Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Family PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่น
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Social Issues
26 August 2025

‘วรรณกรรมเยียวยา’ พื้นที่ปลอดภัยให้เด็กสำรวจโลกของอารมณ์  เรียนรู้และโอบรับความเปราะบางของตนเอง: ธาม เชื้อสถาปนศิริ

เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี ภาพ ปริสุทธิ์

  • วรรณกรรมเพื่อการเยียวยาคือพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้อารมณ์ภายในที่เด็กต้องเผชิญและผ่านไปให้ได้ ผ่านความรู้สึกร่วมกันกับตัวละคร เช่น ความสูญเสีย ความเหงา เศร้า โดดเดี่ยว หรืออื่นๆ และนำไปสู่ความคลี่คลายทางอารมณ์
  • การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจะใช้การบอกเล่าเป็นประโยคยาวๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้การเรียกชื่ออารมณ์ Naming Emotions โดยไม่ต้องมีใครสอน ซึ่ง ‘การไม่สอน’ เป็นลักษณะหนึ่งของวรรณกรรมเยียวยา
  • การที่ผู้ใหญ่ติดกับดักว่า หนังสือที่ดีต้องเป็นหนังสือความรู้ ทำให้เด็กขาดพื้นที่ทดลองเรียนรู้ทางอารมณ์ เมื่อต้องเผชิญกับการพลัดพราก สูญเสีย เขาจึงไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกหรือรับมือกับอารมณ์นั้นได้

“วรรณกรรมเยียวยาไม่ใช่ตำราสอนคุณธรรม แต่คือ ‘พื้นที่’ ที่ตัวละครและผู้อ่าน ได้พบกันในภาวะที่เปราะบาง ผ่านเรื่องราวที่พูดแทนความรู้สึกจริงในชีวิตจริง เช่น ความสูญเสีย การแยกจาก ความกลัว หรือการตั้งคำถามต่อคุณค่าในตน” 

อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา กล่าวถึงการมีอยู่ของ ‘วรรณกรรมเยียวยา’ ที่บอกกับเราว่า วรรณกรรมไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง แต่ยังเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับเด็กเพื่อเรียนรู้และค่อยๆ ‘เข้าใจอารมณ์ตนเอง’ ในวันที่เขาเผชิญกับภาวะเปราะบาง

เมื่อ ‘วรรณกรรม’ และ ‘การเยียวยา’ ถูกพูดถึงในพื้นที่เดียวกัน

หากพูดถึง ‘วรรณกรรมเพื่อการเยียวยา’ มักมี 2 คำสำคัญปรากฏให้เห็น นั่นคือคำว่า Bibliotherapy และ Healing Literature ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน อาจารย์ธามอธิบายว่า 

“Bibliotherapy คือการบำบัดด้วยวรรณกรรม เมื่อมีคำว่า Therapy เข้ามาเกี่ยวข้อง มันจึงเป็นการใช้ในงานด้าน Clinical หรืองานด้านการแพทย์ มักจะถูกอธิบายในเชิงของคุณหมอ นักกิจกรรมบำบัด นักกระตุ้นพัฒนาการที่ใช้หนังสือเป็นเครื่องมือหนึ่งในทางด้านการแพทย์ เช่น การที่เด็กมีปัญหาเรื่อง LD มีปัญหาด้านสเปกตรัม เป็นซึมเศร้า พบเจอประสบการณ์ที่เจ็บปวดในเชิงอารมณ์หรือโรคภัย เช่น โรคมะเร็ง โรคลูคีเมีย คุณหมอจะเป็นคนสั่งให้ทำกิจกรรม เช่น การอ่านเพื่อบำบัด โดยคุณหมอมีหนังสือที่เลือกให้และมีใบสั่ง คล้ายๆ ใบสั่งยา หลังจากนั้นจะมีการติดตามผลการรักษา หรือการบำบัดว่า แผลทางใจ แผลทางกาย ความเจ็บป่วยหรืออารมณ์เชิงซึมเศร้านั้นหายไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการ ‘สั่ง’ ให้เด็กอ่านหนังสือเพื่อเป็นการบำบัด เราจะเรียกว่าการบำบัดด้วยวรรณกรรม

แต่ที่เรากำลังพูดถึงคือวรรณกรรมเยียวยา หรือ Healing Literature มีความเด่นตรงที่ว่า หนังสือเล่มนั้นมี ‘พลังการเยียวยา’ ในตัวมันเอง โดยไม่ต้องมีใครสั่งให้อ่าน เช่น ถ้าเด็กรู้สึกเศร้า เหงา เบื่อ หรือรู้สึกอ้างว้าง เขาเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งยังไม่ต้องคิดว่ามันเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็กหรือเปล่านะ มันอาจจะเป็นวรรณกรรมที่ตัวละครเอกในเรื่องเป็นเด็กโต เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้หญิง นายทหาร กวี เป็นอะไรก็ได้ แล้วพอเขาอ่าน ตัวละครหลักและโครงเรื่องที่มีปมทางด้านอารมณ์ จะค่อยๆ เยียวยาเด็กไปในตัว โดยที่ไม่มีใครบอกว่าอ่านเล่มนี้สิ แล้วเธอจะรู้สึกดีขึ้น 

เพราะฉะนั้นถ้าเป็น Healing Literature หรือวรรณกรรมเยียวยา ความหมายมันกว้างกว่ามาก ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยผู้เชี่ยวชาญ เช่น คุณหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา นักบำบัด ครูก็ใช้ได้ พ่อแม่ก็ใช้ได้ แค่จัดสภาพแวดล้อม วางทรัพยากรและหนังสือดีๆ ไว้ เด็กจะได้รับการเยียวยาโดยไม่รู้สึกว่าต้องไปอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น”

เด็ก ‘เห็น’ ตัวเองในเรื่องเล่า เขาจะเริ่มเข้าใจและ ‘เยียวยา’ ตัวเองได้อย่างนุ่มนวล

หัวใจสำคัญของวรรณกรรมเยียวยา คือกระบวนการระหว่างทางที่ผู้อ่านทำความเข้าใจตัวละคร ดังนั้นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าที่บ้านมีหนังสือมากมายแค่ไหน แต่อยู่ที่องค์ประกอบของเรื่องในหนังสือสื่อสารกับเด็กอย่างไร ซึ่ง ‘ตัวละครหลัก’ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ 

อาจารย์ธามอธิบายว่า “โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้อย่างถ่องแท้ แน่ชัด ความรู้สึกมนุษย์ซับซ้อน ขุ่นมัว เพราะมันมีความรู้สึกนึกคิด หรือความกลัวหลายๆ อย่างที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เราจะเข้าใจสิ่งนั้นได้ดี หากเรายักย้ายถ่ายเทตัวเราไปไว้ที่ตัวละคร

เด็กในโลกจริงอาจพบความสูญเสีย มีความสงสัย ความเหงา ความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ในช่วงเวลานั้นเขาหยิบวรรณกรรมเรื่องหนึ่งมาอ่าน แล้วรู้สึกว่าตัวละครในหนังสือเล่มนั้นเหมือนกับเขาเลย หนังสือจะพาเขาไปสำรวจโลกของอารมณ์ ความรู้สึกที่ปั่นป่วน ความเจ็บปวด สูญเสีย โศกเศร้า ซึ่งเขาอาจจะยังไม่เคยเจอประสบการณ์นั้นหรือเจอแล้วก็ได้ แต่หนังสือเล่มนั้นจะพาไป ‘คลี่คลาย’ ทางอารมณ์

ในตอนสุดท้ายจะมีการ Catharsis คือการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกในตัวละคร เช่น เด็กอ่านวรรณกรรมเรื่องหนึ่งแล้วรู้สึกเห็นใจ เข้าใจความโดดเดี่ยวอ้างว้างหรืออารมณ์ต่างๆ ของตัวละคร เด็กจะมีการปลดปล่อยทางอารมณ์ เขาจะรู้สึกเศร้าไปกับมัน ซึมไปกับมัน ร้องไห้ไปกับมัน ในที่สุดจะเกิดกระบวนการ Resolution  คือการกลับมาสู่สภาวะปกติทางอารมณ์ เช่น เข้าใจแล้วว่าการสูญเสียคืออะไร”

เมื่อเด็กฉายภาพตัวเองไปยังตัวละครที่เผชิญเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับตนได้ เขาจะเข้าใจความสูญเสีย ความเหงา เศร้า โดดเดี่ยว หรืออารมณ์อื่นๆ ได้ ไม่ใช่จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครที่ผู้เขียนถ่ายทอดแล้วค่อยๆ พาเขาไปทำความเข้าใจ 

เรียนรู้และเข้าใจอารมณ์ภายใน ให้เด็กอยู่กับคำถามโดยไม่ต้องเร่งหาคำตอบ

วรรณกรรมเยียวยาจะเน้นเรื่อง ‘การเรียนรู้อารมณ์ภายใน’ ที่เด็กต้องเผชิญและผ่านไปให้ได้ อาจารย์ธามเน้นย้ำว่าการ Naming Emotions (การเรียกชื่ออารมณ์) เป็นเรื่องสำคัญมาก หากเด็กเจอประสบการณ์เศร้า โกรธ หงุดหงิด เสียใจ หรือว่ารู้สึกไม่เข้าใจอารมณ์นั้น มันจะเกิดภาวะ Frustration คือมีความรู้สึกอัดอั้นอยู่ข้างใน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้คนอื่นเข้าใจ และไม่รู้วิธีจัดการอารมณ์นั้นได้เพราะเขาไม่มีความสามารถในการ Naming Emotions  การใช้คำเรียกอารมณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากวรรณกรรมเยียวยา

“วรรณกรรมเพื่อการเยียวยาถูกเขียนมาเพื่อให้เด็กสำรวจโลกของอารมณ์ที่ตัวเองเผชิญหรือกำลังจะเผชิญอย่างปลอดภัยและเข้าใจ เด็กจะเรียนรู้โลกของอารมณ์ภายในที่เกิดขึ้นผ่านตัวละครในเรื่อง 

วรรณกรรมเยียวยาจึงมีลักษณะเป็นเพื่อน หรือเป็นโลกที่เด็กสามารถที่จะไปเจอกับสถานการณ์นั้นได้โดยปลอดภัยตั้งแต่ยังไม่ได้เผชิญหน้ากับมัน

Healing Literature จึงไม่ใช่เพียงการให้กำลังใจ แต่เป็นการ ‘สัมผัสความจริงในใจ’ โดยไม่หลีกเลี่ยงอารมณ์ แค่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้อยู่กับคำถาม เปิดช่องให้เขาได้กล้ารู้สึก กล้าเจ็บ และกล้าหาย โดยไม่ต้องรีบรักษา อารมณ์ที่ได้รับการยอมรับย่อมค่อยๆ คลี่คลายไปตามจังหวะธรรมชาติของจิตใจ และนี่คือพลังที่แท้จริงของวรรณกรรมเยียวยา”

วรรณกรรมเยียวยาคือกระบวนการระหว่างทาง ระยะห่างระหว่างบรรทัดคือการผจญภัยทางอารมณ์

ในโลกวรรณกรรม การตีความเป็นสิทธิของผู้อ่านกับผู้เขียนที่เกิดขึ้นผ่านตัวละคร การจะตอบว่าหนังสือเล่มไหนเป็นวรรณกรรมเยียวยา มักขึ้นอยู่กับว่า วรรณกรรมเล่มนั้นทำงานกับความรู้สึกภายในของผู้อ่านอย่างไร อาจารย์ธามจึงพาเราเข้าสู่โลกของวรรณกรรมเยียวยา เพื่อให้เข้าใจลักษณะของวรรณกรรมประเภทนี้มากขึ้น

“ลักษณะเด่นของวรรณกรรมเยียวยาคือ ตัวละครเผชิญกับสถานการณ์ทางอารมณ์ที่ซับซ้อน จะมีคีย์เวิร์ดอยู่ 3 อย่างที่มักจะพบว่าคือวรรณกรรมเยียวยา 

1.การพลัดพราก การแยกจาก 

2.การสูญเสีย ในแง่ของการสูญเสียทั้งตัวตนหรือสูญเสียคนที่รัก 

3.ความลังเล สงสัย แปลความได้ว่าเป็นความโดดเดี่ยว อ้างว้าง เดียวดาย ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ต้องการ ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร เป็นภาวะสับสนมาก 

ถ้าอารมณ์ของงานวรรณกรรมเป็นแบบนี้ เราพอจะอนุมานได้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเพื่อการเยียวยา แต่ถึงอย่างนั้นนักวรรณกรรมจะไม่ไปแปะป้ายว่า หนังสือเล่มนั้นเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยียวยา และไม่ได้หมายความว่า วรรณกรรมที่มีการพลัดพราก สูญเสีย โดดเดี่ยว โศกเศร้า อ้างว้าง เดียวดายหรือมีใครตายสักคนในเรื่อง เป็นวรรณกรรมเยียวยาหมดนะ บางเรื่องก็ไม่ใช่ แต่วรรณกรรมเยียวยาคือกระบวนการอ่านวรรณกรรมนั้นต่างหาก”

ลักษณะเด่นของวรรณกรรมเยียวยาจึงเน้นเรื่อง ‘อารมณ์’ เผยให้เห็นความเข้าใจ ความขุ่นมัว และการตกตะกอนของอารมณ์ และมักไม่มีการฉายคำทางอารมณ์ตรงๆ  แต่ผู้เขียนจะใช้การบรรยายเป็นย่อหน้า เพื่อบอกเล่าอารมณ์ อาจารย์ธามยกตัวอย่าง บทบรรยายในเรื่อง ‘เจ้าหญิงน้อย’ 

“ฉันคิดถึงปาปาจังเลย ป่านนี้ปาปาทำอะไรอยู่ ถ้าปาปายังอยู่ตรงนี้คงจะเป็นอ้อมแขนที่อบอุ่นสำหรับฉัน ฉันคิดถึงปาปาจัง ไม่รู้ว่าปาปาจะคิดถึงฉันบ้างไหม”

ย่อหน้านี้ฉายให้เห็นความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ความเดียวดาย และความรู้สึกภายในของตัวละคร โดยไม่มีการใช้ฉายคำทางอารมณ์อย่างชัดเจนว่า “ฉันเศร้า ฉันเหงา ฉันโดดเดี่ยว อ้างว้าง” การอ่านคำบอกเล่าอารมณ์เป็นประโยคยาวๆ ทำให้เด็กเรียนรู้การ Naming Emotions โดยไม่ต้องมีใครสอน ซึ่ง ‘การไม่สอน’ เป็นอีกหนึ่งลักษณะของวรรณกรรมเยียวยา

“วรรณกรรมเยียวยามีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือมันไม่สอน แต่เน้นสื่อสารทางอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือภาพญี่ปุ่น เรื่อง ‘งานแรกของมี้จัง’ อาจจะดูเป็นเหตุการณ์ง่ายๆ เป็นเรื่องของเด็กวัย 5 ขวบที่จะต้องไปซื้อนมให้คุณแม่ ระหว่างทางเจอกับเหตุการณ์เล็กๆ ที่แทรกความหวาดหวั่นทางอารมณ์ไว้อย่างแนบเนียน สาเหตุที่วรรณกรรมเยียวยามักจะเป็นเหตุการณ์ง่ายๆ เป็นเพราะว่า เด็กต้องเรียนรู้เรื่องที่ยากกว่าคือการเผชิญหน้าทางอารมณ์ ดังนั้นจึงไม่มีการใส่ดีเทลในเรื่องสาระความรู้ลงไป ซึ่งนิทานเชิงความรู้ประเภท Edutainment นิทานอีสป หรือนิทานแนว Competency ไม่ใช่วรรณกรรมเยียวยา เพราะมันเพ่งสาระสำคัญไปที่ความรู้ ความสามารถ เน้น Logical และ Moral Thinking วรรณกรรมเยียวยาไม่ใช่แบบนั้น

ผู้เขียนได้วางลักษณะเส้นเรื่องไว้อย่างแยบยล เขาไม่เร่งรีบ ทำให้เด็กมีเวลาซึมซับ ค่อยๆ คืบคลานความรู้สึกด้วยการพัฒนาความเข้าใจตัวละครไปเรื่อยๆ การทำความเข้าใจกับความรู้ หรือ Logic ที่ซ้ายกับขวามันเท่ากันจะใช้เวลาสั้น แต่ความเข้าใจทางอารมณ์ไม่ใช่สมการทางคณิตศาสตร์ เราต้องทิ้งช่วงให้เกิดความเข้าใจ”

จะเห็นว่า วรรณกรรมเยียวยาคือกระบวนการระหว่างทางที่ผู้อ่านทำความเข้าใจตัวละคร เพราะฉะนั้นพัฒนาการของเรื่องราวจะดำเนินอย่างไม่เร่งรีบ ค่อยๆ คลี่ความรู้สึกไปทีละนิด อาจารย์ธามจึงเปรียบเทียบวรรณกรรมเยียวยาเหมือนกับการปอกหัวหอม ต้องค่อยๆ ปอกทีละชั้น ปล่อยให้แก๊สในหัวหอมทำให้น้ำตาไหลบ้าง

ภาพไม่ได้มีไว้แค่ประกอบเรื่อง แต่เป็นพื้นที่แห่งความเข้าใจของเด็ก 

นอกจากวรรณกรรมเรื่องยาวแล้ว อาจารย์ธามยังพูดถึง ‘หนังสือภาพสำหรับเด็ก’ ซึ่งบางเรื่องมีพลังในการเยียวยา โดย ‘ภาพ’ เป็นตัวแทนของรูปธรรม เด็กเล็กมีคลังคำศัพท์น้อยกว่าเด็กโต เขาจึงจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม  เห็นได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นการสื่อสารด้วยภาพที่ทำให้เห็นสถานการณ์และสภาพแวดล้อมจึงเป็นปัจจัยสำคัญ อาจารย์ธามให้ข้อสังเกตว่า หนังสือเด็กจะวาดตัวละครง่ายๆ แต่จะให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมมาก เพราะนั่นคือพื้นที่แห่งการทำความเข้าใจของเด็ก 

หนังสือภาพสัญชาติญี่ปุ่นหลายเรื่องเป็นตัวอย่างที่ดีในการอธิบายว่า วรรณกรรมเยียวยาที่ดีเป็นแบบไหน 

“หนังสือภาพญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเดินทางของอารมณ์ เขาจะวาดสีหน้า แววตา Facial Expression ได้ดี สีที่เขาใช้คือสีไม้พาสเทลจากดินสอ ทำให้เด็กรู้สึก Touching ได้มากกว่าการวาดด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ขึ้นรูปจะทำให้มิติเชิงอารมณ์ถูกตัดขาดไป ภาพมันดูสมบูรณ์แบบมากเกินไป 

ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ เขาต้องการความบกพร่องเพื่อให้เห็นว่า เขาก็เป็นเหมือนตัวละคร ยิ่งสร้างตัวละครที่สมบูรณ์แบบมากเกินไป เด็กจะรู้สึกกดดันมาก แต่เด็กไม่รู้สึกกดดันกับหนังสือภาพญี่ปุ่น เพราะเขากำลังฉายตัวเองลงไปในความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้น”

‘ความไม่สมบูรณ์แบบ’ ของตัวละครสะท้อนให้เห็น ‘ความเป็นมนุษย์’ ซึ่งวรรณกรรมเยียวยาเปิดพื้นที่ให้เด็กได้รู้สึกว่าตัวเขาก็เป็นแบบนั้นได้ เขาสามารถล้มได้ เจ็บได้  และลุกขึ้นใหม่ได้ด้วยเช่นกัน

กับดักหนังสือดีต้องมีสาระความรู้ เด็กขาดพื้นที่ทดลองเรียนรู้ทางอารมณ์ 

เด็กในปัจจุบันมีปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น อาจารย์ธามมองว่า การใช้สื่อดิจิทัล เป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหา เนื่องจากสื่อดิจิทัลเร่งเร้าเนื้อหาสาระ ดำเนินอย่างรวดเร็ว และไม่มีพื้นที่ว่างทางอารมณ์ 

“อารมณ์คือพื้นที่ภายใน มันต้องว่าง ต้องเงียบ แต่สื่อดิจิทัลในปัจจุบันมันสั้นมาก เด็กยังไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรเลย ดูคลิปนี้จบต่อด้วยคลิปนั้นทันที การที่เด็กมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น เป็นเพราะเขาเสพสื่อดิจิทัลที่มันเร็ว ไม่มีพื้นที่ว่างให้เด็กเติมความรู้สึก ไม่มีพื้นที่ให้ตกตะกอนทางอารมณ์ ทำให้เขาไม่สามารถเข้าใจ Internal Self ได้เลยว่าตัวเองรู้สึกยังไง ไม่สามารถมี Self Expression 

ในขณะที่วรรณกรรมค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ หนังสือไม่ได้บอกว่า อ่านถึงย่อหน้านี้ต้องร้องไห้ได้แล้วนะ ตอนอ่านวรรณกรรมมันไม่มีเสียงประกอบเหมือนในละครซิตคอม มีแค่ความเงียบ เป็นพื้นที่ที่มีแค่เด็กกับตัวละคร นั่นแหละคือ ‘ที่ว่าง’ ปัญหาของดิจิทัลคือมันไม่มีที่ว่าง แต่หนังสือมีที่ว่างเยอะมาก ระหว่างอ่านหนังสือเด็กต้องเงียบ เขาจะต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่คิด สิ่งที่รู้สึก นี่คือความดังในความเงียบ”

นอกจากปัญหาการใช้สื่อดิจิทัลแล้ว ปัจจุบันเรากำลังประสบปัญหาขาดแคลนหนังสือที่มีมิติเชิงอารมณ์ อาจารย์ธามมองว่า นิทานไทยเน้น Competency การส่งเสริมสมรรถนะมากเกินไป เมื่อเราโฟกัสแค่ความสามารถ ทักษะ หรือความรู้ ท้ายที่สุดเราจึงละเลยการสื่อสารเรื่องอารมณ์ 

“การทำให้เด็กไปเจอกับหนังสือดีๆ มันเป็นเรื่องยากขึ้น วรรณกรรมเยียวยาของไทยไม่มีที่บนชั้นวางในร้านหนังสือ เพราะอุตสาหกรรมหนังสือทุกวันนี้เพ่งที่ผลลัพธ์ของความฉลาด หนังสือบนชั้นวางเต็มไปด้วยวรรณกรรมประเภทเดียวคือ วรรณกรรมเพ่งความฉลาด ความสามารถและทักษะ หนังสือเด็กปัจจุบันจึงขาดความหลากหลาย 

เราไปโฟกัสกับหน่วยค่าที่วัดได้ ไม่ว่าจะเป็น IQ RQ MQ SQ EQ EF หนังสือจึงขาดการขายความสนุก ความสุข ความซึม ความเศร้า มันมีแต่ขายสาระ ไม่มีการขายทางอารมณ์เลย ทำให้เด็กยุคนี้มีความตื้นเขินทางอารมณ์มาก 

การที่ผู้ใหญ่ติดกับดักว่า หนังสือที่ดีต้องเป็นหนังสือความรู้ ทำให้เด็กขาดพื้นที่ทดลองเรียนรู้ทางอารมณ์ หากต้องเผชิญกับการพลัดพราก สูญเสียมันเป็นเรื่องเศร้าอยู่แล้ว แต่เรื่องเศร้ายิ่งกว่าคือเขาไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกหรืออารมณ์นั้นได้เพราะขาดคำเรียก ขาดความเข้าใจ ขาดการผจญภัย ขาดการเรียนรู้ และการคลี่คลายทางอารมณ์ผ่านตัวละคร”

สร้างวัฒนธรรมการอ่านเพื่ออ่าน คงพื้นที่ว่างทางความรู้สึก

อาจารย์ธามแนะนำว่า หนังสือควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์มากกว่าเป็นพื้นที่เพื่อการสอบได้ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ควรกลับมาย้อนดูว่า พื้นฐานของการอ่านไม่ใช่อ่านเพื่อเอาความรู้อย่างเดียว แต่เป็นการรู้ว่าหนังสือทำงานกับเด็กอย่างไร เปิดโอกาสให้เด็กอยู่กับความคิดเพื่อเข้าใจอารมณ์ภายในโดยไม่ต้องรีบเร่งหาคำตอบ 

“ตอนนี้เราอยู่ในวัฒนธรรมฟาสต์ฟู้ดของการอ่าน เราเร่งอ่าน อ่านเพื่อได้จริยธรรม อ่านเพื่อได้เป็นคนดี อ่านเพื่อให้เด็กทำทักษะนั้นๆ ได้ ผมอยากให้การอ่านเป็นพื้นที่ที่มีแค่คุณและตัวละครเท่านั้นที่สื่อสารตรงกันโดยไม่ต้องมีใครแทรกกลางระหว่างทาง เพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น 

สำหรับวรรณกรรมเพื่อการเยียวยา มันคือการจำลองสนามอารมณ์ที่เด็กสมัยนี้ขาดหายไป ผมอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการอ่านที่ไม่ได้เพ่งตรงสาระความรู้ แต่เป็นการอ่านเพื่อการเติบโต อ่านเพื่อลังเล เคลือบแคลงสงสัย อ่านเพื่อกลับไปเป็นมนุษย์จริงๆ เพราะการที่เราสนใจแต่สาระความรู้ ความสามารถ  จะทำให้เด็กกลายเป็นร่างทรงของความรู้ เด็กขาดการค้นหาตัวตน ความลังเลสงสัย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง มันมีแต่การทำความเข้าใจกับความรู้ เด็กจึงไม่เหลือพื้นที่ว่างทางความรู้สึก” อาจารย์ธามกล่าวทิ้งท้าย

Tags:

พื้นที่ปลอดภัยอารมณ์วรรณกรรมเยียวยาธาม เชื้อสถาปนศิริHealing Literature

Author:

illustrator

บุญญิสา รัตนมณี

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Transformative learning
    ‘ข้อมูลที่ตรงจริง กับคุณครูที่มีหัวใจ’ โรงเรียนเปลี่ยนได้ด้วย Data Driven: ผอ.ปัฐน์ศรัญย์ จิตต์ประยูร

    เรื่อง นิภาพร ทับหุ่น

  • Social Issues
    ‘BuddyThai’ แอปคู่ใจของวัยรุ่นในวันที่ไม่มีใครยืนเคียงข้าง: พีเจ-หริสวรรณ ศิริวงศ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Unique Teacher
    เปลี่ยนโรงเรียนติดลบเป็นโรงเรียนติดดาว เริ่มที่ ‘ตัวฉัน’: ผอ.นันทิยา บัวตรี

    เรื่อง The Potential

  • Early childhoodFamily Psychology
    เข้าใจลูกในวันที่เขาเปลี่ยนไป EP.1 ‘วัยทอง 2 ขวบ’ (Terrible 2) มีจริงหรือ?

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Relationship
    มองโลกในแง่ดีเกินไป (Toxic Positivity) : ในวันที่เราต่างมีช่วงเวลาแย่ แต่ต้องกดมันไว้ว่า ‘ไม่เป็นไร’

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel