- หากเราอยากเห็นโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การถามว่า “จะป้องกันไม่ให้เด็กทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อาจเป็นการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้ใครสักคนมองเห็นเขา”
- ถอดสลักความรุนแรงในโรงเรียน จากเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ ‘ถอดบทเรียนเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน’ โดยเครือข่ายก่อการครู กรณีตัวอย่างและแนวทางการแก้ไขปัญหา
- ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการใช้เครื่องมือคัดกรองแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่อบอุ่นและปลอดภัย โดยมีตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดใจ – การเชื่อมใจ – การปรับใจ
แม้หลายคนจะภาวนาให้ความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นมาอีก แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงความรุนแรงในหลายๆ โรงเรียนยังซุกซ่อนอยู่ ราวกับระเบิดเวลาที่รอให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันถอดสลักก่อนจะสายเกินไป
ในเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ ‘ถอดบทเรียนเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน’ ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายก่อการครู กรณีตัวอย่างและแนวทางการแก้ไขปัญหา ถูกนำเสนอผ่านผู้ร่วมเสวนา อาทิ สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก, ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดราชโอรส และ ครูยุทธ-ยุทธ ขวัญเมืองแก้ว หัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน โดยมี อาจารย์เปิ้ล-อธิษฐาน์ คงทรัพย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงในโรงเรียน โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากตัวเด็ก ไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล หรือปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราว แต่มีรากเหง้าที่เชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างสังคม ความสัมพันธ์ และชีวิตความเป็นอยู่ทั้งในระดับครอบครัวและโรงเรียน แนวทางการแก้ปัญหาจึงต้องตั้งอยู่บนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแทัจริง
รื้อถอนอคติทางความคิด เมื่อความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเพียงคนเดียว
ขณะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาขึ้นมาแต่ละครั้ง สังคมมักตื่นตระหนกและรีบด่วนสรุปสาเหตุด้วยคำอธิบายง่ายๆ โดยพุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก หรือการเลี้ยงดูของครอบครัวเพียงอย่างเดียว ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการพัฒนาเด็ก การมองปัญหาแบบตายตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ปัญหา แต่ยังเป็นการผลักภาระและความรับผิดชอบให้พ้นตัวระบบการศึกษาอีกด้วย
การทำความเข้าใจพฤติกรรมรุนแรงของเด็กคนหนึ่ง จำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์ที่แสดงออก เพราะเด็กแต่ละคนถูกหล่อหลอมและกระตุ้นด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก ตั้งข้อสังเกตว่า
“หลายคนมักจะกระโดดไปที่คำตอบว่า ก็เป็นที่ตัวเด็กมันเอง เป็นที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ของครอบครัวเขาเองแหละ มันจะแคบลงทันที ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย จริงๆ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกก็มีคนคิดในมุมนี้เหมือนกัน”
สมิธบอกว่า มุมมองเช่นนี้ทำให้หลายครั้งเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญหรือคนทำงานด้านเด็กบอกว่าความรุนแรงนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลาย คนบางกลุ่มจะตีความว่า “เรากำลังถือหางหรือกำลังบอกว่าคนๆ นั้นไม่ผิด”
“ซึ่งจริงๆ แล้วโดยข้อเท็จจริงเราไม่ได้พูดแบบนั้น ในทางของคนที่ทำงานด้านเด็กเราไม่ได้พูดว่าคนที่ทำผิดเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่เรากำลังจะบอกว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาทำสิ่งนี้ขึ้นมา เพื่อที่เราจะได้ไปทำงานกับปัจจัยเหล่านั้นและลดโอกาสที่จะเกิดเด็กคนใหม่ที่จะทำความผิดเพิ่ม”

ทั้งนี้ เขาได้กล่าวเสริมเกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับบ้านกาญจนาภิเษกที่ทำให้ได้รู้จักกับเครื่องมืออย่าง Family Empowerment ซึ่งเครื่องมือนี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยรอบตัวมหาศาล โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยผลักไสจากในบ้าน อันได้แก่ รูปแบบการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวเด็ก และ ปัจจัยดึงดูดจากนอกบ้าน
หากขยายภาพเข้ามาในรั้วโรงเรียน เรามักพบว่าห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบด้วยมาตรฐานเดียวกันที่คาดหวังให้เด็กราว 30 คนในวัยใกล้เคียงกันปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกันได้เองโดยธรรมชาติ ระบบการศึกษาในปัจจุบันแทบไม่เคยออกแบบกระบวนการสร้างความสัมพันธ์เพื่อรองรับเด็กที่มีความแตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ผูกมิตรไม่เก่ง มีปมในใจที่เปราะบาง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อต้องย้ายเข้ามาสู่สภาพแวดล้อมใหม่
เมื่อโรงเรียนไม่ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อการสร้างสัมพันธภาพ เด็กที่มีต้นทุนทางความคิดและจิตใจสูงอาจจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่เด็กที่มีทุนน้อยกว่ากลับต้องตกหลุมพรางกลายเป็นเหยื่อของการถูกรังแกหรือกลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง
นอกจากปัจจัยด้านความสัมพันธ์แล้ว สภาพแวดล้อมภายนอกและการเข้าถึงสิ่งเร้าที่กระตุ้นความรุนแรงได้ง่าย รวมถึงอาวุธต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่นำไปสู่ความรุนแรงต่อผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง ซึ่งหากมองลงไปที่ต้นตอของปัญหาแล้ว ทั้งหมดต่างมีจุดเริ่มต้นจากความเปราะบางและปัจจัยแวดล้อมที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที
เสียงสะท้อนจากหน้างาน เมื่อเบื้องหลังพฤติกรรมก้าวร้าวคือความเปราะบางที่ไร้ทางออก
จากประสบการณ์การทำงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง ได้สะท้อนภาพกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการแก้แค้นกันไปมาระหว่างเด็กนักเรียนสองคนที่มีความต้องการและความเปราะบางแตกต่างกัน จนสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นมีความรุนแรงและการใช้อาวุธเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อครูอ้อมเข้าไปพูดคุยและรับฟังเด็กทีละคน ทำให้เห็นเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น เพราะฝั่งเด็กเล็กที่เป็นเหยื่อมักเก็บตัว พูดน้อย และมีความหวาดกลัว ขณะที่เด็กตัวใหญ่ซึ่งเป็นผู้แกล้ง กลับมีความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งกว่านั้น
“จริงๆ แล้วเขาเป็นมากกว่าสมาธิสั้น จริงๆ เขาเป็นซึมเศร้าด้วย เพราะเคยโดนแกล้งมา แล้วเขาบอกว่าจริงๆ คือเขาอยากเป็นเพื่อนกับคนนั้น แต่ไม่รู้จะเข้าไปยังไง มีคนเดียวที่เขาจะแกล้งก็คือเด็กคนนี้”
จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมชอบแกล้งหรือใช้ความรุนแรงของเด็กหลายคน แท้จริงแล้วไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเพื่อความสะใจเสมอไป แต่เกิดจากการขาดทักษะและไม่รู้วิธีการเข้าหาเพื่อผูกสัมพันธ์กับผู้อื่น

ในมุมมองของ ครูยุทธ ขวัญเมืองแก้ว ผู้ต้องเผชิญหน้ากับเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงอยู่เสมอ ให้ข้อมูลว่าเด็กส่วนใหญ่จะไม่ยอมเล่าความจริงหรือบอกความต้องการตรงๆ ตั้งแต่แรก เนื่องจากความไม่ไว้วางใจผู้ใหญ่ สิ่งเดียวที่จะทลายกำแพงนี้ได้คือการใช้กระบวนการ Deep Listening หรือการฟังอย่างลึกซึ้งโดยปราศจากการตัดสิน เมื่อครูยอมรับฟังด้วยความเข้าใจไปเรื่อยๆ ความจริงที่ซ่อนอยู่จึงค่อยๆ เผยออกมา
“หลายๆ เคสที่เคยเจอก็จะเป็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันมีความรุนแรงอยู่ รอบตัวเขามันมีคำพูดที่ด้อยค่า เป็นคำพูดที่ดุด่าทำให้ตัวตนเขาลบเลือนไป แล้วสุดท้ายพอมาที่โรงเรียนเขาก็ต้องการที่จะให้ทุกคนยังมองเห็นเขาอยู่ ก็เลยเลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งการเลือกใช้วิธีนี้ก็เป็นเพราะเขาเคยเห็นคนรอบตัว เห็นผู้ใหญ่ เห็นเพื่อน เห็นคนในชุมชนใช้วิธีการแบบนี้เขาก็เลยใช้บ้าง”
ท้ายที่สุดแล้ว เด็กที่เติบโตขึ้นมาในพื้นที่ที่ไร้ตัวตนและซึมซับความรุนแรงจากคนรอบข้าง จึงเลือกที่จะหยิบยืมวิธีเดียวกันนี้มาใช้เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน ทั้งนี้พฤติกรรมก้าวร้าวหรือรุนแรงที่แสดงออกมา จึงเป็นเพียงเสียงตะโกนเงียบๆ ของเด็กที่ต้องการให้ทุกคนมองเห็นและต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เพียงแต่พวกเขาไร้ซึ่งเครื่องมือและไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่า ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการเชื่อมโยงกับผู้อื่น
มากกว่าการตั้งรับ คือการออกแบบเกราะคุ้มกันห้องเรียนด้วยความสัมพันธ์เชิงบวก
สมิธได้เปรียบเทียบวิกฤตความรุนแรงในโรงเรียนเสมือนกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่จำเป็นต้องมีกระบวนการรับมือและเยียวยาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่แผนเผชิญเหตุเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลายและปกป้องทุกคนให้ได้มากที่สุด ตามด้วยแผนฟื้นฟูเยียวยาทางด้านจิตใจ ผ่านวงพูดคุยและพื้นที่ถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างเหยื่อและผู้กระทำ เพื่อส่งสัญญาณว่าเราพร้อมโอบอุ้มและปรับสภาพแวดล้อมให้กลับมาอยู่ร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม แผนทั้งสองรูปแบบนี้เป็นมาตรการที่ลงทุนสูงและมักเกิดขึ้นเมื่อมีแผลใจเกิดขึ้นแล้ว ในความเป็นจริงพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมและป้องกันล่วงหน้าได้ดีกว่านั้น สมิธจึงได้แนะนำให้รู้จักกับโครงการ FamSkool (FamSkool Positive Family Engagement Project) ที่นำเสนอเฟรมเวิร์กการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงป้องกันที่เรียกว่า Visible Relationship (สมการความสัมพันธ์ที่จับต้องได้) ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
1. การเปิดใจ การทำให้ครูมองเห็นด้านดีของเด็ก และเด็กมองเห็นข้อดีของกันและกัน ผ่านการใช้ชุดเครื่องมือหรือจุดแข็งเชิงบวก (Character Strengths) แทนที่จะมองเด็กผ่านตัวชี้วัดทางวิชาการที่ห่างไกลจากชีวิตจริง ซึ่งมักเป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้ครูหาข้อดีของเด็กไม่เจอ
2. การเชื่อมใจ การสร้างปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการบ้านหรือการเยี่ยมบ้านแบบเดิมๆ โดยฝึกให้ครูเป็นผู้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ผ่านประโยคสนทนาเปิดกว้างที่ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก
3. การปรับใจ การเตรียมความพร้อมทางความคิดและจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้เด็กสามารถรู้เท่าทันและยับยั้งชั่งใจได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตทางจิตใจ
กระบวนการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการใช้เครื่องมือคัดกรองแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่อบอุ่นและปลอดภัย
ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในโรงเรียน บรรยากาศการทำงานของคุณครูก็เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ตื่นตัวและหันมาสังเกตความเครียดของเด็กๆ มากขึ้น แต่เนื่องจากคุณครูส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจและไม่กล้ารับหน้าที่พูดคุยเพื่อคัดกรองเคสด้วยตนเอง ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีครูอ้อมเป็นผู้ดูแลจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการพูดคุยและประเมินเบื้องต้น
โดยกรณีล่าสุดที่ครูอ้อมได้เข้าไปพูดคุย พบว่าเด็กหลายคนซ่อนความเก็บกดไว้ข้างใน หากปล่อยไว้อาจระเบิดออกมาเป็นคำพูดที่รุนแรงและน่ากลัว ซึ่งถ้าหากระบบโรงเรียนประเมินแล้วว่าเกินกำลังที่จะรับมือเองได้ ก็จะทำการส่งต่อให้กับนักจิตวิทยาโรงเรียน แต่ด้วยข้อจำกัดของนักจิตวิทยาหนึ่งคนสามารถรับเคสเชิงลึกได้เพียงวันละ 2-3 คนเท่านั้น ทำให้โรงเรียนต้องจัดลำดับความเร่งด่วนให้กับเคสที่มีความเสี่ยงสูงก่อน และนำไปสู่กระบวนการบำบัดรักษา เช่น การรับยาหรือการปรับพฤติกรรมอย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า เราไม่ควรปล่อยผ่านสัญญาณความเครียดแม้แต่น้อย หากพบความผิดปกติ โรงเรียนต้องรีบดึงเด็กเข้ามาพูดคุยด้วยความเข้าใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาได้เปิดใจ และพาไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกทางก่อนที่วิกฤตจะลุกลาม
ในมุมมองครูฝ่ายปกครอง ครูยุทธสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดที่น่าคิดว่า แม้การวางระบบป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงโรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อม เนื่องจากสถาบันฝึกหัดครูไม่ได้เตรียมทักษะเหล่านี้ให้ครูมาก่อน ครูส่วนใหญ่จึงยังไม่มีทักษะในการรับมือหรือสแกนสุขภาพจิตเด็กอย่างแม่นยำ ยกเว้นแต่ครูที่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ที่ผ่านมา สิ่งที่โรงเรียนมักทำเมื่อเกิดเรื่องจึงมีเพียงแผนเผชิญเหตุตามระเบียบปฏิบัติ และเมื่อเด็กถูกส่งตัวมาที่ห้องปกครอง ไม่ว่าต้นสายปลายเหตุจะเป็นอย่างไรส่วนใหญ่ก็มักจะจบลงด้วยการทำโทษ โดยที่ระบบยังขาดภาพของการเยียวยาจิตใจ ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กทุกคนที่เดินเข้าห้องปกครองล้วนแต่มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่
ด้วยเหตุนี้ ครูยุทธจึงพยายามผลักดันกระบวนการเยียวยาขึ้นมาใหม่ ผ่านการริเริ่มสร้างเครือข่าย YOUTH COUNSELOR (YC) หรือระบบ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ให้คำปรึกษาและซัพพอร์ตซึ่งกันและกันภายในโรงเรียน เป็นอีกหนึ่งเกราะคุ้มกันที่ช่วยโอบอุ้มความเปราะบางของเด็กๆ ก่อนที่แผลใจเหล่านั้นจะลุกลามกลายเป็นความรุนแรง

พลิกโฉมโครงสร้างโรงเรียนด้วยโมเดลเชิงบวก และแรงหนุนระดับนโยบาย
การจะเปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงความตั้งใจของครูหน้างานอย่างเดียวได้ หากแต่ต้องมองในภาพใหญ่ระดับโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร โดยสมิธได้หยิบยกเฟรมเวิร์กจากโรงเรียนจีลอง แกรมมา (Geelong Grammar School) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้นำเสนอ 4 ขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนโรงเรียนปกติให้กลายเป็นโรงเรียนเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1. Learn it (การเรียนรู้ร่วมกัน) ทุกคนที่รายล้อมเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องเข้ามาเรียนรู้เรื่องเดียวกัน เพื่อปรับชุดภาษาและความเข้าใจให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะระบบนิเวศของโรงเรียนไม่สามารถเปลี่ยนได้เลยหากผู้ใหญ่ยังสื่อสารด้วยพลังงานเชิงลบ
2. Live it (การสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน) ทำให้การปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันในโรงเรียนที่สัมผัสได้จริง
3. Teach it (การออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้) ให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องการพัฒนาคุณค่าภายในและความยืดหยุ่นทางจิตใจ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงเนื้อหาอาชีพหรือวิชาการที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยค้นหาได้ดีกว่า เพื่อให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่บ่มเพาะแรงบันดาลใจ
4. Embed it (การฝังรากลึกในระบบ) นำเรื่องความสัมพันธ์และพฤติกรรมไปผูกไว้กับระบบโครงสร้าง ตัวชี้วัด และกระบวนการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกคนขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
สอดคล้องกับมุมมองของครูอ้อมที่สะท้อนว่า หากโรงเรียนยังคงผลักภาระด้านจิตใจไปให้ครูแนะแนวซึ่งมีภาระงานสอนล้นมือ ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขล่าช้า โรงเรียนจึงควรมีบุคลากรหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลมิติทางจิตใจโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ความรุนแรงจะปะทุขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดทิศทางและแรงหนุนที่ชัดเจนจากผู้บริหารและภาคนโยบาย ดังที่คุณสมิธเน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า หากผู้อำนวยการโรงเรียนหรือหน่วยงานต้นสังกัดไม่ให้ความสำคัญในฐานะวาระเร่งด่วน และมองเรื่องนี้เป็นเพียงงานฝากหรือกิจกรรมเสริม คุณครูที่พยายามขับเคลื่อนก็จะเหนื่อยเปล่าและต้องเผชิญกับทางตัน
การสร้างโรงเรียนเชิงบวกจึงเป็นเรื่องของการปักหมุดทิศทางและเจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้บริหารระดับสูงที่กล้าเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มาเป็นการถักทอตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้การศึกษาทำหน้าที่โอบอุ้มและนำพาเด็กทุกคนให้เติบโตไปพร้อมกับความสุขได้อย่างแท้จริง
พื้นที่ปลอดภัยของคนหน้างาน เมื่อคุณครูเองก็ต้องการความเข้าใจ
ท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงและแรงกดดันรอบด้าน ไม่เพียงแต่นักเรียนเท่านั้นที่เปราะบาง คุณครูและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สูญเสียความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในจิตใจเช่นเดียวกัน จากเสียงสะท้อนของครูอ้อมหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น คุณครูหัวหน้าระดับชั้นหลายคนยอมรับตามตรงว่าพวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะในฐานะผู้ทำหน้าที่ตักเตือนและควบคุมวินัยเด็ก พวกเขาย่อมหวาดระแวงและกังวลว่าอาจกลายเป็นเป้าหมายของการแก้แค้น จนต้องหันกลับมาตื่นตัวและระมัดระวังคำพูดมากขึ้น เพื่อไม่ให้คำพูดเหล่านั้นกลายเป็นตัวจุดชนวนความรุนแรงซ้ำรอยเดิม
ในมิติของการดูแลกันเองหน้างาน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายความปลอดภัยให้คุณครูด้วยเช่นกัน ผ่านการมีทีมคอยสอดส่องดูแลสุขภาวะทางใจ ชวนพูดคุยถามไถ่เมื่อเห็นครูมีความเครียด หรือกระทั่งการใช้กิจกรรมผ่อนคลายอย่างไพ่เม้นน้อย และการเปิดพื้นที่ให้ครูได้ใช้บริการคำปรึกษาร่วมกับนักจิตวิทยาเมื่อเผชิญกับภาวะทางอารมณ์ที่หนักหน่วง
ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของครูยุทธ ที่มองว่าโครงสร้างการทำงานในโรงเรียนมักถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายงานต่างๆ จนทำให้เวลาที่ครูพบกันมักพูดคุยกันแต่เรื่องงาน ทางออกที่จะช่วยคืนความปลอดภัยและลดความตึงเครียดให้คุณครูได้ดีที่สุด คือการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกันเองให้มีความลึกซึ้งและไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผ่านการทำ PLC (Professional Learning Community) ที่ไม่ต้องสร้างภาพและไม่ต้องถ่ายรูปส่งใคร แต่เป็นการมานั่งล้อมวงคุยกัน ระบายความรู้สึก และรับฟังกันอย่างแท้จริง พาตัวเองออกมาจากกองเอกสารแล้วหันมาใช้เวลาร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ทุกคนได้รับการโอบอุ้มและดูแลหัวใจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอาจไม่ใช่การทำให้โรงเรียนปราศจากความขัดแย้งหรือความรุนแรงโดยสิ้นเชิง หากแต่คือการทำให้ทุกคนในโรงเรียนมีพื้นที่ให้พูด มีคนรับฟัง และมีระบบที่พร้อมซัพพอร์ตเมื่อใครสักคนกำลังเผชิญกับความเปราะบาง เพราะความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเพียงลำพัง เช่นเดียวกับการป้องกันก็ไม่อาจเป็นหน้าที่ของครูหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และระบบการศึกษาในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี
ดังนั้น หากเราอยากเห็นโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การถามว่า จะป้องกันไม่ให้เด็กทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อาจเป็นการถามว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้ใครสักคนมองเห็นเขา