- หน้าที่หนึ่งของผู้จัดการศึกษาคือการสร้างระบบและพื้นที่เพื่อรองรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขามีเงื่อนไขชีวิตที่ไม่สามารถที่จะเดินในลู่ของการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ได้
- คุยกับ ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาครู เพื่อดูแลเด็กให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยจัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ที่เรียกว่า ‘ห้องเรียนระบบสอง’
- ผอ.พิเศษ เชื่อว่า คุณภาพของการจัดการศึกษาไม่ได้อยู่ที่คะแนนสอบที่เด็กทำได้ แต่อยู่ที่เด็กนั้นสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง การศึกษาที่ดีจึงต้องทำให้ชีวิตของเด็กดีขึ้นได้จริง สอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตของเด็กเป็นหลัก และควรจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยในอนาคตได้ด้วย
ด้วยเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือข้อจำกัดด้านร่างกายจิตใจและอื่นๆ เด็กบางคนอาจไม่พร้อมที่จะเข้ามานั่งเรียนในห้องเรียนหรือทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เมื่อขาดเรียนบ่อยครั้งก็ส่งผลให้ติดศูนย์ ร. มส. และไม่มีสิทธิ์สอบ ในที่สุดก็หลุดออกจากระบบการศึกษา กลายเป็นเด็ก Drop Out
คำถามก็คือ โรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ในการจัดการศึกษาจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบและสามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมไปถึงช่วยให้เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วมีโอกาสกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง
The Potential ชวน ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมราชมังคลาภิเษก จังหวัดเชียงราย พูดคุยถึงแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ที่ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้กลางทาง หลังการเสวนา ‘การศึกษาใหม่ที่โอบกอดทุกเงื่อนไขชีวิต’ ในงานครูปล่อยแสง ปี 7 โดยเครือข่ายก่อการครู
“ในฐานะที่เป็นผู้จัดการศึกษา เราควรที่จะสร้างระบบและพื้นที่เพื่อที่จะรองรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขามีเงื่อนไขชีวิตที่ไม่สามารถที่จะเดินได้ในเส้นทางหรือลู่ของการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่”

จากครูปกครองที่เข้มงวด สู่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาครู เพื่อดูแลเด็กให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ. 2547 ขณะนั้น ผอ.พิเศษ เป็นครูฝ่ายปกครองที่ค่อนข้างเข้มงวดกับเด็ก ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบระเบียบของโรงเรียนเท่านั้น จนลืมนึกถึงว่า เด็กแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน อีกทั้งยังรู้สึกว่าความเข้มงวดที่มากเกินไปอาจกลายเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้ เมื่อเกิดความคิดเช่นนั้น ผอ.พิเศษจึงเริ่มปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตให้ยืดหยุ่นมากขึ้น มองเด็กเป็นตัวตั้ง และออกไปหาประสบการณ์การทำงานบริหารที่อื่น จนกระทั่งกลับมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ ในปีพ.ศ. 2556
“หลังจากที่เรากลับมาเป็นผู้บริหารที่ห้วยซ้อ เราก็อยากให้ห้วยซ้อเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ และเป็นพื้นที่รองรับเด็กทุกคน เด็กบางคนเขาอาจจะไม่เหมาะกับวิธีการหรือระเบียบเดิมที่มันมีอยู่ เพราะบริบทมันเปลี่ยนไปมาก อยากให้พื้นที่ของห้วยซ้อเป็นพื้นที่ที่โอบรับทุกคนและทุกเงื่อนไขชีวิต”
“พื้นที่ของโรงเรียนควรจะเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง ให้เขาได้ลองผิดลองถูกในข้อจำกัดที่เหมาะสม อยากทำสิ่งนั้นลองทำดู ไม่ควรที่จะมีบล็อกเดียวที่จะเป็นตัวหลอมเด็ก ควรจะมีหลายๆ บล็อก หลายๆ กรอบที่จะให้เด็กอยู่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ในกรอบของการเรียนรู้ การโอบอุ้ม การแนะนำ การดูแลกันไป
เราไม่สามารถที่จะบอกเขาได้ว่า เธอเรียนเก่งแล้วเธอจะต้องไปต่อมหาวิทยาลัยนะ คือเขาเรียนเก่ง แต่เขาอาจจะมีวิถีของเขา ดังนั้นหน้าที่ของเราคือหนุนเสริมประคับประคองและให้ข้อเสนอแนะ ให้กำลังใจเขาไป ไม่จำเป็นว่าเรียนเก่งแล้วต้องเรียนต่ออุดมศึกษา เรียนไม่เก่งต้องไปทำงาน”
ทั้งนี้ ด้วยบริบทของชุมชนรอบรั้วโรงเรียนเป็นชุมชนเกษตรกรรม พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทำไร่ ทำสวนยางพารา ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่ต้องช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองทำงานเหล่านี้เป็นวิถีปกติอยู่แล้ว ผอ.พิเศษจึงมองว่า หากโรงเรียนหนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้จากนอกห้องเรียน เรียนจากวิถีชีวิตของเขา จากนั้นนำกลับมาเป็นผลการเรียนรู้ น่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้ จึงจัดการศึกษาให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับเด็กที่มีข้อจำกัด ให้กับเด็กที่ยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในระบบของการศึกษาที่มีอยู่
“ที่โรงเรียนห้วยซ้อเราเรียกว่า ‘ห้องเรียนระบบสอง’ ณ วันที่พวกเราทำ เราไม่ทราบครับว่ามันคือการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เราไม่ทราบเลยครับว่ามันคือกระบวนการของ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ แต่สิ่งที่เราทราบและมีเจตจำนงตอนนั้นคือ ต้องการช่วยเหลือเด็ก”

ในวันที่เด็กไม่พร้อม ‘ห้องเรียนระบบสอง’ จะคอยโอบอุ้มพวกเขาจนถึงปลายทางคือวุฒิการศึกษา
‘ห้องเรียนระบบสอง’ ของโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ ก่อตัวขึ้นในปีพ.ศ. 2564 จากทีมครูเล็กๆ ในโรงเรียน โดยมีผอ.พิเศษ เป็นหัวเรือใหญ่ เริ่มจากเคสแรกๆ คือนักเรียนชายชั้นม.6 คนหนึ่ง
“ในระหว่างที่ทำงานตามปกติ ทางคุณครูที่เกี่ยวข้อง คุณครูที่ดูแลนักเรียนได้รายงานข้อมูลให้ผมรับทราบว่า มีนักเรียนอยู่คนหนึ่ง ขอเรียกว่า วิศรุต มีโอกาสที่จะไม่จบชั้นม.6 ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาครับ ในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ ติดศูนย์ ร. มส. ไม่ยอมส่งงาน เสียงทุกเสียงของคุณครูสรุปตรงกันว่าคือเด็กที่มีปัญหาแน่ๆ”
คุณครูจึงลงไปเยี่ยมบ้าน เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กถึงไม่มาเรียน และได้ข้อมูลมาว่า เหตุที่เด็กคนนั้นไม่ไปโรงเรียน เพราะบางวันต้องไปกรีดยาง บางวันต้องไปเป็นกรรมกรรับจ้าง เพื่อที่จะจุนเจือครอบครัว
“ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องครูว่า ทำยังไงก็ได้ช่วยให้วิศรุตจบม.6 สิ่งที่ผมคิดตอนนั้นอย่างเดียวครับ ต้องการให้เขาได้วุฒิม.6 เพื่อเป็นใบเบิกทางในการยกมาตรฐานคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นใบเบิกทางในการจุนเจือและช่วยเหลือครอบครัวให้ได้”
“เขาเป็นเด็กที่กำลังเผชิญกับปัญหาครอบครัว การเงิน ต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แล้วเราจะซ้ำเติมครอบครัวที่เขากำลังเจอวิกฤต ด้วยการบอกว่า ลูกชายเขาจะไม่จบม.6 ที่เรียนมาสูญเปล่านะ โดยที่ไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่เราควรจะทำได้ให้เขาจบม.6 ด้วยวิธีใหม่ ก็เลยถอดแบบมาจากตอนสถานการณ์โควิด ให้เขาเรียนออนไลน์ ให้เขาเอาใบงานไปทำ ให้เขาเรียนในคลิป ให้เขาไปทำอะไรก็ได้ แล้วบันทึกคลิปมาส่ง วันสุดท้ายก็มานำเสนอ ครูก็ไปประเมิน เพื่อหาร่องรอยของการเรียนรู้เขา
ตรงไหนที่ยังขาดอยู่ก็เติมให้เขาได้ไหม คิดว่าสิ่งนี้โรงเรียนควรจะทำ พอทำกับเคสวิศรุต ทำให้เขาจบม.6 แล้วเราก็เห็นผลของการที่เขาได้รับวุฒิการศึกษาจากวิธีการที่ครูควรต้องทำ ไม่ใช่วิธีการแบบเดียวที่มานั่งเรียนแล้วสอบแล้วผ่านแล้วจบ มันต้องมีวิธีการอื่นที่จะเกื้อหนุนให้เขาได้จบด้วย”
ผอ.พิเศษ ขยายความในส่วนของการเรียนว่า ในวิชาหลักวิชาพื้นฐานอย่างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาต่างๆ ก็ยังคงเป็นวิชาที่เด็กต้องเรียนอยู่ เพียงแต่ว่าจะเป็นในรูปแบบของออนไลน์และมีออนไซต์ ออนดีมานด์ควบคู่ไปด้วย โดยครูจะจัดทำคลิปการสอนในตัวชี้วัดและในตัวรายวิชาพื้นฐานไว้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียน พร้อมกับแบบทดสอบ แบบฝึกหัด ให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง และการออนไลน์จะถูกจัดขึ้นในวันจันทร์กับวันพุธด้วย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 มาจนถึงปัจจุบัน ห้องเรียนระบบสองนี้ขับเคลื่อนกันมาประมาณ 5 ปีกว่าแล้ว
นอกจากการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นในรูปแบบห้องเรียนระบบสองแล้ว สำหรับระบบปกติ หรือที่ผอ.พิเศษเรียกว่า ‘ห้องเรียนระบบหนึ่ง’ ก็ยังคงให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียม
“เด็กระบบหนึ่งกับเด็กระบบสองสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี มีทุกอย่างเหมือนกันในแง่ของการเป็นนักเรียน เพียงแต่ว่าพื้นที่ของการเรียนรู้อาจต่างกันตามบริบทของแต่ละคน วันหนึ่งที่เด็กระบบหนึ่งไม่พร้อมเรียนในระบบ เขาก็สามารถขอมาอยู่ระบบสองได้ แล้ววันหนึ่งเด็กระบบสองพร้อมเขาก็สามารถขอมาอยู่ระบบหนึ่งได้
สามารถเทียบโอนผลการเรียนได้ เพราะโครงสร้างเราก็เป็นเทอมๆ ตามหลักสูตร เช่นเทอมนี้เด็กชายเออยากอยู่ระบบสองด้วยเหตุผลอะไรก็ว่าไป พอสิ้นเทอมเราก็ประเมิน ทั้งระบบหนึ่งระบบสองก็จะประเมินช่วงปลายเทอมเหมือนกัน ออกมาเป็นผลการเรียน
แต่ระบบสองครูต้องเพิ่มงานเข้าไป การทำงานของครูจึงต้องยากมากขึ้น ครูต้องใช้พลังเยอะ ใช้ความใส่ใจแล้วก็ความละเมียดละไม เพิ่มมากขึ้นในการทำงานคู่ขนาน”

คำถามมากมายถึงข้อกฎหมายและคุณภาพการศึกษา คำตอบอยู่ที่ชีวิตและอนาคตของเด็ก
ในช่วงแรกของการเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างมักยากเสมอ ผอ.พิเศษ เล่าถึง ความยากและอุปสรรคในการเริ่มจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นนี้ว่า มายด์เซ็ตของคนทำงานสำคัญ
ผอ.พิเศษเล่าว่า ระหว่างทางการทำงานมีข้อคำถามมากมายจากพี่น้องครูเกี่ยวกับการจัดการศึกษาลักษณะนี้ว่า ทำแบบนี้ผิดกฎหมายไหม? ผิดจากหลักสูตรไหม? จะถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยไหม?
“ผมในฐานะผู้บริหาร ในฐานะผู้ทำงานชิ้นนี้ ผมตัดสินใจตอบและจะยอมรับความรับผิดชอบในการตอบ ผมบอกว่าถ้าอะไรเกิดขึ้นผมรับผิดชอบเอง แต่ในขณะเดียวกันผมก็พยายามที่จะคลายความกังวลของพี่น้องครูด้วยข้อกฎหมาย ระเบียบที่มันเปิดช่อง
พรบ.การศึกษาในมาตรา 15 เป็นตัวกำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้ด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะในรูปแบบ ในระบบ นอกระบบ หรือการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กำหนดไว้ชัดเจน มีระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการของหน่วยงานต้นสังกัด ให้มีการเทียบความรู้ ประสบการณ์จากชีวิตจริง จากการทำงาน กลับเข้ามาหาหลักสูตร เพื่อเป็นผลการเรียนให้กับผู้เรียน สิ่งเหล่านี้พยายามที่จะสร้างความอุ่นใจ ความชัดเจนให้กับพี่น้องครูในการทำงานชิ้นนี้มาโดยตลอด”
“พอทำไปประมาณสักปีหรือสองปี สิ่งที่เราทำมันเริ่มเห็นผล เริ่มเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น เขาก็สื่อสารกันไปในหลายๆ ช่องทาง ทำให้ห้วยซ้อเป็นที่รู้จักในระบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น แล้วครูที่ทำก็เริ่มมีพื้นที่ในการนำเสนอ มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นเพิ่มมากขึ้น หลายๆ หน่วยงานก็เข้ามาเรียนรู้ เข้ามาแลกเปลี่ยน เข้ามาดูงาน พอมีเหตุการณ์หรือปรากฎการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ครูที่ยังไม่เออออด้วย ยังนิ่ง ก็เริ่มเห็นว่ามันมีผลลัพธ์เกิดขึ้นในเชิงบวกและเป็นประโยขน์กับเด็ก และเป็นประโยชน์กับโรงเรียน เป็นประโยชน์กับตัวครูที่ทำ
ครูที่ทำแรกๆ ก็พูดได้เต็มปากว่า มีความภาคภูมิใจ มีความอิ่มใจ ในฐานะที่เป็นครู ที่นี้ก็เลยเริ่มชวนคนที่เริ่มมีแนวโน้มเข้ามาทำ หรือมอบให้ทำ คนนี้ดูเด็กระบบหนึ่งนะ คนนี้ดูแลเด็กระบบสอง แล้วก็เอาข้อมูลมาแชร์กัน ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่ยังอยู่กับอีกวิธีคิดหนึ่งอยู่นะ แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขวางหรือต่อต้าน เราให้เขาทำเขาก็ช่วยทำให้ ทุกคนช่วยกันทำคลิปการสอนแล้วก็เอาขึ้นไปบนเว็บไซต์ให้โรงเรียน เพื่อให้เด็กระบบสองและเด็กระบบหนึ่งได้เข้าไปเรียน เวลาครูทำคลิปขึ้นไปคลิปตรงนั้นก็เป็นสื่อของครูไปด้วย เวลาถูกประเมิน เวลาถูกถามว่าคุณมีสื่ออะไรบ้าง ก็เอาตรงนี้ไปตอบได้”
ผอ.พิเศษ เล่าว่าใช้วิธีโน้มน้าวคุณครูด้วยการพาไปลงพื้นที่ พาไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กจริงๆ
“เวลาครูไปจัดการศึกษานอกห้องเรียน ก็มอบหมายให้ครูแกนนำคอร์ทีมไปสักคนสองคน แล้วก็ชวนครูที่มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับเราเข้าไปช่วย ทำถี่เข้าๆ เขาก็เริ่มมาเป็นคอร์ทีม เป็นทีมเดียวกันเป็นทีมหลัก”

อย่างไรก็ตาม ความกลัว ความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของการทำงานค่อยๆ หายไปเมื่อได้เห็นว่า เด็กสามารถจบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ มีทักษะอาชีพติดตัว มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ รวมไปถึงแววตาและคำขอบคุณของผู้ปกครอง
“บางทีเด็กนั่นแหละเป็นยาเพิ่มพลังให้กับครูให้กับตัวเรา เด็กที่เขากำลังจะหลุดจากระบบ หรือหลุดไปแล้วเขามีโอกาสได้กลับมา ได้รับวุฒิการศึกษา ได้มีโอกาส ได้มีพื้นที่ยืนเหมือนกับเพื่อนๆ นั่นก็คือความภาคภูมิใจของเรา เป็นกำลังใจในการทำงานต่อ”
ในฐานะบุคลากรทางการศึกษาที่เห็นช่องโหว่ของระบบ ผอ.พิเศษ กล่าวชวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยกันสร้างระบบการศึกษาที่ไม่มีเงื่อนไข สร้างระบบการศึกษาที่โอบกอดเด็กไว้ในทุกปัญหา เพื่อให้เขาได้มีที่ยืนในสังคม เพราะสุดท้ายแล้วคุณภาพไม่ได้อยู่ที่คะแนนสอบที่เด็กทำได้ แต่อยู่ที่เด็กนั้นสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
การศึกษาที่ดีจึงต้องทำให้ชีวิตของเด็กดีขึ้นได้จริง สอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตของเด็กเป็นหลัก นั่นก็คือใช้ชีวิตของเด็กเป็นฐาน และควรจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยในอนาคตได้ด้วย
“การเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมทั้งวันนี้และวันข้างหน้า เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาต้องเรียนรู้ ที่สำคัญคือ การศึกษาที่ดีก็ไม่ควรที่จะทิ้งแก่นแกนของชาติบ้านเมืองที่ควรจะเป็น เราต้องการให้ชาติบ้านเมืองเป็นอย่างไร เด็กก็ควรจะต้องได้เรียนรู้ อันนั้นคือนิยามของการศึกษาที่ดี ที่เรามองอยู่ 3 มิติ ตัวตนของเด็ก สิ่งจำเป็น และแก่นแกนที่ควรจะเป็นของชาติบ้านเมืองเรา” ผอ.พิเศษ ทิ้งท้าย