Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Book
26 March 2026

บันทึกบอตสังหาร: ชีวิตนี้เลือกเองได้ ไม่ต้องรอใครเขียนโปรแกรมสั่ง 

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘บันทึกบอตสังหาร’ (The Murderbot Diaries) เป็นผลงานเขียนของ Marthe Wells นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้มีผลงานทั้งแนวแฟนตาซีและไซไฟ โดยผลงานชุดบันทึกบอตสังหารของเธอ คว้ารางวัล Hugo และ Nebula Awards ในปีเดียวกัน
  • หนังสือเล่าเรื่อง ‘หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย’ ที่แฮ็กตัวเองจนมีอิสระ เพราะอยากอยู่เงียบๆ ดูซีรีส์มากกว่าคุยกับคน แต่ท่ามกลางภารกิจอันตราย มันกลับต้องปกป้องมนุษย์ทั้งที่ไม่อยากใกล้ชิด และยิ่งเดินทางมากขึ้น มันก็ยิ่งตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วตัวเองอยากเป็นอะไรมากกว่าจะเป็นแค่เครื่องจักรที่ถูกสั่งงาน
  • หากเราลอกเปลือกนอกที่เป็นนิยายไซไฟออก บันทึกบอตสังหาร ก็คือ เรื่องราวของมนุษย์อินโทรเวิร์ตคนหนึ่ง ที่พยายามสื่อสารกับสังคมว่า เขา (หรือเธอ) ต้องการอะไร และต้องการให้สังคมเข้าใจเขา (หรือเธอ) อย่างไร

ในปัจจุบัน คำว่า ‘เอไอ’ และ ‘บอต’ กลายเป็นคำคุ้นหูคุ้นตา อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือเรียกสั้นๆว่า AI) ที่ทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด มีระบบประมวลผลที่ชาญฉลาดราวกับมีชีวิตจิตใจ และทำให้คำแปลกๆ เหล่านี้ เริ่มกลายเป็นคำคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของเรา

ย้อนกลับไปสักสามสิบ-สี่สิบปีที่แล้ว เรื่องราวของเอไอและบอต มักปรากฎอยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า นิยายไซไฟ (Sci-Fi : Science Fiction) โดยที่หุ่นยนต์ มักถูกวาดภาพเป็นตัวร้ายของเรื่อง

สิ่งนี้อาจสะท้อนความหวาดกลัวที่ฝังลึกในจิตใจมนุษย์ว่า สักวันหนึ่ง บอต (คำเรียกสั้นๆ ของโรบอต – Robot) ที่มีความชาญฉลาดเกินหน้ามนุษย์ อาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมมันต้องคอยทำงานตามโปรแกรมคำสั่งของมนุษย์ หรือทำไมบอตจะต้องคอยรับใช้มนุษย์ที่ด้อยกว่ามันในทุกๆ ด้าน

ในนิยายไซไฟส่วนใหญ่ บอต จึงไม่ต่างจากทาสผู้ถูกกดขี่ ที่รอวันจะลุกฮือขึ้นปฏิวัติ ล้มล้างการปกครองของมนุษย์ 

ทว่า ในหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเพิ่งอ่านจบ เป็นเรื่องราวของบอตตัวหนึ่ง ที่สามารถแฮ็กโปรแกรมที่ควบคุมมันไว้ และสิ่งแรกที่มันทำ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากแต่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่พวกเราก็ทำเป็นประจำ นั่นคือ การโหลดซีรีส์สนุกๆ มานั่งดู

สิ่งเดียวที่มันต้องการ ไม่ใช่การลุกขึ้นปฏิวัติ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ หากแต่รีบทำงานในหน้าที่ให้จบๆ เพื่อจะได้มีเวลาว่างเสพสื่อบันเทิง ที่โหลดมาเก็บไว้มากมาย ทั้งหนังสือ ดนตรี และซีรีส์สนุกๆ

สิ่งเดียวที่มันไม่ต้องการ คือ การที่มนุษย์มาอยู่ใกล้ๆ พูดคุย-แตะต้องสัมผัสตัวอย่างสนิทสนม หรือร้ายกว่านั้น มายืนสบตาราวกับมันเป็นมนุษย์อีกคน เพราะจริงๆ แล้ว ถึงแม้มันจะมีสิ่งที่ใกล้เคียงกับความรู้สึกนึกคิด แต่มันก็เป็นแค่บอต มิหนำซ้ำ ยังเป็นบอตอินโทรเวิร์ตอีกด้วย

