- หนังสือ Toxic Positivity (คิดบวกเป็นพิษ) เขียนโดย วิทนีย์ กู๊ดแมน แปลเป็นภาษาไทยโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ สำนักพิมพ์ฮาวทู อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์
- วิทนีย์ นำประสบการณ์ตรงจากการเป็นนักจิตบำบัดและข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มาอธิบายถึงภาวะคิดบวกเป็นพิษ ที่ไม่เพียงปิดหูปิดตามนุษย์ให้หลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความจริง แต่ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
- “ภาวะคิดบวกเป็นพิษคือการปฏิเสธอารมณ์และบังคับตัวเองให้กดข่มมันไว้ เมื่อเราหยิบการคิดบวกที่เป็นพิษขึ้นมาใช้ มันก็คือการที่เราเที่ยวไปแนะนำสั่งสอนคนอื่นและตัวเราว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ควรมี มันเป็นสิ่งที่ผิด”
มีใครเป็นเหมือนผมบ้าง? เวลามีความทุกข์หรือเจอเรื่องราวที่บั่นทอนจิตใจก็มักจะเลือกเก็บไว้เอง เพราะไม่อยากต้องเผชิญกับคำปลอบใจสำเร็จรูป ซึ่งส่วนมากมักมาในรูปแบบคำพูดเท่ๆ ประเภทที่คนพูดดูดี แต่คนฟังกลับยิ่งรู้สึกหนักอึ้งและกดดันกว่าเดิม
“ทำไมต้องโกรธขนาดนี้” / “ร้องไห้เพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ” / “ไม่เห็นต้องเครียดเลย คิดบวกเข้าไว้” / “อย่าคิดมากเลย คนอื่นก็เคยเจอเรื่องแบบนี้” / “คิดซะว่าฟาดเคราะห์ เป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้เขาละกัน” / “สู้ๆ นะ…ขนาดเรายังผ่านไปได้เลย” / “ให้อภัยเขาเถอะ อย่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเลย” / ฯลฯ
ผมไม่แน่ใจว่าประโยคเหล่านี้ถูกส่งต่อกันมาจากไหน เหตุใดหลายคนจึงเชื่อว่ามันจะช่วยเยียวยาคนที่กำลังทุกข์ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันกลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเรานั้นช่าง ‘ไร้น้ำหนัก’ ในสายตาคนอื่น จนบางครั้งผมเองก็ไม่มั่นใจว่าตกลงเขาตั้งใจฟังเราจริงๆ หรือเปล่า?
ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีพื้นฐานจิตใจที่แข็งแรงมากพอจะรับมือกับปัญหาทุกอย่างได้…ด้วยท่าทีแบบคนคิดบวก แต่ผมก็รู้ดีว่าคนที่พูดประโยคเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกเขาเพียงอยากให้ผมผ่านพ้นความทุกข์ไปให้เร็วที่สุด และเมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ ผมจึงปรับมุมมองใหม่ว่าไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดของเราได้ดีที่สุด นอกจากตัวเราเอง ขณะเดียวกัน ผมก็คอยเตือนตัวเองเสมอว่า หากผมพบใครสักคนที่กำลังเป็นทุกข์แล้วตัดสินใจเล่าปัญหาให้ผมฟัง ผมจะไม่ใช้ประโยคคิดบวกหรือเอาไม้บรรทัดตัวเองไปตัดสิน ผมจะเลือกเป็นเพียงผู้ฟังที่ดี เพราะบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่ผมโหยหามาโดยตลอด
ไม่นานนี้ ผมได้อ่านหนังสือ Toxic Positivity (คิดบวกเป็นพิษ) เขียนโดยนักจิตบำบัดชื่อ วิทนีย์ กู๊ดแมน ซึ่งจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เธอต่อต้านการคิดบวก หากแต่เป็นการตั้งคำถามต่อการใช้ประโยคคิดบวกเพื่อปลอบใจผู้อื่นในช่วงเวลาที่คนๆ นั้นกำลังอยู่ในสภาวะ ‘เปราะบาง’ ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการมอบกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม
“ก่อนจะเริ่ม เรามาเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การคิดบวกไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด มันเยี่ยมมากเมื่อเราใช้มันอย่างถูกต้อง
ฟังนะ คนเหล่านี้น่าจะมีเจตนาดี สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่ผิดด้วย แต่ปัญหาคือ คุณยังไปไม่ถึงจุดนั้นไงล่ะ ตอนนี้คุณยังกังวลและกลัดกลุ้ม คุณหวาดกลัว ร่างกายและจิตใจของคุณยังอยู่ในสภาวะวิกฤต และไม่มีคำพูดสวยเก๋ใดๆ จะมาเปลี่ยนแปลงมันได้ สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คือการสนับสนุนและพื้นที่สำหรับเรียบเรียงความรู้สึกของคุณ”
จากมุมมองของวิทนีย์ การคิดบวกที่ดีไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบปัดปัญหาทิ้ง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้กับ ‘ความจริง’ และ ‘สิ่งที่เราปรารถนา’ ไปพร้อมกัน ขณะที่การมองโลกแบบ “อะไรๆ ก็ดีไปหมด” คือกับดักที่หลายคนเผลอตกลงไป และกลายเป็นต้นตอของภาวะคิดบวกเป็นพิษ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการแสดงอารมณ์ การปิดกั้นตัวเอง และการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริง
“ภาวะคิดบวกเป็นพิษคือการปฏิเสธอารมณ์และบังคับตัวเองให้กดข่มมันไว้ เมื่อเราหยิบการคิดบวกที่เป็นพิษขึ้นมาใช้ มันก็คือการที่เราเที่ยวไปแนะนำสั่งสอนคนอื่นและตัวเราว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ควรมี มันเป็นสิ่งที่ผิด และเพียงแค่พยายามขึ้นอีกนิด เราก็จะกำจัดมันได้สิ้นซาก
การคิดบวกมักเป็นเหมือนการแปะปลาสเตอร์ยาบนแผลรูกระสุน มีการศึกษาวิจัยที่พบหลักฐานระบุชัดว่า การกดข่มอารมณ์ไม่มีประสิทธิผล เสียแรงเปล่า และเป็นการปรับตัวที่ผิด มันนำไปสู่สภาวะอารมณ์ที่แย่ลงกว่าเดิม ทำให้เรารู้สึกเชิงลบต่อการออกไปพบปะผู้คน มีอารมณ์เชิงลบต่อเนื่อง และมีอารมณ์เชิงบวกลดน้อยถอยลงด้วย อีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพทางกายอย่างเห็นได้ชัด
ไม่สำคัญว่าคุณกดข่มอารมณ์แบบไหนไว้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เชิงบวกหรือเชิงลบ การกดข่มจะนำไปสู่ความตึงเครียดทางร่างกาย มีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ามันส่งผลต่อความดันโลหิตและความจำ อีกทั้งยังทำให้เราเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจเพิ่มขึ้น”
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจมาก คือการที่วิทนีย์ยกตัวอย่าง ‘คำพูด-คิดบวกเป็นพิษ’ ที่เธอมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนทั้งกับผู้เข้ารับการบำบัด และแฟนๆ ทางโซเชียลมีเดีย มาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกต่างตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรม Good Vibes Only (การเปิดรับแต่สิ่งดีๆ และผลักอารมณ์อื่นที่คิดว่า ‘แย่’ ออกไป) ทั้งที่ในความเป็นจริง อารมณ์ทุกแบบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และสิ่งที่เราควรเรียนรู้คือการหาทางอยู่ร่วมกับมัน
- “คุณจะไม่เป็นไร”: การบอกบางคนที่กำลังอยู่ในสภาวะที่ตื่นตระหนกหรือตกใจว่าพวกเขาจะไม่เป็นไรหรอก มันไม่ได้ฟังดูน่าเชื่อถือหรือช่วยปลอบใจแต่อย่างใด (คุณรู้ได้อย่างไร แล้วที่คุณบอกว่า “ไม่เป็นไร” มันหมายความว่าอะไรกันแน่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนหรอกหรือ)”
- “อย่าร้องไห้เลย”: เรามักจะพูดแบบนี้เพราะเราไม่สบายใจเมื่อต้องนั่งอยู่กับคนที่กำลังฟูมฟาย การร้องไห้นั้นมีประโยชน์ เป็นเรื่องปกติ และควรได้รับการอนุญาต การไปบอกบางคนว่าอย่าร้องไห้ไปเลยสื่อนัยว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้ผิด และเป็นการไปแนะนำให้พวกเขากดข่มอารมณ์ไว้
- “เวลาจะเยียวยาทุกบาดแผล”: เวลาไม่ได้เยียวยาทุกบาดแผล การบอกบางคนแบบนี้ตอนที่เขายังทำใจไม่ได้กับบางเรื่อง คือการไร้ซึ่งความละเอียดอ่อน และทำให้เขารู้สึกละอาย มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะติดสินใจว่าจะดีขึ้นเมื่อใด และบางทีคนเราก็ยัง ‘ทำใจ’ ไม่ได้
- “ก็แค่มีความสุข/คิดบวก”: ถ้ามันง่ายๆ แค่นั้นจริง เราทุกคนก็คงจะทำไปแล้ว การพูดแบบนี้คือการทำให้ปัญหายากๆ และการจัดการอารมณ์ที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายไปเสียหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง
- “อย่างน้อยที่สุดมันก็ไม่…”: อะไรก็ตามที่มี ‘อย่างน้อยที่สุด’ แปะไว้ข้างหน้า ก็คือการทำให้สิ่งนั้นดูเล็กน้อยลงไป ไม่มีประโยชน์ที่จะเอาความทุกข์มาเปรียบเทียบกัน
- “จงซาบซึ้งขอบคุณกับสิ่งที่คุณได้เรียนรู้”: คำพูดนี้เป็นอันตรายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากคนบางคนเพิ่งประสบเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางใจมา ช่างน่าเศร้าที่เรามักจะเห็นคนใช้คำพูดนี้หลังจากที่อีกฝ่ายถูกทารุณกรรม แน่นอนว่าในท้ายที่สุด เราจะได้บทเรียนจากปัญหาในชีวิตของเรา แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซาบซึ้งหรือขอบคุณสำหรับบทเรียนนี้ เพราะราคาที่ต้องจ่ายมักจะสูงเกินไป
นอกจากนี้ วิทนีย์ยังฝากคำแนะนำในกรณีที่ต้องปลอบใจคนอื่นว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพูดให้ดูดี แต่คือการใส่ใจถึงจังหวะเวลา ผู้ฟัง และหัวข้อปัญหา
“จังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณต้องจำไว้ว่าทุกคนมีวิธีแสดงออกแตกต่างกันเมื่อกำลังเป็นทุกข์ ตราบที่ปฏิกิริยานั้นไม่ได้เป็นอันตราย ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยที่จะปล่อยให้เขาสัมผัสความรู้สึกของเขาไป คนเรามักจะต้องยอมรับความจริงของสถานการณ์นั้นให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
ผู้ฟังของคุณจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขาอยากได้รับการสนับสนุนอย่างไร มันสำคัญที่จะต้องรู้จักผู้ฟังของคุณ และรู้ว่าพวกเขาอยากได้ความช่วยเหลืออย่างไร ถ้าหากสงสัยก็ถามซะ! มันจะช่วยให้คุณเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นได้
หัวข้อยากๆ เป็นปัญหาที่สะเทือนเข้าไปถึงแก่นแกน และเปิดเผยความเปราะบางของเรา เราต้องรับมือกับปัญหาเหล่านี้ด้วยความละเอียดอ่อนที่ต่างไปจากเดิม ทั้งภายในตัวเราเองและเพื่อรับมือกับเรื่องราวของคนอื่น นี่คือจุดที่เราต้องส่งเสริมให้เขาจัดการอารมณ์อย่างแท้จริง
ถ้าคุณรู้สึกคันปากอยากจะใช้คำพูดสวยเก๋ เมื่อได้รับรู้ปัญหาพวกนี้ของชาวบ้านหรือเจอกับตัวเอง ก็ขอให้ยั้งไว้ก่อน ให้คุณปรับตัวตามอารมณ์ที่ดิ่งจมลงในชั่วขณะนั้น และพยายามโต้ตอบออกมาจากพื้นฐานของการยอมรับและการสนับสนุน”
ในฐานะผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้ดีว่าชีวิตจริงคงไม่อาจห้ามคนรอบตัวที่หวังดีกับเราไม่ให้ใช้คำพูดเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ผมทำได้คือเริ่มต้นจากตัวเอง…เรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดและอารมณ์อย่างซื่อสัตย์ โดยไม่กดข่มมัน อารมณ์ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เราเข้มแข็งหรืออ่อนแอ แต่มีไว้เพื่อบอกความจริงว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ และความจริงนั้นไม่จำเป็นต้องถูกแต่งแต้มให้สวยงามเสมอไป
ไม่มีอารมณ์ใดเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย มีเพียงประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้า ยอมรับ และอยู่ร่วมกับมันให้ได้ เพราะสิ่งที่เยียวยาเราได้มากที่สุด ไม่ใช่การคิดบวกให้เร็วขึ้น แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองโอเคกับการไม่ต้องรู้สึกโอเคอยู่ตลอดเวลา
“ถ้ามันง่ายและได้ผลขนาดนั้น ทุกคนก็คงทำได้แล้วละ อนุญาตให้ตัวเองได้เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อการเป็นมนุษย์เถอะ” วิทนีย์กล่าว