- Body Dysmorphic Disorder หรือ BDD เป็นภาวะความผิดปกติทางการรับรู้ภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกาย หมกมุ่นอยู่กับความบกพร่องหรือจุดด้อยที่ตนเองมองเห็นในรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่ความจริงแล้วตนเองดูปกติ
- ความกังวลว่าคนอื่นจะเห็นข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้พวกเขาปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงและรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบก็ไม่สามารถให้ความรู้สึกร่วมได้เต็มที่ เพราะความสนใจทั้งหมดไปอยู่ที่รูปร่างหน้าตาของตัวเอง จึงเลือกที่จะหลีกหนีไปจากกลุ่มสังคมในที่สุด
- การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) จะเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองได้มากขึ้น สามารถปลดปล่อยเราจากความไม่สมเหตุสมผลของจิตใต้สำนึกของเรา และยังหนุนนำความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) ให้เพิ่มขึ้นตามมาด้วย
เคยไหม…ที่ส่องกระจกแล้วเห็นแต่ข้อบกพร่องในร่างกายของตัวเอง
เคยสงสัยหรือเปล่า…ว่าทำไมคนที่รูปลักษณ์ดูดีอยู่แล้ว ถึงยังกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา หรือมองตัวเองต่างไปจากสิ่งที่คนอื่นมองเห็น
ความรู้สึกเหล่านี้หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอาจเป็นแค่ความไม่มั่นใจในตัวเอง แต่หากเป็นการรับรู้เกี่ยวกับรูปลักษณ์ร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างผิดเพี้ยนต่อเนื่อง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะทางสุขภาพจิต ที่ทางการแพทย์เรียกว่า Body Dysmorphic Disorder หรือ โรค BDD ซึ่งเป็นภาวะความผิดปกติทางการรับรู้ภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกาย
เพราะบางครั้งการมองตัวเองในกระจกไปกระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง ทำให้มองเห็นบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเองแตกต่างออกไป เราอาจกำลังเชื่อมต่อกับร่างกายในจินตนาการ โดยมีด้านมืดคอยวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง มากกว่าสิ่งที่เป็นจริงๆ
และเมื่อเสียงภายในที่คอยตำหนิรูปลักษณ์ภายนอกนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลบทับความเห็นเชิงบวกอื่นๆ ความทุกข์ทรมานจากความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ภาวะเช่นนี้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอาจแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงระดับที่ไม่รับฟังเหตุผลใดๆ และมีความเชื่ออย่างผิดเพี้ยนว่าตัวเองน่าเกลียดหรือผิดปกติ รู้สึกอับอายจนหลีกหนีจากสังคม กลายเป็นความทุกข์ทางอารมณ์นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและอาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองในที่สุด
ต้องหมกหมุ่นกับรูปร่างหน้าตาแค่ไหนถึงเข้าข่ายภาวะผิดปกติทางจิตเวช
ปัจจุบันเราเริ่มได้ยินคำว่า Body Dysmorphic Disorder (BDD) ในสื่อเพิ่มมากขึ้น หากอ้างอิงบทความแปลจากภาษาต่างประเทศ มักใช้ชื่อว่า โรคความผิดปกติทางด้านรูปลักษณ์ ทว่าในทางจิตเวชศาสตร์ไทย ระบุคำแปลของ Body Dysmorphic Disorder เอาไว้ว่า ‘โรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างหรืออวัยวะผิดปกติ’ หรืออาจใช้ชื่อย่อว่า โรค BDD โดยระยะหลังมานี้ บทความและสื่อทั่วไปมักเรียกเพื่อให้เข้าใจง่ายว่า ‘โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง’ หรือ ‘อาการไม่พอใจในรูปร่างและหน้าตาของตัวเอง’
ทั้งนี้ คำว่า Dysmorphophobia ได้ถูกกำหนดขึ้นมาในปี ค.ศ. 1891 โดยจิตแพทย์ชาวอิตาลี Enrico Morselli เพื่ออธิบายถึงคนที่มองว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง แต่ไม่มีความผิดปกติทางกายภาพที่เห็นได้ชัด ซึ่งมาจากคำภาษากรีก Dysmorfia ที่แปลว่า ความน่าเกลียด นอกจากนั้น Pierre Janet นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้ตั้งชื่อภาวะนี้ว่า L’obsession de la honte du corps ซึ่งแปลว่า ความหมกมุ่นในความอับอายเกี่ยวกับร่างกาย
สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) ให้นิยามว่า Body Dysmorphic Disorder หรือ BDD เป็นการหมกมุ่นอยู่กับความบกพร่องหรือจุดด้อยที่ตนเองมองเห็นในรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่ความจริงแล้วตนเองดูปกติ โดยกำหนดให้ เป็นภาวะทางจิตเวชภายใต้กลุ่มอาการย้ำคิดย้ำทำและความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการวินิจฉัยโรค Body Dysmorphic Disorder (BDD) ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ใน ‘คู่มือการวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต’ ฉบับปรับปรุง DSM-5-TR ประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 3 ประการ คือ
1. ความคิด: การหมกมุ่นอยู่กับข้อบกพร่องทางกายภาพอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่ตนเองมองเห็น ซึ่งผู้อื่นไม่สามารถสังเกตเห็นได้
2. การกระทำ: ผลักดันให้เกิดการกระทำซ้ำๆ เช่น ส่องกระจกซ้ำๆ ถามคนอื่นเพื่อยืนยันตัวเองซ้ำๆ
3. ผลกระทบ: ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต
สำหรับพฤติกรรมที่พบได้บ่อยของผู้ที่เป็น BDD พวกเขามักกังวลอย่างมากกับอวัยวะหรือร่างกายของตนเอง อาจจะเป็นลักษณะใบหน้า รอยแผลเป็น ขนดกเกินไป ผิวซีดหรือแดงก่ำ หรืออาจรู้สึกว่าลักษณะหรืออวัยวะบางอย่างไม่สมส่วนกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย บางครั้งในวัยรุ่นอาจกังวลว่าตนเองดูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเกินไป หรือแม้กระทั่ง ดูไม่เข้าพวกเมื่อเทียบกับคนในครอบครัวหรือคนอื่นๆ
หลายคนจ้องมองกระจกเป็นเวลานาน อาจเพื่อทำความเข้าใจภาพสะท้อนของตนเอง หรือพยายามแก้ไขสิ่งที่ตนเห็นว่าผิดปกติ โดยอาจแต่งหน้าจัด สวมเสื้อผ้าแบบเฉพาะเพื่อปกปิดข้อบกพร่อง ในทางกลับกันอาจหลีกเลี่ยงการมองกระจกโดยสิ้นเชิง บางคนอาจขอความมั่นใจจากคนใกล้ชิดอยู่เสมอ ทั้งที่ไม่เชื่อในคำตอบที่ได้รับ และอาจพยายามเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งที่เกินพอดี แม้จะได้รับการเตือนว่าไม่จำเป็น
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหตุให้คุณภาพชีวิตลดลงหลายด้านอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา อาชีพ ความสัมพันธ์ ความยากลำบากในการจัดการส่วนบุคคล หรือมีข้อจำกัดในการทำงานและการเข้าสังคมด้วย เช่น การลาออกจากโรงเรียน การขาดงานเรื้อรัง หรือไม่สามารถเริ่มต้นหรือรักษาความสัมพันธ์ที่ดีได้ ปลีกตัวออกจากสังคม หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพร่างกายขั้นพื้นฐาน
ดูเหมือนว่าความพยายามตอบสนองความวิตกกังวลในรูปแบบต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่เจาะจงแก้ไขข้อบกพร่องที่ตนเองมองเห็น โดยมุ่งมั่นที่จะให้ได้รูปลักษณ์ที่ดูว่า ‘ปกติ’
ด้วยความที่พวกเขาตกอยู่ในวงจรความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นตัวขัดขวางการทำความเข้าใจหรือการรับรู้เกี่ยวกับภาวะผิดปกติในตนเอง สอดคล้องกับข้อมูลว่า ผู้มีภาวะ BDD โดยส่วนใหญ่มักขาดความเข้าใจเชิงลึกว่าตนเองประสบภาวะทางสุขภาพจิต
ผศ. พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่า “ต้องพิจารณาตามความถี่ของอาการแสดง โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงต่อวัน เข้ามาประกอบด้วย แบบนี้ถือเป็นอาการป่วยที่ควรได้รับการรักษา แต่ในกรณีที่เป็นการสังเกตตนเองปกติ ส่องกระจกปกติ ทำศัลยกรรมบ้างเล็กน้อยก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว แบบนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ไม่อาจจัดเป็นโรคหรืออาการป่วยเสมอไป”
แผลใจในวัยเด็ก ปัจจัยร่วมที่ผลักใครบางคนสู่ภาวะทางจิตเวช
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรค BDD ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ถึงความเป็นไปได้ของ ‘ปัจจัยร่วม’ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติดังกล่าว ทั้งด้านสังคมสิ่งแวดล้อมและด้านชีวภาพ หรือปัจจัยทางพันธุกรรมบางส่วน เช่น ประวัติครอบครัวที่มีภาวะ BDD หรือโรคทางจิตเวชที่มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำคล้ายกัน หรือความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง
ในขณะที่การศึกษาบางชิ้นชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านการทำงานและโครงสร้างของสมอง (เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม) ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางสายตาและอารมณ์ หากแต่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างชัดเจนในขั้นตอนนี้
งานวิจัยหลายชิ้นพบความสัมพันธ์ของบาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) หรือการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก ทั้งทางอารมณ์ (Emotional Abuse) ทางเพศ (Sexual Abuse) หรือทางร่างกาย (Physical Abuse) และการถูกละเลยทางอารมณ์อย่างเรื้อรัง (Emotional Neglect) รวมถึงการถูกกลั่นแกล้งหรือล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ในวัยเด็ก (Bullying and Body Shaming) ประสบการณ์ทุกข์ใจเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการพัฒนาของโรค BDD
นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีภาวะ BDD มากกว่า 78.7% เคยประสบกับการถูกทารุณกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในวัยเด็ก โดยผู้ใหญ่ที่มีประวัติถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็กมีความเสี่ยงต่อภาวะ BDD เป็นพิเศษ (อ้างอิงจากงานวิจัยเกี่ยวกับ Childhood abuse and neglect in body dysmorphic disorder ของ Elizabeth R Didie และคณะ)
แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรค Body Dysmorphic Disorder แต่การศึกษาพบว่า การใช้งานมากเกินไปและไม่เหมาะสม โดยเน้นไปที่รูปลักษณ์ภายนอก ถูกมองว่าเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งซึ่งสามารถกระตุ้นให้อาการของโรค BDD รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น
หลักฐานงานวิจัยเผยให้เห็นว่า การเปรียบเทียบตัวเองกับภาพที่ผ่านการตกแต่งอย่างดีเพื่อนำเสนอ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ มากเกินไป โดยเฉพาะใบหน้าและรูปร่าง ก่อให้เกิดความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่ยอมรับใบหน้าหรือรูปร่างที่แท้จริงของตนเอง และเกิดการแสวงหาการยอมรับ ซึ่งถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดคุณค่าในตัวเอง
อัตราการเกิดโรค BDD ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วไปมีการรายงานอยู่ที่ระหว่าง 1.7% ถึง 2.9% หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากรประมาณ 1 ใน 50 คน (American Psychiatric Association, 2022) และแม้ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายช่วงวัย แต่หลายคนเริ่มแสดงอาการและพฤติกรรมของความผิดปกตินี้เมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี และพัฒนาขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (อายุ 16-17 ปี)
ในส่วนของผู้ที่เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18 ปี มักมีแนวโน้มที่จะพยายามฆ่าตัวตาย และมีภาวะร่วมอื่นๆ ที่สูง เช่น โรคซึมเศร้า โรคความวิตกกังวลทางสังคม และโรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าเป็นกังวล
การรักษาสามารถลดความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบของ BDD อย่างเห็นได้ชัด แนวทางลำดับแรกเป็นการบำบัดด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือการใช้ยาต้านเศร้า SSRI ในบางกรณีอาจผสมผสานการบำบัดทางจิตเวชร่วมกับการใช้ยา
“แม้ว่าการเข้ารับการปรึกษาอาจเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้มีภาวะ BDD แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า อาการของโรคสามารถดีขึ้นได้หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง” ข้อย้ำเตือนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ
สื่อสังคมออนไลน์ ปัจจัยซ้ำย้ำความรุนแรงของ BDD ในวัยรุ่น
อาจเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่อ่อนไหวต่อรูปลักษณ์ของตนเองมากที่สุด และเป็นประชากรที่ได้รับอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ในอัตราส่วนที่สูง
นักวิจัยชี้ว่า ความเปราะบางที่มีอยู่ก่อนแล้วจะถูกกระตุ้นโดยปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมและค่านิยมของยุคสมัย รวมถึงการใช้เวลาอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ มักทำให้ความกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกรุนแรงขึ้นและกระตุ้นให้เกิดโรค Body Dysmorphic Disorder (BDD)
เป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบว่าคนในครอบครัวแสดงอาการเกี่ยวข้องกับภาวะไม่พอใจในรูปร่างและหน้าตาของตัวเอง ความกังวลจากภาวะผิดปกติต่างๆ มักนำไปสู่ความตึงเครียด แต่ไม่ควรลืมว่า พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นโดยเจตนา มันเกิดจากความทุกข์ใจที่มากล้น
“หากสงสัยว่าบุตรหลานมีภาวะ BDD สิ่งสำคัญคือคุณต้องบอกเรื่องนี้กับลูกอย่างใจเย็นและไม่ตัดสิน” คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองจากองค์กรวิชาชีพ
การยอมรับประสบการณ์ทางอารมณ์ของพวกเขา รับรู้และรับฟังความรู้สึกด้วยความเข้าใจโดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ตัดสิน หรือพยายามแก้ไขมัน (Validate Feelings) ให้ความสนใจอย่างเต็มที่ แสดงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใย ไม่ลดทอนหรือเพิกเฉยต่อความรู้สึกของพวกเขา ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงการรับฟังและรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ คือสิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ชิดสามารถช่วยประคับประคองความรู้สึกของเขาได้
ขณะเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่สร้างความกังวลใจ หรือกระทบต่อความเชื่อเกี่ยวกับรูปลักษณ์ซึ่งเป็นจุดเปราะบางของพวกเขา มุ่งเน้นไปที่การรับรู้ถึงความทุกข์ใจที่กำลังประสบอยู่ ขณะเดียวกันก็ช่วยสนับสนุนให้พวกเขาเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับมุมมองให้สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หากญาติหรือเพื่อนของคุณ อยู่บนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวจากภาวะ BDD จงเป็นผู้สนับสนุนที่ดีด้วยการให้กำลังใจว่าปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ แสดงความสนใจในความคืบหน้า หรือพยายามเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ของบุคคลนั้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับ BDD เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับความสนใจอื่นๆ และช่วยให้บุคคลนั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมและความสนใจต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก่อนที่จะประสบภาวะ BDD
ความเจ็บปวดในวันธรรมดาของผู้มีภาวะ BDD
ในทุกๆ วันของผู้มีภาวะ BDD สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือ ความรู้สึกว่ามีส่วนที่ผิดปกติเกิดขึ้นอีก แม้จะพยายามปกปิดจุดนั้นไว้อย่างดี แต่ก็ยังไม่วางใจ คอยแต่พะวงว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นและตัดสิน จนทำให้ขาดสมาธิในทำงาน และไม่อยากแม้แต่จะร่วมมื้ออาหารกลางวันกับเพื่อน
ความกังวลว่าคนอื่นจะเห็นข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้พวกเขาปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงและรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบก็ไม่สามารถให้ความรู้สึกร่วมได้เต็มที่ เพราะความสนใจทั้งหมดไปอยู่ที่รูปร่างหน้าตาของตัวเอง จึงเลือกที่จะหลีกหนีไปจากกลุ่มสังคมในที่สุด
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากองค์ประกอบหลักของภาวะ BDD นั่นคือ การบิดเบือนทางความคิด (Cognitive Distortions) ซึ่งเป็นความคิดเชิงลบที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ที่มักเกิดขึ้นในความคิดอัตโนมัติของบุคคลที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
อคติภายในจิตใจที่เกิดขึ้นนี้สอดรับกับความเชื่อหลัก (Core Beliefs) ของบุคคล ซึ่งเป็นชุดความคิดที่พัฒนามาตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ผ่านประสบการณ์ การเลี้ยงดู หรือเหตุการณ์สะเทือนใจ
โดย David Veale และคณะ ได้ระบุความเชื่อหลักที่พบได้ทั่วไปของผู้มีภาวะ BDD ไว้ในการวิจัยและบำบัดพฤติกรรม (Pilot RCT) อันได้แก่ ‘ฉันไม่เป็นที่รัก’ หรือ ‘ฉันไม่ดีพอ’
ผู้มีภาวะ BDD อาจประมวลผลมาจากการตั้งสมมติฐานที่กล่าวโทษตนเอง โดยขาดข้อมูลความจริง เช่น “ถ้าคนอื่นสังเกตเห็นว่าจมูกของฉันคดงอ พวกเขาจะไม่ชอบฉัน…” และตีความทันทีว่าความหมายนั้นคือ “…ฉันไม่เป็นที่รัก”
แน่นอนว่าความเชื่อเหล่านั้นห่างไกลจากความจริงมาก แต่มันฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก และเชื่อมโยงกับรูปแบบพฤติกรรมของเราในปัจจุบัน หากทำความเข้าใจผ่านกลไกการป้องกันตนเองทางจิตวิทยาในระดับจิตใต้สำนึก จะพบว่า ภาวะที่บุคคลยึดติดอย่างมากกับข้อบกพร่องทางกายภาพของตัวเองนั้น เป็นปฏิกิริยาตอบสนองความทุกข์ทางอารมณ์โดยถ่ายเทไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่จับต้องได้ เพื่อให้เห็นว่าตนเองมีอำนาจในการควบคุมส่วนนั้นได้ ในขณะที่บาดแผลทางใจในอดีตทำให้บุคคลนั้นรู้สึกไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง และสุดท้ายคือการพยายามหลีกหนีจากสถานการณ์ทางสังคม
ตรวจจับสัญญาณลบ เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
การสังเกตความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองและเปิดใจยอมรับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่จะช่วยให้เรากลับมาใส่ใจกับความคิดความรู้สึกภายใน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเยียวยาตัวเอง
Susan Albers นักจิตวิทยายืนยันว่า “ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม ทว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดของตัวเอง เพื่อควบคุมความคิดเชิงลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความพยายามอย่างมุ่งมั่นตั้งใจและสม่ำเสมอ”
สิ่งแรกคือต้องเปิดใจยอมรับว่าความคิดเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้น และตระหนักว่าความคิดเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง รับรู้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า การยอมรับไม่ใช่การยอมจำนนหรือการไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่เราต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและผลกระทบของมันเสียก่อน จึงจะเริ่มก้าวต่อไปได้
และทันทีที่คุณสังเกตเห็นว่าตัวเองกำลังกังวลหรือครุ่นคิดมากเกินไป จงตั้งสติ คุณจะสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นในสภาวะสงบ ลองสวมบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์และตั้งชื่อให้มัน เช่น “เจ้าตัวปัญหากำลังเข้ามาในความคิดของฉัน” เป็นการรับรู้โดยปราศจากการตัดสิน เนื่องจากคุณไม่ใช่เหยื่อของความคิดนั้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อมัน
เมื่อคุณเห็นมัน เท่ากับความคิดฟุ้งซ่านนั้นได้หยุดลงและตัวคุณเองได้กลับมาสู่ช่วงเวลาปัจจุบันขณะ จากนั้นจึงสำรวจความคิดที่เกิดขึ้น การใช้เวลาคิดแบบนี้ทำให้เราได้มองเห็นหัวใจและความกังวลของเรา และเมื่อนั้นเราจะพร้อมที่จะแสดงความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) เห็นอกห็นใจและให้อภัยต่อตนเองได้อย่างจริงใจมากขึ้น
“ฉันคิดว่าฉันมีจมูกที่คดงอ และรู้สึกว่าคนอื่นไม่ชอบฉัน แต่ฉันยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของฉัน”
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมักสร้างการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตตามคุณค่าของตนเอง (Self-Acceptance) ไปพร้อมกับการยอมรับในข้อบกพร่องของตนเองได้ ประเมินตัวเองตามความเป็นจริง เลิกกดดันตัวเองมากเกินไป แยกตัวตนออกจากความคิดหรือเสียงวิจารณ์ภายใน ก้าวไปสู่การเติบโตอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) จะเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองได้มากขึ้น สามารถปลดปล่อยเราจากความไม่สมเหตุสมผลของจิตใต้สำนึกของเรา และยังหนุนนำความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) ให้เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และเมื่อถึงวันนั้นความคิดใหม่อาจเข้ามาแทนที่
“รูปร่างจมูกของฉันแค่แตกต่างจากคนอื่น มันไม่ได้ผิดปกติอะไร”
มาถึงตรงนี้ อาจเกิดคำถามว่า ในยุคสมัยที่สังคมให้คุณค่ากับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างมาก รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง ซึ่งทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยในคุณค่าของตัวเอง เราจะยอมรับความแตกต่างและใช้ชีวิตตามคุณค่าของตัวเองได้โดยไม่สั่นคลอน หรือเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบและตัดสินได้อย่างไร
คำแนะนำก็คือ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่รูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของตัวตนคุณ ลองพิจารณาถึงลักษณะนิสัยและสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคุณ เตือนตัวเองถึงคุณสมบัติที่คุณชื่นชอบและชื่นชมในตัวเอง คุณจะพบว่าคุณสมบัติเหล่านั้นไม่ได้ถูกกำหนดด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ลองหันมาทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจและร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
“สภาวะจิตใจที่ดีส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของตนเอง และสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีส่งผลกระทบต่อกันและกัน เราควรรักษาสมดุลทั้งสองอย่าง” สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA)
อ้างอิง
https://www.aafp.org/afp/1999/1015/p1738
https://adaa.org/understanding-anxiety/body-dysmorphic-disorder
https://bddfoundation.org/support/supporting-someone-with-bdd/help-and-advice-for-parents/
https://crossroadshealth.org/body-dysmorphia-as-a-trauma-response/
https://health.clevelandclinic.org/catastrophizing
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC1414653/
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17005251/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK555901/
https://www.nhs.uk/mental-health/conditions/body-dysmorphia/
https://www.ocduk.org/related-disorders/bdd/
https://online.king.edu/news/social-media-and-body-image/
https://www.rama.mahidol.ac.th
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0010440X21000341
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1740144516304326