- Hoppers หรือ ‘เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์’ เป็นแอนิเมชันต้นฉบับเรื่องใหม่จากพิกซาร์ กำกับโดย แดเนียล ชอง (แอนิเมชันซีรีส์ We Bare Bears หรือ สามหมีจอมป่วน)
- แอนิเมชันเรื่องนี้ย้ำชัดถึงความแตกต่างระหว่าง Sympathy กับ Empathy เมื่อเมเปิลพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่า ‘ดี’ ต่อสัตว์และธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงคือเธอกำลังยัดเยียดนิยามความดีของมนุษย์ให้กับป่า จนถูกต่อว่าโทษฐานที่ไม่เคารพกฎธรรมชาติ
- มากกว่าการขยายภาพความสำคัญของการพึ่งพาอาศัยของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ Hoppers ชวนให้เรายอมรับ ‘ความเปราะบาง’ ของ ‘มนุษย์’ สิ่งมีชีวิตที่เผลอคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่และสูงส่งว่าสัตว์ทั้งปวง
สารภาพตามตรงว่าถ้าใครบางคนไม่เอ่ยชวนให้ไปชม Hoppers แอนิเมชันเรื่องใหม่ของพิกซาร์ในโรงภาพยนตร์ ผมคงเลือกที่จะรอชม ‘Avatar ฉบับพิกซาร์’ เรื่องนี้ผ่านดิสนีย์พลัสในภายหลัง เพราะหลายปีมานี้ ผลงานแอนิเมชันต้นฉบับ (ที่ไม่ใช่ภาคต่อ) ของสตูดิโอระดับโลกแห่งนี้ดูจะสูญเสียมนต์เสน่ห์ไปไม่น้อย
ทว่าเมื่อก้าวออกจากโรงภาพยนตร์ ผมกลับพบว่าตัวเองถูกเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ Hoppers ไม่ใช่แค่แอนิเมชันที่ดูสนุก แต่มันคือการคืนฟอร์มสู่ ‘ยุครุ่งเรือง’ ในรอบเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ Coco (2017) และผมไม่แปลกใจเลยที่สื่อทั่วโลกต่างยกย่องให้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในแอนิเมชันที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้งในชีวิต

[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]
Hoppers พาเราไปรู้จักกับ ‘เมเบิล’ นักศึกษาสาววัย 19 ปี ผู้เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์รักษ์โลก เธอค้นพบว่าโครงการทางด่วนลอยฟ้ากำลังจะทำลายผืนป่าและลำธารอันเป็นที่รัก เมเบิลจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะการลักลอบใช้เทคโนโลยี Hoppers ที่สามารถย้ายจิตใต้สำนึกของเธอเข้าไปอยู่ในหุ่นยนต์บีเวอร์เสมือนจริง เพื่อแทรกซึมและปลุกระดมสรรพสัตว์ให้ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดจากการรุกรานของมนุษย์
ในช่วงต้น พิกซาร์ปูพื้นฐานของเมเบิลได้อย่างน่าสนใจผ่านแฟลชแบ็กวัยเด็ก ภาพของเด็กหญิงที่แอบขโมยสัตว์ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น เต่า กบ กิ้งก่า หนู งู หรือแมลงต่างๆ เพื่อหวังปลดปล่อยพวกมันจากการกักขังและกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพราะเชื่อว่านั่นคือ ‘สิ่งที่ถูกต้อง’ แต่เธอกลับถูกครูจับได้และโทรเรียกผู้ปกครองให้มารับตัวกลับบ้าน ซึ่งประเด็นสำคัญสำหรับผมอยู่ที่ปฏิกิริยาและท่าทีที่แตกต่างกันของคนในครอบครัว
เริ่มจาก ‘แม่’ ที่ตอบโต้การกระทำของเมเบิลด้วยการตำหนิและบ่นตลอดทางกลับบ้าน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องลางานชั่วคราวเพื่อมารับตัวลูกสาวกลับบ้านก่อนเวลา
ขณะที่ ‘ยาย’ กลับเลือกจะไม่ตัดสินใดๆ เพียงปล่อยให้เมเบิลสงบลง ก่อนชวนเธอมานั่งบนโขดหินข้างลำธารด้วยกัน พร้อมกับเผยความลับสั้นๆ ว่าตอนเด็กๆ ยายเองก็เคยโกรธถึงขั้นชกหน้าเพื่อนคนหนึ่งมาแล้ว ทำเอาเมเบิลตาโตด้วยความประหลาดใจ และเมื่อเห็นถึงสัญญาณของการเปิดใจ ยายจึงชวนให้เมเบิลลองหายใจเข้าออกลึกๆ และดื่มด่ำกับโลกที่อยู่รอบตัว
“ความโกรธจะเบาบางลง ถ้าเรารู้ว่าเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่”
คำพูดและการแสดงออกด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายสะท้อน ‘ความฉลาดทางอารมณ์’ ของคนที่ตีโจทย์แตกว่าสิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคือผู้ใหญ่ที่เข้าใจในเจตนาเบื้องหลังและพร้อมโอบรับเขาในแบบที่เป็น ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่ต่อมาเมเบิลเลือกจะอยู่กับยายและไม่ย้ายตามแม่ไปอยู่ที่เมืองอื่น
ในประเด็นถัดมา Hoppers ยังย้ำชัดถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า Sympathy (เห็นอกเห็นใจ) และ Empathy (เข้าอกเข้าใจ) ซึ่งในมุมของผม Empathy คือการเข้าใจผู้อื่นจากโลกของเขา ขณะที่ Sympathy คือการเข้าใจเขาผ่านโลกของเราเอง ซึ่งหากเทียบกับ เหตุการณ์ก่อนหน้า แม่คือตัวแทนของ Sympathy ส่วนยายคือคนที่มี Empathy อย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าเสียดายและเป็นจุดสะท้อนใจที่สุด คือเมื่อเมเบิลเข้าไปอยู่ในร่างหุ่นยนต์บีเวอร์ เธอกลับกลายเป็นตัวแทนของ Sympathy โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าเธอจะพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่า ‘ดี’ ต่อสัตว์และธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงคือเธอกำลังยัดเยียดนิยามความดีของมนุษย์ให้กับป่า เช่น การขัดขวางไม่ให้หมีกินบีเวอร์ จนถูกสัตว์ทั้งป่าต่อว่าโทษฐานที่ไม่เคารพกฎธรรมชาติ

ยิ่งกว่านั้น เมเบิลยังตอกย้ำภาพของคนที่มีเจตนาดีแต่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม โดยปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ และพร้อมจะปะทะกับทุกสิ่งที่มองว่าผิด ผ่านการปลุกระดมให้สภาผู้นำสัตว์ลุกขึ้นต่อต้านมนุษย์ จนเกือบกลายเป็นชนวนของหายนะครั้งใหญ่
“เมเบิล ฟังให้ดีนะ เราจะไม่ใช้วิทยาการ Hoppers ไปป่วนกฎธรรมชาติของพวกสัตว์นะ” ศาสตราจารย์เจ้าของโครงการ Hoppers กล่าวกับเมเบิล แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ฟังคำเตือนนั้นและเลือกทำในสิ่งที่ตัวเธอเองคิดว่าดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย จนกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง
อย่างไรก็ตาม พิกซาร์เองไม่ได้ปล่อยให้เมเบิลเดินไปข้างหน้าอย่างล่องลอย โชคดีที่เธอยังมีคู่หูอย่าง ‘คิงจอร์จ’ ราชาบีเวอร์ผู้อ่อนโยน เขาคือภาพตรงข้ามของพ่อที่เคยดูถูกและขับไล่เขาออกจากฝูง แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่…คิงจอร์จกลับเลือกที่จะเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เขาไม่เคยได้รับ นั่นคือการมอบความรัก ความเชื่อใจ และใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งรอบตัว
แม้ทางกายภาพ คิงจอร์จจะดูอ่อนแอและเทียบไม่ได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างหมี แต่ด้วยคุณสมบัติข้างต้นทำให้คิงจอร์จได้รับความเคารพอย่างสูง ยิ่งกว่านั้นเขายังปฏิบัติต่อสรรพชีวิตประหนึ่งพี่น้อง พร้อมกับเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาบ้านใหม่ให้กับหนูไร้บ้านอย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นไฮไลท์อย่างการรับหน้าที่เป็น ‘ผู้นำวิศวกรแห่งระบบนิเวศน์’ ที่สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด
นอกจากนี้สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับผม คือฉากที่คิงจอร์จได้ให้ข้อคิดที่เรียบง่ายแต่สั่นสะเทือนไปถึงหัวใจกับเมเบิลว่า
“ความไว้วางใจก็เหมือนเขื่อน ถึงมันอาจจะรั่วบ้างในบางครั้ง แต่เราก็แค่ช่วยกันซ่อมแซมมัน”
นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่อง มันไม่ใช่แค่การสอนให้เราเชื่อใจกันเท่านั้น แต่ยังชวนให้เรา ‘ให้โอกาสกันอีกครั้ง’ ในวันที่ความสัมพันธ์มีร่องรอยของการแตกร้าว
เพราะลึกลงไปในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนที่เรารัก ย่อมมีวันที่เราพลาดทำร้ายกันโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เราเคยพลาดไหม” แต่คือหลังจากพลาดไปแล้ว…เราเลือกจะทำอย่างไรต่อไป? จะปล่อยให้ความผิดพลาดนั้นนิยามตัวตนของเราและผู้อื่นไปตลอดชีวิต หรือจะยอมรับ เรียนรู้ และค่อยๆ ช่วยกันซ่อมแซมความรู้สึกที่เสียหาย… เหมือนกับเขื่อนที่แม้จะมีรอยรั่ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพังทลายลงทั้งหมด สำหรับผม Hoppers จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่มันคือการรักในความแตกต่างหลากหลายของสรรพชีวิต และยอมรับ ‘ความเปราะบาง’ ของ ‘มนุษย์’ สิ่งมีชีวิตที่เผลอคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าสัตว์ทั้งปวง พร้อมกับย้ำเตือนให้เราซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อบทบาทการเป็น ‘ช่างซ่อมแซม’ ในทุกความสัมพันธ์ที่เรามี…