Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    RelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the trauma
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain

Month: February 2026

Toxic Positivity, People Pleaser, Healthy Boundaries: 3 คีย์เวิร์ดจากภาพยนตร์ Human Resource ที่ชวนทุกคน ‘รับไว้พิจารณา’
Movie
5 February 2026

Toxic Positivity, People Pleaser, Healthy Boundaries: 3 คีย์เวิร์ดจากภาพยนตร์ Human Resource ที่ชวนทุกคน ‘รับไว้พิจารณา’

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ เป็นภาพยนตร์จากค่าย GDH  กำกับโดย เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่ชวนผู้ชมตั้งคำถามกับการตัดสินใจพาใครสักคนมาแจ้งเกิดเป็น ‘พนักงานใหม่’ บนโลกใบนี้
  • ภาพยนนตร์นำเสนอชีวิตของพนักงานออฟฟิศที่ต้องแบกรับความกดดันทั้งจากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการทำงานในบทบาทของ HR ที่ต้องคัดเลือกพนักงานใหม่เข้ามาทำงานภายใต้บรรยากาศสุดท็อกซิก
  • สิ่งที่น่าสนใจและบทความนี้ต้องการนำเสนอคือ บุคลิกภาพและความสัมพันธ์ของตัวละครหลักอย่าง ‘เฟรน’ กับบุคคลต่างๆ ทั้งเจ้านาย แม่ สามีและลูกในท้อง ที่กดทับเธอให้จมอยู่กับความทุกข์ที่ไร้ทางออก

[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]

“พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้นะ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคหรือปัญหาอะไรก็ตาม การคิดในแง่บวกเนี่ยแหละที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้”

ประโยคคิดบวก (Toxic Positivity) ที่มักได้ยินกันบ่อยๆ ปรากฎขึ้นในตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’ ในบรรยากาศที่ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดในที่่ทำงานและในโลกใบนี้

ฟังเผินๆ ประโยคเหล่านี้อาจดูสวยงามและเปี่ยมด้วยความหวัง แต่สำหรับตัวละครอย่าง ‘เฟรน’ รวมถึงผม หรือใครก็ตามที่กำลังแบกรับแรงกดดันหนักหน่วงในชีวิตจริง คำพูดเช่นนี้กลับไม่ต่างอะไรกับการกดทับ และซ้ำเติมความรู้สึกแย่ๆ ให้ฝังลึกลงไปกว่าเดิม โดยไม่เปิดพื้นที่ให้ความเจ็บปวดนั้นได้ถูกมองเห็น 

เฟรน คือภาพแทนของสาวออฟฟิศเจน Y เธอทำงานในแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่อง ‘ความโหด’ ทั้งการทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน การถูกใช้งานล่วงเวลา และการต้องรับมือกับหัวหน้าอารมณ์ร้อนที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้ใคร พนักงานอยู่ได้ไม่นานก็ลาออกไป ในฐานะ HR เฟรนจึงต้องรับภาระหนักในการสรรหาพนักงานใหม่ให้ทันต่ออารมณ์และความคาดหวังของเจ้านาย

ในบรรดาผู้สมัครงานทั้งหมด ‘จิดา’ นักศึกษาจบใหม่ไฟแรง เป็นเพียงคนเดียวที่ยอมรับทุกเงื่อนไขการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน หรือเวลาในการทำงาน รวมไปถึงคำถามที่ว่า “ถ้าเจ้านายปากระดาษใส่หน้าจะทำอย่างไร” ซึ่งจิดาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า สามารถยอมรับได้ เพราะในวัยเด็กเธอเติบโตมากับพ่อที่มักดุด่าเธออย่างรุนแรงเสมอ

สำหรับผม คำตอบของจิดาเป็นเหมือนตลกร้ายในชีวิตของใครหลายคนที่เติบโตมากับรูปแบบการเลี้ยงดูที่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า หากกดดันหรือเคี่ยวเข็ญเด็กให้เผชิญความลำบากตั้งแต่เล็ก จะช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง ราวกับได้รับ ‘วัคซีนทางใจ’ ไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการเยียวยามักไม่หายไปไหน หากแต่แปรสภาพเป็นวิธีเอาตัวรอดที่แตกต่างกันในวัยผู้ใหญ่ 

วิธีการดังกล่าวจึงอาจใช้ได้ผลกับเด็กเพียงบางคนเท่านั้น ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากเติบโตขึ้นมาพร้อมบุคลิกภาพที่แตกต่างออกไป บางคนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ และเผลอผลิตซ้ำความรุนแรงแบบที่ตัวเองเคยรังเกียจกับลูกหรือผู้ใต้บังคับบัญชา 

ขณะที่อีกหลายคนอย่าง ‘เฟรน’ เป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยอมตามใจคนอื่นตลอดเวลา ไม่กล้ายืนยันความต้องการของตัวเอง ซึ่งในทางจิตวิทยามีศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า ‘People Pleaser’ หรือไม่ก็ซ่อนบาดแผลทางใจไว้ภายใต้คำว่า ‘อดทน’ และความเข้าใจผิดว่าตนเอง ‘รับได้’ หากถูกใช้ความรุนแรงในที่ทำงานอย่าง ‘จิดา’ ซึ่งท้ายที่สุดเมื่อแรงกดดันโถมทับเกินจะรับไหว ก็ยากจะคาดเดาความเสียหายของจิตใจ

อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อของภาพยนตร์จะดูเหมือนมุ่งเน้นไปที่ชีวิตในโลกการทำงาน แต่โดยรวมแล้วน้ำหนักของเนื้อหาดูจะเปรียบเปรยไปถึงความเลวร้ายในโลกใบใหญ่ ที่สภาพแวดล้อมทางสังคมกดทับชีวิตคนธรรมดาๆ ซึ่งไม่มีต้นทุนมากนักให้แทบไม่มีพื้นที่หายใจได้ทั่วท้อง หรือยิ้มได้โดยปราศจากความกังวล รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ผู้หญิงอย่างเฟรนก็ยังคงต้องซัพพอร์ตสามีทุกกรณี ต่อให้สิ่งนั้นจะซ้ำเติมความทุกข์ของเธอก็ตาม

ในฉากที่เฟรนทราบว่าตัวเองตั้งท้อง ไม่ว่าลึกๆ แล้วเธอจะคิดอย่างไร แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกเก็บเด็กไว้เพราะสามีดีใจอย่างมากที่จะมีลูกคนแรก ซึ่ง ‘เทม’ สามีของเฟรน ก็ไม่ต่างจากคนชั้นกลางผู้หาเช้ากินค่ำอีกไม่น้อย ที่ฝากความหวังไว้กับคอนเนกชั่นดีๆ เพื่อยกระดับชีวิตให้ ‘ดีขึ้น’ หรืออย่างน้อยก็พอมีหน้ามีตาในสังคม 

ความคิดถึงแต่ตัวเองของเขาสะท้อนผ่านพฤติกรรมในหลายๆ เหตุการณ์ รวมถึงการตัดสินใจวางเงินมัดจำจองโรงเรียนนานาชาติไว้ตั้งแต่ลูกยังไม่ลืมตาดูโลก แถมยังบอกให้เธอเบรกความคิดเรื่องการลาออกไว้ก่อน ทั้งที่เฟรนเองก็อยากจะพาตัวเองออกมาจากสภาพแวดล้อมเป็นพิษในที่ทำงานเหมือนกัน 

“คิดนะ…ว่าจะโตมาเป็นคนที่โอเคคนนึงนี่มันก็ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนกันเนอะ” 

เฟรนพูดขึ้นขณะกำลังมองไปที่เด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นในสนามของโรงเรียน ซึ่งคำว่า ‘โอเค’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การอยู่รอด แต่คือการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ มีความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ และอดทน ซึ่งเธอเองก็ยอมรับว่า “พูดง่าย แต่ทำจริงๆ มันยากเลยนะ” 

หรืออันที่จริง คำพูดเหล่านี้ก็คือความรู้สึกของเฟรนเองที่ต้องแบกรับความเครียด ความวิตกกังวล และแรงกดดันรอบด้าน ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีด้วยหัวใจอ่อนล้าและแหลกสลาย จนนำไปสู่ภาวะนอนไม่หลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ด้วยเหตุนี้เอง ภาพที่เฟรนออกมาเดินบนลู่วิ่งในยามที่นอนไม่หลับ จึงเป็นภาพที่กระทบใจผมอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่ภาพของตัวละครคนหนึ่ง หากแต่คือชีวิตของใครหลายคนที่พยายามเดินไปข้างหน้า…แต่กลับอยู่ที่เดิม พยายามสู้ชีวิต…แต่ชีวิตสู้กลับ ผ่านวันนี้ไปได้…เพียงเพื่อไปใช้ชีวิตแบบเดิมในวันรุ่งขึ้น วนซ้ำอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าวันแห่งความสุขได้จบสิ้นลงตั้งแต่ก้าวพ้นวัยเด็ก 

สำหรับผม สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของการเป็นผู้ใหญ่ คือการไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ยิ่งในสังคมที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง การตัดสิน และการซ้ำเติมในวันที่เราพลาด สภาพจิตใจของเราจึงค่อยๆ แหลกสลายลงทุกวัน โดยเฉพาะกับคนที่มีแนวโน้มชอบเอาใจคนอื่น หรือ People Pleaser ที่ยอมตามใจคนรอบข้างทั้งที่ตัวเองไม่ไหว

แม้บรรยากาศในภาพยนตร์จะทำให้ใครหลายคนมองเห็นโลกรอบตัวและโลกการทำงานที่หมุนวงจรความท็อกซิกจนเราแทบหายใจไม่ออก แต่ผมอยากบอกคนที่อาจกำลังจมดิ่งกับความรู้สึกหนักอึ้งว่า แม้เราจะเปลี่ยนโลกภายนอกไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พอทำได้คือการหันมาจัดการโลกภายในของตัวเอง แน่นอนว่า…มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อยากให้ค่อยๆ หาสมดุลที่เหมาะสม ระหว่างการเอาใจคนอื่นกับการฟังเสียงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง กล้าที่จะกำหนดและซื่อสัตย์ต่อขอบเขตความสบายใจของตัวเอง แม้ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด 

สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ‘Healthy Boundary’ หรือการเคารพทั้งความรู้สึกของตัวเองและขอบเขตของผู้อื่น อ่อนโยนได้แต่ไม่อ่อนแอ โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หรือยอมสูญเสียจุดยืน เพื่อแลกกับการเป็นที่พอใจของใครบางคน 

เพราะไม่ว่าโลกหรือผู้คนจะใจร้ายกับเราเพียงใด สิ่งสำคัญคือเราต้องหยุดใจร้ายกับตัวเอง การยอมรับและยืนยันความรู้สึกว่า “ฉันไม่โอเค” ในวันที่คิดบวกไม่ไหว ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่คือรูปแบบหนึ่งของความเข้มแข็ง…ที่เริ่มต้นจากการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง

Tags:

ภาพยนตร์พนักงานใหม่

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    F1 The Movie: ชัยชนะที่ดีที่สุดคือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการเป็นที่หนึ่ง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Green Book: มิตรภาพบนความต่าง คือบทสนทนาของหัวใจที่เปิดกว้างละวางอคติ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Charlie and the Chocolate Factory: ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ต้นทางชีวิตและความฝันของเด็ก…เริ่มต้นที่บ้าน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Shoplifters : การรวมตัวกันของคนไม่รู้จัก สร้างหลุมหลบภัยที่ขออ้อมแขนจากคนไม่ทำร้ายกัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • MovieMyth/Life/Crisis
    แด่วันที่เศร้าและหดหู่: เพียงคนธรรมดาที่มีบาดแผลคล้ายกันได้แบ่งปันและโอบอุ้ม

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ เพชรลัดดา แก้วจีน

ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง
Social Issues
2 February 2026

ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง

เรื่อง ศากุน บางกระ

  • ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์โลก และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วรุนแรง ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ
  • นโยบายการศึกษาควรเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายการเมืองต้องพิจารณาอย่างจริงจัง โดยยึดโยงกับประโยชน์สาธารณะ การพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้ง
  • การปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มจากครรภ์มารดา การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบการศึกษาสำหรับทุกคน การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ คือข้อเสนอจากประสบการณ์ของคนทำงานด้านการศึกษา

แม้นโยบายการศึกษาจะไม่ใช่นโยบายหลักที่พรรคการเมืองใช้เป็นตัวชูโรงในการหาเสียง แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันทุกครั้งเมื่อสนามการเลือกตั้งมาถึง ท่ามกลางความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ นโยบายการศึกษาได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายการเมืองต้องพิจารณาอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันคนทำงานด้านการศึกษาเองก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการผลักดันให้นำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน

Policy Watch โดย The Active Thai PBS ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร ได้จัดเวทีอภิปรายนโยบาย ‘Policy Watch Connect 2026: นโยบายการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาได้บอกเล่าสถานการณ์ และเสนอนโยบายการศึกษาถึงตัวแทนพรรคการเมืองโดยตรง ด้วยความสำคัญของเสียงสะท้อนเหล่านี้ The Potential จึงได้รวบรวมข้อเสนอที่เกิดขึ้นในเวทีมาไว้ในบทความนี้

‘ปฏิรูปการศึกษา’ เริ่มต้นด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอให้เริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยชี้ว่าช่วงก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษา ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ไปจนถึงวัยปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ในระยะยาว การลงทุนในช่วงนี้จึงให้ผลตอบแทนสูงกว่าการแก้ปัญหาในช่วงหลัง นโยบายสำคัญที่ควรผลักดันอย่างจริงจังคือ ‘เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า’ ซึ่งที่ผ่านมามีการผลักดันแต่ก็ล้มเหลวมาตลอด ทำให้ยังมีเด็กจากครอบครัวยากจนตกหล่นจากระบบ ซึ่งนโยบายเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้านี้ควรครอบคลุมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ ควบคู่ไปกับการขยายสิทธิการลาคลอด ที่แม้ปัจจุบันจะขยับเป็น 90 วันแล้ว แต่ยังคงไม่เพียงพอหากต้องการให้พ่อแม่มีบทบาทในการดูแลเด็กอย่างแท้จริง

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ข้อเสนออีกประเด็นที่เชื่อมโยงกันคือ คือการพัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก ที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาเมื่อต้องกลับไปทำงาน 

“ศูนย์เด็กเล็ก คุณภาพยังเป็นปัญหามาก ศูนย์ฯ ส่วนใหญ่ให้เด็ก สามารถมากินมานอนต่างๆ แต่ไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการอย่างที่ควรจะเป็น อันนี้เป็นประเด็นเรื่องเชิงคุณภาพ และยังมีมิติที่ว่ากว่าจะรับเข้าไปก็จะต้องรอสักสามขวบ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะถ้าเกิดพ่อแม่รุ่นใหม่ มีลูกไม่เยอะ แล้วทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เขาก็อยากจะมีคนมาดูแลลูกได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ถ้าเลือกไม่ได้ เขาต้องส่งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง”

นอกจากช่วงก่อนเรียนแล้ว ดร.สมชัยเห็นว่า นโยบายการศึกษาควรให้ความสำคัญกับวัยแรงงานให้มาก เพราะปัจจุบันแรงงานไทยจำนวนกว่าครึ่งทำงานไม่ตรงกับที่เรียนมา รวมไปถึงไปทำงานด้วยวุฒิที่สูงกว่าลักษณะงาน และยังมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด (Skills Mismatch) ส่งผลไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนของแรงงานใน GDP ค่อนข้างนิ่งและสัดส่วนของผลตอบแทนที่กลับไปสู่แรงงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จุดนี้ TDRI อยากให้มีนโยบายที่เริ่มได้เลยจากที่โรงเรียน โดยต้องยกระดับ ‘ครูแนะแนว’ ให้เป็น Professional Counselling ที่มีความรู้เรื่องตลาดแรงงานจริงๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการทำข้อมูลตลาดแรงงานที่จะนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการจริงได้ รวมไปถึงการมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ มาทำหน้าที่จับคู่แรงงานกับตลาดงาน

ดร.สมชัยกล่าวว่า การพัฒนาทักษะแรงงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีแรงงานที่ได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะหลังจบการศึกษาเพียงสองเปอร์เซ็นต์ของตลาดแรงงานเท่านั้น ดังนั้นการพัฒนาเพิ่มทักษะ (upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (reskill) เป็นสิ่งจำเป็น และต้องดำเนินไปตามความต้องการของตลาด (demand-driven) ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องเพิ่มการอบรมทักษะพื้นฐาน ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะดิจิทัล ทักษะเชิงสังคม ซึ่งจากการประเมินพบว่า ทักษะเหล่านี้ของแรงงานไทยยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์

“ผมคิดว่าเรื่องของการอบรมอย่างขนานใหญ่ควรจะเป็นนโยบายแห่งชาติ ถ้าสมมุติมีแคมเปญทางด้านการเลือกตั้ง เรื่องนี้น่าจะอยู่ใน top 3 (สามอันดับแรก) ของทุกพรรคเลย ซึ่งตอนนี้กวาดตามองปุ๊บก็มีพอสมควร แต่ว่ายังไม่ได้ขึ้น top 3 งบประมาณควรจะเพิ่มมากกว่านี้เยอะ ผมคิดว่า ตัวเลขเร็วๆ น่าจะ 5-10 เท่าของงบประมาณที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ที่สําคัญก็คือว่าจะต้องทําให้เป็น Demand-Driven จริงๆ” ดร.สมชัยกล่าว

‘กระจายอำนาจ’ เงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทย

ภฤศ วรรัตนวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ชี้ให้เห็นกับดักที่ฉุดรั้งศักยภาพของเด็กไทย ได้แก่ กับดักความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและกับดักความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับวิกฤตด้านสมรรถนะเด็ก สุขภาพจิต และภัยพิบัติ เขาระบุว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหาที่ทับซ้อนเหล่านี้ได้ การศึกษาไทยก็จะไม่อาจก้าวข้ามกับดักดังกล่าวไปได้

ภฤศ วรรัตนวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP)

“เราออกแบบมาให้เหลื่อมลํ้าตั้งแต่แรกด้วยซํ้า ทั้งเรื่องการสั่งการจากส่วนกลาง การตัดสินใจทุกอย่างรอจากส่วนกลาง การกระจายงบประมาณด้วยสูตรเดียวกันก็คือ งบรายหัว เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กน้อย งบน้อย ครูน้อย ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชา สอนหลายระดับชั้น เราไม่สามารถให้คุณภาพเกิดขึ้นได้จากสูตรนี้” ภฤศกล่าวและยังเสริมด้วยว่า บทเรียนจากประเทศอื่นๆ ที่เด็กมีศักยภาพและมีคะแนน PISA สูง (Programme for International Student Assessment; โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) จะมีการกระจายอำนาจเป็นตัวแปรสำคัญ คือให้โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าถูกกำหนดและสั่งการจากส่วนกลาง

ภฤศได้อธิบายถึงการทำงานของภาคีฯ ร่วมกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตาม พรบ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนและพื้นที่ใน 20 จังหวัดนำร่องมีอำนาจ เช่น กำหนดเป้าหมายการศึกษา มีอำนาจในการรับสมัครคัดเลือก มีอำนาจอนุมัติหลักสูตร เขาได้รวบรวมข้อเสนอจากหลายฝ่าย ทั้งจากศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง มานำเสนอในเวที เริ่มจากข้อเสนอที่ว่า รัฐบาลควรประกาศให้การปรับเป้าหมายการศึกษาสู่ฐานสมรรถนะเป็นเรื่องเร่งด่วน

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษามีหลักสูตรอย่างน้อย 2-3 หลักสูตร หลักสูตรปี 51 แกนกลาง หลักสูตรปรับปรุง หลักสูตรทดลองใช้อย่างนี้ อยากให้เรื่องนี้ชัดเจนเพราะคุณครูก็รออยู่ว่า อยากจะให้หลักสูตรเป็นแบบไหนกันแน่ และเรื่องการประเมิน ถ้าหลักสูตรเปลี่ยนไปแล้วการประเมินก็ควรเปลี่ยนไปตามด้วย”

ภฤศย้ำเรื่องการกระจายอำนาจที่ต้องเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก เขาอยากให้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เขายังอยากให้มีการขยายผลบทเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยให้โรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระ เช่น การออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรได้เอง และที่สำคัญคือ เขาอยากให้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นสนามทดลองของการกระจายอํานาจ เช่น ใช้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทดลองรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่

“อยากให้ปลดล็อคเพิ่มเรื่องการบริหารจัดการบุคลากรในพื้นที่ ถ้าผมอยู่ในจันทบุรี มีราชภัฏรำไพพรรณีอยู่ อยากให้ราชภัฏฯ ผลิตครูที่ตอบโจทย์กับโรงเรียน กับพื้นที่เลย ไม่ใช่อย่างปัจจุบันที่ครูก็ต้องไปสอบบรรจุจากส่วนกลาง แล้วก็ไปบรรจุที่ไหนอีกก็ไม่รู้” ภฤศกล่าว และเพิ่มเติมข้อเสนอของภาคีเพื่อการศึกษาไทยอีกข้อ คือ การส่งเสริมให้หุ้นส่วนในสังคมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้ นักจิตวิทยา นักเรียน และผู้ปกครอง เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและออกแบบการเรียนรู้ในโรงเรียน รวมไปถึงการกำกับติดตามและประเมินผลด้วย

‘เรียนฟรี ต้องฟรีจริง’ งบประมาณด้านการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค มองว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยคือบริการสาธารณะพื้นฐานของรัฐที่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างมีคุณภาพ ในมุมมองของผู้บริโภค เด็กและผู้ปกครองคือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากบริการด้านการศึกษา ดังนั้น ‘บริการสาธารณะ’ จึงไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะจัดการอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีคุณภาพ เขาเสนอให้เปิดโจทย์เรื่องการศึกษาในฐานะ ‘สิทธิของผู้บริโภค’ มากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้สิทธิ ‘เรียนฟรี’ ที่มีอยู่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

จากการรวบรวมข้อเสนอจากเวทีต่างๆ ตลอดสามปี โดยเฉพาะเรื่อง ‘เรียนฟรี 15 ปี’ ที่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำให้ฟรีได้จริง เพราะยังมีประกาศกระทรวงฯ เรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ ซึ่งทางสภาฯ ได้รับเรื่องจากผู้ปกครองว่า ถูกเรียกเก็บเงินสมทบจากโรงเรียนอยู่หลายกรณี และนโยบาย ‘เรียนฟรี’ ยังมีปัญหาเรื่องการไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางในกลุ่มเด็กที่ยากจน หรือเด็กที่ต้องเดินทางไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่เพราะโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ มีผลให้เด็กจำนวนหนึ่งยังต้องออกจากระบบการศึกษาอยู่ สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงเสนอให้ปรับปรุงคำนิยามของ ‘ค่าใช้จ่ายในการศึกษา’ ในพรบ.การศึกษาฯ ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้เรียน 

