Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    How to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationship
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Book
9 September 2026

The mountain is you: ปฏิเสธชีวิตที่ไม่มีความสุข และออกเดินไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ในตัวเอง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • The mountain is you (ก้าวข้ามภูผาในใจคุณ) เขียนโดย บริอานนา วีสต์ แปลเป็นภาษาไทยโดย วุฒินันท์ ชุมภู สำนักพิมพ์แอร์โรว์
  • บริอานนา ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งคอยยื้อยุดไม่ให้ชีวิตของเราก้าวหน้าไม่ใช่ปัจจัยภายนอก หากแต่เป็นตัวเราเองที่หวาดกลัว วิตกกังวล และติดอยู่ในกับดักของระบบความเชื่อที่ถูกหล่อหลอมมาตลอดชีวิต
  • การก้าวข้ามภูผาในใจ จำเป็นต้องแลกมาด้วยการรื้อถอนตัวตนเดิม เพื่อเปิดทางให้กับการสร้างภาพลักษณ์และระบบความคิดขึ้นมาใหม่ ทั้งความฉลาดและการฟื้นคืนสภาพทางอารมณ์ ให้พร้อมก้าวไปสู่ฟากฝั่งใหม่ของชีวิต ที่ซึ่งความสุข ตัวตนใหม่ และผู้คนที่คู่ควรกำลังรอคอยเราอยู่

“ไม่มีอะไรมายื้อยุดคุณไว้ไม่ให้ก้าวหน้าในชีวิตได้เท่าตัวคุณเอง” 

คำพูดสั้นๆ แต่บาดลึกจากหนังสือ The mountain is you ของ บริอานนา วีสต์ กำลังสะท้อนความจริงชวนคิดว่า อุปสรรคที่เปรียบเหมือน ‘ภูผาลูกใหญ่’ ซึ่งขวางกั้นเราจากความก้าวหน้าในชีวิต…แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกหรือโชคชะตาใดๆ เลย หากแต่เป็น ‘ตัวเราเอง’ ต่างหากที่กำลังเหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้

บริอานนาชี้ให้เห็นว่า ‘พฤติกรรมเหนี่ยวรั้งตัวเอง’ ต่างๆ มักมีจุดเริ่มต้นมาจากกลไกการป้องกันตัวเองที่บิดเบี้ยว ความกลัวที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน และอคติทางความคิดที่สมองสร้างขึ้นเพื่อจำกัดศักยภาพของเราโดยไม่รู้ตัว 

“บางครั้ง พฤติกรรมที่คอยเหนี่ยวรั้งตัวเองแบบสุดๆ ของเรา จะเป็นผลพวงมาจากความหวาดกลัวอย่างยาวนานและยังไม่ได้รับการตรวจสอบที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ในโลกและตัวเราเอง 

บางทีมันมาจากความคิดที่ว่าคุณยังไม่เฉลียวฉลาด ขาดเสน่ห์ และไม่มีคนชอบ บางครามันอาจมาจากความคิดเรื่องการตกงาน การต้องขึ้นลิฟต์ หรือการแสดงความรับผิดชอบระหว่างกำลังคบหากับใครสักคน 

ในบางกรณี มันก็อาจเป็นเรื่องนามธรรมมากกว่า อย่างเช่น ความคิดที่ว่าใครบางคนกำลังจ้องจะเล่นงานคุณ กำลังจะล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของคุณ กำลังจะถูกจับได้ หรือกำลังถูกใส่ร้าย ยิ่งนานวัน ความเชื่อเหล่านี้ก็จะยิ่งโยงใยถึงกัน”

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภาพจำที่เรามีต่อตัวเอง ซึ่งถูกก่อร่างขึ้นจากสายตาและคำตัดสินของคนรอบข้าง ยิ่งกลายเป็นกับดักทางความคิดชั้นดี ที่สมองของเรามักจะคอยหาเหตุผลมาขุดหลุมฝังและตอกย้ำให้เราเชื่อแบบนั้นอยู่เสมอ

“สิ่งที่นิยามชีวิตคุณไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่คุณคิดคำนึงถึงมันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสิ่งที่คุณมองตัวเองอีกต่างหาก ความคิดเรื่องตัวตนในหัวคุณ คือแนวคิดที่คุณใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาตลอดทั้งชีวิต คุณสร้างมันขึ้นมาจากการนำเอาข้อมูลนำเข้า และอิทธิพลจากคนรอบข้างมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน นั่นคือ สิ่งที่พ่อแม่คุณเชื่อ สิ่งที่เพื่อนๆ คุณคิด สิ่งที่คุณประจักษ์แจ้งด้วยตัวคุณเองจากการไปสัมผัสมาเป็นประสบการณ์จริง และอื่นๆ อีกมากมาย 

ภาพลักษณ์ของตัวคุณเองจะปรับแต่งได้ยาก เพราะอคติเพื่อใช้ยืนยันในสมองของคุณจะหาทางย้ำเตือนคุณถึงความเชื่อเรื่องตัวคุณเองที่มีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

ทว่า กลไกที่บริอานนาบอกว่าแนบเนียนและน่ากลัวที่สุดในการเหนี่ยวรั้งตัวเราไว้ คือธรรมชาติของมนุษย์ที่มักเสพติด ‘ความคุ้นเคย’ ซ้ำร้ายสมองของเรายังชอบตีความสิ่งแปลกใหม่ที่เราไม่รู้จักหรือยังไม่คุ้นชินกับมันว่าเป็น ‘อันตราย’ จนทำให้เกิดอาการต่อต้านขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งใหม่นั้นอาจหมายถึงโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าก็ตาม

“การเหนี่ยวรั้งตัวเองจะมาจากสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย มนุษย์เราจะสัมผัสได้ถึงการต่อต้านอย่างเป็นธรรมชาติต่อสิ่งที่ยังไม่รู้จักมักคุ้น เพราะมันคือการสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิงดีๆ นี่เอง นี่คือเรื่องจริง ต่อให้สิ่งที่เรายังไม่รู้จัก จะไม่เคยทำร้ายหรือกระทั่งเป็นประโยชน์ต่อเราก็ตาม

บ่อยครั้งเหลือเกินที่การเหนี่ยวรั้งตัวเองอาจเป็นแค่ผลผลิตจากความไม่คุ้นเคย และนั่นก็เป็นเพราะอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่ว่าจะดีงามเพียงใด ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องอึดอัดใจ จนกว่าจะคุ้นเคยเสียก่อนนั่นแหละ เรื่องนี้มักชักนำให้คนเกิดความสับสนระหว่างความไม่สบายใจจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคย กับการเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ หรือเลวร้าย หรือเป็นลางร้าย แต่ทั้งหมดนี่ก็จะเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนทางหลักจิตวิทยาเท่านั้นเอง” 

ผลลัพธ์ของการติดกับดักในกลไกนี้ ทำให้หลายคนยินยอมที่จะจมปลักอยู่กับระบบความเชื่อเดิมๆ ที่คุ้นเคย ดีกว่าการก้าวออกไปเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เราควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เราต้องรู้สึกเปราะบาง ดังนั้น แม้เราจะรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่สักแค่ไหน แต่เรากลับยังคงเลือกใช้ชีวิตต่อไปด้วย ‘ความเฉื่อยชา’ เพียงเพราะคิดไปตามสัญชาตญาณที่หลอกเราว่า ความคุ้นเคยคือความปลอดภัย สบายใจ และมั่นคงแล้วในชีวิต 

“คุณเชื่ออย่างไร คุณก็จะทำให้ชีวิตเป็นจริงตามนั้น…ความคิดที่คอยจำกัดคุณอยู่ก็อาจมาจากความต้องการที่จะให้ตัวเองมีความปลอดภัย บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณชื่นชอบความสบายใจจากสิ่งที่รู้จักมักคุ้น มากกว่าความไม่มั่นคงจากสิ่งที่ยังไม่รู้ เป็นเหตุให้คุณชื่นชอบความเฉื่อยชามากกว่าความตื่นเต้น ชอบคิดว่ายิ่งทุกข์ทนก็จะยิ่งมีค่ามากขึ้น หรือเชื่อว่า ในทุกๆ สิ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ในชีวิตก็จะต้องมีเรื่องแย่ๆ เจือปนอยู่เสมอ

ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ นั้นคือเรื่องปกติในชีวิต พวกเราล้วนไม่สมบูรณ์แบบ แต่กำลังพยายามทำทุกอย่างกันอย่างสุดฝีมือ และความไม่สบายใจอันคลุมเครือนี้ก็จะผ่านพ้นไปในท้ายที่สุด 

ความสุขสบายจะคอยชี้นำมนุษย์เรา คนเหล่านั้นจะคอยเข้าหาสิ่งที่คุ้นเคยและออกห่างจากอะไรที่ไม่ใช่ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับพวกเขาก็ตาม”

หากเราปรารถนาที่จะสลัดพันธนาการเหล่านี้ทิ้งไป บริอานนาย้ำเตือนว่า จุดเริ่มต้นไม่ใช่การปลอบประโลมใจตัวเองไปวันๆ หรือการวิ่งหนีความจริง  แต่คือการเลิกปฏิเสธโอกาส เลิกผลักไสทุกความเป็นไปได้ใหม่ๆ แล้วกล้าก้าวออกมายอมรับความจริงในชีวิตอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้าอยากเยียวยาให้ได้จริงๆ คุณจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ คุณควรต้องมีสติรู้ถึงความเชื่อแง่ลบและไม่ถูกต้อง และหันมาใช้หลักคิดที่จะช่วยคุณได้จริงๆ

ขั้นตอนแรกของการเยียวยาอะไรก็ตามแต่ คือการออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มตัว หมดเวลาที่จะเอาแต่ปฏิเสธความจริงแท้ในชีวิตและของตัวคุณเองแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าชีวิตคุณจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อมองมาจากภายนอก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าในใจคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นอย่างไรต่างหากล่ะ 

มันไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณจะเอาแต่เคร่งเครียด ตื่นกลัว และไม่มีความสุขอยู่ตลอดเวลา มันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่และยิ่งคุณพยายามที่จะรักตัวเอง โดยไม่ได้มองเห็นความจริงในเรื่องนี้ คุณก็จะต้องทุกข์ระทมไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว”

เพราะฉะนั้น แก่นแท้ของการรักตัวเอง จึงไม่ได้หมายถึงการตามใจหรือประคบประหงมตัวเองให้อยู่ในจุดเดิม หากแต่คือความเด็ดเดี่ยวที่จะปฏิเสธชีวิตที่เราไม่มีความสุข และกล้าหาญพอที่จะพุ่งชนกับต้นตอของปัญหาอย่างไม่หวาดหวั่น

“การกระทำอันยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงความรักตัวเองคือการเลิกยอมรับชีวิตที่คุณกำลังไม่มีความสุขกับมัน มันคือความสามารถในการออกมาพูดถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนและทำอย่างตรงไปตรงมา

สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือ การดึงตัวเองให้หลุดพ้นมาจากการปฏิเสธ แล้วเดินหน้าไปหาความกระจ่างแจ้งให้ได้ว่าอะไรกันแน่ที่กำลังผิดพลาดอยู่ ณ จุดนี้ คุณจะมีทางให้เลือกเดินอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ อาจเลือกที่จะเลิกต่อล้อต่อเถียง หรือถือเอาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นภาระหน้าที่ของตัวเอง ถ้ามัวอ้อยอิ่ง คุณก็จะยิ่งจมปลักอยู่อย่างนั้น”

หากเราตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิวัติตัวเอง บริอานนาแนะนำว่าเราจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการสำรวจและเยียวยาปมบาดแผลในจิตใจ เพื่อปลดปล่อยตะกอนทางอารมณ์ที่ค้างคา พร้อมทั้งเปลี่ยนความโกรธแค้นต่อโชคชะตาหรือผู้คน…ให้กลายเป็นเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ได้จริงๆ 

“ถ้าอยากก้าวข้ามเรื่องนี้ไปให้ได้ เราควรต้องดำเนินกระบวนการอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการขุดหาปมลึกทางจิตวิทยาภายในใจ เราต้องระบุให้ได้ว่าอะไรคือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความบอบช้ำทางใจ ผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ได้รับการดำเนินการตามขั้นตอน มองหาหนทางที่ดีกว่าที่จะทำให้เราสมปรารถนา สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ และพัฒนาหลักการพื้นฐานบางอย่างขึ้นมา เป็นต้นว่า ความฉลาดและการฟื้นคืนสภาพทางอารมณ์ให้ได้โดยเร็ว

ถ้าอยากให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้จริงๆ คุณก็จะต้องปล่อยให้ตัวเองหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับความโกรธแค้น ซึ่งไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนอื่น ไม่ใช่เป็นอันที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ บนโลก แต่เป็นอันที่อยู่ภายในใจคุณเอง 

จงโกรธเกรี้ยว มุ่งมั่น และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ก่อร่างสร้างวิสัยทัศน์แบบไม่สนใจอย่างอื่นขึ้นมาจากสิ่งเดียว และเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ตรงปลายทาง นั่นคือ ความคิดที่ว่าคุณจะไม่มีวันใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี้อีกต่อไป”

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราตัดสินใจประกาศกร้าวอย่างเด็ดขาดกับตัวเองว่าจะไม่ขอย้อนกลับไปอยู่ ณ จุดเดิมที่เคยเหนี่ยวรั้งเราไว้ เราก็จะหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการในอดีตที่เคยฉุดรั้งเราอย่างแท้จริง เพราะเจตจำนงใหม่ในใจนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังเกินกว่าจะถูกทำลาย

“ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันอยากรู้สึกเช่นนั้นอีก  คุณก็จะเริ่มออกเดินทางไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ตัวเอง การเรียนรู้ และการเติบโต ซึ่งคุณจะคิดสร้างตัวคุณขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยไม่ให้เหลือเค้าเดิมเลยสักนิด

ณ ช่วงเวลานั้น ความผิดพลาดจะกลายเป็นเรื่องนอกประเด็นไปเลย คุณจะเลิกครุ่นคิดว่าใครทำอะไรหรือคุณทำพลาดไปได้อย่างไร ขณะนั้น สิ่งเดียวที่จะคอยชี้แนะคุณอยู่เสมอเลยก็คือความคิดที่ว่า ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยอะไร ฉันก็จะไม่มีวันยอมให้ชีวิตต้องกลับมาเป็นอย่างนี้อีกแล้ว”

ในท้ายที่สุด สิ่งที่เราต้องตระหนักคือ การจะก้าวข้ามภูผาในใจเพื่อทวงคืนชีวิตและต้อนรับตัวตนใหม่ ย่อมต้องแลกมาด้วยการรื้อถอนและละวางสิ่งเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมฟอร์ตโซน สายสัมพันธ์เดิม หรือความต้องการเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของผู้คน แต่นั่นคือ การถางพื้นที่เพื่อสร้างชีวิตใหม่ ที่ซึ่งตัวตนอันจริงแท้และความสุขที่คู่ควรกับเรากำลังรอคอยอยู่

“เราต้องเข้าใจกันให้ดีเสียก่อนว่า การยุติพฤติกรรมที่คอยเหนี่ยวรั้งตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในไม่ช้านี้ ชีวิตใหม่ของคุณจะต้องแลกมาด้วยชีวิตที่เคยมีมา มันจะต้องแลกมาด้วยการเคยอยู่ในพื้นที่สบาย และความเข้าใจเรื่องการกำหนดทิศทางที่คุณเคยมี มันจะแลกมาด้วยสายสัมพันธ์และเพื่อนฝูงคุณ มันจะแลกมาด้วยการเป็นที่ชื่นชอบและมีคนเข้าใจในตัวคุณ 

แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา ผู้คนที่เกิดมาเพื่อคุณ ก็กำลังมาพบเจอกับคุณในอีกทางฟากฝั่งหนึ่ง คุณกำลังสร้างพื้นที่สบายอันใหม่ขึ้นมาจากสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณก้าวเดินไปข้างหน้า แทนที่จะมีคนมาชื่นชอบ คุณจะเป็นที่รักของใครๆ แทนที่จะมีคนมาคอยเข้าใจ คุณก็จะอยู่ในสายตาของใครต่อใคร ทุกอย่างที่คุณต้องเสียไปคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับบุคคลที่คุณจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว 

การยังคงยึดติดอยู่กับชีวิตเดิมๆ คือการกระทำแรกและสุดท้ายของการเหนี่ยวรั้งตัวเองเอาไว้ และเราต้องเตรียมละวางมันให้หมด หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงให้ได้อย่างเต็มตา”

แม้ภูผาตรงหน้าอาจดูสูงชันและน่าหวาดหวั่นเพียงใด แต่เหมือนอย่างที่บริอานนาบอกเรามาตลอด…ว่าก้าวแรกของการทลายมัน ไม่ใช่การพยายามไปเปลี่ยนโลกภายนอก หากแต่เป็นการที่เรากล้าถอดหน้ากากเพื่อยอมรับความจริง ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมีวินัย และก้าวข้ามระบบความเชื่อของการเป็น ‘ตัวเราเองคนเดิม’ เพื่อเปิดทางให้ตัวตนใหม่ได้เติบโตงอกงามในแบบที่เราใฝ่ฝัน

Tags:

ชีวิตอุปสรรคThe mountain is youพฤติกรรมเหนี่ยวรั้งตัวเอง

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • How to enjoy life
    เปลี่ยนเรื่องร้ายๆ ในชีวิต(ที่เรารับมือได้)ให้กลายเป็นแรงขับดัน

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    อิจิโกะ อิจิเอะ: การพบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ปรัชญาที่ชวนเราตกหลุมรักชีวิตในทุกเช้าวันใหม่

    เรื่อง ปริพนธ์ นำพบสันติ ภาพ ninaiscat

  • How to enjoy life
    ลู่วิ่งแห่งความสุข (Hedonic Treadmill): เมื่อการไขว่คว้าพาเรากลับมาที่จุดเดิมเสมอ

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    คุณ ผม และผู้คนที่สวนกันบนรถไฟสายฮังคิว: เราทุกคนล้วนเป็นผู้โดยสาร ในขบวนรถไฟสายชีวิต

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel