั้ง ซึ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่านอกจากกลัวแพ้แล้ว โทงาชิเองก็มีอาการวิตกกังวลแบบเดียวกับที่โคมิยะเคยเป็น เพียงแต่โทงาชิไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางหลีกเลี่ยงด้วยการแก้ตัวกับเพื่อนนักวิ่งด้วยกันว่า “คนเราก็ต้องเผชิญกับความเป็นจริงใช่ไหมล่ะ”
ไม่นาน โทงาชิก็พบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จุดประกายให้เขากลับมาเป็นโทงาชิที่มุ่งมั่นและทุ่มสุดตัวคนเดิม ผ่านฉากที่เขาระบายความในใจกับ ‘ไคโด’ นักวิ่งฉายา ‘ที่สองตลอดกาล’ ว่าคุณค่าในตัวเขาค่อยๆ ลดลงทุกวัน และเขาจะจัดการกับความเป็นจริงอย่างไรดี
“ฉันจะเล่าเรื่องฉันให้ฟังละกัน ก่อนอื่น ฉันมั่นใจว่าตัวเองมีพรสวรรค์ขั้นเทพ ฉันเกิดมาเพื่อเป็นนักวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งระยะสั้น ตอนเด็กฉันไม่เคยแพ้ใครในภูมิภาคตัวเองเลย แต่พอโดนโค่นที่งานแข่งระดับชาติ ฉันก็พยายามที่จะวิ่งให้เร็วกว่าเดิม ปีสุดท้ายของมัธยมปลาย ฉันเกือบจะได้ชัยชนะระดับชาติ แต่แล้วซาอิสึที่อายุ 15 ปีก็โผล่มา หลังจากนั้นเอง ฉันก็โดนต้อนให้อยู่กับความเป็นจริงที่ว่า…เขานำหน้าฉันหนึ่งก้าวเสมอ ความเป็นจริงที่ฉันไม่เคยชนะ
แต่ที่ตลกมากกว่าคือ ฉันมั่นใจว่าจะชนะครั้งหน้า รู้ไหมว่าทำไม เพราะว่าเราหนีความเป็นจริงได้ ถ้าชัยชนะฉันมันไม่เป็นจริง ฉันก็ต้องเอาตัวเองออกจากจุดนั้น
การหนีความเป็นจริง หมายความว่าฉันมีความหวังกับตัวเอง มันแสดงให้เห็นว่าฉันยังไม่ยอมแพ้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความเห็น มุมมอง ข้อเท็จจริง หรือการตระหนักรู้ ที่คนรอบข้างพูดกับฉัน ฉันก็ยังให้ความสำคัญกับตัวเอง นั่นแหละคือภารกิจของฉัน งานฉัน เหตุผลการใช้ชีวิตและวิ่งต่อไป
ฟังนะ โทงาชิ นายจะหนีจากความเป็นจริงได้ ตราบใดที่นายเข้าใจว่านายวิ่งเพื่ออะไร”
โทงาชิคล้ายกับเห็นภาพบางส่วนของตัวเอง คืนนั้นเขากลับไปนอนคิด และตกผลึกว่าเป้าหมายในการวิ่งของเขาไม่ใช่การคว้าชัยชนะ แต่เป็นการวิ่งเพื่อใครสักคนที่ผ่านมาเห็น ที่สุดแล้ว เขาจึงกลับมาเป็นโทงาชิคนเดิมที่กินเต็มที่ ซ้อมเต็มที่ แข่งเต็มที่ ส่งผลให้ฟอร์มในสนามพุ่งทะยานขึ้นจนได้สิทธิกลับไปแข่งชิงแชมป์ระดับประเทศในสัปดาห์ถัดไป
“ถ้าไม่รู้ว่าความเป็นจริงของนายคืออะไร นายก็จะหนีไม่พ้นมัน เปิดตาแล้ววิ่งหนี มันต่างกับปิดตาแล้วยืนนิ่ง การจ้องมองและเผชิญกับความเป็นจริงมันน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกเลย แต่นายต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเกลียด ถ้านายอยากเปลี่ยนแปลงหรือกำจัดความเป็นจริง นายต้องเผชิญกับมันก่อน เพราะถ้านายเผลอปิดตาไว้เมื่อไร นายก็จะหยุดเคลื่อนไหวตลอดไป” ไคโดกล่าวกับโทงาชิอีกครั้ง
แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุกล้ามเนื้อฉีกขาดระหว่างการฝึกซ้อม และต้องพักรักษาอย่างน้อย 6 เดือน ส่งผลให้โทงาชิใจสลาย และตระหนักว่า
“สิ่งสำคัญมากกว่าเทคนิค คือการยอมรับความพ่ายแพ้ให้ได้ ประมาณว่าพอพยายามเต็มที่ ถึงจะแพ้ก็ไม่รู้สึกเสียใจ ชีวิตเราไม่ได้แขวนอยู่บนเส้นด้ายสักหน่อย แล้วถ้าเราเตรียมใจที่จะแพ้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดีกว่าที่คาดไว้นะ ความเร็วไม่ใช่ทุกสิ่ง ค่อยเป็นค่อยไป ทำไมต้องสละชีวิตไปกับมัน ชีวิตทั้งหมดของฉัน”
ทว่าโอกาสในการคว้าสิทธิแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดของประเทศอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต โทงาชิจึงยอมเสี่ยงเอาชีวิตนักกีฬาเข้าแลก
“กว่าจะรู้ตัว ผมก็แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อวันพรุ่งนี้ครับ การแข่งครั้งหน้าคือชีวิตผมทั้ง 25 ปี และตัวผมในปัจจุบัน ถ้าผมมัวใช้ชีวิตเพื่อแค่สานต่อตัวเองในเมื่อวาน ผมคงจะวิ่งให้เต็มที่ต่อไปไม่ได้ครับ” เขาบอกรุ่นพี่คนสนิท
แม้ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์จะไม่เฉลยว่า ที่สุดแล้วใครคือนักวิ่ง 100 เมตรที่วิ่งได้เร็วที่สุดในญี่ปุ่น แต่กลับโคลสอัพไปที่รอยยิ้มของคู่แข่ง ผมคิดว่านี่คือชัยชนะของการพาผู้ชมไปถึงเส้นชัยแล้ว

สิ่งสำคัญที่เปรียบได้กับจุดสูงสุดของเรื่องคือการที่โทงาชิกลับมาเผชิญหน้ากับโคมิยะอีกครั้ง ทว่าไฮไลต์ในการพบกันครั้งนี้คือการที่โคมิยะตัดสินใจระบายความรู้สึกอัดอั้น ว่าที่ผ่านมาตนคิดแต่เรื่องการทำลายสถิติจนรู้สึกว่างเปล่ากับการวิ่งระยะทางเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ถึงฉันจะทำสถิติใหม่อีก แล้วมันจะมีค่าอะไรหลังจากนั้น”
โทงาชินิ่งฟัง ก่อนบอกโคมิยะว่าเขาเองก็เริ่มต้นจากการไม่อยากแพ้และคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วที่สุด
“มนุษย์เราเข้าใจได้แค่หัวใจของตัวเองเท่านั้นล่ะ ไม่ได้มีที่ไหนเป็นของเราอย่างแท้จริง จะความรัก ความเข้าใจ หรือเป็นที่หนึ่ง ก็แค่สิ่งที่เราคิดเอาเอง ทุกอย่างบนโลกมันทำให้เรากังวล ท้ายที่สุดเราทุกคนล้วนต้องตายอยู่ดี พอคิดได้แบบนั้น คนเรานี่ก็ไม่ได้เรื่องเลย
ช่างเถอะ แต่ที่ฉันพูดมาทั้งหมด ไม่สามารถพรากความรู้สึกที่ดีไปจากตัวเราที่พยายามเต็มที่หรอกนะ ฉันเห็นมาหลายต่อหลายครั้ง ฉันยังรู้สึกเหมือนเดิมเลย โคมิยะคุง ถึงนายจะลืมไปแล้ว แต่มีกฎง่ายๆ อยู่นะ ถ้าเราวิ่ง 100 เมตรเร็วกว่าคนอื่น เราจะแก้ปัญหาได้หมดทุกอย่าง นายเจอวิธี มุ่งมั่นไปหา และขัดเกลาความเร็วด้วยตัวเอง นายยังคิดว่ามันไร้ค่าอีกเหรอ ตอนที่เราวิ่ง ทุกอย่างหายไป ในโลกที่เด่นชัดเอง ทุกอย่างก็เปล่งประกาย ถ้านายยังไม่เคยมีประสบการณ์นั้น ในการแข่ง 100 เมตรที่จะถึง มาสัมผัสไปด้วยกันเถอะ”
หลังชม 100 Meters จบ ผมไม่รู้สึกว่านี่คือแอนิเมชันกีฬา หากแต่เป็น ‘หนังชีวิต’ ที่ใช้การวิ่งร้อยเมตรเป็นภาพแทนของแต่ละชีวิตที่ต่างดิ้นรนท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลาย เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ความรํ่ารวยหรือความยากจน ความสุขหรือความเศร้า ก็ล้วนเป็นเพียงของแถมที่พ่วงมากับลมหายใจเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งสำคัญของชีวิตจึงไม่ใช่เส้นชัย แต่คือการที่เรากล้ายืนอยู่บนลู่วิ่งของตัวเอง ยอมรับบาดแผล ความกลัว ข้อจำกัด ปัญหาต่างๆ ที่แบกไว้ แล้วเลือกจะก้าวต่อไปในจังหวะของตนเอง เหมือนกุญแจสำคัญของภาพยนตร์ที่ไม่ได้บอกให้เราวิ่งเร็วกว่าใคร แต่สะกิดให้เรากลับมาทบทวนว่า ศักยภาพของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการเอาชนะผู้อื่น หากเกิดจากการเอาชนะใจตัวเอง
เมื่อมนุษย์หยุดเปรียบเทียบ แล้วหันกลับมารับฟังเสียงภายในอย่างแท้จริง เราจะพบว่า คุณค่าหรือชัยชนะไม่ได้วัดจากผลลัพธ์ตรงปลายทาง แต่วัดจากความพยายามอย่างไม่ลดละ และพร้อมที่จะลุกขึ้นวิ่งต่อ แม้ในวันที่ไม่มั่นใจว่าเส้นทางข้างหน้าจะพาเราไปถึงที่ใดก็ตาม