Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    อ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenager
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
Book
29 January 2026

Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • หนังสือ Toxic Positivity (คิดบวกเป็นพิษ) เขียนโดย วิทนีย์ กู๊ดแมน แปลเป็นภาษาไทยโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ สำนักพิมพ์ฮาวทู อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์
  • วิทนีย์ นำประสบการณ์ตรงจากการเป็นนักจิตบำบัดและข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มาอธิบายถึงภาวะคิดบวกเป็นพิษ ที่ไม่เพียงปิดหูปิดตามนุษย์ให้หลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความจริง แต่ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่ผิดปกติ  
  • “ภาวะคิดบวกเป็นพิษคือการปฏิเสธอารมณ์และบังคับตัวเองให้กดข่มมันไว้ เมื่อเราหยิบการคิดบวกที่เป็นพิษขึ้นมาใช้ มันก็คือการที่เราเที่ยวไปแนะนำสั่งสอนคนอื่นและตัวเราว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ควรมี มันเป็นสิ่งที่ผิด”

มีใครเป็นเหมือนผมบ้าง? เวลามีความทุกข์หรือเจอเรื่องราวที่บั่นทอนจิตใจก็มักจะเลือกเก็บไว้เอง เพราะไม่อยากต้องเผชิญกับคำปลอบใจสำเร็จรูป ซึ่งส่วนมากมักมาในรูปแบบคำพูดเท่ๆ ประเภทที่คนพูดดูดี แต่คนฟังกลับยิ่งรู้สึกหนักอึ้งและกดดันกว่าเดิม

“ทำไมต้องโกรธขนาดนี้” / “ร้องไห้เพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ” / “ไม่เห็นต้องเครียดเลย คิดบวกเข้าไว้” / “อย่าคิดมากเลย คนอื่นก็เคยเจอเรื่องแบบนี้” / “คิดซะว่าฟาดเคราะห์ เป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้เขาละกัน” / “สู้ๆ นะ…ขนาดเรายังผ่านไปได้เลย” / “ให้อภัยเขาเถอะ อย่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเลย” / ฯลฯ

ผมไม่แน่ใจว่าประโยคเหล่านี้ถูกส่งต่อกันมาจากไหน เหตุใดหลายคนจึงเชื่อว่ามันจะช่วยเยียวยาคนที่กำลังทุกข์ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันกลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเรานั้นช่าง ‘ไร้น้ำหนัก’ ในสายตาคนอื่น จนบางครั้งผมเองก็ไม่มั่นใจว่าตกลงเขาตั้งใจฟังเราจริงๆ หรือเปล่า?

ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีพื้นฐานจิตใจที่แข็งแรงมากพอจะรับมือกับปัญหาทุกอย่างได้…ด้วยท่าทีแบบคนคิดบวก แต่ผมก็รู้ดีว่าคนที่พูดประโยคเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกเขาเพียงอยากให้ผมผ่านพ้นความทุกข์ไปให้เร็วที่สุด และเมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ ผมจึงปรับมุมมองใหม่ว่าไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดของเราได้ดีที่สุด นอกจากตัวเราเอง ขณะเดียวกัน ผมก็คอยเตือนตัวเองเสมอว่า หากผมพบใครสักคนที่กำลังเป็นทุกข์แล้วตัดสินใจเล่าปัญหาให้ผมฟัง ผมจะไม่ใช้ประโยคคิดบวกหรือเอาไม้บรรทัดตัวเองไปตัดสิน ผมจะเลือกเป็นเพียงผู้ฟังที่ดี เพราะบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่ผมโหยหามาโดยตลอด

ไม่นานนี้ ผมได้อ่านหนังสือ Toxic Positivity (คิดบวกเป็นพิษ) เขียนโดยนักจิตบำบัดชื่อ วิทนีย์ กู๊ดแมน ซึ่งจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เธอต่อต้านการคิดบวก หากแต่เป็นการตั้งคำถามต่อการใช้ประโยคคิดบวกเพื่อปลอบใจผู้อื่นในช่วงเวลาที่คนๆ นั้นกำลังอยู่ในสภาวะ ‘เปราะบาง’ ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการมอบกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม  

“ก่อนจะเริ่ม เรามาเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การคิดบวกไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด มันเยี่ยมมากเมื่อเราใช้มันอย่างถูกต้อง

ฟังนะ คนเหล่านี้น่าจะมีเจตนาดี สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่ผิดด้วย แต่ปัญหาคือ คุณยังไปไม่ถึงจุดนั้นไงล่ะ ตอนนี้คุณยังกังวลและกลัดกลุ้ม คุณหวาดกลัว ร่างกายและจิตใจของคุณยังอยู่ในสภาวะวิกฤต และไม่มีคำพูดสวยเก๋ใดๆ จะมาเปลี่ยนแปลงมันได้ สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คือการสนับสนุนและพื้นที่สำหรับเรียบเรียงความรู้สึกของคุณ”

จากมุมมองของวิทนีย์ การคิดบวกที่ดีไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบปัดปัญหาทิ้ง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้กับ ‘ความจริง’ และ ‘สิ่งที่เราปรารถนา’ ไปพร้อมกัน ขณะที่การมองโลกแบบ “อะไรๆ ก็ดีไปหมด” คือกับดักที่หลายคนเผลอตกลงไป และกลายเป็นต้นตอของภาวะคิดบวกเป็นพิษ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการแสดงอารมณ์ การปิดกั้นตัวเอง และการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริง 

“ภาวะคิดบวกเป็นพิษคือการปฏิเสธอารมณ์และบังคับตัวเองให้กดข่มมันไว้ เมื่อเราหยิบการคิดบวกที่เป็นพิษขึ้นมาใช้ มันก็คือการที่เราเที่ยวไปแนะนำสั่งสอนคนอื่นและตัวเราว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ควรมี มันเป็นสิ่งที่ผิด และเพียงแค่พยายามขึ้นอีกนิด เราก็จะกำจัดมันได้สิ้นซาก

  • บทเรียนจากปัญหาในชีวิตของเรา แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซาบซึ้งหรือขอบคุณสำหรับบทเรียนนี้ เพราะราคาที่ต้องจ่ายมักจะสูงเกินไป

นอกจากนี้ วิทนีย์ยังฝากคำแนะนำในกรณีที่ต้องปลอบใจคนอื่นว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพูดให้ดูดี แต่คือการใส่ใจถึงจังหวะเวลา ผู้ฟัง และหัวข้อปัญหา

“จังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณต้องจำไว้ว่าทุกคนมีวิธีแสดงออกแตกต่างกันเมื่อกำลังเป็นทุกข์ ตราบที่ปฏิกิริยานั้นไม่ได้เป็นอันตราย ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยที่จะปล่อยให้เขาสัมผัสความรู้สึกของเขาไป คนเรามักจะต้องยอมรับความจริงของสถานการณ์นั้นให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะเดินต่อไปข้างหน้า

ผู้ฟังของคุณจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขาอยากได้รับการสนับสนุนอย่างไร มันสำคัญที่จะต้องรู้จักผู้ฟังของคุณ และรู้ว่าพวกเขาอยากได้ความช่วยเหลืออย่างไร ถ้าหากสงสัยก็ถามซะ! มันจะช่วยให้คุณเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นได้

หัวข้อยากๆ เป็นปัญหาที่สะเทือนเข้าไปถึงแก่นแกน และเปิดเผยความเปราะบางของเรา เราต้องรับมือกับปัญหาเหล่านี้ด้วยความละเอียดอ่อนที่ต่างไปจากเดิม ทั้งภายในตัวเราเองและเพื่อรับมือกับเรื่องราวของคนอื่น นี่คือจุดที่เราต้องส่งเสริมให้เขาจัดการอารมณ์อย่างแท้จริง 

ถ้าคุณรู้สึกคันปากอยากจะใช้คำพูดสวยเก๋ เมื่อได้รับรู้ปัญหาพวกนี้ของชาวบ้านหรือเจอกับตัวเอง ก็ขอให้ยั้งไว้ก่อน ให้คุณปรับตัวตามอารมณ์ที่ดิ่งจมลงในชั่วขณะนั้น และพยายามโต้ตอบออกมาจากพื้นฐานของการยอมรับและการสนับสนุน”

ในฐานะผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้ดีว่าชีวิตจริงคงไม่อาจห้ามคนรอบตัวที่หวังดีกับเราไม่ให้ใช้คำพูดเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ผมทำได้คือเริ่มต้นจากตัวเอง…เรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดและอารมณ์อย่างซื่อสัตย์ โดยไม่กดข่มมัน อารมณ์ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เราเข้มแข็งหรืออ่อนแอ แต่มีไว้เพื่อบอกความจริงว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ และความจริงนั้นไม่จำเป็นต้องถูกแต่งแต้มให้สวยงามเสมอไป 

ไม่มีอารมณ์ใดเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย มีเพียงประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้า ยอมรับ และอยู่ร่วมกับมันให้ได้ เพราะสิ่งที่เยียวยาเราได้มากที่สุด ไม่ใช่การคิดบวกให้เร็วขึ้น แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองโอเคกับการไม่ต้องรู้สึกโอเคอยู่ตลอดเวลา

“ถ้ามันง่ายและได้ผลขนาดนั้น ทุกคนก็คงทำได้แล้วละ อนุญาตให้ตัวเองได้เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อการเป็นมนุษย์เถอะ” วิทนีย์กล่าว

Tags:

หนังสือชีวิตToxic Positivityคิดบวกเป็นพิษ

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Book
    ในสวนลับ: เมื่อความหวังผลิบาน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี

  • Book
    ระลอกคลื่นยามค่ำคืน : อยู่อย่างไรในวันที่ส่วนหนึ่งของชีวิตล้มตายจาก

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน: ชีวิตมีไว้เพื่อใช้ มิใช่แค่เพื่อค้นหาความหมาย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    การศึกษาของกระป๋องมีฝัน และที่ทางให้ตัวเองได้เบ่งบาน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel