- ปีใหม่ไม่จำเป็นต้อง ‘เข้มแข็ง’ หรือเปลี่ยนเป็นคนใหม่ทันที เพราะปัญหาและพฤติกรรมซ้ำๆ มักมีรากทางจิตใจลึกๆ ที่ยังไม่ได้รับการรับฟัง
- การวางใจหลังปีเก่าที่เลวร้ายสู่ปีใหม่ที่สดใสขึ้นอาจไม่ใช่การรีบเก่ง รีบดีขึ้น รีบเป็นอะไรเสมอไป แต่อาจเป็นการอนุญาตให้ตนเองได้เปราะบาง เสียใจ เศร้า ผิดหวัง แทนที่จะรีบเข้มแข็ง
- เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งมากกว่าเดิม แต่เป็นคนเก่าที่เข้าใจรอยร้าวในใจตัวเองให้มากขึ้น แล้วนั่นก็จะทำให้เราเติบโตอย่างงดงามในทิศทางของเรา
ทุกเทศกาลปีใหม่ ฟีดเฟซบุ๊กมักเต็มไปด้วยความข้อความตกผลึกสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในปีถีดไป ปีใหม่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการละทิ้งสิ่งเก่า และการตั้งหน้าตั้งตาสู่สิ่งใหม่ ซึ่งเราอาจเคยได้ได้ยินคำอวยพรที่บอกว่า “เริ่มต้นใหม่ด้วยความเข้มแข็ง” หรือ “ทิ้งเรื่องแย่ๆ ไว้ที่ปีเก่า” แต่ว่าความจริงแล้ว ปีใหม่และปีเก่าอาจไม่ได้แตกต่างกันเช่นนั้นเหมือนเส้นแบ่งของเวลา เพราะตัวตนของเราก็ยังเป็นคนเดิม ความตั้งใจที่ดีเหล่านี้จึงอาจสามารถอยู่ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไป และชีวิตก็วนกลับมาสู่รูปแบบเดิมอีกครั้ง
วงจรความล้มเหลวของการเดินไปข้างหน้าและย้อนหลังกลับไปมาไม่ใช่ความล้มเหลวเพราะการไม่มีวินัย หรือไม่เข้มแข็งมากพอซะทีเดียว แต่หากมองในมุมจิตวิเคราะห์ที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์มีแนวโน้มจะทำรูปแบบเดิมซ้ำๆ มากกว่าการเปลี่ยนแปลง แม้รูปแบบนั้นจะสร้างความทุกข์ใจให้ตนเองก็ตาม เพราะสำหรับสมองแล้ว ความคุ้นชินมักจะปลอดภัยมากกว่าความไม่รู้จัก สมองจึงพยายามยึดเกาะรูปแบบการคิดหรือการกระกระทำเดิม ไม่ใช่เพราะสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี แต่เพราะสิ่งนั้นทำให้รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ และเราจะทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรม คำพูด การมีความสัมพันธ์กับคนนั้นๆ จะถูกประมวลผลอย่างปลอดภัย
ทางจิตวิเคราะห์เรียกกระบวนทำซ้ำว่า Repetitive Compulsion ซึ่งเป็นแรงขับภายในที่ทำให้เรากลับไปคิด รู้สึก และกระทำในรูปแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะรูปแบบที่เคยเชื่อมโยงกับความเจ็บปวดในอดีต ไม่ใช่เพราะเราต้องการความทุกข์ แต่เพราะจิตใจเราต้องฉายภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมาเพื่อเปิดโอกาสให้เราได้กลับไปจัดการความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นในอดีตด้วยการทำให้มันกลับมาเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ใช่ครับ บางส่วนของปีที่เลวร้าวอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือการควบคุม แต่บางส่วนอาจเกิดจากการกระบวนการทางจิตใจที่ทำให้เกิดทำซ้ำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเห็นได้จากรูปแบบของเหตุการณ์เลวร้ายที่ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น
คนที่ชอบปล่อยให้ห้องรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจไม่ใช่เพียงแค่คนไม่มีระเบียบ แต่บางกรณีอาจเป็นการฉายภายซ้ำของประสบการณ์ที่ไม่ได้มีใครใส่ใจหรือถูกดูแล
คนที่ชอบกินมื้อดึก อาจไม่ใช่คนที่หิวกระหายแค่ทางกาย แต่อาจใช้การกินเป็นการปลอบประโลมความรู้สึกเจ็บปวด โดดเดี่ยว ว่างเปล่าที่เคยเผชิญเมื่อนานมาแล้วจนเกือบถูกลืมแต่ไม่ได้จางหายไป
การเจอคนไม่เห็นคุณค่า อาจไม่ใช่เพียงแค่การเลือกคนผิด แต่อาจเป็นการทำให้เกิดประสบการณ์การไม่ถูกเลือก ตัวเล็ก ไม่สำคัญซ้ำๆ
การไม่ค่อยได้ใช้เวลากับคนรัก อาจไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาว่าง แต่อาจเพราะการรักษาระยะห่างบางอย่างทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่าความใกล้ชิด
การใช้เงินฟุ่มเฟือย อาจไม่ใช่สิ่งสะท้อนปัญหาวินัยการเงินอย่างเดียว แต่อาจกำลังฉายภาพซ้ำของความต้องการการควบคุมในชีวิต
เมื่อมองรูปแบบเหล่านี้รวมกันจะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมักมีสาเหตุทางจิตใจเชิงลึกซ่อนอยู่ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาเดียวกัน แต่ละคนก็จะมีที่มาที่ไปที่แตกต่างกัน ด้วยความซับซ้อนเหล่านี้ การเรียกร้องให้ตัวเองต้องเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ต้องเข้มแข็งขึ้น ต้องไม่ทำเหมือนเดิมในปีใหม่จึงอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมในระยะยาว หากแต่เป็นการยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ตนเอง และเป็นการปิดหูไม่ฟังสิ่งที่จิตใจกำลังพยายามบอก
ในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นมาจากความเลวร้าย ความผิดหวัง ความล้มเหลว ตัวตนเรามักจะเปราะบางลง การพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องมีประสิทธิภาพ (productive) เมื่อมองในระดับผิวอาจเป็นเหมือนการหวังดีกับตนเอง แต่หากเราเหนื่อยล้าอยู่แล้วนั่นอาจเป็นการเฆี่ยนตีตนเองทางอ้อมด้วยเจตนาที่ดี ไม่ต่างจากการบังคับให้คนที่ขาหักต้องรีบวิ่งไปต่อ เอาเข้าจริง เราอาจทำได้ก็ได้ แต่จะเป็นผลดีในระยะยาวไหมก็อาจจะตอบได้ยาก
การวางใจหลังปีเก่าที่เลวร้ายสู่ปีใหม่ที่สดใสขึ้นอาจไม่ใช่การรีบเก่ง รีบดีขึ้น รีบเป็นอะไรเสมอไป แต่อาจเป็นการอนุญาตให้ตนเองได้เปราะบาง เสียใจ เศร้า ผิดหวัง แทนที่จะรีบเข้มแข็ง เพราะปีที่เลวร้ายมักพรากบางอย่างจากเราไป ไม่ว่าจะเป็นความมั่นใจ ความหวัง ความฝันเกี่ยวกับตนเองหรือความสัมพันธ์ต่างๆ สถานะ การไม่ได้ให้พื้นที่กับการเสียใจ เศร้ามากพอ อาจทำให้การสูญเสียหรือล้มเหลวในปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้ถูกประมวลอย่างแท้จริง
อนุญาตให้ตนเองได้อยู่กับความรู้สึกที่เคยถูกหลีกเลี่ยง อนุญาตให้ตนเองผิดหวังสิ่งที่ยังค้างคา อนุญาตให้ตนเองโกรธสิ่งที่ไม่เคยพูด อนุญาตให้ตนเองเศร้าในแบบที่รู้สึกอย่างแท้จริง ปีใหม่ในความหมายที่ผมอยากเขียนถึงในบทความจึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่แบบวิ่งไปข้างหน้า แต่คือการให้พื้นที่ตนเองได้หยุดนิ่ง กลับมาทบทวนชีวิต ฟังเสียงที่ตนเองรู้สึกอย่างจริงจัง
สุขภาพจิตที่ดีอาจไม่ใช่การตัดปีที่เลวร้ายออกไปจากชีวิต ลืมมันไป ไม่ต้องนึกถึง เบี่ยงเบนตนเองให้มากที่สุด แต่คือการหลอมรวมประสบการณ์เหล่านั้นเข้ามาในจิตใจ (Ego Integration) ผมเชื่อว่าเสมอว่าเมื่อความเจ็บปวดได้รับการมองเห็นและได้ยินมากพอ เราจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้นจากข้างใน โดยที่ไม่ต้องบังคับให้ตนเองต้องเข้มแข็งแบบเฆี่ยนตีตนเอง และประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ถูกได้ยินมากพอก็จะไม่ได้ถูกฉายซ้ำอีกต่อไป
เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งมากกว่าเดิม แต่เป็นคนเก่าที่เข้าใจรอยร้าวในใจตัวเองให้มากขึ้น แล้วนั่นก็จะทำให้เราเติบโตอย่างงดงามในทิศทางของเรา
สุดท้ายปีใหม่นี้ แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า เราต้องเป็นคนใหม่ ต้องเป็นคนเข้มแข็ง ต้องเป็นคนที่ดีขึ้น อาจเริ่มต้นก่อนว่า ทำไมที่ผ่านมาเราถึงเป็นแบบนั้น และอนุญาตให้ตนเองได้ถอยกลับมาทบทวนตนเอง รวมถึงได้รู้สึกสิ่งต่างๆ มากพอ แล้วเราก็จะค่อยๆ เดินไปข้างหน้าเอง
สวัสดีปีใหม่ครับ