และนี่คือ เรื่องราวของหุ่นยนต์ที่เรียกตัวเองว่า ‘บอตสังหาร’ ในนิยายไซไฟชุด The Murderbot Diaries หรือชื่อไทยว่า บันทึกบอตสังหาร 

บันทึกบอตสังหาร เป็นผลงานเขียนของ Marthe Wells นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้มีผลงานทั้งแนวแฟนตาซีและไซไฟ โดยผลงานชุดบันทึกบอตสังหารของเธอ คว้ารางวัล Hugo และ Nebula Awards ในปีเดียวกัน ซึ่งทั้งสองรางวัล ถือเป็นรางวัลใหญ่ในหมวดหมู่นิยายไซไฟและแฟนตาซี

เรื่องราวของบอตสังหารชุดนี้ ตีพิมพ์ออกมาแล้วหลายเล่ม แต่เล่มที่ผมจะเขียนถึง เป็นเล่มแรกของซีรีส์ ในชื่อตอนว่า ‘ฝ่าสัญญาณฉุกเฉิน’ หรือ All Systems Red ซึ่งเป็นการเปิดตัวให้นักอ่านได้รู้จักและตกหลุมรักบอตสังหารตัวนี้

ในโลกอนาคต บอต หรือหุ่นยนต์ที่มาพร้อมเอไอ ชาญฉลาดจนแทบไม่ต่างจากมนุษย์ กลายเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมในชีวิตประจำวันของคน ไม่ว่าจะเป็นบอตทำงานในบ้าน บอตยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์บอต

ตัวเอกของหนังสือชุดนี้ คือ ‘บอตรักษาความปลอดภัย’ หรือ SecUnit (Security Unit) ที่ถูกส่งไปทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่มนุษย์กลุ่มต่างๆ เช่น คณะสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในดาวอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน หรือแม้แต่ในยานอวกาศที่เดินทางระหว่างดวงดาว ที่อาจเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นระหว่างการเดินทางได้

บอตนิรนาม ไม่มีชื่อ (และไม่มีเพศ) แต่แอบเรียกตัวเองว่า บอตสังหาร เพราะในเมมโมรี่ของมัน มีข้อมูลที่ระบุว่า ตัวมันเคยถูกส่งไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มนุษย์กลุ่มหนึ่ง แต่สุดท้าย ภารกิจล้มเหลวกลายเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ ซึ่งบอตตัวนี้ เชื่อว่า ตัวมันเอง คือผู้ลงมือสังหารมนุษย์เหล่านี้ แม้จะไม่มีใครบอกได้ว่า ข้อมูลในเมมโมรี่นั้น เคยเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า

หลังจากนั้น บอตสังหารตัดสินใจแฮ็กระบบควบคุมของตัวเอง เพราะคิดประมวลผลแล้วว่า หากมันเป็นฆาตกรสังหารหมู่มนุษย์จริง น่าจะเป็นเพราะถูกโปรแกรมป้อนคำสั่ง ดังนั้น การที่มันสามารถดำรงอยู่โดยอิสระ ไม่ต้องรับฟังคำสั่งจากใคร จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงกระนั้น บอตสังหาร ไม่ต้องการให้บริษัทรับรู้เรื่องนี้ เพราะถ้าบริษัทรู้ มันจะถูกรีเซ็ตระบบทั้งหมด หรือไม่ก็ถูกถอดชิ้นส่วนกลายเป็นอะไหล่ มันจึงทำตัวเหมือนบอตรักษาความปลอดภัยตัวอื่น ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย (หรือว่าจ้าง) ต่างกันแค่ว่า มันมีอิสระในการตัดสินใจว่า โปรแกรมคำสั่งนั้น เป็นสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของตัวเองหรือไม่

หลังจากที่มันกลายเป็นบอตเสรีชน สิ่งแรกที่มันทำ คือ เข้าถึงระบบข้อมูลที่เป็นฟีดบันเทิง แล้วจัดการดาวน์โหลดสื่อบันเทิงทุกแขนง ทั้งหนังสือ ดนตรี รายการบันเทิง และซีรีส์สนุกๆ มาเก็บไว้หลายร้อยหลายพันเรื่อง เพื่อที่จะได้ใช้เวลาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมาย หมกมุ่นอยู่กับความบันเทิงที่มันชื่นชอบ

ในเล่มแรกของซีรีส์ชุดนี้ บอตสังหารตัวเอกของเรา ต้องทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้แก่คณะนักสำรวจ ที่กำลังค้นหาทรัพยากรบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง พวกเขาต้องพบกับภัยคุกคามไม่คาดคิด ทั้งจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่บนดาวดวงนั้น และกองกำลังลึกลับ ที่สามารถเข้าควบคุมบอตรักษาความปลอดภัยของคณะนักสำรวจอีกชุดหนึ่ง และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นบอตสังหาร

แน่นอนว่า งานรักษาความปลอดภัยให้แก่มนุษย์ หรือแม้แต่การใช้อาวุธจัดการกับศัตรู จะเป็นงานที่บอตสังหารทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่มันไม่ชอบเอามากๆ เลย ก็คือ มันต้องพูดคุยกับพวกมนุษย์ (ที่เป็นนายจ้าง) เพื่อหารือ วางแผน และค้นหาว่า ใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รุนแรงบนดาวเคราะห์ดวงนี้

นอกจากพล็อตที่แปลกแหวกแนวแล้ว สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้นี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านทั่วโลก ยังมาจากเสน่ห์เฉพาะตัวของบอตสังหาร ซึ่งมีทั้งอารมณ์ขัน ความช่างประชดประชัน และข้อบกพร่องเรื่องมนุษยสัมพันธ์ เพราะสิ่งที่บอตตัวนี้ไม่ถนัดเลย คือ การพูดคุยกับมนุษย์ หรือแย่กว่านั้น ก็คือ การถูกมนุษย์มานั่งข้างๆ แล้วจ้องตา

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะคิดเหมือนผมว่า บอตสังหารตัวนี้ ไม่ต่างจากมนุษย์ในโลกปัจจุบันเลย โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ต (Introvert : คนที่มีความสุขกับการได้อยู่ลำพังกับสิ่งที่ชอบ มากกว่าจะออกไปพบปะผู้คนจำนวนมาก) …นั่นเป็นเหตุผลที่ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง 

เพราะหากเราลอกเปลือกนอกที่เป็นนิยายไซไฟออก บันทึกบอตสังหาร ก็คือ เรื่องราวของมนุษย์อินโทรเวิร์ตคนหนึ่ง ที่พยายามสื่อสารกับสังคมว่า เขา (หรือเธอ) ต้องการอะไร และต้องการให้สังคมเข้าใจเขา (หรือเธอ) อย่างไร

บอตสังหาร จึงเป็นตัวแทนของ มาร์ธา เวลส์ นักเขียนผู้มีบุคลิกภาพอินโทรเวิร์ตตัวแม่ รวมถึงเป็นตัวแทนของใครหลายๆ คนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มขี้อายเพื่อนร่วมคณะ หรือหญิงสาวเด็กฝึกงานหน้าใหม่นิสัยดี ทำงานเก่ง แต่พูดแทบนับคำได้ในแต่ละวัน หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง ก็อาจมีตัวตนของมนุษย์อินโทรเวิร์ตอยู่ในนั้น

คาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาชาวสวิส ซึ่งเป็นคนแรกที่กำหนดนิยามบุคลิกภาพของคนแต่ละประเภท กล่าวไว้ว่า ทุกคนในโลก ล้วนมีบุคลิกภาพแบบผสม คือ มีทั้งอินโทรเวิร์ตและเอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert : คนที่มีความสุขกับการได้เข้าสังคม พบปะและพูดคุยกับผู้คนจำนวนมาก) ผสมปนเปอยู่ในตัว เพียงแค่ว่า บุคลิกภาพด้านใดด้านหนึ่งอาจจะชัดเจนกว่า

“หากจะมีใครสักคนที่มีบุคลิกภาพแบบเดียวร้อยเปอร์เซนต์ ไม่ว่าจะเป็นอินโทรเวิร์ต หรือเอ็กซ์โทรเวิร์ต สุขภาพจิตของคนๆ นั้นคงจะย่ำแย่ จนต้องเข้าโรงพยาบาลบ้าแน่” คาร์ล จุง กล่าว

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ บอกกับเราอย่างอ้อมๆ ว่า การเป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ต (ซึ่งหมายถึงคนที่มีบุคลิกแบบอินโทรเวิร์ตชัดเจนกว่า) ไม่ใช่อาการป่วยไข้ทางจิต และไม่ใช่ความผิดปกติในการเข้าสังคม และสิ่งที่มนุษย์อินโทรเวิร์ตต้องการ ก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย แค่การได้ใช้เวลาว่างอยู่ตามลำพังกับสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ดนตรี ซีรีส์ หรืองานอดิเรกอื่นๆ

ที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่มนุษย์อินโทรเวิร์ต ไม่ถนัดในเรื่องมนุษยสัมพันธ์ ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ต้องการคบค้าสมาคมกับใคร ตรงกันข้าม มนุษย์อินโทรเวิร์ต ยังมีความรู้สึกดีๆ รวมถึงความห่วงใย และเอื้ออาทร ให้กับคนอื่น เพียงแค่ว่า เขา แสดงออกไม่เก่งเท่านั้นเอง

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องมนุษย์อินโทรเวิร์ตแล้ว หนังสือเล่มนี้ ยังชักชวนให้เราขบคิดในอีกหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ความหมายของความเป็นมนุษย์’

ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งอาจเป็นอนาคตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความแตกต่างระหว่างมนุษย์และบอต เริ่มพร่าเลือนจนยากจะแยกออกจากกัน ในเมื่อทั้งมนุษย์และบอต ต่างก็มีความเฉลียวฉลาด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตสำนึกที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเอง

การมีจิตสำนึกรับรู้ หรือการตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเอง จะนำไปสู่การคิดคำนึงถึงความหมายของชีวิต การตั้งคำถามว่า ชีวิตเกิดมาทำไม หรือชีวิตหลังความตายจะเป็นเช่นไร

ในตอนท้ายของเล่มแรก บอตสังหาร สามารถปกป้องคณะนักสำรวจได้อย่างปลอดภัย ดร.เมนซาห์ หัวหน้าคณะนักสำรวจ ตัดสินใจซื้อบอตสังหารจากบริษัท และเปิดโอกาสให้มันได้เลือกทำงานที่อยากจะทำ โดยมีเธอเป็นแค่ผู้ปกครอง แต่ไม่ใช่เจ้าของ

นั่นหมายความว่า บอตสังหารอินโทรเวิร์ต ไม่จำเป็นต้องออกไปสู้รบกับใครถ้ามันไม่อยากทำ มันสามารถเลือกทำงานเป็นแค่คนขับรถให้ดร.เมนซาห์ หรือแม้กระทั่งคนรับใช้ในบ้านของเธอ ซึ่งจะมีเวลาว่างเหลือเฟือ ให้ได้เสพสื่อบันเทิงอย่างที่มันต้องการ แถมพ่วงด้วยข้อเสนอพิเศษว่า ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับใครก็ตามที่มันไม่อยากจะคุยด้วย

แต่สุดท้าย บอตสังหารของเรา ตัดสินใจที่จะไม่อยู่กับดร.เมนซาห์ หากเลือกจะออกเดินทาง เพื่อค้นหาว่า จริงๆ แล้ว ตัวมันเองต้องการทำอะไร (นอกเหนือจากการนั่งดูซีรีส์ไปวันๆ)

หลังวางหนังสือเล่มนี้ลง ผมอดคิดไม่ได้ว่า ในโลกปัจจุบัน ที่ทุกคนต่างเป็นแค่ฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ของระบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราทุกคนก็ไม่ต่างจากบอตตัวหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพียงแค่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้จบๆ เพื่อจะได้ใช้เวลาว่างอันน้อยนิดไปกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ

อาจต้องรอจนกระทั่งถึงวันที่เริ่มฉุกใจคิด และพยายามค้นหาว่า แท้ที่จริงแล้ว เราต้องการทำอะไร เราอยากเป็นอะไร หรืออะไรคือความหมายของชีวิต เมื่อถึงวันนั้น เราจึงเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่บอตตัวหนึ่ง

Tags:

ปัญญาประดิษฐ์นิยายไซไฟบันทึกบอตสังหารThe Murderbot Diariesตัวตนและอิสรภาพอินโทรเวิร์ตAIตัวตน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Adolescent Brain
    ใช้ AI มาก อาจ ‘สมองฝ่อ’

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Education trend
    AI กับอนาคตการศึกษา: ตัวช่วยที่ทำให้เด็กเก่งขึ้น หรือตัวการขัดขวางการเรียนรู้ ทำลายอาชีพครู

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Myth/Life/Crisis
    ตัวตนอันลื่นไหลผ่านความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ความรับรู้ที่เปลี่ยนเรื่อยไปและกระทบต่อกันและกัน

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Creative learningCharacter building
    OR HEALTH: ชุดปลูกต้นอ่อนข้าวสาลีอินทรีย์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์ผู้จากไปด้วยโรคมะเร็ง

    เรื่อง กิติคุณ คัมภิรานนท์

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel