- หยัดยืน หรือในชื่อภาษาอิตาเลียนว่า ‘Resto Qui’ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘I’m Staying Here’ เป็นหนังสือผลงานของ มาร์โค บัลซาโน (Marco Balzano) เป็นงานเขียนอิงประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลมากมายทั้งในอิตาลีและประเทศอื่นๆ
- หนังสือบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครเอกชื่อ ‘ตรีน่า’ หญิงสาวชาวคูรอน และในหนังสือเล่มนี้ เธอก็แค่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอ ชีวิตของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ถูกโยงใยพัวพันกับการเมือง และอำนาจที่กดทับ
- อาจเป็นเพราะเส้นทางชีวิตของทุกคน ล้วนแล้วแต่ต้องพบจุดตัด-ทางแยกที่เราจำเป็นต้องเลือกอยู่เสมอ บางคนอาจเลือกไปทางซ้าย เพราะเชื่อว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความก้าวหน้า บางคนอาจเลือกทางขวา เพราะคิดแล้วว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความสงบสุข
มีสุภาษิตบทหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ผมชอบมาก คือ ‘นานะโคโรบิ ยาโอกิ’ แปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่า “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกขึ้นยืนแปดครั้ง” ซึ่งความหมายที่แท้จริง ก็คือ ต่อให้ล้มเหลวสักกี่ครั้ง จะไม่ยอมจำนน และพร้อมจะลุกขึ้นยืนหยัดสู้ใหม่เสมอ
นับเป็นสุภาษิต หรือคำคมที่ปลุกปลอบกำลังใจให้ฮึกเหิมได้ดียิ่ง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หากใครสักคนต้องเผชิญกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต้องถึง 7 ครั้งก็ได้ เอาแค่ล้มติดๆ กันสัก 4-5 ครั้ง คุณจะยังอยากจะลุกขึ้น ‘หยัดยืน’ เพื่อสู้ต่อไป หรือจะถอดใจยอมรับชะตากรรม แล้วบอกกับตัวเองว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว ยอมรับมันเถอะ”
และที่น่าสงสัยยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อะไรที่เป็นพลังฉุดให้คนๆ นั้น ตัดสินใจลุกขึ้นครั้งที่ 8 หลังจากล้มลงไปคลุกฝุ่นถึง 7 ครั้ง
อะไร ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง ยังลุกขึ้นสู้ แม้ไม่มีวี่แววจะมองไม่เห็นชัยชนะอยู่ข้างหน้า
ผมคิดว่า อาจได้คำตอบจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบ และหนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า ‘หยัดยืน’
หยัดยืน หรือในชื่อภาษาอิตาเลียนว่า ‘Resto Qui’ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘I’m Staying Here’ ผลงานของ มาร์โค บัลซาโน (Marco Balzano) อาจารย์สอนวิชาวรรณกรรม ที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นผลงานเล่มที่ 4 ของเขา และเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลมากมายทั้งในอิตาลีและประเทศอื่นๆ
ทั้งนักอ่านและนักวิจารณ์ ต่างชื่นชอบและชื่นชมการเล่าเรื่องที่เนิบช้า หากแต่ไม่น่าเบื่อ ถ้อยคำเรียบง่าย หากแต่งดงาม และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทุกคน (หรืออย่างน้อยก็ส่วนใหญ่) ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ต่างรับรู้ได้ถึงสาระ หรือสาส์นที่มาร์โค ต้องการนำเสนอผ่านผลงานเล่มนี้
นั่นก็คือ การ ‘หยัดยืน’ ของผู้คนตัวเล็กๆ ที่อาจดูเหมือนเล็กน้อย ไร้ซึ่งความสำคัญในหนังสือประวัติศาสตร์ของทางการ หากแต่เป็นการต่อสู้ที่ ‘ยิ่งใหญ่’ สำหรับคนใกล้ชิดที่เข้าใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับตัวเขาเอง ซึ่งเป็นคนเดียวที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า อะไรที่ทำให้เขาพยายาม ‘หยัดยืน’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หนังสือเล่มนี้ เป็นงานเขียนที่อิงประวัติศาสตร์ของ ‘หมู่บ้านคูรอน’ หมู่บ้านเล็กๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ก่อนจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอิตาลี ในช่วงก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่ปัญหาก็คือ หมู่บ้านคูรอนเป็นชุมชนที่พูดภาษาเยอรมัน ซึ่งเอกลักษณ์อันแปลกแยกนี้ ทำให้พวกเขาถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลอิตาลี ภายใต้ผู้นำฟาสซิสม์อย่างมุสโสลินี ที่ทำถึงขั้นประกาศห้ามชาวบ้านใช้ภาษาเยอรมันในสถานที่ราชการ รวมถึงห้ามสอนภาษาเยอรมันในโรงเรียน
ในสายตาของรัฐบาลอิตาลี ภาษาเยอรมัน คือความแปลกแยก ที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกของประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมราชอาณาจักร หรือแคว้นต่างๆ แต่สำหรับชาวคูรอนแล้ว ภาษาเยอรมัน คือ ‘รากเหง้า’ ที่บ่งบอกถึง ‘ตัวตน’ ของพวกเขา
บัลซาโน ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของชาวคูรอน ออกมาเป็นตำราประวัติศาสตร์ หากแต่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครเอกชื่อ ‘ตรีน่า’ หญิงสาวชาวคูรอน เธอไม่ใช่ผู้นำการต่อสู้ของชาวคูรอน เธอเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง และในหนังสือเล่มนี้ เธอก็แค่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอ ชีวิตของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ถูกโยงใยพัวพันกับการเมือง และอำนาจที่กดทับ
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ตรีน่าหรอกครับ เราทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองอะไร หรืออยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่ถูกโยงใยพัวพันกับการเมือง และอำนาจที่กดทับอยู่เสมอ ต่อให้เราจะไม่อยากไปยุ่งเรื่องการเมือง ต้องการเพียงแค่ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทำมาหาเลี้ยงครอบครัว แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า…
ทุกอย่างรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม การประกอบอาชีพ การเดินทาง การศึกษา การเจ็บไข้ได้ป่วย หรือความปลอดภัยในชีวิต ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น
ตรีน่า มีความฝันตั้งแต่วัยเยาว์ว่า เธออยากเป็นครู แล้วเธอได้เป็นครูจริงๆ หากแต่เป็นครูนอกกฎหมาย เพราะเธอแอบสอนภาษาเยอรมันให้กับเด็กๆ ชาวเมืองคูรอน โดยใช้ห้องใต้ดินของโบสถ์ หรือโรงนาเก็บฟาง เป็นห้องเรียนสัญจร
จริงๆ แล้ว ตรีน่า คงไม่ได้ต้องการเป็นครูสอนภาษาเยอรมัน เพื่อท้าทายอำนาจรัฐหรอก เธออาจตัดสินใจทำลงไป เพราะเป็นแค่สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ นอกเหนือจากการเป็นชาวไร่ชาวนาเหมือนคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านคูรอน
หรือบางที อาจเป็นเพราะตรีน่าได้รับอิทธิพลจาก มายา เพื่อนรักคนหนึ่งของเธอ ผู้ซึ่งพ่อของเธอ มักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า “ลูกๆเองก็ต้องจำไว้ว่า ถ้าเราไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การเมืองจะมายุ่งเกี่ยวกับเราเอง”
หรือบางที อาจเป็นเพราะเส้นทางชีวิตของทุกคน ล้วนแล้วแต่ต้องพบจุดตัด-ทางแยกที่เราจำเป็นต้องเลือกอยู่เสมอ บางคนอาจเลือกไปทางซ้าย เพราะเชื่อว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความก้าวหน้า บางคนอาจเลือกทางขวา เพราะคิดแล้วว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความสงบสุข และตรีน่าก็เลือกเส้นทางนี้ เพราะมันคือเส้นทางที่ซื่อตรงกับตัวเองมากที่สุด
ตรีน่าเองคงไม่ได้คิดหรอกว่า สิ่งที่เธอทำ คือ ความพยายามรักษารากเหง้า หรืออัตลักษณ์ของตัวเอง
เช่นเดียวกับ ‘เอริช’ ชายคนรักของเธอ ผู้มุ่งมั่นคัดค้านการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานในหุบเขาไม่ไกลจากคูรอน และอีกหลายๆ หมู่บ้านในจังหวัดทีโรลใต้ เขาไม่ได้คิดหรอกว่า การสร้างเขื่อนจะนำไปสู่ความสูญเสียครั้งร้ายแรงของคูรอน
เอริชอาจจะคิดแค่ว่า เขารักแผ่นดินบ้านเกิดของเขา เขารักอาชีพชาวไร่ของเขา และเขาไม่ต้องการให้ใครมาพรากสิ่งเหล่านี้ไป
ตรงข้ามกับชาวบ้านคนอื่นๆ พวกเขาคิดแค่ว่า โครงการสร้างเขื่อนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องหันไปให้ความสำคัญกับการทำสงคราม และดูเหมือนว่า โครงการสร้างเขื่อนจะยิ่งถูกเลื่อนออกไป หรือไม่ก็อาจถูกระงับไปแล้ว
สิ่งที่มาพร้อมๆ กับสงครามโลกครั้งที่สอง ก็คือการขึ้นครองอำนาจของฮิตเลอร์และพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งชาวบ้านคูรอนหลายคนมองว่า นี่คือพระเอกขี่ม้าขาวของพวกเขา
ชาวบ้านหลายคน ตัดสินใจอพยพย้ายบ้านไปอยู่เยอรมัน เพราะเชื่อมั่นในตัวฮิตเลอร์ ขณะที่ตรีน่า เอริช และครอบครัวของพวกเขา เลือกที่จะยังคงอยู่ต่อ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลอิตาลีหรอก พวกเขามองว่า ไม่ว่าจะเป็นฮิตเลอร์หรือมุสโสลินี ล้วนมองแต่ผลประโยชน์ของรัฐ มากกว่าจะคำนึงถึงผลดีผลเสียที่เกิดกับคนท้องที่
นี่เป็นอีกครั้งที่ชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยกที่ต้องเลือก บางคนเลือกไปเยอรมัน เพราะเชื่อมั่นในตัวผู้นำนาซี บางคนเลือกอยู่ที่เดิม เพราะเชื่อมั่นในตัวผู้นำมุสโสลินี แต่ตรีน่าและเอริช เลือกที่จะไม่ไปไหน เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง
หากหมู่บ้านคูรอน คือสิ่งแปลกแยกในสายตารัฐบาลอิตาลี ครอบครัวของตรีน่าและเอริช ก็คือสิ่งแปลกแยกในสิ่งแปลกแยกอีกที และนั่นคือราคาที่พวกเขาต้องจ่าย ในการเลือกที่จะ ‘หยัดยืน’ เพื่อ ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง
ชะตากรรมของตรีน่าและเอริชยังไม่จบแค่นั้น ‘มาริกา’ ลูกสาวคนเล็กของทั้งคู่ ถูกพี่สาวของเอริชลักพาตัวไป โดยอ้างว่าเพื่อให้เธอได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ มิหนำซ้ำ เมื่อสงครามปะทุขึ้น เอริชถูกเกณฑ์ไปสู้รบเพื่อกองทัพอิตาลี
การได้ร่วมรบในสงคราม ทำให้เอริชได้เห็นความโหดร้ายที่มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทหารอิตาลี ทหารเยอรมัน หรือทหารของชาติไหนๆ ก็ล้วนแต่ทำสิ่งที่โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ได้เช่นกัน หลังจากบาดเจ็บสาหัสและถูกส่งกลับมารักษาตัวที่บ้าน เอริชประกาศอย่างหนักแน่นว่า นับแต่นี้ไปเขาจะไม่ไปรบเพื่อใครอีกแล้ว หากเขาจะต้องจับอาวุธสู้ ก็จะเป็นการสู้เพื่อตัวเองและครอบครัวอันเป็นที่รักเท่านั้น
ท่ามกลางไฟสงคราม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มุสโสลินีเริ่มเสื่อมอำนาจ ขณะที่กองทัพนาซีเยอรมันเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในจังหวัดทีโรลใต้ ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านคูรอน ชาวบ้านหลายคน รวมถึงไมเคิล ลูกชายของตรีน่าและเอริช ไชโยโห่ร้องเพราะเชื่อว่า ฮิตเลอร์จะเข้ามาช่วยปลดแอกพวกเขาจากการกดขี่ของทางการอิตาลี
ไมเคิลตัดสินใจเข้าร่วมรบให้แก่กองทัพนาซี ขณะที่พ่อและแม่ของเขาทิ้งบ้านหลบหนีเข้าป่า เพราะไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเข่นฆ่าในนามของความรักชาติ ตรีน่าและเอริชต้องเผชิญความทุกข์ยากแสนสาหัสระหว่างการหลบซ่อนตัวจากไฟสงคราม จนสุดท้าย พวกเขาก็ได้พบกับข่าวดีว่า สงครามสิ้นสุดลงแล้ว
หากเปรียบความทุกข์ยากที่ประสบพบเจอเป็นการหกล้ม ตรีน่าก็คงหกล้มจนฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว หรือดีไม่ดีอาจจะกระดูกหักไปแล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียเพื่อนรัก ลูกสาวถูกคนใกล้ชิดลักพาตัวไป การจากไปของพ่อ สามีถูกเกณฑ์ไปรบก่อนจะกลับมาในสภาพไม่เหมือนเดิม ต้องยอมทิ้งบ้านเพื่อหลบหนีไฟสงคราม มิหนำซ้ำ เธอต้องยอมเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพื่อเอาตัวรอด
ถึงแม้สงครามจบสิ้นลงแล้ว แต่การต่อสู้ของตรีน่าและเอริชยังไม่จบ เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการสร้างเขื่อนอีกครั้งอย่างจริงจัง
สุดท้าย การลุกขึ้น ‘หยัดยืน’ ครั้งที่แปดของตรีน่าและเอริช ก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ หมู่บ้านคูรอนถูกน้ำท่วมจนมิด เหลือเพียงหอระฆังของโบสถ์ ที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ และกลายเป็นจุด ‘เช็คอิน’ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนหมู่บ้าน (หรือทะเลสาบ) คูรอน ในห้วงเวลาที่เขื่อนสร้างเสร็จสมบูรณ์
“อะไร ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง ยังลุกขึ้นสู้ แม้ไม่มีวี่แววจะมองไม่เห็นชัยชนะอยู่ข้างหน้า” ผมเคยคิดว่า อาจได้คำตอบจากหนังสือเล่มนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ คำตอบนั้นก็ไม่ใช่คำตอบเสียทีเดียว
อาจไม่มีใครตอบได้ด้วยซ้ำว่า อะไร ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง พยายามลุกขึ้นสู้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางชนะ ทั้งตรีน่าและเอริชเอง ก็อาจจะตอบไม่ได้ แต่ทั้งคู่ เลือกที่จะ ‘หยัดยืน’ เพราะมันคือสิ่งที่พวกเขาเลือกด้วยตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก