- ‘Climate Anxiety’ หรือ ‘Eco-Anxiety’ คือ ความกลัวเรื้อรังต่อหายนะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการตระหนักว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่อาจแก้ไขไม่ได้ และวิกฤตนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของเรา
- ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงและการรับรู้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เกิดความเครียด วิตกกังวล และกระทบต่อการใช้ชีวิต ทั้งด้านอารมณ์ สมาธิ และความเป็นอยู่
- Climate Anxiety อาจเป็นแผลใจที่เกิดจากโลกที่รวนเร แต่หากเรากล้าที่จะเผชิญหน้า และเปลี่ยนมันเป็นแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง เราอาจพบว่าความว้าวุ่นในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อรักษาทั้งโลกและรักษาทั้งใจไปพร้อมๆ กัน
โลกร้อน, มลพิษ, PM2.5, ไมโครพลาสติก, น้ำท่วม, ภัยแล้ง, คลื่นความร้อน ฯลฯ
เหล่านี้คือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ เรารับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้จากสื่อทุกช่องทาง รวมไปถึงการประสบพบเจอมากับตัวโดยตรง เราทราบดีว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อร่างกาย ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และความสูญเสีย
แต่หารู้ไหมว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน นั่นคือทำให้เกิดความหดหู่ เศร้าใจ และวิตกกังวล ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นภาวะที่เรียกว่า ‘Climate Anxiety’ หรือ ‘ความวิตกกังวลต่อสภาพภูมิอากาศ’
เมื่อ ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ก่อให้เกิด ‘ปัญหาทางใจ’ ด้วยเช่นกัน
สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) อธิบายว่า ‘Climate Anxiety’ หรือ ‘Eco-Anxiety’ คือ ความกลัวเรื้อรังต่อหายนะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการตระหนักว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่อาจแก้ไขไม่ได้ และวิกฤตนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของเรา
ทั้งนี้ ต้องเน้นย้ำว่า ‘Anxiety’ ไม่ใช่ ‘ความกลัว’ ธรรมดาที่เกิดขึ้นปุบปับแล้วก็หายไป แต่เป็นความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นแล้วคงอยู่ได้ยาวนาน หาต้นตอที่ชัดเจนได้ยากว่าเรากำลังกลัวสิ่งใดอยู่ เป็นความรู้สึกกลัวอย่างกว้างๆ ความกลัวนี้มักเกี่ยวข้องกับเรื่องในอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และความไม่แน่นอน
อาการลักษณะนี้พบได้ในกลุ่มคนหลายช่วงวัย แต่กลุ่มคนที่พบมากที่สุดคือ ‘เยาวชน’ หรือ ‘คนรุ่นใหม่’ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมากับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม รายงานขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ในปี 2021 กล่าวว่า เกือบ 99% ของเด็กทั่วโลกล้วนเคยประสบกับภัยทางสภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงชีวิต เช่น คลื่นความร้อน พายุไซโคลน น้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ โรคติดต่อ ฯลฯ
เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ในร่างเล็ก เด็กเปราะบางกว่าผู้ใหญ่ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อเจอภัยพิบัติครั้งหนึ่ง เด็กอาจได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าผู้ใหญ่ และใช้เวลานานกว่าที่บาดแผลนั้นจะหายดี
แล้วหากภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาย่อมทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม และอาจเป็นในรูปแบบที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อนอย่าง Climate Anxiety ก็ว่าได้
จากการสำรวจเยาวชนจำนวน 10,000 คน ช่วงอายุ 16-24 ปี จาก 10 ประเทศทั่วโลก (ออสเตรเลีย, บราซิล, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, อินเดีย, ไนจีเรีย, ฟิลิปปินส์, โปรตุเกส, อังกฤษ, สหรัฐฯ) ในปี 2021 พบว่า 59% รู้สึกกังวลมากหรือมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ซึ่งความกังวลนี้ก่อให้เกิดอารมณ์ลบต่างๆ เช่น โกรธ เศร้า ไร้พลัง และกลัว โดยความรู้สึกเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการใช้ชีวิตในบางแง่มุมลดลง เช่น กิน นอนหลับ มีสมาธิ เรียน/ทำงาน ทำกิจกรรมพักผ่อน และรักษาความสัมพันธ์
ผศ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมมีมากจนเกินไป ก็จะส่งผลกระทบต่อเราได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไล่ตามระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก เช่น
- เริ่มรู้สึกผิดต่อการกระทำที่ไม่รักษ์โลกของตัวเอง อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับ
- ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ เช่น ทำงาน เรียน หรือความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ แย่ลง
- เมื่อเกิดความกังวลขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ บางกรณีอาจรุนแรงจนเกิดอาการตื่นตระหนก (Panic Attack) เมื่อเห็นสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย
- สุดท้ายอาจนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวังและเฉื่อยชา จนไม่อยากออกมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน
แล้วเราจะจัดกับ ‘Climate Anxiety’ ได้อย่างไร?
ขั้นแรกที่สำคัญที่สุดคือ ‘การยอมรับว่าความรู้สึกนี้มีอยู่จริง’ จากการสำรวจเยาวชน 16,000 คนในสหรัฐฯ พบว่า เกือบ 62% ระบุว่าตัวเองเคยพยายามพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่กว่า 58% กลับรู้สึกถูกเพิกเฉยและไม่ได้รับความสนใจ โดย 66% ต้องการให้คนรุ่นพ่อแม่และรุ่นตายายเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา
ผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เข้าใจถึง Climate Anxiety เนื่องจากในตอนที่เขาเป็นเด็ก วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ร้ายแรงและเกิดขึ้นบ่อยเท่ากับในปัจจุบัน ลองนึกดูว่าระหว่างเด็กคนหนึ่งที่ต้องเจอกับมหาภัยพิบัติทุกๆ 1-2 ปี กับเด็กอีกคนที่เจอทุกๆ 10 ปี เด็กคนไหนจะบอบช้ำมากกว่ากัน
แน่นอนว่าเป็นเด็กคนแรก เพราะสภาพร่างกายและจิตใจยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ก็ต้องเจอซัดเข้าไปอีกลูกแล้ว ดังนั้นประสบการณ์ภัยพิบัติในวัยเด็กของผู้ใหญ่ไม่อาจนำมาเทียบได้เลยกับสิ่งที่เด็กต้องพบเจอในปัจจุบัน ข้อมูลจาก UNICEF ชี้ชัดว่า เด็กเกือบทั้งโลกในปัจจุบันล้วนเคยประสบกับภัยพิบัติมาแล้ว ฉะนั้นเด็กทุกคนกำลังเติบโตขึ้นท่ามกลางคำถามที่ว่า โลกในอนาคตจะยังปลอดภัยสำหรับพวกเขาอยู่หรือไม่
ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตให้การยอมรับมากขึ้นว่าภาวะอารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดร.คาร์เตอร์ โรบินสัน (Carter Robinson) นักจิตวิทยาคลินิกจากชุมชนนักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ APA กล่าวว่า วัยรุ่นและคนวัยหนุ่มสาวที่เข้ามาปรึกษากับเธอ แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศมากขึ้น และความรู้สึกนี้ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต เช่น การเลือกสถานที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่าจะมีลูกหรือไม่
APA ซึ่งปกติเป็นผู้ออกคู่มือหรือแนวทางเกี่ยวกับจิตวิทยา ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีคู่มือหรือเทคนิคเฉพาะเจาะจงสำหรับการช่วยเหลือเยาวชนให้ก้าวผ่านความทุกข์ใจเกี่ยวกับสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากแขนงต่างๆ ก็มีการใช้เทคนิคที่แตกต่างหลากหลาย โดยเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้
- ระมัดระวัง ‘การรับข่าวสาร’ บนโลกออนไลน์
วิธีที่ง่ายและใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ พิจารณาการใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองว่ามากเกินไปหรือไม่ บางทีการที่รับข่าวสารมากๆ ไม่ได้ทำให้เรารู้เท่าทันความเป็นไปของโลก แต่มันยิ่งทำให้เราเครียดมากขึ้น เรียกว่าเป็นพฤติกรรม ‘Doomscolling’ การไถหน้าจอเพื่อเสพข่าวร้ายหรือเนื้อหาเชิงลบอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถหยุดได้
วิธีแก้ไขคือ ‘ลดการใช้หน้าจอ’ อาจเริ่มจากจัดตารางเวลาว่าจะอ่านข่าวเมื่อไร อาจจะอ่านครั้งละ 10 นาทีในตอนเช้า บ่าย และเย็น เพื่อให้ได้ข้อมูลต่อเนื่อง ส่วนเวลาอื่นก็ใช้สำหรับการพักใจและทำกิจวัตรอื่นๆ หรือจะใช้เทคนิคอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยก็ได้ เช่น วางโทรศัพท์ให้ห่างจากเตียงนอน เปลี่ยนหน้าจอเป็นสีขาวดำ หรือเลือกติดตามข่าวที่เน้นการนำเสนอข้อเท็จจริงมากกว่าการขายดราม่า
- รับมือผ่านการหา ‘ความหมาย’ และ ‘ลงมือทำ’
เมื่อเราเกิดอารมณ์ลบ เรามักหาวิธีกำจัด หลีกหนี หรือเบี่ยงเบนความสนใจ วิธีเหล่านี้อาจไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะอารมณ์จะยังคงอยู่และสะสมไว้ในใจ เราต้องเข้าใจว่าอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้ เมื่อมีใครทำให้เราเสียใจ ถึงแม้เขาจะมีเหตุผลที่ดี อธิบายจนเราเข้าใจ แต่เราก็ไม่อาจทำให้ความเสียใจนั้นมลายหายไปได้
เราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของเราได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะคิดและตอบสนองกับมันอย่างไร ในตอนแรกเราอาจไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ให้ลองสังเกตและตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ต่ออารมณ์ของเรา เหตุใดเราถึงรู้สึกเช่นนี้ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองไหลตามอารมณ์ไปเรื่อยๆ
เช่น เรารู้สึกเสียใจที่สถานการณ์สิ่งแวดล้อมเป็นเช่นนี้ แล้วทำไมเราถึงรู้สึกเสียใจ? เพราะเราแคร์ เราใส่ใจ อยากเห็นโลกที่สวยงาม เราให้ความหมายต่อความรู้สึกของเรา ความรู้สึกของเรามีคุณค่า ไม่ใช่เรื่องงี่เง่า ทั้งนี้ การตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ก็มีข้อควรระวัง ไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การโทษว่าตัวเองไม่ดี มิเช่นนั้นเราจะตกอยู่ในวังวนของ ‘การหมกมุ่นครุ่นคิด’ (Rumination) ที่ไม่ก่อให้เกิดวิธีการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์
เมื่อเราหาความหมายได้แล้ว ให้นำสิ่งนั้นมาเป็นเป้าหมายและลงมือทำสิ่งที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายนั้น เพราะความหวังไม่ใช่การนั่งรอเฉยๆ ให้เกิดปาฏิหาริย์ แต่คือการ ‘ลงมือทำ’ หาวิถีทางให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ทำสื่อขับเคลื่อนสังคม ลงชื่อสนับสนุนแคมเปญด้านสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนมูลนิธิสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
- หา ‘กลุ่มเพื่อน’ หรือ ‘ชุมชน’ ที่เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
การมีสังคม หาเพื่อนพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์แนวคิดร่วมกัน ก็ช่วยคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเผชิญปัญหาเช่นนี้อยู่เพียงลำพัง เราอาจลองไปร่วมพูดคุยในวงสนทนาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขพัฒนาสิ่งแวดล้อม
ดร.อัมรูตา โนริ-ซาร์มา (Amruta Nori-Sarma) ผู้วิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจิตจากคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยบอสตัน ศึกษาพบว่า ความผูกพันในชุมชนจะช่วยให้คนเราฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้าย เช่น ในวันที่อากาศร้อนจัด หากคนในหมู่บ้านหรือบ้านใกล้เรือนเคียงมีความเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ทุกคนจะหมั่นตรวจสอบความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนมีทรัพยากรต่างๆ ที่เพียงพอ หรือปกป้องให้กันและกันมีความเป็นอยู่ที่ดี
- ‘ทุกภาคส่วน’ ต้องช่วยกัน
การแก้ไข Climate Anxiety ให้สำเร็จ ไม่ควรเป็นหน้าที่ของจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวและโรงเรียน ไปจนถึงในภาพใหญ่อย่างรัฐบาล
เลสลี่ เดเวนพอร์ต (Leslie Davenport) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและผู้เขียนหนังสือให้กับ APA เกี่ยวกับการรับมือความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า ทุกวันนี้โรงเรียนมีการสอนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแล้ว แต่ยังขาดเรื่องการฝึกฝนในด้านการจัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม
เดเวนพอร์ต ยกตัวอย่างว่า ครูหรือพ่อแม่อาจใช้เทคนิคการจัดการอารมณ์ที่เรียกว่า ‘Toggling’ (สลับสวิตช์) เป็นการฝึกความยืดหยุ่นทางจิตใจ โดยใช้การสลับการรับรู้ระหว่างเรื่องที่ยากลำบาก (อารมณ์ลบ) กับเรื่องที่สร้างพลัง (อารมณ์บวก) อย่างเป็นจังหวะ เพื่อไม่ให้จิตใจจมดิ่งอยู่กับฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนเกินไป
ตัวอย่างเช่น ครูสอนเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลายและผลกระทบต่อหมีขั้วโลก เด็กๆ จะเริ่มรู้สึกเศร้าและวิตกกังวล แต่ก่อนที่เด็กจะจมดิ่ง ครูทำการสลับอารมณ์กลับมาด้วยการใช้กิจกรรมที่สร้างความหวัง เช่น ให้เด็กๆ ลองวาดภาพโลกในฝันที่พวกเขาอยากเห็น หรือแชร์ไอเดียว่าเราจะช่วยหมีขั้วโลกได้อย่างไร
คณะของ ดร.ปานู ปิห์กาลา (Panu Pihkala) นักวิจัยเกี่ยวกับความวิตกกังวลต่อสิ่งแวดล้อมจาก University of Helsinki ประเทศฟินแลนด์ ได้นำเสนอเทคนิคจัดการอารมณ์ด้วย ‘วงล้ออารมณ์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Emotions Wheel) ซึ่งช่วยให้เราระบุอารมณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมได้ เพราะการเรียกชื่ออารมณ์ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์สงบลงและทำให้เรากลับสู่สภาวะที่สมดุล ตามแนวคิดของจิตแพทย์ ดร.แดน ซีเกล (Dan Siegel) ที่เรียกว่า ‘Name it to Tame it’ (เรียกมันเพื่อทำให้มันเชื่อง)

ผล อย่างการฝึก ‘การมีสติ’ (Mindfulness) ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เด็กนั่งนิ่งๆ แบบนั่งสมาธิก็ได้ แต่ให้ใช้กิจกรรมที่ช่วยให้เขาโฟกัสอยู่กับปัจจุบันขณะและพาจิตให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่น เล่นกีฬา หรือสร้างสรรค์งานศิลปะ
ส่วนการแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่ ภาคส่วนที่สำคัญคือ ‘รัฐบาล’ และ ‘ผู้มีอำนาจ’ เนื่องจากในปี 2021 มีการสำรวจออกมาแล้วพบว่า การที่เยาวชนรู้สึกว่าผู้อำนาจทางการเมืองเพิกเฉย (Inaction) ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความเชื่อมโยงกับ Climate Anxiety, ความทุกข์ใจ และการถูกทรยศ
ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการรับมือและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จริงจังและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่การกล่าวด้วยคำพูดลอยๆ ที่ไม่มีขั้นตอนชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เยาวชนและคนทุกกลุ่มทุกวัยคลายความวิตกกังวลถึงวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
Climate Anxiety อาจเป็นแผลใจที่เกิดจากโลกที่รวนเร แต่หากเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกังวลนี้ ยอมรับมัน และเปลี่ยนมันเป็นแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง เราอาจพบว่าความว้าวุ่นในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อรักษาทั้งโลกและรักษาทั้งใจไปพร้อมๆ กันได้ด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส. (2567). Climate Anxiety เมื่อเราไม่อาจลบปัญหาสิ่งแวดล้อมออกจากใจ.
วัชรพงศ์ รติสุขพิมล. (13 กันยายน 2566). Eco-Anxiety เมื่อโลกป่วย ใจก็เลยป่วยตาม. ฐานเศรษฐกิจ, 5.
American Psychological Association. (2025). Helping youth move from climate anxiety to climate action. Monitor on Psychology, 56(4).
Avaaz. (2021). How Youth Climate Anxiety Is Linked to Government Inaction.
Climate Mental Health Network. (2026). Climate Emotions Wheel.
Divya Khosla. (2024). Fear vs. anxiety: How are they different?
Jeffrey Kluger. (2025). Climate Anxiety Is Taking Its Toll on Young People.