- การศึกษาไม่จำเป็นต้องมีเพียงเส้นทางเดียว เยาวชนทุกคนควรมีเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และชุมชนคือพลังสำคัญในการสร้างโอกาส
- ในนิวซีแลนด์ การที่มีเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบมากขึ้น ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับครอบครัวกับชุมชน รวมไปถึงการรู้สึกมีความหวังกับอนาคต
- หากเยาวชนมองเห็นโอกาสว่าชีวิตของพวกเขามีอนาคตที่สดใสรออยู่ เขาก็จะยิ่งอยู่ผูกพันกับชุมชน ส่งผลต่อการตัดสินใจกระทำการใดๆ ในเชิงบวก เพราะฉะนั้นการช่วยให้เขามองเห็นเป้าหมายตรงนี้ด้วยความมั่นใจจึงเป็นภารกิจขององค์กร
“เมื่อเราพูดถึงการที่จะทำให้เยาวชนกลับเข้ามาสู่ระบบ มันจะเป็นมากกว่าการศึกษา (ในระบบ)”
โจ เกรแฮม (Joe Graham) ประธานองค์กรการศึกษาทางเลือกแห่งชาตินิวซีแลนด์ (Alternative Education National Body – AENB)
กล่าวในโอกาสการสัมมนาวิชาการนานาชาติ EEF international Forum ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ ‘เส้นทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง: รูปแบบการขับเคลื่อนความร่วมมือชุมชนจากนิวซีแลนด์’ จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จากประเทศนิวซีแลนด์ ในการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ระบบการศึกษา และภาคส่วนต่างๆ เพื่อพาเยาวชนกลุ่มเสี่ยงกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น หรือ Flexible Learning โดยมีประเด็นสำคัญคือ การศึกษาไม่จำเป็นต้องมีเพียงเส้นทางเดียว เยาวชนทุกคนควรมีเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และชุมชนคือพลังสำคัญในการสร้างโอกาส
โจ เกรแฮม เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงความสำคัญของแนวทาง 5 เสาหลัก ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบและพัฒนาตนเองสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณค่ากับสังคม โดยแนวทางทั้ง 5 ประกอบด้วย เยาวชนต้องรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ พวกเขาต้องรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในเชิงบวก และต้องรู้สึกดีกับตนเอง รวมถึงรู้สึกว่าตนเองมีส่วนช่วยสร้างชุมชนในเชิงบวก สุดท้ายคือมองเห็นอนาคตของตัวเองในเชิงบวก
“สำหรับประการแรก การที่เยาวชนจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นสิ่งความสำคัญที่จะสามารถสร้างขึ้นได้จากความสัมพันธ์เชิงบวกที่เหนียวแน่น พวกเขาเห็นคุณค่าของตัวเองจากการมีส่วนร่วมผ่านชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน และวัฒนธรรม และการสนับสนุน ให้คำแนะนำ และแนวทางที่ชัดเจนจากเครือข่ายและผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ รวมถึงโอกาสในการเติบโต มีสุขภาวะที่ดี และงอกงามตามความฝัน ซึ่งเส้นทางทั้งหมดเหล่านี้จะเชื่อมพวกเขาเข้ากับการศึกษา ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ส่งผลกับอนาคตของเขาอย่างมาก”
“การที่เยาวชนจะกลับมามีส่วนร่วมได้นั้น มาจากการเรียนรู้ที่มีความหมายกับชีวิตของเขาจริงๆ
เป็นการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมที่ทำให้เขาได้รับคุณวุฒิและเกิดเป็นงานที่สร้างรายได้ รวมถึงสามารถได้รับการสนับสนุนทางสุขภาวะทางจิต ความเป็นอยู่และมีการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด จุดประสงค์ก็คือช่วยให้เยาวชนทุกคนได้พบเจอเส้นทางในอนาคตของตัวเองที่ชัดเจน”
โจชี้ให้เห็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญอย่างมากกับการประสบความสำเร็จได้ในอนาคตของพวกเขาก็คือ การมีความรู้สึกดีกับตัวเอง ด้วยการเข้าใจตัวเอง รู้ว่าที่ของตนเองอยู่ตรงไหน เอกลักษณ์และวัฒนธรรมเป็นอย่างไร และเป็นตัวเองได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ เยาวชนยังต้องมีส่วนในการพัฒนาชุมชนของตนเอง เขาจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนของตัวเอง เมื่อเขามีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วเขาก็จะมีความพร้อมที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหรือชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นอาสาสมัคร การให้คำแนะนำกับเด็กรุ่นหลังในเรื่องของความเป็นผู้นำ กีฬา การสร้างงานต่างๆ ได้อีกด้วย
“สิ่งที่เราได้ทำก็คือ มองพวกเขาไม่ใช่แค่เป็นคนที่ต้องรับความช่วยเหลือ แต่มองว่าเป็นผู้ที่จริงๆ แล้วมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน”
เขาเน้นย้ำว่าปัจจัยสุดท้ายที่มีพลังมากที่สุด ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเขาจะสำเร็จหรือไม่ก็คือ ‘ความหวัง’ หากเยาวชนมองเห็นโอกาสว่าชีวิตของพวกเขามีอนาคตที่สดใสรออยู่ เขาก็จะยิ่งอยู่ผูกพันกับชุมชน ส่งผลต่อการตัดสินใจกระทำการใดๆ ในเชิงบวก เพราะฉะนั้นการช่วยให้เขามองเห็นเป้าหมายตรงนี้ด้วยความมั่นใจจึงเป็นภารกิจขององค์กร
โจได้อธิบายต่อไปถึง โปรแกรมสนับสนุนเยาวชนของทางรัฐบาลนิวซีแลนด์ (Government programmes supporting young people) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคม และกระทรวงพัฒนาและดูแลปกป้องคุ้มครองเยาวชนของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นชนเผ่าเมารี (Iwi Organisations) ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุน ทั้งทางด้านการสุขภาพจิต การให้การศึกษา และการอบรมการทำงานในเชิงอาชีวะ
โครงการต่างๆ มีด้งนี้ งานบริการเยาวชน (Youth Service NEET), โครงการ Mana in Mahi, โครงการ Myors Taskforce for Jobs, โครงการ Youth Guarantee, โครงการ Limited Service Volunteer, โครงการ Youth Coaching and Wrap-around Support, โครงการ Alternative education, และโครงการ Youth Justice and Rangatahi Services
เขากล่าวถึงการทำงานขององค์กรว่า เป็นการขับเคลื่อนงานในระดับชุมชน ซี่งอาจเทียบได้กับระดับตำบลของประเทศไทย และเป็นองค์กรที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง สามารถพบเห็นได้ง่ายแม้ในชุมชนเล็กๆ เป็นการช่วยเหลือร่วมกันทั้งชุมชนเพื่อให้มั่นใจว่าเยาวชนในทุกๆ พื้นที่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้
“ในนิวซีแลนด์เราก็มักจะใช้คำว่า จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้โตได้นั้น คนทั้งหมู่บ้านต้องช่วยกัน อันนี้มันเป็นสำนวนของเรานะครับ หมายความว่า การที่เด็กคนหนึ่งจะโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีได้ ไม่ใช่แค่ครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่หมายถึงทั้งสังคมทั้งที่โรงเรียนและชุมชนด้วยนะครับ”
โครงการ Youth Service – Ratonga Taiohi เป็นการฝึกสอนสำหรับเยาวชนอายุ 16-17 ปีที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET) การจ้างงานหรือการอบรม เป็นการทำงานร่วมกันแบบตัวต่อตัว มีการวางแผนการศึกษาและอาชีพ เพื่อสนับสนุนการกลับเข้าสู่การเรียนและฝึกอบรม รวมถึงยังมีการสอนเทคนิคการสอบใบขับขี่ด้วย จากนั้นเป็นขั้นตอนของกระบวนการส่งต่อไปยังการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและสุขภาวะ
และท้ายที่สุดคือการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง “กระบวนการนี้ก่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเมื่อเขาประสบปัญหาในชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัวหรือด้านเศรษฐกิจ จึงมักกลับไปขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาของเขาได้เสมอ” ทั้งนี้ พบว่าเยาวชนมากกว่า 50% ประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่น่าพอใจ


อีกโครงการหนึ่งคือ Mana in Mahi – Strength in Work เป็นโครงการที่สร้างจุดแข็งในการทำงานให้กับเยาวชน โดยสนับสนุนให้เขาได้รับการฝึกอบรมและทำงานมีรายได้ไปด้วยในขณะเดียวกัน “ธุรกิจหลายแห่งอยากมอบโอกาสกับเด็กเหล่านี้ แต่อาจมีเวลาหรือทรัพยากรไม่เพียงพอให้กับพวกเขา โครงการนี้จึงมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้เป็นอย่างดี”
ผลการประเมินจากการทำโครงการ Mana in Mahi ชี้ให้เห็นว่า เยาวชนใช้เวลาในการทำงานและฝึกอบรมมากขึ้น ส่งผลให้การรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐลดน้อยลง
“เป็นสัญญาณที่ดีว่าเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราโฟกัสคือพยายามที่จะช่วยเยาวชนให้ยืนด้วยลำแข็งด้วยตัวเองได้ แล้วก็สามารถที่จะมีอนาคตที่ดี” คุณโจกล่าว
โครงการต่อไปคือ Myors Taskforce for Jobs เป็นการทำงานร่วมกันของสภาบริหารและ MSD ในระดับภูมิภาคและชุมชนท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องระยะทาง เนื่องจากมีหลายชุมชนที่การช่วยเหลือเข้าไปไม่ถึง โดยมีแนวทางการจับคู่งานให้ตรงกับความถนัดของเยาวชน ความพร้อมในการทำงาน ใบขับขี่ การให้คำปรึกษาชี้แนะ การพัฒนาทักษะและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเงินอุดหนุนค่าจ้างจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางหรือวิธีแก้ปัญหาตามแต่ละพื้นที่ ช่วยให้พวกเขามั่นใจว่ามีทักษะพร้อมสำหรับตลาดแรงงาน
สำหรับโครงการ Youth Guarantee เป็นโครงการที่เสริมสร้างศักยภาพเพื่อรับประกันสู่อนาคตที่ดี โดยมีแนวทางตามลำดับขั้น ตั้งแต่การเรียนต่อในระดับที่สูงกว่ามัธยมโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานจริง ในสายงานเฉพาะทางที่ตลาดมีความต้องการสูง ไปสู่เส้นทางการเป็นพนักงานฝึกหัด ซึ่งมีรายได้ไปพร้อมกับได้รับประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ และได้รับวุฒิบัตรสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต
พร้อมกันนี้ยังมีโครงการ Limited Service Volunteer โดยร่วมมือกับทางกองทัพ เปิดรับผู้มีอายุ 16-24 ปี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรฝึกอบรม 6 สัปดาห์สำหรับพลเมือง ภายใต้แนวคิดว่าเยาวชนบางคนอาจมีความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนิวซีแลนด์
ผลประเมินพบว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก พวกเขามีความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความสามารถในการทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความพร้อมสำหรับการจ้างงาน อย่างไรก็ตามคุณโจชี้ให้เห็นว่า “การฝึกอบรมที่ค่อนข้างเข้มข้นในระยะเวลา 6 สัปดาห์อาจจะเป็นอุปสรรคได้ แต่ด้วยการให้คำปรึกษาผลต่อเนื่องหลังจบโปรแกรม มั่นใจได้ว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะเกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว”
อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจคือ Youth Coaching and Wrap-around Support เนื่องจากเยาวชนหลายคนพบเจอปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพจิต การเดินทาง อุปสรรคทางการเงิน ไม่มีใบขับขี่ หรือความไม่มั่นคงทางที่อยู่อาศัย ด้งนั้น ‘การให้คำแนะนำและการสนับสนุนแบบองค์รวม’ แก่พวกเขา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ในส่วนของการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) จัดสำหรับผู้ที่มีอายุ 13-16 ปี เป็นการศึกษายืดหยุ่นที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่อาจรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเรียนในระบบปกติ โดยมีหลายทางเลือกให้ ได้แก่ การเรียนรู้ส่วนบุคคล การเรียนรู้เป็นกลุ่มขนาดเล็ก การดูแลเอาใจใส่ทางด้านจิตใจและอารมณ์ การสอนทักษะพื้นฐาน การฝึกอบรมที่สัมพันธ์กับสายงานจริง รวมถึงการวางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระยะใหม่ของชีวิตด้วย
ทั้งนี้ การศึกษาในนิวซีแลนด์เป็นภาคบังคับตั้งเด็กจนถึงอายุ 18 ฉะนั้นทุกคนต้องได้รับการศึกษาไม่ว่าแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งนอกจากระบบหลักแล้ว การศึกษาแบบทางเลือกนี้ยังนำไปสู่อนาคตที่ดีและเส้นทางอาชีพได้เช่นกัน
และโครงการสุดท้ายที่คุณโจกล่าวถึงก็คือ Youth Justice and Rangatahi Services เป็นโครงการที่ให้การสนับสนุนด้านกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นไปที่การลดการกระทำซ้ำ โดยทำงานแบบเป็นรายกรณี ผ่านการให้การศึกษา การฝึกสอนพัฒนาเยาวชน สร้างความภูมิใจในวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วมกับครอบครัวกับสังคม ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากกระบวนการยุติธรรม และระบบการศึกษา ระบบทางการแพทย์ รวมถึงผู้นำต่างในชุมชนด้วย
“ผู้ที่เข้ามาในบริการด้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจมากๆ หรือเหตุการณ์ที่รุนแรง ซึ่งพบว่าหลังจากที่ได้รับช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรมออกไปแล้ว พวกเขาไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใดๆ อีก”
สุดท้ายนี้ คุณโจได้ฝากไว้ว่า “การที่เยาวชนออกนอกระบบไป เป็นประเด็นที่ซับซ้อนนะครับ และต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆ ภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในนิวซีแลนด์เราจะเห็นว่า มีเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบและก็มีอัตราการประสบความสำเร็จมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับครอบครัวกับชุมชน รวมไปถึงการรู้สึกมีความหวังกับอนาคต”
“จากประสบการณ์ของเราทำให้เห็นว่า เมื่อรัฐบาล ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา รวมไปถึงนายจ้าง ร่วมมือกัน ก็จะทำให้เยาวชนสามารถที่จะเข้ามาสู่ระบบได้อีกรอบหนึ่ง สามารถที่จะมีอนาคต มีอาชีพ แล้วก็เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมได้นะครับ” คุณโจกล่าวทิ้งท้าย