Skip to content
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    EF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGrit
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น

Month: November 2025

‘โลกคือห้องเรียนที่ไม่มีผนัง’ การเดินทางที่แท้จริงคือการเรียนรู้จากประสบการณ์และเติบโตจากความเข้าใจตนเอง: ปรินซ์ – ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์
Life classroom
7 November 2025

‘โลกคือห้องเรียนที่ไม่มีผนัง’ การเดินทางที่แท้จริงคือการเรียนรู้จากประสบการณ์และเติบโตจากความเข้าใจตนเอง: ปรินซ์ – ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • จากเด็กชายผู้หลงใหลเครื่องบิน สู่นักเดินทางที่ตั้งเป้าสำรวจโลกให้ครบ 196 ประเทศ วันนี้ ‘อาจารย์ปรินซ์’ ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์ เดินทางมาแล้วกว่า 130 ประเทศทั่วโลก
  • เขาบอกว่าจำนวนประเทศไม่ใช่เป้าหมายหลัก การเรียนรู้และยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม คือหัวใจของการเดินทาง สิ่งนี้หล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่เข้าใจเพื่อนมนุษย์ รวมถึงกลับมาเข้าใจตัวเองมากขึ้น
  • “ผมเชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงเกิดจากประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่ และการเดินทางก็คือการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง เป็นโอกาสเรียนรู้สังคมและการปรับตัว ไปเห็นสิ่งที่แตกต่าง ถ้าเจอสิ่งที่ดีก็นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่วนสิ่งไม่ดีก็เรียนรู้ไว้เป็นภูมิคุ้มกัน”

“โลกคือหนังสือเล่มหนึ่ง และผู้ที่ไม่ออกเดินทาง ย่อมได้อ่านเพียงหน้าเดียวเท่านั้น”

คำคมอมตะของ St. Augustine นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ มิได้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงาม หากแต่ย้ำเตือนให้เรากล้าที่จะเปิดหนังสือหน้าใหม่ของชีวิต ด้วยการเริ่มต้นออกเดินทาง เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้เราได้ฝึกใช้ความรู้ ทักษะ และสติปัญญา เพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด การเผชิญโลกกว้างยังทำให้เราเข้าใจความหลากหลายของผู้คน และเรียนรู้ที่จะมองทุกคนด้วยสายตาแห่งความเข้าใจ…ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

เช่นเดียวกับเรื่องราวของเด็กชายที่หลงใหลเครื่องบิน ผู้ใช้เวลาว่างไปสนามบิน เพียงเพื่อมองเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้า วันหนึ่งเขาตัดสินใจขอพ่อแม่ออกเดินทางคนเดียวในวัยเพียง 16 ปี และใช้เวลาตลอด 24 ปีหลังจากนั้น เดินทางไปเยือนสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกมาแล้วกว่า 130 ประเทศ

The Potential ชวน ‘อาจารย์ปรินซ์’ ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการธุรกิจด้านการบิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมัคคุเทศก์อิสระ มาร่วมแบ่งปันเบื้องหลัง แรงบันดาลใจและบทเรียนล้ำค่าจากการเดินทางท่องโลก 

เบื้องหลังความฝันคือแรงสนับสนุนจากครอบครัว

“ผมชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็กครับ สมัยมัธยมต้น โรงเรียนของผมอยู่แถวสาทร เวลาเลิกเรียน เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะชวนกันไปเตะบอล หรือไปเดินเล่นแถวสยาม ต่างกับกลุ่มของผมที่รวมตัวกันนั่งรถเมล์ไปสนามบินดอนเมือง เพราะเราแค่อยากดูเครื่องบินขึ้นลง แล้วก็เล่นทายกันว่า หางสีที่เห็นแว๊บๆ นั้นน่าจะเป็นของสายการบินอะไร”

น้ำเสียงของ อ.ปรินซ์ เต็มไปด้วยความสุข ขณะเล่าย้อนถึงวันเก่าๆ ความทรงจำเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนั้นยังคงชัดเจน แม้ในวัยเด็ก เขาอาจไม่ใช่นักเรียนที่ได้ A ทุกวิชา แต่หากเป็นคาบสังคมศึกษา โดยเฉพาะเรื่องแผนที่ วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ เขาคือตัวท็อปของห้องอย่างไม่ต้องสงสัย 

เบื้องหลังความสนใจของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจจากการเดินทาง ซึ่งไม่เพียงจุดประกายให้เขาหลงใหลเครื่องบิน แต่ยังเพิ่มแพสชันให้เขาฝันถึงวันที่จะได้ออกผจญภัยไปทั่วโลก 

“ครั้งแรกที่ได้ออกนอกประเทศ คือไปฮ่องกงกับครอบครัวตอน ป.1 ครับ แต่ถ้านับเฉพาะการเดินทางที่ผมไปเองครั้งแรกจริงๆ คือช่วงปิดเทอม ม.4 ขึ้น ม.5 ผมแบกเป้ไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวหนึ่งเดือนเต็ม สมัยนั้นกระแสญี่ปุ่นมาแรงมากในหมู่วัยรุ่นไทย ทำให้ผมเลือกเรียนภาษาและศึกษาเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่น ซึ่งการเตรียมตัวและหาข้อมูลในยุคนั้นยังไม่มีรีวิวหรือข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเหมือนปัจจุบัน ผมต้องไปที่ออฟฟิศการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอแผ่นพับใบปลิวของจังหวัดต่างๆ มาศึกษา แต่ ณ ตอนนั้น แค่ได้วางแผนและจินตนาการถึงการเดินทาง มันก็ทำให้เด็กม.ปลายคนหนึ่งมีความสุขมากๆ แล้วครับ” 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนั้นคงไม่เกิดขึ้น หากขาด ‘ความเห็นชอบ’ ของผู้ปกครอง อ.ปรินซ์ จึงตัดสินใจพูดคุยกับพ่อแม่ ซึ่งคำอนุญาตในเวลานั้น ไม่เพียงเปิดประตูให้เขาได้ไปญี่ปุ่น แต่ยังเปิดโลก จุดประกายความฝัน และเปลี่ยนชีวิตของเขาให้เข้าสู่โลกของนักเดินทาง 

“การเดินทางไปญี่ปุ่นสมัยนั้นยังต้องขอวีซ่าครับ แล้วผมก็อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ คุณพ่อคุณแม่ผมต้องไปช่วยเซ็นอนุญาตรับรองให้ผู้เยาว์เดินทางโดยลำพัง ซึ่งผมโชคดีมากที่ท่านอนุญาต

ผมจำได้ว่าตอนอยู่ที่เมืองคามาคุระ ผมบังเอิญเจอครอบครัวคนไทยบนรถไฟ เขาเข้ามาชวนคุย แล้วก็แปลกใจว่าทำไมเด็กอายุแค่ 16 ถึงมาเที่ยวคนเดียว จากนั้นพวกเขาก็หัวเราะแล้วคุยกันว่า “ถ้าลูกเราอายุเท่านี้ เธอจะกล้าปล่อยมาญี่ปุ่นคนเดียวไหม?” 

ประโยคดังกล่าวกลายเป็นเสียงที่ติดอยู่ในใจ อ.ปรินซ์ ตลอดการเดินทางครั้งนั้น และเป็นคำถามที่เขานำกลับมาถามพ่อแม่ในภายหลัง ก่อนจะได้รับคำตอบที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ  

“ผมกลับมาถามคุณพ่อคุณแม่ว่าทำไมถึงยอมให้ผมไปเที่ยวด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กๆ แบบนี้ คุณพ่อก็แชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่าตอนเด็กๆ ท่านเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวคนจีน อากงอาม่าก็จะรักและหวงมาก และไม่อนุญาตให้ลูกออกเดินทางท่องเที่ยวหรือไปค้างต่างจังหวัดเลย ซึ่งผมคงต้องขออภัยที่ต้องพาดพิงอากงอาม่า ผมเข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมของครอบครัวจีนแท้ๆ แต่ก็ทำให้คุณพ่อรู้สึกว่าไม่เป็นอิสระ…เหมือนถูกกักบริเวณ ท่านก็เลยเข้าใจและให้อิสระผมเต็มที่ครับ เรียกได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ผมมีหัวสมัยใหม่ที่อยากให้ลูกออกเดินทางและเติบโตขึ้นด้วยตัวเอง”

ไปเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่ออวดว่าได้ไป

หลังได้ลิ้มรสอิสระของการเดินทางด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก อ.ปรินซ์ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะออกเดินทางให้ครบ 196 ประเทศทั่วโลก เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต ค้นหาเสน่ห์ของแต่ละวัฒนธรรม ภายใต้ความเชื่อที่ว่าทุกประเทศคือห้องเรียนชีวิตที่เต็มไปด้วยบทเรียนใหม่ๆ เสมอ

“นิสัยส่วนตัวของผมคือชอบความแปลกใหม่ครับ อยากไปทุกประเทศ พอไปที่หนึ่งกลับมา ความอยากมันไม่หมด แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

อ.ปรินซ์ บอกว่าสิ่งที่ดึงดูดเขาไม่ใช่แลนด์มาร์กหรือความหรูหรา แต่คือวัฒนธรรมอันหลากหลายของมนุษย์ โดยเฉพาะในประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์แบบผสมผสาน  

“บางที่ผมยังไม่เคยไป บางที่มีเรื่องราวดึงดูดให้กลับไปซ้ำ ที่ที่เป็นข่าว ที่ที่มีคนรีวิว เพราะแต่ละที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน ผมสนใจเป็นพิเศษกับประเทศที่มีการผสมผสานทางชาติพันธุ์ อย่างฟิจิ ที่แม้จะเป็นประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ แต่กลับเต็มไปด้วยชาวอินเดีย มีวัดฮินดู มีพระพิฆเนศเต็มไปหมด หรืออย่างสิงคโปร์ที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมที่หลากหลายและอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นจีน มลายู หรืออินเดียที่มาจากทมิฬนาดูทางตอนใต้ของอินเดีย  

นอกจากนี้ผมยังชอบการใช้ชีวิตบนเครื่องบิน ซึ่งผมเรียกว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ความเป็นพหุวัฒนธรรมขนาดย่อมถูกประกอบสร้างขึ้นมา หลายคนอาจรู้สึกอึดอัดบนเครื่องบิน แต่สำหรับผมมันเป็นช่วงเวลาที่รีแล็กซ์และผ่อนคลาย ผมชอบดูพนักงานสายการบินรับมือกับผู้โดยสารต่างเชื้อชาติ หรือแม้กระทั่งเวลาเกิดกรณีฉุกเฉิน นอกจากผมเองจะได้เรียนรู้เพิ่มพูนประสบการณ์ของตัวเอง ผมยังนำสิ่งเหล่านี้มาสอนให้นักศึกษาต่อได้ครับ”

เมื่อเครื่องบินลงแตะรันเวย์ปลายทาง แทนที่จะมุ่งตรงไปยังแลนด์มาร์กยอดนิยม อ.ปรินซ์ กลับเลือกทำตัวกลมกลืนกับผู้คนในท้องถิ่น ด้วยการออกสำรวจย่านที่คนท้องถิ่นใช้ชีวิตจริงๆ 

“ถ้าสมัยอายุยี่สิบต้นๆ ผมก็คงอยากไปเช็กอินแลนด์มาร์กเหมือนคนอื่น แต่ช่วงหลังๆ ผมแทบจะไม่วางแผนเลยครับ เพราะสำหรับผม การไปเห็นสภาพบ้านเมืองและความเป็นไปของผู้คน ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นยังไงก็ตาม ผมอยากเห็น อยากรับรู้ด้วยตัวเราเอง ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยไปย่านที่นักท่องเที่ยวพลุกพล่าน เพราะผมชอบเดินดูตลาด ดูวัฒนธรรมจริงๆ ของคนท้องถิ่น จนบางทีเพื่อนก็ยังแซวเลยว่าไปประเทศนั้นแต่ไม่ได้ไปแลนด์มาร์กที่เขาฮิตๆ กันถือว่าไปไม่ถึงนะ แต่บางทีผมเลือกตัดออกเพราะรู้สึกว่าบางที่เขาจัดทำมาเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เขาสร้างขึ้นมาเพื่อการนันทนาการอย่างเดียว แต่เราอยากไปดูวิถีชีวิตผู้คน อยากไปเดินจุดที่คนท้องถิ่นพลุกพล่าน และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันมากกว่า

ผมไม่ได้คาดหวังว่าต้องเจออะไร แค่พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับคนท้องถิ่น และไปแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งบางครั้งมันทำให้ผมลบอคติที่เคยได้ยินจากสื่อต่างๆ เช่น เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจล่มสลาย หรือเป็นแหล่งอาชญกรรมระดับโลก แต่พอไปจริงๆ กลับได้เห็นมุมที่น่าเที่ยวและอบอุ่น มันทำให้ผมคิดว่าเราน่าจะเปิดใจ ลดอคติ และไม่ต้องคาดหวังครับ หรือบางประเทศที่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ตลอดเวลาอย่างอินเดีย ซึ่งผมไปมาทั้งหมด 36 ครั้ง เพราะชอบในวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเข้มขลัง เต็มไปด้วยสีสันและพลังชีวิต วิถีชีวิตบางอย่างของเขาหากเราไม่ได้คลุกคลีกับคนอินเดียจริงๆ อาจรู้สึกรำคาญ แต่สำหรับผมมันกลับอบอุ่น น่ารัก เหมือนคำพูดที่ว่า “ใครไปอินเดียครั้งแรก…ถ้าไม่รักหมดใจก็เกลียดไปเลย” ซึ่งผมเป็นประเภทรักหมดใจครับ”

นอกจากการทำตัวให้กลมกลืนกับคนท้องถิ่นเหมือนสุภาษิตที่ว่า “When in Rome, do as the Romans do.” สิ่งที่ อ.ปรินซ์ เรียนรู้คือคุณค่าของการเดินทางอย่างช้าๆ เพื่อให้ตนเองดื่มด่ำและเข้าใจสถานที่นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นแม้จะตั้งเป้าหมายว่าอยากไปให้ครบทุกประเทศ แต่หากประทับใจประเทศไหนเป็นพิเศษ อ.ปรินซ์ก็ไม่ลังเลที่จะแบกเป้กลับไปซ้ำ เพื่อสะสมประสบการณ์เพิ่มเติม 

“ผมเคยถามตัวเองหลายครั้งว่าเราอยากไปให้ครบทุกประเทศเพราะอยากอวดหรือเปล่า แต่พอคิดลึกๆ แล้ว ไม่ใช่เลยครับ เพราะทุกการเดินทางมีค่าใช้จ่าย ถ้าแค่อยากเก็บประเทศให้ครบ ผมคงไม่กลับไปที่เดิมๆ อย่างอินเดียที่ไปมา 36 ครั้ง มันเกินกว่าแค่อวดครับ มันคือความรักจริงๆ  

นิวซีแลนด์คืออีกประเทศที่ประทับใจและไปมาแล้วกว่าสิบครั้ง ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ สิ่งที่ผมชอบมากคือเขาให้เกียรติคนต่างชาติ ที่นั่นมีทั้งชาวเมารีที่เป็นคนพื้นเมือง ชาวกีวี่ที่เป็นยุโรปย้ายถิ่นฐาน ชาวเอเชีย และชาวหมู่เกาะต่างๆ ทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยไม่แบ่งแยก เป็นตัวอย่างของพหุวัฒนธรรมที่งดงามจริงๆ ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติเลยครับ ต่างจากบางประเทศในยุโรปหรืออเมริกาที่บางครั้งเรายังสัมผัสได้ถึงการเลือกปฏิบัติ ซึ่งประเด็นนี้มันโดดเด่นสำหรับนิวซีแลนด์มากๆ ครับ

ดังนั้นถ้าผมสนใจหรือชอบที่ไหนเป็นพิเศษก็จะไปซ้ำ ปล่อยให้เวลาและความเป็นตัวเรานำทางเราไปสถานที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะผมไม่ได้แข่งกับใคร ผมทำเพื่อสนองความต้องการ สนองความอิ่มเอมใจของตัวเองไปเรื่อยๆ โดยมองที่ผลลัพธ์จากประสบการณ์แห่งความสุขอันยั่งยืนของเรามากกว่าครับ”   

จากนักเดินทางสู่มัคคุเทศก์และนักวิชาการ 

ไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในภาพยนตร์ การเดินทางมักทิ้งบางสิ่งไว้เสมอ บางครั้งอาจเป็นประสบการณ์ชีวิต บางครั้งคือบทเรียนที่เปลี่ยนมุมมองต่อโลก สำหรับ อ.ปรินซ์ ทุกไมล์ที่เขาเคยก้าวผ่าน คือบันทึกแห่งการเติบโตที่ค่อยๆ ขีดเขียนลงในไดอารี่ชีวิต

“การได้เดินทางเยอะๆ ทำให้ผมโตขึ้นครับ สมัยก่อนผมใจร้อน เอาแต่ใจ แต่พอได้เห็นโลกกว้างขึ้น ผมก็กลายเป็นคนตัดสินคนอื่นน้อยลง พยายามเข้าใจเขาในแบบที่เขาเป็น เพราะแต่ละคนต่างมีเหตุผลในแบบของตัวเอง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนผ่านหรือเจออะไรมาบ้าง 

บางทีในประเทศเราจะมีข่าวว่าคนประเทศนั้นมาทำแบบนี้ คนประเทศนี้ไปทำแบบนั้น แล้วเรามักจะคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันแบบเหมารวม ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าใครเพราะได้เดินทาง ผมแค่รู้สึกว่าเราเคยไปประสบพบเจอ หรือมีประสบการณ์ที่น่าประทับใจกับคนในชาตินั้นๆ มาแล้ว ทำให้เห็นว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นคนไม่ดีครับ”

ขณะเดียวกัน แรงบันดาลใจจากการเดินทางยังกลายเป็นแรงผลักดันให้ อ.ปรินซ์ เดินหน้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีความหวังลึกๆ ว่าจะนำประสบการณ์ชีวิตอันล้ำค่าที่ได้จากการเดินทางมาต่อยอดเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการพัฒนาสังคม

“ผมเรียนเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม การพัฒนาชุมชน การเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มคนชายขอบ และการยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งผมรู้สึกว่าหากทำปริญญานิพนธ์แบบวิชาการล้วนๆ อาจไม่ใช่ตัวเรา ผมจึงปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอยากนำเรื่องการเดินทางตั้งแต่เด็กๆ จนถึงปัจจุบัน มาทำให้เป็นประโยชน์ เพราะการเดินทางคือการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง เป็นโอกาสเรียนรู้สังคมและการปรับตัว ไปเห็นสิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่เมืองไทยอาจมีหรือไม่มี ถ้าเจอสิ่งที่ดีก็นำมาเป็นแรงบันดาลใจ มาเป็นตัวอย่างในการยกระดับคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณ ส่วนสิ่งไม่ดี เราก็เรียนรู้ไว้เป็นภูมิคุ้มกันให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังและพร้อมรับมือ มันคือ Soft Skills ของชีวิตครับ ซึ่งโชคดีที่ส่วนใหญ่ผมเจอคนดี ได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจและได้รับไมตรีจิตจากคนท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้มันยกระดับจิตใจ ทำให้เราอยากส่งต่อสิ่งดีๆ ให้เพื่อนมนุษย์ ซึ่งอาจฟังดูโลกสวย แต่สิ่งเหล่านี้มันอิ่มเอม และฮีลใจจริงๆ

อีกเรื่องสำคัญคือ การมองคนเท่ากัน และอย่ามองคนท้องถิ่นเป็น Human Zoo เราไม่ได้ไปดูเขาเพื่อสันทนาการ แต่ไปเพื่อเรียนรู้ เข้าใจ ปรับตัว และเคารพความต่างของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งการเข้าใจความต่างอย่างถ่อมตัวคือหัวใจของความเป็นพลเมืองโลกครับ”

ส่วนในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย อ.ปรินซ์ มองว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นเหมือนคู่มือพื้นฐาน ที่วางรากฐานให้เราเข้าใจทฤษฎี แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำความรู้และทักษะต่างๆ มาประยุกต์ใช้จริง เพื่อการพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน

“สำหรับผม การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงหรือจากการเดินทางให้ประโยชน์มากกว่าครับ แต่ต้องผสมผสานกับการเรียนในระบบให้กลมกลืนกัน 

เช่น คลาสที่ผมสอนจะไม่เน้นทฤษฎีมากเท่าการแชร์ประสบการณ์หรือการทำให้นักศึกษาได้สัมผัสเหตุการณ์จริง นักศึกษาบางคนอาจยังไม่เคยนั่งเครื่องบิน ผมก็จะพาเขาไปดูงานที่สนามบิน ให้เห็นขั้นตอนต่างๆ หรือตัวผมเองก็พยายามทำรีวิวบนเครื่องบินเพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพว่าต้องเจออะไรบ้าง วิธีปฏิบัติของผู้โดยสารแบบนี้เรียกว่าอะไร ซึ่งผมมองว่าบางอย่างมันเรียนในห้องอย่างเดียวไม่พอ ต้องออกไปเจอประสบการณ์หรือเหตุการณ์จริงด้วยตัวเอง

หนึ่งในวิชาที่นักศึกษาชอบมากและจองเต็มตลอด คือวิชาการสื่อสารวัฒนธรรมข้ามชาติในธุรกิจการบิน ซึ่งจะสอนในเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น เวลาเจอผู้โดยสารชาวอินเดียส่ายหน้า มันมีสองความหมายนะ มีทั้งส่าย Yes และส่าย No แบบไหนคืออะไร หรือสัญลักษณ์อย่างการยกนิ้วโป้งกดไลก์อาจสื่อความหมายเชิงลบในบางประเทศ รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เราเจอเวลาไปต่างประเทศมันหมายความว่ายังไงบ้าง ก็เป็นเรื่องที่สนุกและน่าสนใจ ซึ่งถ้าผมไม่เคยเดินทางมาก่อน ก็คงไม่ได้รับความรู้อันละเอียดอ่อนเหล่านี้ ดังนั้นผมเชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงเกิดจากประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่ แล้วอีกส่วนมาจากตำราในห้องเรียน”

ก่อนจบบทสนทนา อ.ปรินซ์ ฝากข้อความไปยังผู้ปกครองและเยาวชนที่ใฝ่ฝันอยากเดินทางว่าการเดินทางคือการเรียนรู้ที่ช่วยให้เราเติบโตและค้นพบตัวเองมากขึ้น เหมือนคำพูดของ Marry Ritter Beard ที่ว่า “แน่นอนว่าการเดินทางไม่ใช่แค่เพียงการชมสถานที่ต่างๆ เท่านั้น แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างลึกซึ้งและถาวรในความคิดของการใช้ชีวิต”

“ผมโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เดินทางตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้โอกาสนั้นส่งผลมาถึงชีวิตปัจจุบัน ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ค้นพบ และรู้จักตัวเองดีตั้งแต่ยังเด็ก 

อยากฝากถึงเด็กไทยที่ใฝ่ฝันอยากเดินทางว่ามันเป็นโอกาสดีที่ช่วยส่งเสริมความรู้และประสบการณ์ ได้เติมเต็มความฝัน และเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งสำคัญ

อยากฝากถึงผู้ปกครองด้วยครับ ก่อนเป็นอาจารย์ ผมเคยทำงานสายการบิน ผมมักเจอผู้ปกครองคนไทยที่ส่งลูกไป Work&Travel บอกว่า “น้องๆ พี่ฝากลูกด้วยนะ เนี่ยช่วยเดินไปส่งเขาถึงประตูขึ้นเครื่องได้ไหม” หรือบางครั้งก็โทรมาขอคำแนะนำ เพราะลูกจะเดินทางไปเรียนซัมเมอร์ สิ่งหนึ่งที่ผมเจอเป็นประจำก็คือความเป็นห่วงกังวลที่ลูกต้องเดินทางเอง ซึ่งผมขออนุญาตใช้ประสบการณ์และตำแหน่งอาจารย์ในการแนะนำผู้ปกครองไปตรงๆ ว่า “คุณพ่อคุณแม่ครับ คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อเหตุผลทางด้านประสบการณ์ เพื่อพัฒนาภาษา เพื่อให้เกิดความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ฉะนั้นสนามบินสุวรรณภูมิหรือสนามบินที่เปลี่ยนเครื่องเป็นพื้นที่ปิดมีการรักษาความปลอดภัยสูง จากเคาน์เตอร์เช็คอินตรงนี้ เดินไปประตูขึ้นเครื่องเอง เดี๋ยวให้น้องไปเองนะครับ จะได้ฝึกกันตั้งแต่ตอนนี้เลย” ซึ่งบางท่านฟังแล้วอาจจะโมโหผม แต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจว่าผมเจตนาดี 

แต่ความห่วงใยไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะมันเป็นบริบทของครอบครัวหรือสังคมไทยที่พ่อแม่เป็นห่วงและรักลูกมากๆ เพียงแต่ว่าอยากชวนให้มองอีกมุม อาจจะมองเด็กฝรั่งบ้างก็ได้ที่พ่อแม่ปล่อยให้ลูกได้ลองฝึกคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งจะอนุญาตให้เขามีความคิดเป็นของตัวเอง และเลือกสิ่งที่ชอบได้ด้วยตัวเอง โดยมีพ่อแม่ดูอยู่ห่างๆ ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะสุดท้ายแล้ว โลกภายนอกก็คือห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต”

สำหรับ อ.ปรินซ์ ทุกไมล์ของชีวิตคือบทเรียนบทใหม่ และทุกการเดินทางไม่ใช่เพียงการก้าวข้ามพรมแดนของประเทศ แต่คือการก้าวข้ามพรมแดนในใจตนเอง เขาเชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนต่างเป็นนักเรียนในห้องเรียนใบใหญ่ที่เรียกว่า ‘โลก’ เป็นห้องเรียนที่ไม่มีผนัง ไม่มีเกรด และไม่มีเส้นชัย มีเพียงบทเรียนที่สอนให้เราเข้าใจความแตกต่าง และมองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์

และตราบใดที่ยังมีรันเวย์ทอดยาวอยู่ข้างหน้า อ.ปรินซ์ จะยังคงออกเดินทางต่อไป ไม่ใช่เพื่อเก็บประเทศ แต่เพื่อเก็บความเข้าใจในชีวิต เพราะสุดท้ายแล้ว การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา…คือการหวนกลับมารู้จัก ‘หัวใจ’ ของตัวเองอีกครั้ง

Tags:

อาจารย์ปรินซ์ธรรมนูญ วิศิษฏ์ศักดิ์การเรียนรู้ประสบการณ์การเดินทาง

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Education trendLearning Theory
    Overjustification Effect: เมื่อการศึกษาสนใจที่รางวัลภายนอกมากเกินไป จนทำลายความรักในการเรียนรู้ของเด็ก

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Learning Theory
    Simulation experience pedagogy: รู้สึกถึงโลกใบนี้โดยไม่ต้องมองให้เห็น

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Everyone can be an Educator
    เรียนรู้นอกกรอบ กับอดีตครูนอกคอก: อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มลูกหว้า’ เยาวชนก่อการดีแห่งเมืองเพชร

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ สิริเชษฐ์ พรมรอด

  • Everyone can be an Educator
    ‘เข้าใจ ไม่ตัดสิน ให้โอกาส’ สร้างการเรียนรู้ เปิดประตูอนาคตพ่อแม่วัยรุ่น: สุดาพร นาคฟัก กลุ่มฅนวัยใส เชียงใหม่

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Adolescent Brain
    กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นในตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Short Video Effect: เสพติดคลิปสั้น บั่นทอนสมอง ทำลายสมาธิ
Adolescent Brain
6 November 2025

Short Video Effect: เสพติดคลิปสั้น บั่นทอนสมอง ทำลายสมาธิ

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • อาการเสพติดวิดีโอสั้น (Short Video Addiction) มีลักษณะคล้ายกับการเสพติดสารเคมีหรืออุปนิสัยบางอย่างคือ ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ต้องติดตามดูวิดีโอพวกนี้อย่างไม่หยุดจนเกิดผลเสียกับการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
  • แนวโน้มการติดวิดีโอสั้นที่มากขึ้นส่งผลกระทบทางลบ ผลกระทบร้ายแรงคือทำให้เป็นคนสมาธิสั้น ตั้งสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เรียนหรือสิ่งที่สนใจได้ยากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับการเรียนอย่างแน่นอน
  • วิดีโอสั้นก็เหมือนสารเสพติดอื่นหรือนิสัยบางอย่างที่ทำซ้ำแล้วติดได้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อไปในระยะยาวได้ 

แพลตฟอร์มคลิปสั้นหรือวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Reel ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีตัวเลขการชมคลิปสั้น TikTok มากถึง 4,000 ล้านครั้งทั่วโลกในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2018 ถึงพฤศจิกายน 2022 จนทำสถิติเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในช่วงดังกล่าว [1] 

ขณะที่ซีรีส์ละครสั้นแนวตั้งของจีนที่เหมาะจะชมด้วยมือถือก็โด่งดังและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน ในประเทศจีนมีผู้ชมละครพวกนี้มากกว่า 1,000 ล้านคน ครอบคลุม 95% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดทั่วประเทศ [2] สร้างรายได้ชนิดที่เรียกว่าถล่มทลาย ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยเรื่อง ‘กลไก’ การทำงานของแพลตฟอร์มเหล่านี้ 

คำถามอื่นที่สำคัญก็เช่น ทำไมถึงทำให้คนติดกันงอมแงมเหมือนติดยาได้ขนาดนี้? แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันหรือมากกว่าก็คือ นอกจากผลดีเรื่องให้ความบันเทิงจนแทบเกินห้ามใจแล้ว จะมีผลเสียอะไรอะไรในระยะสั้นและระยะยาวบ้างหรือไม่?    

บางคนอาจผ่านตาเรื่องที่พจนานุกรมฉบับอ็อกซ์ฟอร์ดบรรจุคำว่า Brain Rot ไว้ในปี 2024 โดยนิยามว่าเป็น ‘การเสื่อมสภาพของสภาวะทางจิตหรือสติปัญญาของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อหาออนไลน์ที่ไร้สาระหรือไม่ทำให้เกิดความท้าทายในการใช้สมองมากจนเกินควร และยังใช้เรียกสิ่งที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพดังกล่าวด้วย’ [3] 

คำถามสำคัญอีกคำถามหนึ่งได้แก่ คลิปสั้นทั้งหลายที่ว่ามาข้างต้นเป็นตัวการทำให้เกิดปรากฏการณ์ Brain Rot ได้จริงหรือไม่?

เริ่มมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยตอบคำถามเหล่านี้ทยอยออกมาเรื่อยๆ แล้วนะครับ คำถามข้างต้นหลายคำถามก็ได้รับความกระจ่างพอสมควรแล้ว ดังจะเล่าให้ฟังในบทความนี้ต่อไป

เรื่องแรกคือ อาการเสพติดวิดีโอสั้น (Short Video Addiction, SVA) เหล่านี้มีอยู่จริง ลักษณะคล้ายกับการเสพติดสารเคมีหรืออุปนิสัยบางอย่างคือ ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ต้องติดตามดูวิดีโอพวกนี้อย่างไม่หยุดจนเกิดผลเสียกับการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ 

โดยในการศึกษาของนักวิจัยชาวจีนที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ชิ้นหนึ่ง ซึ่งศึกษาในวัยรุ่นชาวจีนอายุไม่ถึง 18 ปีจำนวน 242 คน นักวิจัยสรุปผลการทดลองว่า อาการเครียดหรือหมดไฟ (burn out) นั้นอาจเป็นผลมาจากการเสพติดวิดีโอแบบนี้ได้ นอกจากนี้การเสพวิดีโอเหล่านี้มากเกินไปทำให้อาสาสมัครวัยรุ่นมีความสุขลดลง ทั้งยังทำให้ความสัมพันธ์กับพ่อแม่แย่ลง และลดความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ ลดลงอีกด้วย [4]

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง [5] ที่ทำกับอาสาสมัครที่โตขึ้นมาหน่อยคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีจาก 7 มหาวิทยาลัย รวม 1,047 คน อายุ 17-25 ปี (ชาย 593 คน หญิง 454 คน) เป็นนักศึกษาปีหนึ่งรวม 310 คน ปีสองรวม 246 คนและปีสามรวม 491 คน โดยนักศึกษาจะได้รับ link และ QR Code จากอาจารย์ผ่านทางแอป WeChat จากนั้น นักศึกษาก็ต้องกรอกแบบสอบถามส่งให้กับนักวิจัย โดยในการสำรวจจะเป็นแบบนิรนาม   

นักวิจัยสรุปผลการทดลองว่า การติดวิดีโอสั้นนอกจากส่งผลโดยตรงทำให้นักศึกษามีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่อยากเรียนแล้ว ยังส่งผลทางอ้อมด้วยคือ ทำให้ไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนอีกด้วย

แต่ผลลัพธ์ที่ชวนให้ประหลาดใจคือ พบว่านักศึกษาที่มีแนวโน้มเบื่ออะไรง่าย กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสมาธิจากสาเหตุนี้น้อยกว่าคนทั่วไป หากคนกลุ่มนี้ดูวิดีโอสั้นกลับช่วยปรับอารมณ์ความรู้สึกและไม่ติดง่ายเท่ากับคนทั่วไป กระนั้นก็ตาม นักศึกษากลุ่มดังกล่าวที่ขี้เบื่อ ก็มีจุดอ่อนสำคัญคือ มักแสดงอาการของคนขี้เหงาและขาดความมั่นใจในตัวเอง [5] 

ถึงตรงนี้ก็ขอสรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาหรือนักศึกษาระดับปริญญาตรีก็ได้รับผลกระทบจากการเสพวิดีโอสั้นมากเกินควรได้ ผลกระทบร้ายแรงคือทำให้เป็นคนสมาธิสั้น ตั้งสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เรียนหรือสิ่งที่สนใจได้ยากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับการเรียนอย่างแน่นอน (ไม่มากก็น้อย) 

ในงานวิจัยชิ้นต่อไปที่เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจ๋อเจียงและมหาวิทยาลัยแห่งเมืองหางโจว พยายามเจาะลึกลงไปที่กลไกการทำงานของสมอง เพื่อดูว่าวิดีโอสั้นส่งผลลบอย่างไรต่อการตั้งสมาธิของนักศึกษามหาวิทยาลัย [6] 

ในการทดลองนี้มีการนำเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าในสมองหรือ อีอีจี (EEG, Electroencephalogram) มาใช้บันทึกการทำงานของสมองขณะที่อาสาสมัคร 48 คน (ชาย 13 คน หญิง 35 คน) ทำแบบทดสอบที่เรียกย่อว่า ANT หรือการทดสอบเครือข่ายเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องความจดจ่อหรือสมาธิ (Attention Network Test) 

โดยที่วิธีการทดลองทำดังนี้ครับ อาสาสมัครที่มีอายุเฉลี่ย 21.8 ปีกลุ่มนี้จะต้องทำแบบสำรวจออนไลน์นาน 15 นาที จากนั้นจะให้พักได้ 3 นาที ก่อนจะทำทดสอบ ANT ต่อไปนาน 10 นาทีและได้พักอีกครั้ง ขณะที่อาสาสมัครทำแบบทดสอบไปก็จะมีการวัดคลื่นไฟฟ้าสมองไปด้วย แล้วจึงนำข้อมูล EEG มาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางสถิติของการทำแบบทดสอบ ANT 

นักวิจัยสรุปจากผลการทดลองที่ได้ว่า แนวโน้มการติดวิดีโอสั้นที่มากขึ้นส่งผลกระทบทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อการควบคุมตัวเอง (ควบคุมตัวเองได้น้อยลง) และลดความสามารถในการตั้งสมาธิจดจ่อ (ตั้งสมาธิได้ยากขึ้น) [6]

โดยเมื่อตัดปัจจัยต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง (ความกังวลใจ ความเครียด อายุ เพศ ฯลฯ) ออกแล้ว ผลการวัดคลื่นไฟฟ้าสมองทำให้เห็นถึงความสำคัญของสมองส่วนพรีฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ (Prefrontal Cortex) ที่ใช้ควบคุมความคิดและการตัดสินใจว่า แสดงผลในแบบเดียวกับสภาวะที่สังเกตเห็นได้ในสมองของคนที่มีติดสารเคมีบางอย่าง และยังคล้ายกับสมองของผู้มีอาการติดอินเทอร์เน็ตหรือติดการเล่นเกมที่เคยมีการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้อีกด้วย  

การทดลองอีกชิ้นหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้ (2025) เอง [7] แสดงให้เห็นว่า ในคนที่ติดวิดีโอสั้นมีขนาดของสมองส่วน OFC (orbitofrontal cortex) และ bilateral cerebellum ที่ใหญ่กว่าปกติ ขณะที่คนที่ติดวิดีโอสั้นอย่างหนักจะเกิดการทำงานโดยอัตโนมัติของสมองส่วน DLPFC (dorsolateral prefrontal cortex) PCC (posterior cingulate cortex) รวมไปถึง cerebellum และ TP (temporal pole) มากกว่าปกติ 

โดยยิ่งมีอาการติดวิดีโอมาก สมองส่วนเหล่านี้ก็จะ ‘จุดติด’ ทำงานเองแบบอัตโนมัติง่ายขึ้นมากเท่านั้น 

นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่า มีการกระตุ้นการทำงานของยีนส่วนที่ควบคุมการกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาท ‘มากผิดปกติ’ ในสมองส่วนซีรีเบลลัมในวัยรุ่นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่ามีการกระตุ้นให้ยีนจำเพาะบางอย่างทำงานขึ้นมาในสมองส่วน GMV (gray matter volume) หากมีอาการติดวิดีโอสั้น 

นี่อาจเป็นผลการวิจัยชิ้นแรกๆ ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการติดวิดีโอสั้นกับการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมทั้งผลกระทบระดับพันธุกรรม (ยีน) อย่างจำเพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยยังน้อยอยู่และอาจจำเป็นต้องรอผลการทดลองโดยกลุ่มอื่น

แต่นี่ก็อาจเป็นคำเตือนว่า วิดีโอสั้นก็เหมือนสารเสพติดอื่นหรือนิสัยบางอย่างที่ทำซ้ำแล้วติดได้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อไปในระยะยาวได้  

เอกสารอ้างอิง

[1] Chen, I. H., et al. (2020). Time invariance of three ultra-brief internet-related instruments: smartphone application-based addiction scale (SABAS), Bergen social media addiction scale (BSMAS), and the nine-item internet gaming disorder scale-short form (IGDS-SF9) (study part B). Addict. Behav. 101:105960. doi: 10.1016/j.addbeh.2019.04.018

[2] The 54st statistical report on China’s internet development (p13–14). (2024). CNNIC. htt ps://www.cnnic.net.cn/n4/2024/0829/c88-11065.html. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 30 ต.ค. 2025

[3] https://corp.oup.com/news/brain-rot-named-oxford-word-of-the-year-2024/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 30 ต.ค. 2025

[4] Mu, H., Jiang, Q., Xu, J., Chen, S., 2022. Drivers and Consequences of Short-Form Video (SFV) Addiction amongst Adolescents in China: Stress-Coping Theory Perspective. Int. J. Environ. Res. Public Health 19 (21), 14173. doi: 10.3390/ijerph192114173.

[5] Xie J, Xu X, Zhang Y, Tan Y, Wu D, Shi M and Huang H (2023) The effect of short-form video addiction on undergraduates’ academic procrastination: a moderated mediation model. Front. Psychol. 14:1298361. doi: 10.3389/fpsyg.2023.1298361

[6] Yan T, Su C, Xue W, Hu Y and Zhou H (2024) Mobile phone short video use negatively impacts attention functions: an EEG study. Front. Hum. Neurosci. 18:1383913. doi: 10.3389/fnhum.2024.1383913

[7] Yuanyuan Gao, et a. Neuroanatomical and functional substrates of the short video addiction and its association with brain transcriptomic and cellular architecture, NeuroImage, Volume 307,

2025, 121029, ISSN 1053-8119, https://doi.org/10.1016/j.neuroimage.2025.121029.

Tags:

สมาธิสั้นคลิปสั้นวิดีโอสั้นShort Video Addiction

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Knowledge
    สำรวจความสุขของนักเรียนนักศึกษาจากงานวิจัยทั่วโลก

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Character building
    ‘การอ่านเชิงลึก’ ทักษะที่กำลังเสื่อมถอยในโลกอันเร่งรีบและลวกๆ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Character building
    ‘Time Blindness -บอดเวลา’ อาจไม่ใช่แค่นิสัยชักช้า แต่ส่งสัญญาณความผิดปกติทางร่างกาย

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ‘อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้’ สัญญาณของความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD: Learning Disability) คุยกับ หมอวิน-ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Adolescent Brain
    สมองแบบติ๊กต่อก: จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในร้านลูกกวาดที่กินเท่าไรก็ได้?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP11: คัดเลือกเข้างานหรือเข้าเรียนโดยเน้นผลงานในอนาคต
Transformative learning
4 November 2025

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP11: คัดเลือกเข้างานหรือเข้าเรียนโดยเน้นผลงานในอนาคต

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • บันทึกชุด ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ นี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Hidden Potential: The Science of Achieving Greater Things นำสู่การตีความหนังสือออกเป็นบันทึกชุดนี้ แต่เป็นการตีความที่ต่างจากบันทึกชุดก่อนๆ คือ ผมได้เสริมข้อคิดเห็นของตนเอง จากความรู้เดิมที่มีและจากความรู้ที่ขอให้ปัญญาประดิษฐ์หลายสำนักช่วยค้นและให้ข้อสรุปด้วย

ตอนที่ 11 เสนอข้อตีความจากบทที่ 9 Diamond in the Rough: Discovering Uncut Gems in Job Interviews and College Admissions

สรุปอย่างสั้นที่สุดได้ว่า วิธีการคัดเลือกคนเข้าทำงาน หรือเข้าเรียน ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เน้นดูที่ผลงานในอดีต พิสูจน์แล้วว่ามีความไม่แม่นยำสูง คนที่มีพลังความสามารถที่ซ่อนเร้นจำนวนมากถูกละเลย ควรเปลี่ยนเป็นวิธีการที่เน้นข้อมูลการฟันฝ่าความยากลำบากสู่ความสำเร็จ ร่วมด้วย ในทำนองค้นหาเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน  

ตอนที่ 11 นี้เดินเรื่องด้วย ชีวิตของวิศวกรเม็กซิกันอเมริกัน Jose Fernandez ที่ชีวิตวัยเด็กต้องฝ่าฟันความยากจนข้นแค้น มีความใฝ่ฝันเป็นนักบินอวกาศ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีและโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เขาสมัครเป็นนักบินอวกาศของ NASA ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่สำเร็จ จนเมื่อประวัติชีวิตยากจนโผล่ออกมาจึงได้เข้าเป็นวิศวกรของ NASA และแววมีทักษะเชิงลักษณะนิสัยในระดับสูงเด่นเผยออกมาผ่านผลงาน ความฝันในชีวิตก็บรรลุ

วิธีคัดเลือกที่ล้าหลัง

วิธีคัดเลือกคนเข้าทำงานโดยทั่วไป ดูที่ประสบการณ์การทำงานได้ดีในสภาพที่ความเครียดสูง คือเลือกคนที่มีประวัติบรรลุผลสำเร็จสูง เกณฑ์ดังกล่าวละเลยเรื่องศักยภาพ ในช่วงที่ Jose (โฮเซ่) สมัครแล้วสมัครเล่าที่นาซ่า เขาหมั่นเพียรพัฒนาตนเองด้านกายภาพ ด้านเทคนิค และด้านทักษะเชิงลักษณะนิสัย อย่างเข้มข้น ตามความต้องการของนาซ่า เขาวิ่งมาราธอน 7 ครั้ง ทำเวลาดีที่สุดต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เขาได้รับทุนวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาลพัฒนาเครื่องตรวจจับมะเร็งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ส่งผลช่วยชีวิตคนจำนวนมาก รวมทั้งทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมหลากหลายด้าน ทุกครั้งที่สมัครใหม่ เขาจะเน้นคุณสมบัติใหม่ที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับคัดเลือก เพราะนาซ่าใช้เกณฑ์ประสบการณ์และผลสัมฤทธิ์ของงานในอดีต ไม่สนใจประวัติส่วนตัวและประสบการณ์ชีวิต

ข้อมูลประวัติในใบสมัครของ โฮเซ่ ดูเสมือนบอกว่าขาดความสามารถ แต่ในความเป็นจริงบอกว่ามีความยากลำบากให้ต้องฟันฝ่า ความสำเร็จที่แท้จริงต้องดูที่ความสูงที่เขาปีน ไม่ใช่ดูที่ความสูง ณ จุดที่เขาอยู่ในปัจจุบัน เราต้องไม่สับสนระหว่างผลงานในอดีต กับศักยภาพในอนาคต คุณค่าของ ‘เพชรในตม’ ไม่ได้อยู่ที่ความแวววาวตอนค้นพบ แต่อยู่ที่ความงามหลังความร้อน แรงดัน และการเจียระไน 

ในอดีตโอกาสในชีวิตของคนขึ้นกับชาติกำเนิด แต่ในปัจจุบันโอกาสขึ้นกับความเป็นนักริเริ่ม และความสามารถ แต่การคัดเลือกคนเข้าทำงานหรือเข้าศึกษาพิจารณาที่จุดเดียวคือตรงปลายทางก่อนมารับการคัดเลือก ไม่ได้พิจารณาเส้นทางที่เขาต้องฟันฝ่า ที่อาจสะท้อนความเป็นคนมีศักยภาพสูงกว่า รูปแบบของการคัดเลือกไม่เอื้อต่อการค้นหา ‘เพชรในตม’ หรือช้างเผือกในป่า โดยต้องเข้าใจว่าวิธีการคัดเลือกต้องทำงานกลั่นกรองผู้สมัครจำนวนมาก ภายในเวลาจำกัด

เกณฑ์คัดเลือกคนเข้าทำงานโดยนับจำนวนปีของประสบการณ์การทำงาน อาจไม่ได้คนที่มีความสามารถสูง หากในจำนวน 10 ปีของประสบการณ์นั้นเขาทำงานเดิมซ้ำๆ ตลอด 10 ปี สิ่งที่เราต้องการจาก ประสบการณ์การทำงานคือประสบการณ์ที่หลากหลาย และประสบการณ์ของการริเริ่ม ไม่ใช่ประสบการณ์ของการทำงานประจำ รวมทั้งต้องเน้น ประสบการณ์ของการเรียนรู้จากการทำงาน หรือกล่าวใหม่ว่า เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)

ในการค้นหาคนมีความสามารถสูง ต้องเน้นดูที่ศักยภาพ ไม่ใช่ที่ประสบการณ์ ผลงานในอดีตมีความสำคัญต่อเมื่อต้องการรับคนมาทำงานที่เหมือนกับที่เขาเคยทำได้ดีมาก่อน

ความฉลาดที่มีมาแต่กำเนิดเป็นตัวกำหนดจุดเริ่มต้น ในขณะที่คุณลักษณะที่แต่ละคนพัฒนาใส่ตนเป็นตัวกำหนดเส้นชัย โดยที่ทักษะเชิงลักษณะนิสัยเป็นสิ่งซ่อนเร้น ยากแก่การตรวจสอบในระยะสั้น มักเผยออกมาในเส้นทางชีวิตระยะยาว

ค้นหาศักยภาพที่ซ่อนเร้น

เพราะงานนักอวกาศ NASA เป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง การค้นหาบุคลากรที่เหมาะจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้มี ‘ผลบวกปลอม’ (False Positive) ซึ่งหมายถึงรับคนที่ไม่มีความสามารถแท้จริงเข้าทำงาน ด้วยเหตุนี้จึงต้องยอมรับว่า มี ‘ผลลบปลอม’ (False Negative – คัดคนมีศักยภาพสูง ออก) สูง และ โฮเซ่ ก็อยู่ในกลุ่มหลังนี้มาหลายรอบจนท้อใจ      

เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุที่การคัดเลือกคน ค้นไม่พบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ รวมทั้งวิธีค้นหาศักยภาพดังกล่าว Adam Grant ไปศึกษาเรื่องนี้ที่ นาซ่าไปพบหัวหน้าทีมคัดเลือกนักบินอวกาศที่ทำงานมาครึ่งศตวรรษและเวลานี้เกษียณอายุงานแล้ว ได้เรียนรู้วิธีทำงานกลั่นกรองใบสมัครสองถึงกว่าสามพันใบ ลงเหลือ 600 สำหรับหาข้อมูลเพิ่ม และเชื้อเชิญมาสัมภาษณ์ 120 คน คัดเลือกเอาไว้ 11 – 35 คน ในแต่ละรอบ

พบว่าแบบฟอร์มใบสมัครที่รัฐบาลกลางกำหนดให้ใช้แบบฟอร์มมาตรฐาน ไม่เอื้อให้ผู้สมัครกรอกรายละเอียดเรื่องราวชีวิตที่มีการต่อสู้ฟันฝ่า ที่สะท้อนความเป็นคนมีทักษะเชิงลักษณะนิสัย แบบฟอร์มดังกล่าวเน้นที่ประสบการณ์การทำงาน การศึกษา ทักษะพิเศษ และรางวัลและเกียรติยศที่ได้รับ ไม่มีข้อมูลที่สะท้อนความสามารถในการต่อสู้เอาชนะความยากลำบาก

เมื่อ อดัม แกรนท์ ถามโฮเซ่ว่า ทำไมจึงไม่ระบุประวัติประสบการณ์การทำงานต่อสู้หาเงินเพื่อการดำรงชีวิตระหว่างเป็นนักเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยลงในใบสมัคร โฮเซ่ตอบว่า เขาไม่คิดว่าประวัติดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาเข้าสู่หน้าที่นักบินอวกาศ

โฮเซ่ ไม่คิดว่า ประสบการณ์การฟันฝ่าความยากลำบากในอดีต จะเป็นตัวบ่งชี้ศักยภาพในอนาคต

วัดสิ่งที่วัดไม่ได้

เคล็ดลับของการคัดเลือกคนคือ ค้นหาศักยภาพหรือทักษะตามที่ต้องการ แต่ไม่มีระบุในประวัติ นั่นคือ ต้องไม่ดูแค่ที่ผลงาน ต้องพิจารณาความยากของงานด้วย

เป็นที่ยอมรับกันว่า การวัดศักยภาพในการต่อสู้เอาชนะความยากลำบาก ทำได้ยาก ในปี ค.ศ. 2019 การทดสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ที่เรียกว่า SAT (Standard Aptitude Test) ของสหรัฐอเมริกา ริเริ่มให้มี คะแนนฟันฝ่าความยากลำบาก (Adversary Score) แต่ใช้อยู่ไม่ถึงปีก็ต้องยกเลิกไป

มีหลักการสำคัญต่อการนำประวัติความยากลำบากในชีวิตมาเข้าสู่การพิจารณาคัดเลือกคน คือต้องไม่วัดที่ระดับความยากลำบาก หรือที่ตัวความยากลำบาก แต่วัดที่วิธีการต่อสู้เอาชนะความยากลำบากของบุคคลผู้นั้น รวมทั้งมุมมองต่อความยากลำบาก

ทำให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น

การคัดเลือกคน ต้องไม่เพียงให้น้ำหนักแก่ความสำเร็จในอดีต ต้องให้น้ำหนักแก่ความยากลำบากในการบรรลุความสำเร็จนั้นด้วย หรือมากกว่าตัวความสำเร็จ ตัวอย่างคือ ในการคัดเลือกนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ต้องไม่ดูเพียงเกรดเฉลี่ยในระดับปริญญาตรี ต้องดูด้วยว่าวิชาที่เรียนมานั้นมีความยากเพียงใดด้วย การที่นักศึกษาจงใจลงเรียนวิชาง่ายๆ สำหรับใช้ดึงเกรด ไม่ควรหลอกเจ้าหน้าที่คัดเลือกนักศึกษาได้ ในการเสาะหานักศึกษาที่มีศักยภาพสูง

แบบฟอร์มประวัติประกอบการสมัครงาน ควรระบุให้เขียนเล่าความยากลำบากที่ต้องฟันฝ่าในการบรรลุความสำเร็จสำคัญๆ ในชีวิตด้วย เพื่อใช้ค้นหาศักยภาพที่ซ่อนเร้น

เท่ากับในการคัดเลือกคน ต้องตระหนักว่าข้อมูลที่ได้รับคล้ายเป็นภาพของภูเขาน้ำแข็ง ยังมีส่วนที่อยู่ใต้น้ำที่มองไม่เห็นอีกมาก ต้องมีวิธีการที่ช่วยให้ผู้คัดเลือกมองเห็น ‘สิ่งที่อยู่ใต้น้ำ’

ทะยานขึ้นสำคัญกว่าระยะทางวิ่ง

มีผลงานวิจัยในนักเรียน ม.ปลาย รัฐฟลอริดา ช่วงปี ค.ศ. 1999 – 2002 ที่นำสู่ข้อเสนอให้รายงานผลการเรียนด้วย GPT (Grade Point Trajectory) แทน GPA (Grade Point Average) เพราะ GPA บอกผลงานในอดีต ส่วน GPT ทำนายผลงานในอนาคต

GPT เป็นกราฟเปรียบเทียบผลการเรียนแต่ละเทอม ผลงานวิจัยบอกว่านักเรียน ม.ปลาย ที่กราฟ GPT ชี้ขึ้นจากเทอมสู่เทอม มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตสูงกว่า วัดจากโอกาสเรียนสำเร็จมหาวิทยาลัย และการมีรายได้ดี 10 ปีให้หลัง สูงกว่านักเรียนที่กราฟ GPT ต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน หนังสือ Hidden Potential บอกว่า การมีความล้มเหลวในเบื้องต้น ตามด้วยความสำเร็จในช่วงหลัง เป็นสัญญาณบอกศักยภาพที่ซ่อนเร้น

นั่นคือลักษณะผลการเรียนวิศวกรรมศาสตร์ของโฮเซ่ ตอนเรียนปี 1 เขาได้เกรด C หลายวิชา ได้ GPA 2.41 และ 2.9 ในเทอมแรกและเทอมสองของปี 1 ในปี 2 เขาได้เกรด 3.33 และ 3.56 หลังจากนั้นก็ได้เกรด A เกือบทุกวิชา และเรียนจบได้เกียรตินิยม ที่เป็นเช่นนี้ เพราะตอนปี 1 เขาต้องทำงานด้วยเรียนไปด้วย ต่อจากตอนเรียนชั้นมัธยม หลังจากนั้น เขาหาวิธีจัดการการทำงานหาเงิน และเวลาเรียนได้ดีขึ้น          

หากทีมคัดเลือกของ NASA เห็นรายละเอียดผลการเรียนที่เริ่มจากเรี่ยดิน สู่สูงลิ่วในปีหลังๆ เขาน่าจะเตะตา แต่ในใบรายงานผลการเรียนมีแต่ GPA รวม ไม่มี GPT โฮเซ่จึงไม่ได้รับคัดเลือก เพราะไม่มีข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพแท้จริงของเขา

เพื่อตรวจหาศักยภาพที่แท้จริง ต้องไม่เพียงหาข้อมูล GPT และประสบการณ์ความยากลำบาก ต้องหาข้อมูลว่าเขาเรียนรู้อะไรจากสภาพเหล่านั้น ซึ่งค้นหาได้จากการสัมภาษณ์

สัมภาษณ์แนวใหม่ช่วยดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมา

หากไม่ระวัง บรรยากาศและคำถามในการสัมภาษณ์อาจเปลี่ยนการสัมภาษณ์เป็นการสอบสวน ที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อการเฟ้นหาคน จึงมีคนเสนอให้เปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นคล้ายการมาสังสรรค์กัน และสัมภาษณ์แบบเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์เสนอผลงานที่ตนภูมิใจ และที่มาของผลงานนั้น โดยก่อนมาสัมภาษณ์ให้กรอกแบบสอบถาม ระบุความหลงใหลของตน รวมทั้งให้ระบุผลงานที่ตนภาคภูมิใจ ที่มีคำศัพท์เฉพาะว่า Work Sample   

แต่ Work Sample มีข้อด้อยตรงเป็นผลงานในอดีต และมีการคิดตระเตรียมมาก่อน จึงมีการคิดวิธีให้ผู้มารับการสัมภาษณ์เสนอ Real-Time Work Sample แก้ปัญหากรณีตัวอย่างที่ให้เดี๋ยวนั้นในระหว่างสัมภาษณ์ ก็จะได้เห็นชิ้นงานจริง ที่ทำจริงๆ ด้วยตนเอง เห็นฝีมือกันจะจะเดี๋ยวนั้นเลย และเราสามารถออกแบบโจทย์ เพื่อให้ผู้สมัครแสดงพลัง พฤติกรรมเชิงรุก (Proactive) และ/หรือ ความเห็นแก่ส่วนรวม (Prosocial) ออกมาให้เห็น ก็ได้

ความสร้างสรรค์ของการสัมภาษณ์แนวใหม่ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังก้าวหน้าสู่การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสัมภาษณ์หา ‘ตัวช่วย’ ได้ หากตนเองติดขัด ยังทำงานตอบโจทย์ได้ไม่ดีสมใจ หรือจะขอสัมภาษณ์ครั้งที่สอง โดยเสนอ Real-Time Work Sample ชิ้นใหม่ ก็ได้ หลักการคือให้ได้แสดงความสามารถจริงๆ ออกมาให้เห็น ไม่ใช่แค่บอกว่าเคยทำ หรือทำได้

หน้าต่างแห่งโอกาส

โฮเซ่ ส่งใบสมัครที่ระบุสมรรถนะใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และถูกปฏิเสธทุกปี จนในปี 1996 ก็รู้สึกท้อและคิดจะล้มเลิกการสมัคร แต่ภรรยาแนะนำว่า อย่าปฏิเสธตนเอง ให้นาซ่าเป็นผู้ปฏิเสธดีกว่า เขาจึงฝึกเป็นนักบิน นักดำน้ำ และเมื่อที่ทำงาน (ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐบาลกลาง) จะส่งเขาไปทำงานด้านการควบคุมนิวเคลียร์ที่ไซบีเรียน เขาขอไปเรียนภาษารัสเซียด้วย เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้แก่ตนเอง

ในที่สุดเมื่อเขาอายุ 36 ปี นาซ่า คัดเลือกเขาให้เข้ารอบ 120 คนสุดท้าย ให้เข้ากระบวนการคัดเลือก แบบ Real-Live Work Sample เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และเมื่อผู้สัมภาษณ์ให้เวลา 1 ชั่วโมงให้เล่าพื้นฐานของตนเอง เขาจึงเล่าประวัติชีวิตที่ยากจนต้องทำงานไปเรียนไปที่แสนยากลำบาก ความเป็นคนมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นของเขาก็เผยออกมา เขาถูกปฏิเสธตำแหน่งนักบินอวกาศอีก แต่ได้รับข้อเสนอตำแหน่งวิศวกร ซึ่งผลงานที่ดีเยี่ยมนำทางสู่ตำแหน่งนักบินอวกาศ และได้บินเมื่ออายุ 47 ปี หลังเพียรพยายามสมัครมา 15 ปี        

สะท้อนภาพพลังของการมีความมุ่งมั่น (Determination) ในชีวิต

สามารถอ่านบทความ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP1 – EP10 ได้ที่นี่

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP1: บทนำ ‘มนุษย์ทุกคนมีพลังซ่อนเร้น’

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP2: พัฒนาทักษะเชิงลักษณะนิสัย

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP3: คุณค่าของความไม่สบายใจ

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP4: การซึมซับและปรับตัว

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP5: พลังของความไม่สมบูรณ์แบบ

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP6: ฝึกอย่างสนุก

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP7: ข้ามเส้นทางลุ่มๆ ดอนๆ สู่เส้นชัย

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP8: ต้านแรงโน้มถ่วง

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP9: โรงเรียนปลุกพลังซ่อนเร้นในนักเรียน

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP10: ปลุกพลังซ่อนเร้นกลุ่ม

Tags:

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิชปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์หนังสือ Hidden Potential : The Science of Achieving Greater Things (2023)ทักษะเชิงลักษณะนิสัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP13: สรุป 40 หลักการ สำหรับนำไปปฏิบัติ

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP12: เดินทางไกล

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP10: ปลุกพลังซ่อนเร้นกลุ่ม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP5: พลังของความไม่สมบูรณ์แบบ

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP4: การซึมซับและปรับตัว 

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Posts navigation

Newer posts

Recent Posts

  • ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง
  • Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’
  • ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น
  • Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา
  • หยัดยืน:  ราคาที่ต้องจ่ายในการเลือก ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel