Skip to content
พัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถาม
  • Creative Learning
    Creative learningLife Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique School
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Transformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent Brain
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
พัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถาม
Unique Teacher
15 January 2026

โรงเรียนเล็ก หัวใจครูยิ่งต้องใหญ่ ‘ครูรัตนา บัวแดง’ โรงเรียนวัดโคกทอง ครูผู้ใช้จิตศึกษาเปิดใจเด็กเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเอง

เรื่อง The Potential

  • จากคนที่ไม่เคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นครู สู่ครูผู้ดูแลเด็กด้วยหัวใจ ‘ครูส้ม’  รัตนา บัวแดง คือตัวอย่างของนักเรียนรู้ที่เปิดใจและเติบโตไปพร้อมกับเด็ก เธอบอกว่าความงอกงามของเด็กคือความภูมิใจของตนเอง และการสร้างห้องเรียนที่มีความสุขคือเป้าหมายของการเป็นครู
  • จุดเปลี่ยนคือการที่ครูส้มได้ไปเรียนรู้นวัตกรรมจิตศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้ เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้สอนเป็นโค้ช เปิดพื้นที่ให้เด็กคิด สะท้อน และงอกงาม ขณะเดียวกันก็ปลดล็อกมายด์เซ็ตครูจากกรอบเดิม
  • แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของผอ.และครู โดยดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ใช้การเปลี่ยนแปลงที่เด็กเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ทำให้วันนี้โรงเรียนวัดโคกทองยังสามารถยืนหยัดเป็นที่พึ่งให้กับเด็กๆ ในชุมชนใกล้เคียงได้

แม้จุดเริ่มต้นความเป็น ‘ครู’ ของ ครูส้ม’ – รัตนา บัวแดง แห่งโรงเรียนวัดโคกทอง จะไม่ใช่การเดินตามความฝัน และครูส้มก็ไม่ได้เรียนจบครุศาสตร์โดยตรง แต่วันนี้เธอคือครูคนหนึ่งที่เด็กๆ ไว้วางใจจนกล้าเล่าเรื่องที่อ่อนไหวในชีวิต ครูผู้เปิดใจรับนวัตกรรม ‘จิตศึกษา’ จนสามารถสร้างความงอกงามให้แก่เด็กและตนเอง ครูในโรงเรียนเล็กๆ ที่เชื่อมพลังชุมชนและผู้ปกครองเพื่อนำพาโรงเรียนให้ยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางกระแส ‘ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก’

เมื่อเส้นทางชีวิตลิขิตให้เป็น ‘ครู’

หากย้อนไปสมัยวัยเรียน ‘ครูส้ม’ หรือ ครูรัตนา บัวแดง คงไม่ต่างจากเด็กหลายคนที่เติบโตมาโดยไม่ได้มีคำตอบชัดเจนว่า ‘ชอบเรียนอะไร’ หรือ ‘อยากเป็นอะไรในอนาคต’ เส้นทางการศึกษาที่เลือกเดิน ถ้าไม่ใช่ ‘สาขาวิชาที่ได้รับความนิยม’ ก็คงเป็น ‘สาขาวิชาที่ตอบโจทย์ตลาด’

“สมัยเรียนชั้นมัธยมก็เป็นเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ระดับกลางๆ แต่ว่าตอนสอบเข้า ม.4 ได้รับคัดเลือกให้เรียนห้องวิทย์-คณิต ทั้งที่ใจอยากเรียนศิลป์-คำนวณ มากกว่า แต่อาจารย์บอกว่าให้ลองเรียนดูก่อน ไม่ชอบค่อยย้าย สุดท้ายก็ต้องย้าย พอเรียนจบก็ไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร ก็เลยถามครู ซึ่งครูก็แนะนำให้เรียนคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาวิชาที่น่าจะเวิร์กในช่วงเวลานั้น” 

เมื่อไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ครูส้มจึงตัดสินใจศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตามที่ได้รับคำแนะนำ แต่หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2543 โชคชะตานำพาให้เธอเดินเข้าสู่เส้นทางอาชีพ ‘ครู’ 

ครูส้ม เล่าว่า ระหว่างที่กำลังหางาน อาจารย์ที่เคยสอนในระดับมัธยมติดต่อมาให้ลองไปสอบเป็นครูพนักงานราชการ โดยสมัยนั้นแม้จะจบวิชาชีพอื่นมาก็สอบเป็นครูผู้ช่วยได้ โดยโรงเรียนจะทำเรื่องไปทางคุรุสภาเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้สามารถสอนนักเรียนได้ก่อนการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นครู ช่วงแรกสอนคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนชั้น ม. 2 และ ม. 5 ก็เริ่มเรียนรู้ว่าการเขียนแผนการสอนต้องทำอย่างไร การสอนเด็กทำอย่างไร หลังจากสอนไปได้ระยะหนึ่ง จึงไปสมัครศึกษาต่อเพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) สำหรับสอบบรรจุข้าราชการครู”

โรงเรียนประถมขนาดเล็ก โลกอีกใบที่ไม่เคยสัมผัส

ในช่วงเวลาที่ครูส้มสอบบรรจุข้าราชการครู เป็นจังหวะที่โรงเรียนวัดโคกทอง จังหวัดราชบุรี เปิดรับตำแหน่งครูระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจในช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะหากสละสิทธิ อาจต้องรอการสอบบรรจุใหม่ในรอบถัดไป 

“พอได้เข้าไปสอนที่โรงเรียนวัดโคกทอง โอ้โห! คนละโลกกับที่เคยอยู่เลย” ครูส้มกล่าวและเล่าว่า ตอนที่เป็นครูผู้ช่วยสอนคอมพิวเตอร์อยู่ที่โรงเรียนมัธยม ใช้เวลาสอนประมาณ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้มีเวลาว่างไปทำกิจกรรม หรือว่าจัดสรรเวลาออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกโรงเรียนได้บ้าง แต่พอมาสอนที่โรงเรียนวัดโคกทอง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดทั้งรูปแบบการสอนและตารางเวลา 

“ทางโรงเรียนบอกว่าสอนแต่คอมพิวเตอร์ไม่ได้นะ ต้องสอนการงานอาชีพด้วย เช่น งานบ้าน งานสวน งานครัว จอบเสียมมาหมด แล้วก็ต้องสอนวิชาอื่นๆ เพิ่มด้วย เพราะว่าโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูน้อยต้องช่วยกัน ก็สอนไปเลย 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งตอนอยู่โรงเรียนมัธยม เรามีภาระงานเพิ่มแค่อย่างเดียว คืองานพัสดุ แต่มาอยู่ที่นี่ต้องทำทั้งงานวิชาการ การเงิน พัสดุ เรียกว่าแทบทุกอย่าง แม้แต่เวลากินข้าว ครูพี่ๆ จะบอกเลยว่า ออกไปไหนไม่ได้นะ ต้องนั่งกินข้าวอยู่กับเด็ก ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวทำเรื่องขอย้ายได้” 

แม้ในช่วงแรกของการทำงาน ครูส้มจะมองโรงเรียนวัดโคกทองเป็นเพียงทางผ่านในการบรรจุราชการครู แต่เมื่อได้ใช้เวลาในแต่ละวันร่วมกับเด็กๆ มุมมองความคิดเดิมก็เริ่มเปลี่ยนไป 

“พอสอนไปทุกวันๆ ก็เริ่มหลงรักเด็กเล็กๆ เพราะเด็กเล็กมีความน่ารัก เขาส่งพลังให้เรา” ครูส้มเล่าพร้อมรอยยิ้ม

นวัตกรรมจิตศึกษา เปลี่ยนแปลงเด็ก-เปลี่ยนใจครู

ครูส้ม เล่าว่า ในช่วงท้ายปีการศึกษา 2557 ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งขณะนั้น คือ ผอ.ชนิตา พิลาไชย ได้พาครูไปเรียนรู้นวัตกรรมของโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และอยากให้นำมาใช้ หรือจะเรียกว่าบังคับก็ได้ คือในมุมของ ผอ. ท่านมองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับเรารู้สึกว่าไม่ชอบ ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ได้เรียนจบครูมาโดยตรง ไม่ได้รับการปลูกฝัง หรือมีประสบการณ์มากนัก รู้แค่ว่าต้องสอนเด็กให้ได้ตามตัวชี้วัด ที่ผ่านมาสอนตามหนังสือ ซึ่งมีเนื้อหาที่ได้มาตรฐาน และตลอดปีการศึกษานั้น เราก็สอนมาเกือบครบตัวชี้วัดแล้ว 

“ตอนนั้นเถียง ผอ. ไปว่า ถ้าสอนรูปแบบนั้น เด็กๆ จะเรียนครบหลักสูตรตามตัวชี้วัดได้อย่างไร ซึ่ง ผอ. ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไร ผอ.รับผิดชอบเอง” ก็เลยคิดว่าลองดูสักตั้ง ช่วงแรกนำแผนตัวอย่างการสอนของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามาวางประกบข้างเลย แล้วก็สอนตามแผนไปเรื่อยๆ โดยมีหลักในการเลือกแผนบูรณาการว่าจะเลือกเรื่องที่ถนัดก่อน เช่น ถนัดวิชาวิทยาศาสตร์ ก็เลือกหน่วยบูรณาการที่มีวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกนมาใช้ก่อน เพื่อให้ง่ายกับเราในช่วงแรก”

ต่อมาในปีการศึกษา 2558 ครูส้มเริ่มนำนวัตกรรมการศึกษาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ทั้งจิตศึกษา หน่วยบูรณาการ ‘PBL’ (Problem Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ ‘PLC’ (Professional Learning Community) หรือชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มาใช้เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบเต็มรูปแบบ 

ครูส้ม เล่าว่า ลองนำนวัตกรรมมาใช้ทดลองสอนและเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ เลย ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง ไม่ต่างจากการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เพราะทุกอย่างคือเรื่องใหม่หมด ย่อมเจอปัญหาได้ตลอด เช่น สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ มีตัวชี้วัดคือการดูแผนที่ดาว แผนที่ดาวคืออะไรอะ เราก็ไปเตรียมหาความรู้มา แล้วก็นัดเด็กๆ มานอนที่โรงเรียน เพื่อดูดาวโดยใช้แผนที่ดาว ปรากฏลืมว่าช่วงนั้นเป็นหน้าฝน เมฆเต็มฟ้า เด็กก็เลยไม่เห็นดาว ก็ไม่เป็นไร ภาคเรียนหน้าแก้ไขใหม่ ดังนั้นในกระบวนการเรียนรู้ก็จะเจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ ก็ช่วยกันแก้ไข บางครั้งมีปัญหาก็ปรึกษา ผอ. ถ้า ผอ. ตอบได้ก็จะตอบ แต่ถ้าตอบไม่ได้ท่านก็ช่วยไปหาคำตอบมาให้

“ระหว่างที่ทดลองสอน ผอ.ก็ส่งให้ไปเรียนรู้ที่โรงเรียนลำปลายมาศ ไปเติมเต็ม ติดเครื่องมือ ติดอาวุธที่ต้องใช้ แต่ก็ยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นยังมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ตลอด เพราะยังไม่เห็นความงอกงามของเด็กๆ พอมีโอกาสก็ยังเขียนขอย้ายอยู่ทุกครั้ง จนกระทั่งเริ่มเห็นความงอกงามที่เกิดขึ้นในเด็กๆ เห็นพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนไป ซึ่งพอมาย้อนคิดดู จิตศึกษาก็ไม่ได้ส่งผลแต่กับเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังทำงานส่งผลมาที่ตัวครูด้วย โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวว่าเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อไหร่ ครูใหญ่วิเชียรถามว่าครูส้มตื่นรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เลยกลับมาทบทวนตัวเอง คิดว่าคงตื่นรู้จากตอนที่เห็นความงอกงามของเด็กในแต่ละรุ่น” 

การต้องสอนแบบบูรณาการ และยังต้องสอนแบบคละชั้นไปด้วย ทำให้ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก แต่เมื่อได้ลงมือทำแล้ว ครูส้ม บอกว่า ถือเป็นการปลดล็อกตัวเองจากการสอนในรูปแบบเดิมๆ 

ครูส้ม เล่าว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนที่สอนในโรงเรียนมัธยม ยอมรับเลยว่าเราแค่สอนตามหนังสือ เพราะคิดว่าเนื้อหาน่าจะครบตามตัวชี้วัดแล้ว จึงไม่เคยดูตัวชี้วัดเลย แต่การสอนแบบบูรณาการ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ คุณครูจะสอนชั้นไหนต้องดูตัวชี้วัดในทุกๆ วิชาที่จะนำมาบูรณาการก่อน ดังนั้นจึงทำให้เราได้มาใคร่ครวญว่าในตัวชี้วัดของนักเรียนแต่ละชั้นพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง 

“ยกตัวอย่าง วิชาสังคมของชั้น ป. 5 และ ป. 6 พอมาทบทวนก็พบว่าความลงลึกของวิชาถูกเพิ่มลงไปแค่นิดเดียว ดั้งนั้นการบูรณาการควบชั้น ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 6 ก็ทำได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่าความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ดีเสียอีกที่เด็กได้เรียนก่อนขึ้นชั้นเรียนจริง 

ที่สำคัญการเรียนแบบบูรณาการยังช่วยตอบโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กที่ครูไม่ครบชั้นได้อย่างดี เพียงแค่ครูต้องปรับมายด์เซ็ตของตัวเองว่า ทำได้นะ ไม่ได้เป็นปัญหา แค่เราต้องทดลอง”

อย่างไรก็ดี ครูส้ม บอกว่า ‘นวัตกรรมจิตศึกษา’ ไม่ได้แค่ช่วยปรับวิธีการสอน แต่ยังช่วยปรับ ‘ทัศนคติความเป็นครู’ ได้อย่างมาก 

“สิ่งแรกที่ปรับคือการรับฟัง ครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง สอนเรื่องของการฟัง ฟังแบบไม่ตัดสินว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด ให้ประวิงเพื่อใคร่ครวญ แล้วค่อยลองสลับความคิด ถ้าเราเป็นเขา เขาเป็นเรา เอาใจเขามาใส่ใจ เรา ยอมรับซึ่งกันและกัน ยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก อีกทั้งนวัตกรรมจิตศึกษาเข้ามาปรับมายด์เซ็ตเรา เปลี่ยนจากที่เคยคิดว่าเราเป็นครู เราคือคนเก่งถึงได้มาสอนนักเรียน มาถ่ายทอดความรู้ให้เขา สิ่งที่ครูบอกคือสิ่งที่เธอต้องจำเพื่อไปสอบ ทั้งหมดนี้ผิดไปหมดแล้ว 

โลกยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว ครูสมัยนี้ไม่มีใครเก่งเกิน Google ไม่มีใครเก่งเกิน Chat GPT โลก AI ทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราไม่ต้องพูดถึงการแข่งกันเรื่องความรู้ เพราะเขาหาดูได้จากหลายๆ ที่ แต่เราต้องสอนให้เขามีวิธีการหาความรู้ที่ถูกต้อง มีวิจารณญาณในการพิจารณาว่าอะไรถูกหรือผิด สิ่งเหล่านี้สำคัญมากกว่า”

ความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้ เปิดใจเด็กวางใจครู

เมื่อถามถึงความแตกต่างของการสอนโดยเปิดตำราตามตัวชี้วัดกับการสอนโดยใช้นวัตกรรมจิตศึกษา ครูส้มบอกว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ‘ความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้’ และการได้เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ครู’ สู่การเป็น ‘โค้ช’ 

“ถ้าสอนแบบทั่วไป เราจะติดกรอบการสอน คือสอนอยู่แค่วิชาที่ถนัด หรือวิชาเอกที่เรียนมา ไม่กล้าสอนวิชาอื่น ขณะที่รูปแบบการสอนก็ต้องอิงหนังสือเป็นเกณฑ์ ทำตามแค่ที่ในหนังสือบอก การเรียนรู้จึงดูไม่มีชีวิตชีวา แต่ถ้าเป็นการสอนแบบบูรณาการ เขาบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าเด็ก แต่เรามีหน้าที่เป็นโค้ช คือคอยกระตุ้นการเรียนรู้ ใส่ปัญหาลงไปให้เด็กๆ เกิดความอยากเรียนรู้ แล้วพาเขาไปค้นหาความรู้ เรียนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา สนุกทั้งเด็กและครู” 

สำหรับหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความงอกงามในตัวเด็ก ครูส้มมองว่า มาจากบรรยากาศในการเรียนรู้ การปฏิสัมพันธ์ในแนวราบของเด็กและครู รวมถึงความไว้วางใจ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์และพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนแปลงไป 

“เด็กๆ เริ่มมีตัวตนในสายตาครู  เพราะว่าครูรับฟัง มองเห็นในสิ่งที่เขาเป็น และเราไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งใดผิดหรือถูก ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ทางบวก เราแค่ช้อนคำถามกลับเข้าไป เช่น ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ให้เด็กเขาได้คิด ได้ฟังจากเพื่อน ได้สะท้อนซึ่งกันและกัน แล้วเราจะเห็นว่าจิตศึกษาทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเองได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ดีแล้ว หรืออะไรคือสิ่งที่เขาต้องปรับปรุง”

ครูส้ม ยังได้เล่าถึงตัวอย่างเคสเด็กนักเรียน ที่สะท้อนถึงความไว้วางใจครูอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นความงอกงามที่เกิดจากกระบวนการของจิตศึกษา 

“ตอนนั้นคือวันเปิดเทอมของภาคเรียนที่ 2 นักเรียนในห้องครูส้มจะเป็นเด็กผู้หญิงทั้งหมด 10 คน หัวข้อเรียนจิตศึกษาในวันนั้นครูได้หยิบยกหัวข้อข่าวของเด็กผู้หญิงที่ถูกผู้ปกครองล่วงละเมิดทางเพศ มีการสื่อสารผ่านกิจกรรมเกม เป้าหมายขณะนั้น คือ อยากให้เด็กๆ ดูแลรักษาตัวเองให้ปลอดภัย ซึ่งก็ไม่คิดเลยว่าจะมีเด็กยกมือขึ้นในวงและบอกว่า ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา หนูโดนญาติล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเด็กไม่ได้บอกผู้ปกครอง ไม่บอกใครที่บ้านเลย ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดเทอม เด็กจึงไม่รู้ว่าจะบอกครูได้อย่างไร ตอนนั้นมีการคุยกันและช่วยเหลือเด็กอย่างจริงจัง เข้าไปคุยกับผู้ปกครอง พาเด็กเข้าแจ้งความ ซึ่งตอนนั้นเด็กไว้วางใจให้เราเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำด้วย พอผ่านจุดนั้นมาได้ เราก็คิดว่าถ้าไม่มีจิตศึกษา  เด็กๆ อาจจะไม่วางใจเราเช่นนี้ แล้วพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งเหล่านี้กับใครได้” 

แน่นอนว่า ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียขนาดใหญ่ในเมือง หรือโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน เพียงแต่โรงเรียนขนาดเล็กอาจจะมีข้อดีที่ครูเข้าถึงเด็กทุกคนได้มากกว่า แต่ตัวแปรสำคัญคือ ‘จิตศึกษา’ ที่ทำให้ ‘เด็กกล้าเปิดใจ’ 

ครูส้ม เล่าว่า โรงเรียนขนาดใหญ่อาจจะมีจำนวนเด็กเยอะ ทำให้ครูเข้าไม่ถึงเด็กได้ทั้งหมด แต่โรงเรียนขนาดเล็กของเรามีเด็กเพียงห้องละ 10-20 คน อาจทำให้ครูเข้าถึงเด็กทุกคน เรารู้ภูมิหลังเด็กว่าเป็นอย่างไร เด็กคนนี้ไม่ได้กินข้าวเช้ามานะ หรือกลับไปไม่มีข้าวกิน แล้วเราจะทำอย่างไร อาหารกลางวันเหลือไหม ถ้าเหลือก็จะขอให้แม่ครัวช่วยห่อให้เด็กนำกลับไปกินที่บ้าน แต่ปัจจัยสำคัญเลย คือ โอกาสที่เราได้มาเรียนรู้เรื่องจิตศึกษา เพราะเป็นสิ่งทำให้เด็กกล้าเปิดใจแลกเปลี่ยนสิ่งที่เขาเจอกับเรา บางครั้งก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเพราะเขาวางใจในคุณครูและเพื่อนๆ ในห้อง”

โรงเรียนขนาดเล็ก โอกาสของเด็กในชุมชน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการศึกษาไทย ด้วยเหตุผลด้านจำนวนนักเรียนที่ลดลง งบประมาณที่จำกัด และข้อกังวลเรื่องคุณภาพการเรียนรู้ จนนำไปสู่แนวคิดและนโยบาย ‘ยุบรวมโรงเรียน’ 

ครูส้มเล่าว่าในฐานะที่เป็นครูสอนโรงเรียนขนาดเล็ก อยากให้มองโรงเรียนขนาดเล็กในเรื่องของคุณภาพมากกว่างบประมาณ หากพูดถึงความคุ้มทุน อาจบอกไม่ได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กไม่คุ้มทุนเพราะเด็กมีจำนวนน้อย เนื่องจากเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ เป็นคนไทยที่ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตาม พ.ร.บ. ฉะนั้นอยากให้มองว่า โรงเรียนขนาดเล็กคือโอกาสที่จะได้สนับสนุนและช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสด้านการศึกษา 

“โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในชุมชนสำคัญมาก เพราะเด็กที่เรียนคือกลุ่มคนที่จะมีความผูกพันหรือเติบโตในชุมชน  ดังนั้นเราควรทำให้โรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนมีคุณภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้โรงเรียนขนาดเล็กตายไปหรือหายไป แล้วก็ไปหนุนเสริมแค่โรงเรียนใหญ่ที่มีจำนวนเด็กเยอะ หรือเอางบประมาณไปสร้างตึกสูงหลายๆ ชั้น ทั้งที่เขามีพื้นที่และมีแหล่งเรียนรู้เยอะอยู่แล้ว” 

ทั้งนี้ โรงเรียนวัดโคกทอง เป็นหนึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด ทั้งในเรื่องของการสร้างภาคีเครือข่ายและการยกระดับการเรียนรู้ของโรงเรียน 

ครูส้ม กล่าวว่า งบประมาณของโรงเรียนขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีน้อยเพราะมาตามรายหัวของจำนวนนักเรียน การขอสนับสนุนทุนการศึกษาจากบริษัทเอกชนภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ดังนั้นทำอย่างไรให้เอกชนที่เป็นภาคีเครือข่ายภายนอกเข้ามาหนุนเสริมได้อย่างยั่งยืน ใครๆ ก็อยากเข้ามาช่วยโรงเรียนวัดโคกทอง แต่ว่าทำอย่างไรให้การช่วยเหลือมันออกดอกออกผลเป็นรูปธรรม 

“โรงเรียนขนาดเล็กต้องทำอย่างไร อันดับแรก ต้องหาจุดเด่นของโรงเรียนให้ได้ ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องของรูปร่างหน้าตา คือ พื้นที่ ความสะอาด ความร่มรื่น เป็นสนามพลังบวก ต่อมาคือเรื่องของกระบวนการเรียนการสอน ต้องทำให้ชุมชนและผู้ปกครองเห็นว่า โรงเรียนนี้ดูแลเด็กๆ อย่างไร มีการพัฒนาการศึกษาอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องผลิตหมอ ตำรวจ ทหารทุกโรงเรียน อาชีพในสังคมมีมากมาย และยังมีอีกหลายอาชีพที่อาจสูญหายไปในอนาคต

ฉะนั้นเราต้องพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพในการหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อพัฒนาโรงเรียนและผู้เรียนแล้ว ก็ค่อยเริ่มหาการเสริมหนุนจากองค์กรภายนอก ซึ่งจะเริ่มมีสปอตไลต์ส่องมาทางเรา 

ในขณะเดียวกันโรงเรียนขนาดเล็กหากเดินไปคนเดียวย่อมมีวันที่เจอปัญหาแก้ไม่ตก ดังนั้นการมีภาคีเครือข่าย หรือเพื่อนโรงเรียนที่ใช้นวัตกรรมเดียวกัน ก็จะทำให้สามารถช่วยกันแก้ไข อีกทั้งการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนก็อาจจะทำให้หาผู้สนับสนุนได้ง่ายขึ้น” 

เชื่อมเครือข่ายชุมชน ดูแลโรงเรียนขนาดเล็กอย่างยั่งยืน 

นอกจากการเชื่อมเครือข่ายภายนอกแล้ว การดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีสวนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน คือหัวใจสำคัญ และจะเป็นพลังในการดูแลรักษาโรงเรียนขนาดเล็กให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน 

ครูส้ม เล่าถึงเคล็ดลับในการดึงผู้ปกครองและชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนว่า ใช้วิธีการทำให้เห็น เวลามีประชุมผู้ปกครอง หลายโรงเรียนอาจจะพาผู้ปกครองแยกเข้าไปในแต่ละห้องเรียนเลย แต่ที่โรงเรียนวัดโคกทองจะพาทำจิตศึกษาก่อน และต้องมีเป้าหมายการทำจิตศึกษาเหมือนกับเด็ก เช่น เราอยากให้ผู้ปกครองช่วยนักเรียนในเรื่องการดูแลตนเอง ก็จะนำคลิปเด็กพิการที่ไม่มีแขนขา แต่เขาพยายามใช้เท้าป้อนข้าวตัวเอง การใส่เสื้อผ้าเอง และให้ผู้ปกครองแชร์ว่ารู้สึกอย่างไร ต่างกับลูกฉันอย่างไร ซึ่งผู้ปกครองบางท่านก็สะท้อนเลยว่า “ต่างจากลูกฉันเลยครู อยู่ป. 6 แล้ว ฉันยังต้องหาข้าวให้ลูกกินอยู่”  จากนั้นจึงค่อยพาผู้ปกครองมาเรียนรู้ว่าโรงเรียนกำลังทำอะไร แล้วลูกหลานเขาได้อะไร

“ผู้ปกครองจะเริ่มเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างที่โรงเรียนจะเรียกเด็กๆ ว่า ‘พี่’ เช่น พี่เต็งหนึ่ง พี่ต้นกล้า พอผู้ปกครองกลับไปที่บ้าน เขาก็เรียกลูกหลานเขาว่า ‘พี่’ บ้าง เขาเริ่มให้เกียรติเด็กๆ การปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองก็ดีขึ้น หรือเราอยากสอนกิจกรรมบางอย่าง เช่น การทำนา ครูทำไม่เป็น ก็เชิญผู้ปกครองมาร่วมเป็นวิทยากร หรือโรงเรียนอยากไถนาก็จะบอกผู้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองท่านใดมีรถปั่นเขาก็เอามาช่วย ซึ่งเราจะบอกว่าครูไม่มีเงินมากหรอกนะ อาจให้ได้แค่ค่าน้ำมันเล็กน้อย ผู้ปกครองก็จะบอกเลยว่า ไม่เป็นไรครู จะเห็นว่าหากผู้ปกครองมีส่วนใดสนับสนุนได้เขาก็จะช่วยกัน เกิดเป็นเครือข่ายผู้ปกครองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ”

ในบางช่วง บริเวณหน้าโรงเรียนประสบปัญหาพื้นที่มีแอ่งน้ำขังในฤดูฝน ครูส้มบอกว่า แม้โรงเรียนจะพยายามประสานงานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นแต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่ง ผู้ปกครองในชุมชนเข้ามาช่วยดำเนินการ ติดต่อประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง ปัญหาก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับพื้นที่และการสนับสนุนจากวัดในชุมชนที่จัดสร้างศาลาไว้เป็นที่พักคอยสำหรับผู้ปกครอง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การสนับสนุนจากชุมชนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนได้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการทำงานของโรงเรียน

ทุกวันนี้ ครูส้ม เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดโคกทองมา 14 ปี และเริ่มมีลูกของลูกศิษย์หมุนวนเข้ามาเป็นนักเรียนจำนวนไม่น้อย 

“ลูกของนักเรียนที่เคยสอน คนโตที่สุดตอนนี้อยู่ ป. 4 แล้ว ในฐานะครูต้องเข้าใจว่า เราอาจดูแลเขาได้ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ถึง ป. 6 แต่พอเขาเรียนจบออกไปแล้ว ก็ต้องเข้าใจในบริบทว่า บางทีผู้ปกครองอาจจะมีความพร้อมส่งต่อได้แค่มัธยมต้น เด็กเรียนจบอาจจะมีครอบครัว แต่อย่างน้อยเขาก็ดูแลลูก ไม่ได้ทิ้งขว้าง ส่งลูกกลับมาเรียนที่โรงเรียนเรา ตรงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเราได้รับความไว้วางใจ จำนวนนักเรียนในโรงเรียนเราจึงไม่ค่อยลดลงมาก ขณะที่หลายโรงเรียนประสบปัญหาปริมาณเด็กวัยเรียนลดลง 

ดังนั้นความยั่งยืนของโรงเรียนไม่ได้อยู่ที่ผู้อำนวยการหรือครู แต่อยู่ที่ผู้ปกครอง เพราะว่าโรงเรียนโคกทองเป็นของชุมชน หากคนในชุมชนรู้สึกได้ว่าโรงเรียนเป็นของเขา เขาจะช่วยสนับสนุนให้โรงเรียนเดินหน้าต่อไปได้”

ความสุขของนักเรียน ผลลัพธ์การเปลี่ยนโรงเรียนทั้งระบบ

สำหรับความคาดหวังในฐานะครูต่อเด็กนักเรียนในทุกวันนี้ ครูส้ม บอกว่า ผลลัพธ์ที่อยากเห็นคือ ‘ห้องเรียนแห่งความสุข’

“อยากให้เด็กๆ เรียนอย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องไปสอบแข่งขันกับใคร และอยากให้เขาได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ขอแค่รู้ว่าตนเองเป็นใคร ทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเรียนจบระดับชั้นการศึกษาที่เท่าไหร่ หรือทำงานอาชีพอะไร แค่อยากให้เขาดูแลตัวเอง มีความรับผิดชอบ ไม่ให้เป็นภาระของสังคม ดูแลครอบครัวได้ เพียงเท่านี้ครูก็พอใจแล้ว” 

เมื่อถามถึงความภูมิใจในเส้นทางอาชีพครู ครูส้ม บอกว่า คือการได้เห็นความงอกงามของนักเรียน 

“ทุกวันนี้แค่นักเรียนบอกว่าเปิดภาคเรียนสนุกมากเลยครู แค่นี้ครูก็ยิ้มแล้ว หรือเวลาที่เราต้องออกไปประชุมข้างนอก แล้วเด็กๆ บอกว่า ครูหายไปไหนมา หนูคิดถึงจังเลย ก็เป็นความสุขเล็กๆ เด็กๆ เขามีพลังส่งต่อความสุข 

ครูส้มคิดว่าผู้บริหารที่อยู่ข้างบน อยู่ในสำนักงานเขต อยู่ใน สพฐ. หรือในกระทรวง ท่านเสียโอกาส เพราะไม่ได้สัมผัสความสุขเล็กๆ จากนักเรียน จากเด็กๆ ที่เขาส่งพลังให้ หรือแม้แต่วันที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย เจอปัญหาอะไรเยอะแยะ ก็มักจะแอบย่องไปห้องเด็กอนุบาล พอได้เข้าไปเล่นกับเด็กๆ ได้เข้าไปคุย เด็กๆ เข้ามากอด เราก็ได้รับพลังจากเขา” 

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกในเส้นทางอาชีพครู ที่แม้จะก้าวเข้ามาด้วยความไม่เต็มใจ แต่วันนี้ ครูส้มบอกว่าเดินทางมาไกลมาก และตลอดเส้นทางก็เต็มไปด้วยภูเขาแห่งความท้าทายที่ให้โอกาสในการพัฒนาตัวเอง

“ตอนที่เรียน เราก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเรียนปริญญาตรีสายไหนดี แค่คิดว่าเรียนในสาขาวิชาที่น่าจะมีงานทำ แต่อยู่มาวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนสนับสนุนให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้เป็นวิทยากรแกนนำ ได้เป็นครูโค้ช ได้เพิ่มศักยภาพ จากที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเรียนปริญญาโท แต่ปัจจุบันก็จับพลัดจับผลูมาเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอกอยู่ขณะนี้  ดังนั้นถ้ามองย้อนกลับไป คิดว่าตัวเองมาไกลมาก และคิดว่าเส้นทางที่เดินมา ล้วนแล้วแต่ได้โอกาสในการพัฒนาตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการข้ามภูเขาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นความท้าทายให้เราต้องทำสิ่งนั้นต่อไปให้สำเร็จเรื่อยๆ ก็เลยเหมือนว่า ชีวิตไม่ได้หยุดเรียนรู้ ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตราบที่เรายังมีชีวิต” 

Tags:

ครู

Author:

illustrator

The Potential

กองบรรณาธิการ The Potential

Related Posts

  • Movie
    Dead Poets Society: คงจะดีถ้าครูสอนให้เราเรียนรู้ที่จะเติบโตในแบบของตัวเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Voice of New Gen
    พังกำแพง ‘ก็เขาทำกันมาแบบนี้’ : เป้าหมายของมายมิ้น – ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ Voice of new gen วงการการศึกษาไทย

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา ภาพ ศรุตยา ทองขะโชค

  • Unique Teacher
    สนุกด้วยไรห์ม จำได้ด้วยบีท ในห้องเรียนของ ‘ครูเอ็ม’ RAP IS NOW

    เรื่อง ภาพ สิทธิกร ขุนนราศัย

  • Character building
    PROJECT-BASED LEARNING ทักษะมาก่อน คะแนนจะตามไป

    เรื่อง บุญชนก ธรรมวงศา

  • Book
    กล้าที่จะสอน: ตัวตน ซื่อตรง เสมอภาค และหัวใจที่ไม่หวั่นกลัวของคนเป็นครู

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel