- ‘โอดิสซี’ (Odyssey) คือมหากาพย์กรีกโบราณ แต่งโดย โฮเมอร์ (Homer) เล่าเรื่องการเดินทางอันยาวนานของ ‘โอดิสซุส’ ราชาแห่งอิธากา ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและการทดสอบจากเทพเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อกลับบ้านหลังสงครามกรุงทรอย
- เรื่องราวค่อยๆ ถ่ายทอดพัฒนาการของโอดิสซุส จากนักรบผู้มั่นใจในสติปัญญาและท้าทายเทพเจ้า สู่ผู้ที่เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต เห็นคุณค่าของความอดทน ความถ่อมตน และการเรียนรู้จากประสบการณ์
- การใช้ชีวิตของทุกคนก็เปรียบเสมือนการเดินทางแบบโอดิสซุส ที่ไม่มีวันราบรื่น ต้องเผชิญปัญหาและสิ่งล่อลวงอยู่เสมอ แต่หากมีสติ ความเพียร และไม่ละทิ้งเป้าหมาย ก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและเติบโตจากประสบการณ์ได้
เมื่อพูดถึงเสียงไซเรน หลายคนต่างรับรู้ว่า คือเสียงเตือนให้ระวัง เช่นเดียวกับเมื่อพูดถึงคำว่าไททัน หลายคนอาจพอนึกออกว่า หมายถึงยักษ์ หรือคำคุณศัพท์ที่หมายถึงความใหญ่โตโอฬาร รวมถึงคำศัพท์ที่คนรุ่นใหม่เริ่มหยิบมาใช้แบบทับศัพท์ เช่น คำว่า ‘เมนเทอร์’ ก็มีความหมายที่ผู้ใช้รับรู้ตรงกันว่า หมายถึง พี่เลี้ยง หรือผู้ให้คำปรึกษา
นอกเหนือจากคำศัพท์ที่ว่าแล้ว แม้แต่ประโยค หรือวลีสั้นๆบางคำ เช่น ‘ไม่มีที่ใดเหมือนบ้าน’ หรือ ‘There is no place like home’ ก็ถูกนำมาใช้ในความหมายที่เชิดชูและให้คุณค่าแก่สถาบันครอบครัว เหนือกว่าความมั่งคั่ง ชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือคุณค่าอื่นๆ
แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนมีที่มาจากปกรณัม หรือเรื่องเล่าแต่โบราณของกรีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าที่ได้รับการขับขานจนกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก ในชื่อว่า ‘โอดิสซี’
โอดิสซี หรือ Odyssey แปลโดยรากศัพท์ว่า เรื่องราว หรือมหากาพย์ของโอดิสซุส (ซึ่งเชื่อกันว่า อาจมีเค้าโครงของเรื่องจริง) แต่งขึ้นตั้งแต่เมื่อราว 700 ปี ก่อนคริสตกาล โดย โฮเมอร์ (Homer) กวี หรือวณิพกตาบอด ผู้เร่ร่อนขอทานแลกกับการขับขานลำนำเรื่องเล่าของเหล่าวีรบุรุษและเทพเจ้ากรีก
แม้ว่านักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ไม่เชื่อว่าโฮเมอร์มีตัวตนอยู่จริง หรือหากมีก็ไม่น่าใช่คนๆ เดียว หากเป็นชื่อเรียกแทนกวีหลายๆ คน อย่างไรก็ดี ลำนำที่โฮเมอร์ขับขาน เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และถูกกล่าวถึงในบันทึกทางประวัติศาสตร์รุ่นต่อๆ มา ทั้งของกรีกและอียิปต์ ทำให้โอดิสซีได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
ไม่เพียงแต่เป็นวรรณกรรมที่มีความเก่าแก่เท่านั้น โอดิสซียังมีอิทธิพลต่อชาวกรีก ตกทอดมาถึงชาวตะวันตกในปัจจุบัน ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะแขนงต่างๆ ความเชื่อ และค่านิยม จนกล่าวได้ว่า โอดิสซี คือรากเหง้าของชาวตะวันตก ไม่ต่างจากที่ชาวเอเชียอาคเนย์ ได้รับอิทธิพล (ไม่มากก็น้อย) จากวรรณกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธและพราหมณ์ หรือชาวเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนในลัทธิขงจื้อ
ก่อนจะเล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยของโอดิสซุส ผมอยากเกริ่นถึงความเชื่อของชาวกรีกในยุคนั้นก่อน ซึ่งก็ไม่ต่างจากความเชื่อของคนในภูมิภาคอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน คือเมื่อประมาณกว่าสองพันปีที่แล้ว โดยชาวกรีกในยุคนั้นเชื่อว่า สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมและชี้นำโดยเทพเจ้าแห่งโอลิสปัส ซึ่งประกอบด้วยเทพ 12 องค์ แต่เทพที่มีบทบาทมากที่สุดในวรรณกรรมโอดิสซี จะมีอยู่ 3 องค์ คือ ‘ซุส’ เทพผู้ปกครองสูงสุด ‘อเธเน’ ธิดาแห่งซุส ผู้ได้ชื่อว่า เทพีแห่งปัญญา และ ‘โพไซดอน’ เทพแห่งท้องทะเล
สิ่งที่ต่างจากความเชื่อเรื่องทวยเทพของชาติอื่นก็คือ เหล่าเทพเจ้าแห่งโอลิสปัส ไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งดีงาม หรือสัจธรรมสูงสุด หากแต่มีบุคลิกนิสัยแทบไม่ต่างจากมนุษย์คนเดินดิน ที่มีทั้งความรัก ความชัง ความอิจฉา ความลุ่มหลงมัวเมาในตัณหา และความโกรธแค้นเกรี้ยวกราด ขณะที่มนุษย์ ผู้ตกอยู่ภายใต้การบงการของเทพเจ้า ทำได้เพียงบวงสรวงสักการะ เพื่อประจบเอาใจทวยเทพเหล่านั้น
หากมีมนุษย์คนใดที่ทำให้เทพเจ้าพิโรธ นั่นแปลว่า มนุษย์คนนั้นจะต้องพบจุดจบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทว่า มีมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ยอมจำนนต่อเทพเจ้า สามารถพลิกชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ได้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามนับสิบปี และมนุษย์คนนั้นก็คือ ‘โอดิสซุส’
โอดิสซุส คือ ราชาผู้ปกครองแคว้นอิธกะ หนึ่งในแคว้นเล็กๆ ของกรีก เขาเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อเข้าร่วมสู้รบในสงครามกรุงทรอยที่กินเวลานานถึงสิบปี หลังจากสงครามเสร็จสิ้นลงแล้ว โอดิสซุสพร้อมพลพรรคขุนศึกคู่ใจ ตั้งใจเดินทางกลับคืนบ้านเกิดโดยเร็ว เพื่อจะได้พบหน้าครอบครัวที่พลัดพรากจากกันนาน
ทว่า ราชาแห่งแคว้นอิธกะไม่รู้เลยว่า เขาต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านเกิดนานถึงสิบปี ซึ่งเมื่อรวมกับช่วงเวลาที่เขาใช้ไปในการทำสงครามกรุงทรอยด้วย ก็เท่ากับว่า โอดิสซุสต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดนานถึงยี่สิบปี กว่าจะได้หวนคืนสู่แหล่งพำนักตัวเองอีกครั้ง
โอดิสซุสอาจไม่ใช่นักรบกรีกที่เก่งกาจในการสู้ศึกเหมือนอะคิลิส ไม่ใช่แม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างเช่น อะกาเมมนอน ราชาแห่งราชากรีกทั้งปวง แต่สิ่งที่เขาเหนือกว่าคนอื่นๆ คือ สติปัญญา และสติปัญญานี้เอง ที่พาให้โอดิสซุส สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง รวมถึงช่วยให้กองทัพกรีกสามารถตีกรุงทรอยได้สำเร็จ ด้วยกลอุบายม้าไม้
หลังจากเสร็จสิ้นสงครามกรุงทรอยแล้ว ราชาแห่งแว่นแคว้นต่างๆ ของกรีก ที่นำทัพเข้าร่วมรบในสงคราม ต่างแยกย้ายกลับบ้านเกิดของตน โอดิสซุสก็เช่นกัน เขาควรกลับถึงมาตุภูมิได้เร็วกว่านี้ ทว่า กองเรือของเขาเกิดพลัดหลงไปพบเจออุปสรรคต่างๆ นานา เริ่มจากดินแดนของผู้กินดอกบัว ซึ่งใครก็ตามที่กินเมล็ดดอกบัวเข้าไป จะหลงลืมดินแดนบ้านเกิดจนหมด และไม่ต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากพำนักอยู่ที่นั่นเพื่อจะได้กินเมล็ดดอกบัวไปจนชั่วชีวิต
แม้จะผ่านพ้นเกาะแห่งผู้เสพดอกบัวมาได้ แต่โอดิสซุสและลูกเรือต้องพบเจออุปสรรคที่น่ากลัวกว่านั้น เมื่อพวกเขาไปติดเกาะของเหล่าไซคลอพส์ หรืออสูรยักษ์ตาเดียว ซึ่งจับกินลูกเรือของโอดิสซุสไปหลายคน
โอดิสซุสรู้ดีว่า ด้วยพละกำลังเขาไม่มีทางสู้ยักษ์ไซคลอพส์ได้แน่ เขาจึงใช้สติปัญญาวางแผน และสามารถทำให้ยักษ์ตาเดียวกลายเป็นยักษ์ตาบอดไร้พิษสง
หลายต่อหลายครั้งที่สติปัญญามักพาให้ผู้นั้นหลงในความฉลาดของตน จนกลายเป็นความเย่อหยิ่งจองหอง โอดิสซุสก็เช่นกัน แม้ว่าเขาและพรรคพวกจะสามารถหลบหนีออกจากเกาะไปได้ แต่ด้วยอัตตาที่สูงล้น ทำให้โอดิสซุส ตะโกนเย้ยหยันยักษ์ไซคลอพส์ว่า ต่อให้เทพโพไซดอน ผู้เป็นบิดา ก็ไม่สามารถรักษาดวงตาของอสูรตาเดียวได้
ความหยิ่งผยองของโอดิสซุส ทำให้เทพแห่งท้องทะเลยิ่งโกรธเกรี้ยวมากขึ้น และดลบันดาลให้ราชาแห่งอิธกะ ต้องพบอุปสรรคถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่อลวงและกักขังโดยเซอร์ซี นางอัปสรผู้มียาพิษที่เปลี่ยนร่างคนให้กลายเป็นหมูได้ เท่านั้นยังไม่พอ โอดิสซุสยังต้องล่องเรือผ่านห้วงน้ำที่อันตรายที่สุด ต้องเผชิญเหล่านางพรายไซเรน ที่คอยขับขานบทเพลงแห่งความตาย ด้วยเสียงร้องโหยหวนที่ทำให้คนลุ่มหลง รวมทั้งต้องผ่านเส้นทางมรณะที่มีความตายรออยู่ทั้งทางซ้ายและทางขวา
ถึงที่สุด ทั้งกองเรือก็เหลือเพียงโอดิสซุสคนเดียวที่รอดชีวิตด้วยการลอยคอกลางทะเล 9 วัน 9 คืน ก่อนจะเกยตื้นที่เกาะโอจิเจีย และถูกนางอัปสรผู้เลอโฉมนาม คาลิพโซ กักขังไว้ที่นั่น
แม้ว่าในตอนท้าย เทพีอเธเน จะช่วยเหลือจนโอดิสซีได้กลับคืนบ้านเกิด แต่ที่นั่น เขาก็ยังต้องพบกับภยันตรายจากเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ที่หวังครอบครองอิธกะ ด้วยการสมรสกับเพเนโลพี ราชินีคู่ครองของโอดิสซี ผู้ยังมั่นคงและเฝ้ารอคอยการกลับมาของสามีอยู่ตลอด
เรื่องราวการผจญภัยของโอดิสซุสที่ผมเล่ามา อาจฟังดูไม่ต่างจากนิทานพื้นบ้าน หรือตำนานปรำปราหลายสิบเรื่อง ที่นำมาเรียงร้อยต่อกัน แต่สิ่งที่ทำให้มหากาพย์โอดิสซี มีความแตกต่างและโดดเด่นจนกลายเป็นต้นธารทางวัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงค่านิยมของตะวันตก ก็คือ ความพิเศษของผู้ชายชื่อ โอดิสซุส
อย่างที่ผมเขียนไว้ข้างต้นว่า โอดิสซุส อาจไม่ใช่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ หรือนักรบที่เก่งกาจการศึก แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น คือ สติปัญญา ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง สามารถต่อกรและเอาชนะเทพเจ้าได้
โอดิสซุส ไม่ได้มีดีแค่สติปัญญา เขายังมีความเพียรพยายามที่เหนือใคร ขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆ ในกองทัพแคว้นอิธกะ ต่างถอดใจหมดอาลัยตายอยากหลังเจอวิบากกรรมซ้ำซัด แต่โอดิสซุสกลับไม่เคยย่อท้อ อีกทั้งยังพยายามปลุกปลอบขวัญคนอื่นให้ลุกขึ้นสู้ต่อ และสิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า ความมาะนะบากบั่น เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ
สิ่งที่ทำให้เรามีความเพียร ไม่ย่อท้อยอมแพ้ง่ายๆ เกิดขึ้นจากการที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นเป้าหมายที่เราเชิดชูให้คุณค่าสูงสุด ซึ่งในกรณีของโอดิสซุส คือ ครอบครัว และบ้านเกิดเมืองนอน
แม้พบเจออุปสรรคถาโถมเข้าใส่หลายระลอก แต่โอดิสซุสไม่เคยย่อท้อ เขามองเห็นเป้าหมายชัดเจนเพียงหนึ่งเดียวคือ การกลับบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้คุณค่าสูงสุด ดังนั้น โอดิสซุสจึงไม่หวั่นไหว แม้จะมีสิ่งยั่วยวน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของนางอัปสรคาลิพโซ หรือการได้รับพรให้เป็นอมตะ เยาว์วัยไปชั่วกาล
นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของเรื่อง โอดิสซุส ได้แสดงให้เห็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อ ที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในการฟันฝ่าอุปสรรค นั่นคือ การมีสติตั้งมั่น ไม่หลงระเริงไปกับความสุข หรือโชคลาภที่ได้มาในชั่วข้ามคืน
“สรรพสัตว์ทั้งปวงที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่อับจนยิ่งกว่ามนุษย์อีกแล้ว ตราบเท่าที่สวรรค์ประทานให้เขาอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่ง และอนามัยอันดี เขาไม่เคยคิดเลยว่าความลำเค็ญกำลังกรายมา”
คำพูดของโอดิสซุสในบริบทนี้ ไม่ได้จะสื่อว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ หรือเปราะบางกว่าสัตว์อื่นๆ หากแต่ต้องการจะบอกว่า ในห้วงเวลาที่เรามีความสุข เรามักหลงลืมไปว่า นั่นเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และความทุกข์ก็อาจกำลังจะเข้ามาแทนที่ได้ในไม่ช้า
โอดิสซุส ผู้ที่เข้าใจจุดอ่อนของมนุษย์ เข้าใจสัจธรรมแห่งความไม่แน่นอนของชีวิต ดูช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโอดิสซุส ผู้ยะโสโอหัง จนถึงขั้นป่าวประกาศท้าทายทวยเทพ เพราะหลงทะนงในสติปัญญาของตัวเอง
ใช่ครับ โอดิสซุส เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจริงๆ และนั่นทำให้เขาเป็นตัวละครแรกๆ ในโลกวรรณกรรม ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในท้องเรื่อง
การผจญภัยที่กินเวลายาวนานของโอดิสซี ทำให้เขาเปลี่ยนผ่านจากนักรบผู้ชาญฉลาด กลายเป็นวีรบุรุษผู้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น
และนั่นทำให้คำว่า Odyssey กลายเป็นคำศัพท์สามัญที่ใช้แทนความหมายของการเดินทางที่ยาวนาน ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ นานา และที่สำคัญ การเดินทางอันแสนยาวนานที่ว่า มักจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้นั้นด้วย
วรรณกรรมโอดิสซี ทำให้ชาวตะวันตกให้คุณค่ากับการเดินทางไกล รวมถึงให้มองว่า อุปสรรคขวากหนาม หรือความไม่ราบรื่นในการเดินทาง คือ ส่วนประกอบสำคัญที่หล่อหลอมให้คนๆ หนึ่ง กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และเข้าใจโลกมากกว่าเดิม
หรือแม้แต่คำกล่าวที่ว่า “การเดินทาง คือ รางวัลในตัวของมันเอง” ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากมหากาพย์เรื่องนี้ ในความหมายที่ว่า คุณค่าของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่แค่การไปถึงจุดหมายปลายทาง หากแต่ยังรวมถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางด้วย
แต่สำหรับผมแล้ว ไม่เฉพาะแต่การเดินทางที่แสนยาวนานหรอกครับ การใช้ชีวิตของคนธรรมดาในทุกวัน ก็แทบไม่ต่างจากมหากาพย์โอดิสซีเลย ตั้งแต่เด็กจนโต หรือแม้แต่จะนับแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่มีใครเลยที่จะพบเจอแต่ความราบรื่นทุกวัน ตรงกันข้าม เราทุกคนล้วนพบเจอปัญหา อุปสรรค ความยุ่งยาก มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละวัน
บางวัน เราอาจพบเจอคนใจร้าย ไม่ต่างจากยักษ์ไซคลอพส์ บางวัน เราอาจตกอยู่ในสภาวะที่ชีวิตต้องเลือกระหว่าง อสูรร้ายกินคน หรือ ห้วงน้ำวนมรณะ และในบางครั้ง เราก็อาจถูกล่อลวงโดยคนที่ดูดี หรือพูดจาดี ไม่ต่างจากคาลิพโซ นางอัปสรเลอโฉม ผู้ยื่นข้อเสนอแสนหอมหวาน ที่อาจทำให้เราเผลอไผล และพลัดหลงจากเป้าหมายในชีวิตที่เราตั้งใจไว้ก็ได้
ทุกเช้าที่คนๆ หนึ่ง ออกเดินทางไปเรียน หรือไปทำงาน จนตกเย็น สิ่งที่เขาหรือเธอต้องการ ก็เพียงแค่ได้กลับบ้าน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการเดินทางอันแสนยาวนานของโอดิสซี ที่ต้องการแค่ได้หวนคืนสู่แคว้นอิธกะ ดินแดนบ้านเกิดของเขา
การใช้ชีวิตของคนทุกคน จึงไม่ต่างอะไรจากมหากาพย์การเดินทางที่ยาวนานสิบปีของโอดิสซุส การจะผ่านพ้นเรื่องราวที่ดูปกติธรรมดาในแต่ละวัน ไม่อาจทำได้ด้วยการกราบไหว้วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ต้องใช้ทั้งสติปัญญา ความพากเพียร การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดที่เข้ามากระทบ
และนั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ จากมหากาพย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ที่มีชื่อว่า ‘โอดิสซี’