- ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์โลก และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วรุนแรง ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ
- นโยบายการศึกษาควรเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายการเมืองต้องพิจารณาอย่างจริงจัง โดยยึดโยงกับประโยชน์สาธารณะ การพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้ง
- การปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มจากครรภ์มารดา การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบการศึกษาสำหรับทุกคน การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ คือข้อเสนอจากประสบการณ์ของคนทำงานด้านการศึกษา
แม้นโยบายการศึกษาจะไม่ใช่นโยบายหลักที่พรรคการเมืองใช้เป็นตัวชูโรงในการหาเสียง แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันทุกครั้งเมื่อสนามการเลือกตั้งมาถึง ท่ามกลางความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ฯลฯ นโยบายการศึกษาได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายการเมืองต้องพิจารณาอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันคนทำงานด้านการศึกษาเองก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการผลักดันให้นำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน
Policy Watch โดย The Active Thai PBS ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร ได้จัดเวทีอภิปรายนโยบาย ‘Policy Watch Connect 2026: นโยบายการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาได้บอกเล่าสถานการณ์ และเสนอนโยบายการศึกษาถึงตัวแทนพรรคการเมืองโดยตรง ด้วยความสำคัญของเสียงสะท้อนเหล่านี้ The Potential จึงได้รวบรวมข้อเสนอที่เกิดขึ้นในเวทีมาไว้ในบทความนี้
‘ปฏิรูปการศึกษา’ เริ่มต้นด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอให้เริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยชี้ว่าช่วงก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษา ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ไปจนถึงวัยปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ในระยะยาว การลงทุนในช่วงนี้จึงให้ผลตอบแทนสูงกว่าการแก้ปัญหาในช่วงหลัง นโยบายสำคัญที่ควรผลักดันอย่างจริงจังคือ ‘เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า’ ซึ่งที่ผ่านมามีการผลักดันแต่ก็ล้มเหลวมาตลอด ทำให้ยังมีเด็กจากครอบครัวยากจนตกหล่นจากระบบ ซึ่งนโยบายเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้านี้ควรครอบคลุมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ ควบคู่ไปกับการขยายสิทธิการลาคลอด ที่แม้ปัจจุบันจะขยับเป็น 90 วันแล้ว แต่ยังคงไม่เพียงพอหากต้องการให้พ่อแม่มีบทบาทในการดูแลเด็กอย่างแท้จริง

ข้อเสนออีกประเด็นที่เชื่อมโยงกันคือ คือการพัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก ที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาเมื่อต้องกลับไปทำงาน
“ศูนย์เด็กเล็ก คุณภาพยังเป็นปัญหามาก ศูนย์ฯ ส่วนใหญ่ให้เด็ก สามารถมากินมานอนต่างๆ แต่ไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการอย่างที่ควรจะเป็น อันนี้เป็นประเด็นเรื่องเชิงคุณภาพ และยังมีมิติที่ว่ากว่าจะรับเข้าไปก็จะต้องรอสักสามขวบ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะถ้าเกิดพ่อแม่รุ่นใหม่ มีลูกไม่เยอะ แล้วทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เขาก็อยากจะมีคนมาดูแลลูกได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ถ้าเลือกไม่ได้ เขาต้องส่งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง”
นอกจากช่วงก่อนเรียนแล้ว ดร.สมชัยเห็นว่า นโยบายการศึกษาควรให้ความสำคัญกับวัยแรงงานให้มาก เพราะปัจจุบันแรงงานไทยจำนวนกว่าครึ่งทำงานไม่ตรงกับที่เรียนมา รวมไปถึงไปทำงานด้วยวุฒิที่สูงกว่าลักษณะงาน และยังมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด (Skills Mismatch) ส่งผลไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนของแรงงานใน GDP ค่อนข้างนิ่งและสัดส่วนของผลตอบแทนที่กลับไปสู่แรงงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จุดนี้ TDRI อยากให้มีนโยบายที่เริ่มได้เลยจากที่โรงเรียน โดยต้องยกระดับ ‘ครูแนะแนว’ ให้เป็น Professional Counselling ที่มีความรู้เรื่องตลาดแรงงานจริงๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการทำข้อมูลตลาดแรงงานที่จะนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการจริงได้ รวมไปถึงการมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ มาทำหน้าที่จับคู่แรงงานกับตลาดงาน
ดร.สมชัยกล่าวว่า การพัฒนาทักษะแรงงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีแรงงานที่ได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะหลังจบการศึกษาเพียงสองเปอร์เซ็นต์ของตลาดแรงงานเท่านั้น ดังนั้นการพัฒนาเพิ่มทักษะ (upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (reskill) เป็นสิ่งจำเป็น และต้องดำเนินไปตามความต้องการของตลาด (demand-driven) ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องเพิ่มการอบรมทักษะพื้นฐาน ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะดิจิทัล ทักษะเชิงสังคม ซึ่งจากการประเมินพบว่า ทักษะเหล่านี้ของแรงงานไทยยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์
“ผมคิดว่าเรื่องของการอบรมอย่างขนานใหญ่ควรจะเป็นนโยบายแห่งชาติ ถ้าสมมุติมีแคมเปญทางด้านการเลือกตั้ง เรื่องนี้น่าจะอยู่ใน top 3 (สามอันดับแรก) ของทุกพรรคเลย ซึ่งตอนนี้กวาดตามองปุ๊บก็มีพอสมควร แต่ว่ายังไม่ได้ขึ้น top 3 งบประมาณควรจะเพิ่มมากกว่านี้เยอะ ผมคิดว่า ตัวเลขเร็วๆ น่าจะ 5-10 เท่าของงบประมาณที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ที่สําคัญก็คือว่าจะต้องทําให้เป็น Demand-Driven จริงๆ” ดร.สมชัยกล่าว
‘กระจายอำนาจ’ เงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทย
ภฤศ วรรัตนวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ชี้ให้เห็นกับดักที่ฉุดรั้งศักยภาพของเด็กไทย ได้แก่ กับดักความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและกับดักความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับวิกฤตด้านสมรรถนะเด็ก สุขภาพจิต และภัยพิบัติ เขาระบุว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหาที่ทับซ้อนเหล่านี้ได้ การศึกษาไทยก็จะไม่อาจก้าวข้ามกับดักดังกล่าวไปได้

“เราออกแบบมาให้เหลื่อมลํ้าตั้งแต่แรกด้วยซํ้า ทั้งเรื่องการสั่งการจากส่วนกลาง การตัดสินใจทุกอย่างรอจากส่วนกลาง การกระจายงบประมาณด้วยสูตรเดียวกันก็คือ งบรายหัว เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กน้อย งบน้อย ครูน้อย ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชา สอนหลายระดับชั้น เราไม่สามารถให้คุณภาพเกิดขึ้นได้จากสูตรนี้” ภฤศกล่าวและยังเสริมด้วยว่า บทเรียนจากประเทศอื่นๆ ที่เด็กมีศักยภาพและมีคะแนน PISA สูง (Programme for International Student Assessment; โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) จะมีการกระจายอำนาจเป็นตัวแปรสำคัญ คือให้โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าถูกกำหนดและสั่งการจากส่วนกลาง
ภฤศได้อธิบายถึงการทำงานของภาคีฯ ร่วมกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตาม พรบ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนและพื้นที่ใน 20 จังหวัดนำร่องมีอำนาจ เช่น กำหนดเป้าหมายการศึกษา มีอำนาจในการรับสมัครคัดเลือก มีอำนาจอนุมัติหลักสูตร เขาได้รวบรวมข้อเสนอจากหลายฝ่าย ทั้งจากศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง มานำเสนอในเวที เริ่มจากข้อเสนอที่ว่า รัฐบาลควรประกาศให้การปรับเป้าหมายการศึกษาสู่ฐานสมรรถนะเป็นเรื่องเร่งด่วน
“ปัจจุบันกระทรวงศึกษามีหลักสูตรอย่างน้อย 2-3 หลักสูตร หลักสูตรปี 51 แกนกลาง หลักสูตรปรับปรุง หลักสูตรทดลองใช้อย่างนี้ อยากให้เรื่องนี้ชัดเจนเพราะคุณครูก็รออยู่ว่า อยากจะให้หลักสูตรเป็นแบบไหนกันแน่ และเรื่องการประเมิน ถ้าหลักสูตรเปลี่ยนไปแล้วการประเมินก็ควรเปลี่ยนไปตามด้วย”
ภฤศย้ำเรื่องการกระจายอำนาจที่ต้องเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก เขาอยากให้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เขายังอยากให้มีการขยายผลบทเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยให้โรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระ เช่น การออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรได้เอง และที่สำคัญคือ เขาอยากให้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นสนามทดลองของการกระจายอํานาจ เช่น ใช้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทดลองรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่
“อยากให้ปลดล็อคเพิ่มเรื่องการบริหารจัดการบุคลากรในพื้นที่ ถ้าผมอยู่ในจันทบุรี มีราชภัฏรำไพพรรณีอยู่ อยากให้ราชภัฏฯ ผลิตครูที่ตอบโจทย์กับโรงเรียน กับพื้นที่เลย ไม่ใช่อย่างปัจจุบันที่ครูก็ต้องไปสอบบรรจุจากส่วนกลาง แล้วก็ไปบรรจุที่ไหนอีกก็ไม่รู้” ภฤศกล่าว และเพิ่มเติมข้อเสนอของภาคีเพื่อการศึกษาไทยอีกข้อ คือ การส่งเสริมให้หุ้นส่วนในสังคมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้ นักจิตวิทยา นักเรียน และผู้ปกครอง เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและออกแบบการเรียนรู้ในโรงเรียน รวมไปถึงการกำกับติดตามและประเมินผลด้วย
‘เรียนฟรี ต้องฟรีจริง’ งบประมาณด้านการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค มองว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยคือบริการสาธารณะพื้นฐานของรัฐที่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างมีคุณภาพ ในมุมมองของผู้บริโภค เด็กและผู้ปกครองคือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากบริการด้านการศึกษา ดังนั้น ‘บริการสาธารณะ’ จึงไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะจัดการอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีคุณภาพ เขาเสนอให้เปิดโจทย์เรื่องการศึกษาในฐานะ ‘สิทธิของผู้บริโภค’ มากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้สิทธิ ‘เรียนฟรี’ ที่มีอยู่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
จากการรวบรวมข้อเสนอจากเวทีต่างๆ ตลอดสามปี โดยเฉพาะเรื่อง ‘เรียนฟรี 15 ปี’ ที่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำให้ฟรีได้จริง เพราะยังมีประกาศกระทรวงฯ เรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ ซึ่งทางสภาฯ ได้รับเรื่องจากผู้ปกครองว่า ถูกเรียกเก็บเงินสมทบจากโรงเรียนอยู่หลายกรณี และนโยบาย ‘เรียนฟรี’ ยังมีปัญหาเรื่องการไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางในกลุ่มเด็กที่ยากจน หรือเด็กที่ต้องเดินทางไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่เพราะโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ มีผลให้เด็กจำนวนหนึ่งยังต้องออกจากระบบการศึกษาอยู่ สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงเสนอให้ปรับปรุงคำนิยามของ ‘ค่าใช้จ่ายในการศึกษา’ ในพรบ.การศึกษาฯ ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้เรียน

“ผู้ปกครองจํานวนไม่น้อยไม่ทราบถึงสิทธิตัวเองในการต่อสู้เรื่องกฎหมายกับโรงเรียน จริงๆ โรงเรียนไม่สามารถที่จะยับยั้งการออกใบ ปพ. (เอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ให้เด็ก เพียงเพราะค่าใช้จ่ายของเด็กที่สมทบกับโรงเรียนไม่เพียงพอ หลายโรงเรียนมีวิธีการช่วยเหลือเด็กได้ดีกว่านั้นด้วยการทําฐานข้อมูลเด็กรายบุคคล
เราจึงเรียกร้องเรื่องสําคัญที่สุดคือ ทํายังไงที่ทุกพรรคการเมืองจะให้โจทย์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ได้ คือ การศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มเติมจากการจัดเก็บจากผู้ปกครอง”
ผศ.อรรถพลเสนอต่อเนื่องไปว่า ควรมีการแก้ไขมาตรา 58 พรบ.การศึกษาฯ ที่กำหนดให้บุคคล องค์กร และภาคส่วนต่างๆ ระดมทรัพยากรและร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เนื่องจากเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ปกครอง เป็นช่องว่างที่โรงเรียนเอามาใช้เก็บเงิน และทำให้การเรียนไม่ได้ฟรีในทางปฏิบัติ
“มาตรา 58 บอกว่า สามารถระดมทรัพยากรมาร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้ มองมุมนึงดี ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยกันแบกรับ แต่อีกมุมนึง มันคือการผลักภาระมาที่ผู้ปกครองของเด็กที่ต้องเป็นคนจ่าย มีคําถามว่า ตัดประโยคนี้ดีไหม หรือเขียนให้ชัดเจนดีไหมว่า การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เอกชน คือเรื่องอะไร”
ผศ.อรรถพลยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาว่าควรหันไปให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเสนอให้จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องตามสภาพจริง ตามความจำเป็นและระดับความขาดแคลนของแต่ละโรงเรียน กล่าวคือ โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนที่ดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางควรได้รับงบมากกว่า ไม่ใช่จัดสรรแบบรายหัวอย่างเท่าเทียมในเชิงตัวเลข
นอกจากนี้ จากการทำงานของสภาองค์กรผู้บริโภค เขามองเห็นปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเด็กเรียนจบปริญญาตรีแล้วจะมีหนี้ติดตัวด้วย เขาจึงเสนอให้มีการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรีในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยลดภาระหนี้ของเยาวชนและครอบครัวในระยะยาว
สุดท้าย ผศ.อรรถพล มองเรื่อง School Autonomy เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน และเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้ที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ
“ท่านจะทํายังไงเพื่อลดขนาดกระทรวงศึกษาธิการให้เล็กลง และทําให้อํานาจไปอยู่ในมือคนที่ตัดสินใจใกล้ตัวเด็กที่สุด คือ โรงเรียน” ผศ.อรรถพลตั้งคำถาม
‘การศึกษาต้องทันโลก’ ภาคการศึกษากับภาคเอกชนต้องร่วมมือกัน
สราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย มองว่า ภาคเอกชนไทยกำลังเผชิญพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI รวมถึงโจทย์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งมาพร้อมกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นตัวคัดกรองความสามารถในการแข่งขัน จุดที่เป็นปัญหาหรือ Pain Point ตอนนี้ระหว่างภาคเอกชนและการศึกษา คือแรงงานและบัณฑิตจบใหม่ยังไม่ตอบโจทย์ตลาด หรือยังมีความสามารถไม่เพียงพอ การที่ธุรกิจต้องปรับตัวเร็วแต่ภาคการศึกษายังเน้นความรู้อย่างคงที่ รวมไปถึงการที่ภาคการศึกษากับภาคเอกชนยังไม่เชื่อมต่อกัน

“มัน Disconnect จริงๆ ระหว่างภาคการศึกษากับภาคเอกชน ถามว่า ภาคการศึกษาจะมาช่วย Reskill Upskill ได้อย่างไรถ้าเขาไม่เคยเดินคู่กับเรา เขามีความรู้ในทฤษฎี มีความรู้ในตํารา แต่เขาไม่ได้มาอยู่ในสงครามสมรภูมิการค้าหรือเทคโนโลยีกับเรา ให้มาช่วย Reskill Upskill มันอาจจะจำกัด เพราะฉะนั้นตรงนี้ คือข้อที่ต้องแก้ให้ได้ว่าประเทศที่เขาเจริญแล้ว การศึกษากับเอกชนจะเดินคู่กันตลอด ขาดซึ่งกันและกันไม่ได้”
สำหรับนโยบายด้านการศึกษา สราวุฒิได้เสนอให้มีกรอบนโยบายการศึกษาแห่งชาติระยะยาวและย้ำว่าต้องเป็นแม่บทที่ทุกรัฐบาลยึดเป็นแนวทางอย่างต่อเนื่อง
“เราต้องการ Framework นโยบายแห่งชาติที่ชัดเจนว่าเราจะเดินไปทางนี้ซึ่งมันควรจะคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะเป็น นโยบายที่ว่านี้ต้องเป็นนโยบายระยะยาว แต่ก็เปลี่ยนได้ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต้องขอว่า ต้องเปลี่ยนตามโลก เปลี่ยนตามสถานการณ์ ไม่ใช่เปลี่ยนตามรัฐมนตรี” สราวุฒิกล่าว
ในด้านตลาดแรงงาน เขาเสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านทักษะและสมรรถนะของเด็กและเยาวชน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและวางแผนการจ้างงานได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเกิดแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดได้
นอกจากนี้ สราวุฒิยังผลักดันแนวคิดการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเกษียณ โดยมองว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนหรือกระทรวงฯ เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ปกครองและชุมชน เขาอยากเห็นนโยบายการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและทัศนคติของเด็กมากกว่าความรู้ในตำรา พร้อมกับให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่นำไปต่อยอดในเวทีนานาชาติได้
สราวุฒิย้ำว่า การมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในการพัฒนาการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็น เขาอยากได้รัฐมนตรีที่ใส่ใจและสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และสุดท้าย เขาขอเสนอให้มีการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา
“ภาคเอกชน เราทุกคนโดนบอกว่า เราต้อง Reskill เราต้อง Upskill แต่ผู้บริหารสถานศึกษา คุณครูผู้สอนทุกคนก็ไม่แตกต่างกันนะ ทํายังไงเราจะสามารถ Reskill ท่านที่มีความสําคัญเหล่านี้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ได้” สราวุฒิทิ้งท้าย
การศึกษาไทยควรมีเส้นทางที่ ‘หลากหลายและยืดหยุ่น’
จากปัญหาที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบในการทำงาน ดร.ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการ กสศ. มองว่า อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยคือ ‘กลไก’ ไม่ว่าจะเป็นกลไกรัฐสภา กลไกรัฐบาล หรือกลไกราชการ ที่ยังทำงานแยกส่วนและขาดการประสานกัน ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างล่าช้า เขาเสนอให้กลไกเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นองค์รวม เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษามีความต่อเนื่องและไม่สะดุดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เมื่อมองไปที่บริบทสังคมไทย เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องสังคมผู้สูงวัย กับดักความยากจนข้ามรุ่น กับดักรายได้ปานกลาง สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาฝ่าพายุเหล่านี้ไปได้คือ ‘ทุนมนุษย์’ ควบคู่ไปกับนวัตกรรมการทำงานเชิงนโยบายและการจัดการ อย่างไรก็ตาม สถิติสะท้อนว่าปัญหายังฝังลึก เด็กไทยอยู่ในระบบการศึกษาเฉลี่ยเพียง 9 ปีมาอย่างยาวนาน ทั้งที่ประเทศมีนโยบาย ‘เรียนฟรี 15 ปี’ มากว่า 20 ปีแล้ว

“ทําอย่างไรที่นโยบายการศึกษาไม่ได้เป็นไปตามจุดใดจุดหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มีภาพใหญ่ที่เป็นภาพรวม ไม่ว่ากระทรวงศึกษาจะถูกแบ่งโควตา มีสามรัฐมนตรี มาจากสามพรรค ทําอย่างไรให้ทุกพรรคเห็นภาพภาพเดียวกัน นโยบายการศึกษาจะคลุมไปที่กลุ่มเป้าหมายร่วมกันอย่างไร เพื่อให้ได้คําตอบว่า เราจะแก้ปัญหาคนทั้งระบบการศึกษาได้อย่างไรทั้งในและนอกการศึกษา ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงเด็กโต” ดร.ไกรยส ตั้งคำถาม
จากการที่ กสศ. ทำงานร่วมกับม.หอการค้า โดยสำรวจเด็กคนเดียวตลอดเจ็ดปี จำนวน 2,000 คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ระดับเชาว์ปัญญาของเด็กนั้นลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นในเชิงการลงทุน ดร.ไกรยส จึงมองเห็นความสำคัญของการลงทุนที่ต้นทาง กล่าวคือ ต้องเริ่มพัฒนาทักษะพื้นฐานตั้งแต่ระดับประถมศึกษาแทนการทุ่มเทในช่วงสั้นๆ ก่อนสอบ PISA อย่างที่ทำกันในปัจจุบัน
“โดยเฉลี่ยประเทศไทย เด็กไทยที่มีระดับเชาว์ปัญญาใกล้เคียงเด็กอเมริกันที่สุด คือ เด็ก ป. 1 หลังจากนั้นถดถอยลงมาหมด ดีที่สุดที่เด็กไทยทําได้ สู้กับเด็กอเมริกันได้ คือ ตอน ป. 1 ทําไมเรียนไปเรื่อยๆ แล้ว ถึงค่อยๆ ถอยลง ก็จะไปอธิบายว่า ทําไมคะแนน PISA ถึงเป็นแบบนี้”
นอกจากนี้ กสศ. ยังเสนอให้การศึกษาไทยมีเส้นทางการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีเพียงเส้นทางเดียวสู่ระดับอุดมศึกษา เช่น แนวคิด Mobile School หรือโรงเรียนมือถือ ที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นช่วยในการเรียนทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น หากเกิดภัยพิบัติก็ไม่จำเป็นต้องปิดโรงเรียน นอกจากนี้ กสศ. ยังมองว่า นโยบายตามมาตรา 12 พรบ.การศึกษาฯ ที่ให้การศึกษาสามารถจัดโดยสถาบันสังคมอื่นได้ จะทำให้การศึกษายืดหยุ่นได้จริง เขาเห็นว่า เด็กสามารถใช้ความสามารถทางกีฬา หรือดนตรีเป็นเส้นทางในการหาอาชีพ หารายได้ และขณะเดียวกันก็เป็นเส้นทางการเรียนไปด้วยได้
“ถ้าการศึกษาไทยจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ต้นทางจริงๆ การศึกษาต้องยืดหยุ่น เส้นทางจะต้องไม่ใช่เส้นทางเดียวไปสู่ระดับอุดมศึกษา จะต้องเป็นเส้นทางที่มีการเทียบโอนได้ มี Mobile School มีการใช้บัตรประชาชนใบเดียว เลข 13 หลักชุดเดียว เรามีเทคโนโลยี Blockchain ต้นทุนในการรับรองความสามารถไม่ควรจะต้องมีกระดาษอีกแล้ว ไม่ควรจะต้องจ้างคนมาทําการรับรองเหล่านี้อีกแล้ว” ดร.ไกรยสกล่าว และเสริมด้วยว่า ภาคเอกชนสามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้หรือสร้างการเรียนรู้ควบคู่การทำงานได้มากขึ้น หากใช้แรงจูงใจด้านภาษีเป็นตัวสนับสนุน
ข้อเสนอต่อนโยบายศึกษาที่ถูกพูดถึงในเวทีนี้สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการเพียงลำพัง หากแต่เกี่ยวพันกับหลายกระทรวง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการนโยบายเหล่านี้ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ที่เวทีนี้ เสียงจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคมได้ถูกส่งไปถึงฝ่ายการเมืองแล้ว จากนี้ก็อยู่ที่ว่า ฝ่ายการเมืองจะรับฟังและนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปรับใช้เชิงนโยบายได้มากน้อยเพียงใด