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค

“ผู้ปกครองจํานวนไม่น้อยไม่ทราบถึงสิทธิตัวเองในการต่อสู้เรื่องกฎหมายกับโรงเรียน จริงๆ โรงเรียนไม่สามารถที่จะยับยั้งการออกใบ ปพ. (เอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ให้เด็ก เพียงเพราะค่าใช้จ่ายของเด็กที่สมทบกับโรงเรียนไม่เพียงพอ หลายโรงเรียนมีวิธีการช่วยเหลือเด็กได้ดีกว่านั้นด้วยการทําฐานข้อมูลเด็กรายบุคคล 

เราจึงเรียกร้องเรื่องสําคัญที่สุดคือ ทํายังไงที่ทุกพรรคการเมืองจะให้โจทย์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ได้ คือ การศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มเติมจากการจัดเก็บจากผู้ปกครอง”

ผศ.อรรถพลเสนอต่อเนื่องไปว่า ควรมีการแก้ไขมาตรา 58 พรบ.การศึกษาฯ ที่กำหนดให้บุคคล องค์กร และภาคส่วนต่างๆ ระดมทรัพยากรและร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เนื่องจากเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ปกครอง เป็นช่องว่างที่โรงเรียนเอามาใช้เก็บเงิน และทำให้การเรียนไม่ได้ฟรีในทางปฏิบัติ

“มาตรา 58 บอกว่า สามารถระดมทรัพยากรมาร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้ มองมุมนึงดี ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยกันแบกรับ แต่อีกมุมนึง มันคือการผลักภาระมาที่ผู้ปกครองของเด็กที่ต้องเป็นคนจ่าย มีคําถามว่า ตัดประโยคนี้ดีไหม หรือเขียนให้ชัดเจนดีไหมว่า การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เอกชน คือเรื่องอะไร”

ผศ.อรรถพลยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาว่าควรหันไปให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเสนอให้จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องตามสภาพจริง ตามความจำเป็นและระดับความขาดแคลนของแต่ละโรงเรียน กล่าวคือ โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนที่ดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางควรได้รับงบมากกว่า ไม่ใช่จัดสรรแบบรายหัวอย่างเท่าเทียมในเชิงตัวเลข

นอกจากนี้ จากการทำงานของสภาองค์กรผู้บริโภค เขามองเห็นปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเด็กเรียนจบปริญญาตรีแล้วจะมีหนี้ติดตัวด้วย เขาจึงเสนอให้มีการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรีในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยลดภาระหนี้ของเยาวชนและครอบครัวในระยะยาว

สุดท้าย ผศ.อรรถพล มองเรื่อง School Autonomy เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน และเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้ที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ

“ท่านจะทํายังไงเพื่อลดขนาดกระทรวงศึกษาธิการให้เล็กลง และทําให้อํานาจไปอยู่ในมือคนที่ตัดสินใจใกล้ตัวเด็กที่สุด คือ โรงเรียน” ผศ.อรรถพลตั้งคำถาม

‘การศึกษาต้องทันโลก’ ภาคการศึกษากับภาคเอกชนต้องร่วมมือกัน

สราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย มองว่า ภาคเอกชนไทยกำลังเผชิญพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI รวมถึงโจทย์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งมาพร้อมกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นตัวคัดกรองความสามารถในการแข่งขัน จุดที่เป็นปัญหาหรือ Pain Point ตอนนี้ระหว่างภาคเอกชนและการศึกษา คือแรงงานและบัณฑิตจบใหม่ยังไม่ตอบโจทย์ตลาด หรือยังมีความสามารถไม่เพียงพอ การที่ธุรกิจต้องปรับตัวเร็วแต่ภาคการศึกษายังเน้นความรู้อย่างคงที่ รวมไปถึงการที่ภาคการศึกษากับภาคเอกชนยังไม่เชื่อมต่อกัน 

สราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย

“มัน Disconnect จริงๆ ระหว่างภาคการศึกษากับภาคเอกชน ถามว่า ภาคการศึกษาจะมาช่วย Reskill Upskill ได้อย่างไรถ้าเขาไม่เคยเดินคู่กับเรา เขามีความรู้ในทฤษฎี มีความรู้ในตํารา แต่เขาไม่ได้มาอยู่ในสงครามสมรภูมิการค้าหรือเทคโนโลยีกับเรา ให้มาช่วย Reskill Upskill มันอาจจะจำกัด เพราะฉะนั้นตรงนี้ คือข้อที่ต้องแก้ให้ได้ว่าประเทศที่เขาเจริญแล้ว การศึกษากับเอกชนจะเดินคู่กันตลอด ขาดซึ่งกันและกันไม่ได้”

สำหรับนโยบายด้านการศึกษา สราวุฒิได้เสนอให้มีกรอบนโยบายการศึกษาแห่งชาติระยะยาวและย้ำว่าต้องเป็นแม่บทที่ทุกรัฐบาลยึดเป็นแนวทางอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องการ Framework นโยบายแห่งชาติที่ชัดเจนว่าเราจะเดินไปทางนี้ซึ่งมันควรจะคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะเป็น นโยบายที่ว่านี้ต้องเป็นนโยบายระยะยาว แต่ก็เปลี่ยนได้ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต้องขอว่า ต้องเปลี่ยนตามโลก เปลี่ยนตามสถานการณ์ ไม่ใช่เปลี่ยนตามรัฐมนตรี” สราวุฒิกล่าว

ในด้านตลาดแรงงาน เขาเสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านทักษะและสมรรถนะของเด็กและเยาวชน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและวางแผนการจ้างงานได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเกิดแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดได้

นอกจากนี้ สราวุฒิยังผลักดันแนวคิดการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเกษียณ โดยมองว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนหรือกระทรวงฯ เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ปกครองและชุมชน เขาอยากเห็นนโยบายการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและทัศนคติของเด็กมากกว่าความรู้ในตำรา พร้อมกับให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่นำไปต่อยอดในเวทีนานาชาติได้

สราวุฒิย้ำว่า การมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในการพัฒนาการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็น เขาอยากได้รัฐมนตรีที่ใส่ใจและสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และสุดท้าย เขาขอเสนอให้มีการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา

“ภาคเอกชน เราทุกคนโดนบอกว่า เราต้อง Reskill เราต้อง Upskill แต่ผู้บริหารสถานศึกษา คุณครูผู้สอนทุกคนก็ไม่แตกต่างกันนะ ทํายังไงเราจะสามารถ Reskill ท่านที่มีความสําคัญเหล่านี้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ได้” สราวุฒิทิ้งท้าย

การศึกษาไทยควรมีเส้นทางที่ ‘หลากหลายและยืดหยุ่น’

จากปัญหาที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบในการทำงาน ดร.ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการ กสศ. มองว่า อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยคือ ‘กลไก’ ไม่ว่าจะเป็นกลไกรัฐสภา กลไกรัฐบาล หรือกลไกราชการ ที่ยังทำงานแยกส่วนและขาดการประสานกัน ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างล่าช้า เขาเสนอให้กลไกเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นองค์รวม เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษามีความต่อเนื่องและไม่สะดุดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เมื่อมองไปที่บริบทสังคมไทย เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องสังคมผู้สูงวัย กับดักความยากจนข้ามรุ่น กับดักรายได้ปานกลาง สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาฝ่าพายุเหล่านี้ไปได้คือ ‘ทุนมนุษย์’ ควบคู่ไปกับนวัตกรรมการทำงานเชิงนโยบายและการจัดการ อย่างไรก็ตาม สถิติสะท้อนว่าปัญหายังฝังลึก เด็กไทยอยู่ในระบบการศึกษาเฉลี่ยเพียง 9 ปีมาอย่างยาวนาน ทั้งที่ประเทศมีนโยบาย ‘เรียนฟรี 15 ปี’ มากว่า 20 ปีแล้ว

ดร.ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการ กสศ.

“ทําอย่างไรที่นโยบายการศึกษาไม่ได้เป็นไปตามจุดใดจุดหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มีภาพใหญ่ที่เป็นภาพรวม ไม่ว่ากระทรวงศึกษาจะถูกแบ่งโควตา มีสามรัฐมนตรี มาจากสามพรรค ทําอย่างไรให้ทุกพรรคเห็นภาพภาพเดียวกัน นโยบายการศึกษาจะคลุมไปที่กลุ่มเป้าหมายร่วมกันอย่างไร เพื่อให้ได้คําตอบว่า เราจะแก้ปัญหาคนทั้งระบบการศึกษาได้อย่างไรทั้งในและนอกการศึกษา ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงเด็กโต” ดร.ไกรยส ตั้งคำถาม

จากการที่ กสศ. ทำงานร่วมกับม.หอการค้า โดยสำรวจเด็กคนเดียวตลอดเจ็ดปี จำนวน 2,000 คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ระดับเชาว์ปัญญาของเด็กนั้นลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นในเชิงการลงทุน ดร.ไกรยส จึงมองเห็นความสำคัญของการลงทุนที่ต้นทาง กล่าวคือ ต้องเริ่มพัฒนาทักษะพื้นฐานตั้งแต่ระดับประถมศึกษาแทนการทุ่มเทในช่วงสั้นๆ ก่อนสอบ PISA อย่างที่ทำกันในปัจจุบัน 

“โดยเฉลี่ยประเทศไทย เด็กไทยที่มีระดับเชาว์ปัญญาใกล้เคียงเด็กอเมริกันที่สุด คือ เด็ก ป. 1 หลังจากนั้นถดถอยลงมาหมด ดีที่สุดที่เด็กไทยทําได้ สู้กับเด็กอเมริกันได้ คือ ตอน ป. 1 ทําไมเรียนไปเรื่อยๆ แล้ว ถึงค่อยๆ ถอยลง ก็จะไปอธิบายว่า ทําไมคะแนน PISA ถึงเป็นแบบนี้” 

นอกจากนี้ กสศ. ยังเสนอให้การศึกษาไทยมีเส้นทางการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีเพียงเส้นทางเดียวสู่ระดับอุดมศึกษา เช่น แนวคิด Mobile School หรือโรงเรียนมือถือ ที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นช่วยในการเรียนทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น หากเกิดภัยพิบัติก็ไม่จำเป็นต้องปิดโรงเรียน นอกจากนี้ กสศ. ยังมองว่า นโยบายตามมาตรา 12 พรบ.การศึกษาฯ ที่ให้การศึกษาสามารถจัดโดยสถาบันสังคมอื่นได้ จะทำให้การศึกษายืดหยุ่นได้จริง เขาเห็นว่า เด็กสามารถใช้ความสามารถทางกีฬา หรือดนตรีเป็นเส้นทางในการหาอาชีพ หารายได้ และขณะเดียวกันก็เป็นเส้นทางการเรียนไปด้วยได้

“ถ้าการศึกษาไทยจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ต้นทางจริงๆ การศึกษาต้องยืดหยุ่น เส้นทางจะต้องไม่ใช่เส้นทางเดียวไปสู่ระดับอุดมศึกษา จะต้องเป็นเส้นทางที่มีการเทียบโอนได้ มี Mobile School มีการใช้บัตรประชาชนใบเดียว เลข 13 หลักชุดเดียว เรามีเทคโนโลยี Blockchain ต้นทุนในการรับรองความสามารถไม่ควรจะต้องมีกระดาษอีกแล้ว ไม่ควรจะต้องจ้างคนมาทําการรับรองเหล่านี้อีกแล้ว” ดร.ไกรยสกล่าว และเสริมด้วยว่า ภาคเอกชนสามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้หรือสร้างการเรียนรู้ควบคู่การทำงานได้มากขึ้น หากใช้แรงจูงใจด้านภาษีเป็นตัวสนับสนุน

ข้อเสนอต่อนโยบายศึกษาที่ถูกพูดถึงในเวทีนี้สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการเพียงลำพัง หากแต่เกี่ยวพันกับหลายกระทรวง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการนโยบายเหล่านี้ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ที่เวทีนี้ เสียงจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคมได้ถูกส่งไปถึงฝ่ายการเมืองแล้ว จากนี้ก็อยู่ที่ว่า ฝ่ายการเมืองจะรับฟังและนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปรับใช้เชิงนโยบายได้มากน้อยเพียงใด

Tags:

Policy Watch Connect 2026การพัฒนาทุนมนุษย์รัฐบาลใหม่หุ้นส่วนการศึกษาความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทยปฏิรูปการศึกษานโยบายการศึกษา

Author:

illustrator

ศากุน บางกระ

อดีตนักข่าวไลฟ์สไตล์ที่ไม่อยากลืมงานเขียน

Related Posts

  • Book
    ครบรอบ 20 ปี หนังสือ ‘ไชลด์เซ็นเตอร์ สำนวนซ้ำซากของการศึกษาไทย’ กับคำถามที่ว่า การศึกษายังคงเป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย?

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ข้อเสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษา’ คลายปมปัญหาที่ฉุดรั้งเด็กไทย : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

    เรื่อง The Potential

  • โรงเรียนเล็ก โรงเรียนใหญ่ แก้ปัญหาแบบไหนที่ตรงจุด?: มองหาทางออกใหม่ ให้การศึกษาไทยได้ไปต่อ

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Social Issues
    ‘NEET’ คนที่ล้มเหลวหรือผลผลิตจากระบบการศึกษาไทย : คุยกับ ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

  • Social Issues
    ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยยังไปไม่ถึงไหน? : ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ชวนหาคำตอบด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์การศึกษา

    เรื่อง ศากุน บางกระ

Posts navigation

Newer posts

Recent Posts

  • Grit ทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เด็กอึด ฮึด และไปถึงเป้าหมายในระยะยาว ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI
  • Hoppers: โลกไม่ได้ต้องการ ฮีโร่ แต่ต้องการมนุษย์ที่มี Empathy
  • เด็กไทยโตไม่ทันโลก? เปิดผลการวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี ชี้จุดอ่อนการพัฒนาด้านสติปัญญาและทักษะการคิด: รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
  • ปราชญ์แห่งธนู: คู่มือชีวิตที่บอกว่า การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร และทำทุกสิ่งอย่างครบถ้วนนั้นเพียงพอแล้ว
  • เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel