Skip to content
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
  • Creative Learning
    Life Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
Social Issues
29 September 2026

ถอดสลักความรุนแรงในโรงเรียน เปลี่ยน ‘อคติ’ เป็นพื้นที่แห่งการรับฟังและสัมพันธภาพที่โอบอุ้มหัวใจกัน

เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • หากเราอยากเห็นโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การถามว่า “จะป้องกันไม่ให้เด็กทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อาจเป็นการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้ใครสักคนมองเห็นเขา”
  • ถอดสลักความรุนแรงในโรงเรียน จากเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ ‘ถอดบทเรียนเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน’ โดยเครือข่ายก่อการครู กรณีตัวอย่างและแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการใช้เครื่องมือคัดกรองแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่อบอุ่นและปลอดภัย โดยมีตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดใจ – การเชื่อมใจ – การปรับใจ

แม้หลายคนจะภาวนาให้ความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นมาอีก แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงความรุนแรงในหลายๆ โรงเรียนยังซุกซ่อนอยู่ ราวกับระเบิดเวลาที่รอให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันถอดสลักก่อนจะสายเกินไป

ในเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ ‘ถอดบทเรียนเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน’ ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายก่อการครู กรณีตัวอย่างและแนวทางการแก้ไขปัญหา ถูกนำเสนอผ่านผู้ร่วมเสวนา อาทิ สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก, ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดราชโอรส และ ครูยุทธ-ยุทธ ขวัญเมืองแก้ว หัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน โดยมี อาจารย์เปิ้ล-อธิษฐาน์ คงทรัพย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงในโรงเรียน โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากตัวเด็ก ไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล หรือปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราว แต่มีรากเหง้าที่เชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างสังคม ความสัมพันธ์ และชีวิตความเป็นอยู่ทั้งในระดับครอบครัวและโรงเรียน แนวทางการแก้ปัญหาจึงต้องตั้งอยู่บนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแทัจริง

รื้อถอนอคติทางความคิด เมื่อความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเพียงคนเดียว

ขณะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาขึ้นมาแต่ละครั้ง สังคมมักตื่นตระหนกและรีบด่วนสรุปสาเหตุด้วยคำอธิบายง่ายๆ โดยพุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก หรือการเลี้ยงดูของครอบครัวเพียงอย่างเดียว ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการพัฒนาเด็ก การมองปัญหาแบบตายตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ปัญหา แต่ยังเป็นการผลักภาระและความรับผิดชอบให้พ้นตัวระบบการศึกษาอีกด้วย 

การทำความเข้าใจพฤติกรรมรุนแรงของเด็กคนหนึ่ง จำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์ที่แสดงออก เพราะเด็กแต่ละคนถูกหล่อหลอมและกระตุ้นด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก ตั้งข้อสังเกตว่า

“หลายคนมักจะกระโดดไปที่คำตอบว่า ก็เป็นที่ตัวเด็กมันเอง เป็นที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ของครอบครัวเขาเองแหละ มันจะแคบลงทันที ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย จริงๆ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกก็มีคนคิดในมุมนี้เหมือนกัน”

สมิธบอกว่า มุมมองเช่นนี้ทำให้หลายครั้งเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญหรือคนทำงานด้านเด็กบอกว่าความรุนแรงนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลาย คนบางกลุ่มจะตีความว่า “เรากำลังถือหางหรือกำลังบอกว่าคนๆ นั้นไม่ผิด”

“ซึ่งจริงๆ แล้วโดยข้อเท็จจริงเราไม่ได้พูดแบบนั้น ในทางของคนที่ทำงานด้านเด็กเราไม่ได้พูดว่าคนที่ทำผิดเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่เรากำลังจะบอกว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาทำสิ่งนี้ขึ้นมา เพื่อที่เราจะได้ไปทำงานกับปัจจัยเหล่านั้นและลดโอกาสที่จะเกิดเด็กคนใหม่ที่จะทำความผิดเพิ่ม”

สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก

ทั้งนี้ เขาได้กล่าวเสริมเกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับบ้านกาญจนาภิเษกที่ทำให้ได้รู้จักกับเครื่องมืออย่าง Family Empowerment ซึ่งเครื่องมือนี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยรอบตัวมหาศาล โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยผลักไสจากในบ้าน อันได้แก่ รูปแบบการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวเด็ก และ ปัจจัยดึงดูดจากนอกบ้าน

หากขยายภาพเข้ามาในรั้วโรงเรียน เรามักพบว่าห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบด้วยมาตรฐานเดียวกันที่คาดหวังให้เด็กราว 30 คนในวัยใกล้เคียงกันปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกันได้เองโดยธรรมชาติ ระบบการศึกษาในปัจจุบันแทบไม่เคยออกแบบกระบวนการสร้างความสัมพันธ์เพื่อรองรับเด็กที่มีความแตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ผูกมิตรไม่เก่ง มีปมในใจที่เปราะบาง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อต้องย้ายเข้ามาสู่สภาพแวดล้อมใหม่ 

เมื่อโรงเรียนไม่ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อการสร้างสัมพันธภาพ เด็กที่มีต้นทุนทางความคิดและจิตใจสูงอาจจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่เด็กที่มีทุนน้อยกว่ากลับต้องตกหลุมพรางกลายเป็นเหยื่อของการถูกรังแกหรือกลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง

นอกจากปัจจัยด้านความสัมพันธ์แล้ว สภาพแวดล้อมภายนอกและการเข้าถึงสิ่งเร้าที่กระตุ้นความรุนแรงได้ง่าย รวมถึงอาวุธต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่นำไปสู่ความรุนแรงต่อผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง ซึ่งหากมองลงไปที่ต้นตอของปัญหาแล้ว ทั้งหมดต่างมีจุดเริ่มต้นจากความเปราะบางและปัจจัยแวดล้อมที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

เสียงสะท้อนจากหน้างาน เมื่อเบื้องหลังพฤติกรรมก้าวร้าวคือความเปราะบางที่ไร้ทางออก

จากประสบการณ์การทำงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง ได้สะท้อนภาพกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการแก้แค้นกันไปมาระหว่างเด็กนักเรียนสองคนที่มีความต้องการและความเปราะบางแตกต่างกัน จนสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นมีความรุนแรงและการใช้อาวุธเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อครูอ้อมเข้าไปพูดคุยและรับฟังเด็กทีละคน ทำให้เห็นเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น เพราะฝั่งเด็กเล็กที่เป็นเหยื่อมักเก็บตัว พูดน้อย และมีความหวาดกลัว ขณะที่เด็กตัวใหญ่ซึ่งเป็นผู้แกล้ง กลับมีความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งกว่านั้น 

“จริงๆ แล้วเขาเป็นมากกว่าสมาธิสั้น จริงๆ เขาเป็นซึมเศร้าด้วย เพราะเคยโดนแกล้งมา แล้วเขาบอกว่าจริงๆ คือเขาอยากเป็นเพื่อนกับคนนั้น แต่ไม่รู้จะเข้าไปยังไง มีคนเดียวที่เขาจะแกล้งก็คือเด็กคนนี้” 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมชอบแกล้งหรือใช้ความรุนแรงของเด็กหลายคน แท้จริงแล้วไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเพื่อความสะใจเสมอไป แต่เกิดจากการขาดทักษะและไม่รู้วิธีการเข้าหาเพื่อผูกสัมพันธ์กับผู้อื่น

ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดราชโอรส

ในมุมมองของ ครูยุทธ ขวัญเมืองแก้ว ผู้ต้องเผชิญหน้ากับเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงอยู่เสมอ ให้ข้อมูลว่าเด็กส่วนใหญ่จะไม่ยอมเล่าความจริงหรือบอกความต้องการตรงๆ ตั้งแต่แรก เนื่องจากความไม่ไว้วางใจผู้ใหญ่ สิ่งเดียวที่จะทลายกำแพงนี้ได้คือการใช้กระบวนการ Deep Listening หรือการฟังอย่างลึกซึ้งโดยปราศจากการตัดสิน เมื่อครูยอมรับฟังด้วยความเข้าใจไปเรื่อยๆ ความจริงที่ซ่อนอยู่จึงค่อยๆ เผยออกมา 

“หลายๆ เคสที่เคยเจอก็จะเป็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันมีความรุนแรงอยู่ รอบตัวเขามันมีคำพูดที่ด้อยค่า เป็นคำพูดที่ดุด่าทำให้ตัวตนเขาลบเลือนไป แล้วสุดท้ายพอมาที่โรงเรียนเขาก็ต้องการที่จะให้ทุกคนยังมองเห็นเขาอยู่ ก็เลยเลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งการเลือกใช้วิธีนี้ก็เป็นเพราะเขาเคยเห็นคนรอบตัว เห็นผู้ใหญ่ เห็นเพื่อน เห็นคนในชุมชนใช้วิธีการแบบนี้เขาก็เลยใช้บ้าง”

ท้ายที่สุดแล้ว เด็กที่เติบโตขึ้นมาในพื้นที่ที่ไร้ตัวตนและซึมซับความรุนแรงจากคนรอบข้าง จึงเลือกที่จะหยิบยืมวิธีเดียวกันนี้มาใช้เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน ทั้งนี้พฤติกรรมก้าวร้าวหรือรุนแรงที่แสดงออกมา จึงเป็นเพียงเสียงตะโกนเงียบๆ ของเด็กที่ต้องการให้ทุกคนมองเห็นและต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เพียงแต่พวกเขาไร้ซึ่งเครื่องมือและไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่า ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการเชื่อมโยงกับผู้อื่น

มากกว่าการตั้งรับ คือการออกแบบเกราะคุ้มกันห้องเรียนด้วยความสัมพันธ์เชิงบวก

สมิธได้เปรียบเทียบวิกฤตความรุนแรงในโรงเรียนเสมือนกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่จำเป็นต้องมีกระบวนการรับมือและเยียวยาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่แผนเผชิญเหตุเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลายและปกป้องทุกคนให้ได้มากที่สุด ตามด้วยแผนฟื้นฟูเยียวยาทางด้านจิตใจ ผ่านวงพูดคุยและพื้นที่ถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างเหยื่อและผู้กระทำ เพื่อส่งสัญญาณว่าเราพร้อมโอบอุ้มและปรับสภาพแวดล้อมให้กลับมาอยู่ร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม แผนทั้งสองรูปแบบนี้เป็นมาตรการที่ลงทุนสูงและมักเกิดขึ้นเมื่อมีแผลใจเกิดขึ้นแล้ว ในความเป็นจริงพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมและป้องกันล่วงหน้าได้ดีกว่านั้น สมิธจึงได้แนะนำให้รู้จักกับโครงการ FamSkool (FamSkool Positive Family Engagement Project) ที่นำเสนอเฟรมเวิร์กการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงป้องกันที่เรียกว่า Visible Relationship (สมการความสัมพันธ์ที่จับต้องได้) ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

1. การเปิดใจ การทำให้ครูมองเห็นด้านดีของเด็ก และเด็กมองเห็นข้อดีของกันและกัน ผ่านการใช้ชุดเครื่องมือหรือจุดแข็งเชิงบวก (Character Strengths) แทนที่จะมองเด็กผ่านตัวชี้วัดทางวิชาการที่ห่างไกลจากชีวิตจริง ซึ่งมักเป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้ครูหาข้อดีของเด็กไม่เจอ 

2. การเชื่อมใจ การสร้างปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการบ้านหรือการเยี่ยมบ้านแบบเดิมๆ โดยฝึกให้ครูเป็นผู้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ผ่านประโยคสนทนาเปิดกว้างที่ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก

3. การปรับใจ การเตรียมความพร้อมทางความคิดและจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้เด็กสามารถรู้เท่าทันและยับยั้งชั่งใจได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตทางจิตใจ

กระบวนการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการใช้เครื่องมือคัดกรองแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่อบอุ่นและปลอดภัย

ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในโรงเรียน บรรยากาศการทำงานของคุณครูก็เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ตื่นตัวและหันมาสังเกตความเครียดของเด็กๆ มากขึ้น แต่เนื่องจากคุณครูส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจและไม่กล้ารับหน้าที่พูดคุยเพื่อคัดกรองเคสด้วยตนเอง ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีครูอ้อมเป็นผู้ดูแลจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการพูดคุยและประเมินเบื้องต้น

โดยกรณีล่าสุดที่ครูอ้อมได้เข้าไปพูดคุย พบว่าเด็กหลายคนซ่อนความเก็บกดไว้ข้างใน หากปล่อยไว้อาจระเบิดออกมาเป็นคำพูดที่รุนแรงและน่ากลัว ซึ่งถ้าหากระบบโรงเรียนประเมินแล้วว่าเกินกำลังที่จะรับมือเองได้ ก็จะทำการส่งต่อให้กับนักจิตวิทยาโรงเรียน แต่ด้วยข้อจำกัดของนักจิตวิทยาหนึ่งคนสามารถรับเคสเชิงลึกได้เพียงวันละ 2-3 คนเท่านั้น ทำให้โรงเรียนต้องจัดลำดับความเร่งด่วนให้กับเคสที่มีความเสี่ยงสูงก่อน และนำไปสู่กระบวนการบำบัดรักษา เช่น การรับยาหรือการปรับพฤติกรรมอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า เราไม่ควรปล่อยผ่านสัญญาณความเครียดแม้แต่น้อย หากพบความผิดปกติ โรงเรียนต้องรีบดึงเด็กเข้ามาพูดคุยด้วยความเข้าใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาได้เปิดใจ และพาไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกทางก่อนที่วิกฤตจะลุกลาม

ในมุมมองครูฝ่ายปกครอง ครูยุทธสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดที่น่าคิดว่า แม้การวางระบบป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงโรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อม เนื่องจากสถาบันฝึกหัดครูไม่ได้เตรียมทักษะเหล่านี้ให้ครูมาก่อน ครูส่วนใหญ่จึงยังไม่มีทักษะในการรับมือหรือสแกนสุขภาพจิตเด็กอย่างแม่นยำ ยกเว้นแต่ครูที่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ที่ผ่านมา สิ่งที่โรงเรียนมักทำเมื่อเกิดเรื่องจึงมีเพียงแผนเผชิญเหตุตามระเบียบปฏิบัติ และเมื่อเด็กถูกส่งตัวมาที่ห้องปกครอง ไม่ว่าต้นสายปลายเหตุจะเป็นอย่างไรส่วนใหญ่ก็มักจะจบลงด้วยการทำโทษ โดยที่ระบบยังขาดภาพของการเยียวยาจิตใจ ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กทุกคนที่เดินเข้าห้องปกครองล้วนแต่มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ 

ด้วยเหตุนี้ ครูยุทธจึงพยายามผลักดันกระบวนการเยียวยาขึ้นมาใหม่ ผ่านการริเริ่มสร้างเครือข่าย YOUTH COUNSELOR (YC) หรือระบบ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ให้คำปรึกษาและซัพพอร์ตซึ่งกันและกันภายในโรงเรียน เป็นอีกหนึ่งเกราะคุ้มกันที่ช่วยโอบอุ้มความเปราะบางของเด็กๆ ก่อนที่แผลใจเหล่านั้นจะลุกลามกลายเป็นความรุนแรง

ครูยุทธ-ยุทธ ขวัญเมืองแก้ว หัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน

พลิกโฉมโครงสร้างโรงเรียนด้วยโมเดลเชิงบวก และแรงหนุนระดับนโยบาย

การจะเปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงความตั้งใจของครูหน้างานอย่างเดียวได้ หากแต่ต้องมองในภาพใหญ่ระดับโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร โดยสมิธได้หยิบยกเฟรมเวิร์กจากโรงเรียนจีลอง แกรมมา (Geelong Grammar School) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้นำเสนอ 4 ขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนโรงเรียนปกติให้กลายเป็นโรงเรียนเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. Learn it (การเรียนรู้ร่วมกัน) ทุกคนที่รายล้อมเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องเข้ามาเรียนรู้เรื่องเดียวกัน เพื่อปรับชุดภาษาและความเข้าใจให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะระบบนิเวศของโรงเรียนไม่สามารถเปลี่ยนได้เลยหากผู้ใหญ่ยังสื่อสารด้วยพลังงานเชิงลบ

2. Live it (การสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน) ทำให้การปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันในโรงเรียนที่สัมผัสได้จริง

3. Teach it (การออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้) ให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องการพัฒนาคุณค่าภายในและความยืดหยุ่นทางจิตใจ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงเนื้อหาอาชีพหรือวิชาการที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยค้นหาได้ดีกว่า เพื่อให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่บ่มเพาะแรงบันดาลใจ

4. Embed it (การฝังรากลึกในระบบ) นำเรื่องความสัมพันธ์และพฤติกรรมไปผูกไว้กับระบบโครงสร้าง ตัวชี้วัด และกระบวนการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกคนขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

สอดคล้องกับมุมมองของครูอ้อมที่สะท้อนว่า หากโรงเรียนยังคงผลักภาระด้านจิตใจไปให้ครูแนะแนวซึ่งมีภาระงานสอนล้นมือ ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขล่าช้า โรงเรียนจึงควรมีบุคลากรหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลมิติทางจิตใจโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ความรุนแรงจะปะทุขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดทิศทางและแรงหนุนที่ชัดเจนจากผู้บริหารและภาคนโยบาย ดังที่คุณสมิธเน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า หากผู้อำนวยการโรงเรียนหรือหน่วยงานต้นสังกัดไม่ให้ความสำคัญในฐานะวาระเร่งด่วน และมองเรื่องนี้เป็นเพียงงานฝากหรือกิจกรรมเสริม คุณครูที่พยายามขับเคลื่อนก็จะเหนื่อยเปล่าและต้องเผชิญกับทางตัน

การสร้างโรงเรียนเชิงบวกจึงเป็นเรื่องของการปักหมุดทิศทางและเจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้บริหารระดับสูงที่กล้าเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มาเป็นการถักทอตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้การศึกษาทำหน้าที่โอบอุ้มและนำพาเด็กทุกคนให้เติบโตไปพร้อมกับความสุขได้อย่างแท้จริง

พื้นที่ปลอดภัยของคนหน้างาน เมื่อคุณครูเองก็ต้องการความเข้าใจ

ท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงและแรงกดดันรอบด้าน ไม่เพียงแต่นักเรียนเท่านั้นที่เปราะบาง คุณครูและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สูญเสียความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในจิตใจเช่นเดียวกัน จากเสียงสะท้อนของครูอ้อมหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น คุณครูหัวหน้าระดับชั้นหลายคนยอมรับตามตรงว่าพวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะในฐานะผู้ทำหน้าที่ตักเตือนและควบคุมวินัยเด็ก พวกเขาย่อมหวาดระแวงและกังวลว่าอาจกลายเป็นเป้าหมายของการแก้แค้น จนต้องหันกลับมาตื่นตัวและระมัดระวังคำพูดมากขึ้น เพื่อไม่ให้คำพูดเหล่านั้นกลายเป็นตัวจุดชนวนความรุนแรงซ้ำรอยเดิม

ในมิติของการดูแลกันเองหน้างาน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายความปลอดภัยให้คุณครูด้วยเช่นกัน ผ่านการมีทีมคอยสอดส่องดูแลสุขภาวะทางใจ ชวนพูดคุยถามไถ่เมื่อเห็นครูมีความเครียด หรือกระทั่งการใช้กิจกรรมผ่อนคลายอย่างไพ่เม้นน้อย และการเปิดพื้นที่ให้ครูได้ใช้บริการคำปรึกษาร่วมกับนักจิตวิทยาเมื่อเผชิญกับภาวะทางอารมณ์ที่หนักหน่วง

ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของครูยุทธ ที่มองว่าโครงสร้างการทำงานในโรงเรียนมักถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายงานต่างๆ จนทำให้เวลาที่ครูพบกันมักพูดคุยกันแต่เรื่องงาน ทางออกที่จะช่วยคืนความปลอดภัยและลดความตึงเครียดให้คุณครูได้ดีที่สุด คือการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกันเองให้มีความลึกซึ้งและไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผ่านการทำ PLC (Professional Learning Community) ที่ไม่ต้องสร้างภาพและไม่ต้องถ่ายรูปส่งใคร แต่เป็นการมานั่งล้อมวงคุยกัน ระบายความรู้สึก และรับฟังกันอย่างแท้จริง พาตัวเองออกมาจากกองเอกสารแล้วหันมาใช้เวลาร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่น 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ทุกคนได้รับการโอบอุ้มและดูแลหัวใจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอาจไม่ใช่การทำให้โรงเรียนปราศจากความขัดแย้งหรือความรุนแรงโดยสิ้นเชิง หากแต่คือการทำให้ทุกคนในโรงเรียนมีพื้นที่ให้พูด มีคนรับฟัง และมีระบบที่พร้อมซัพพอร์ตเมื่อใครสักคนกำลังเผชิญกับความเปราะบาง เพราะความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเพียงลำพัง เช่นเดียวกับการป้องกันก็ไม่อาจเป็นหน้าที่ของครูหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และระบบการศึกษาในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี 

ดังนั้น หากเราอยากเห็นโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การถามว่า จะป้องกันไม่ให้เด็กทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อาจเป็นการถามว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้ใครสักคนมองเห็นเขา

Tags:

ระบบการศึกษาไทยความรุนแรงในโรงเรียนพื้นที่ปลอดภัยอคติการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)

Author:

illustrator

ผ่องอำไพ รำพรรณ์

Related Posts

  • Creative learning
    ‘ไม่สอนสูตร ไม่บอกวิธี’ ห้องเรียนคณิตฯ Pro-Active ของ ‘ครูบอย – มานะ คำจันทร์’ ที่เน้นกระบวนการคิด ติดตั้งทักษะการแก้ปัญหา

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Deep Listening-nologo
    Character building
    ‘การฟังเป็น’ ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง แต่ต้องให้ดังไปถึงใจ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    4 ไอเท็มที่ครูอาจจำเป็นต้องมี ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ‘ถึงไม่ได้เติบโตมาอย่างดีก็เอาดีได้’ จากนักพนันรุ่นจิ๋วสู่ครูมโนราห์ของเด็กนอกระบบ: วิชญะ เดชอรุณ

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    Deschooling Game ถอดวิธีคิดคนสร้างเกม ออกแบบประสบการณ์อย่างไรให้รู้สึกรู้สมจนอยากเปลี่ยนแปลง

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษาณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ ธีระพงษ์ สีทาโส

  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel