- ‘ปราชญ์แห่งธนู’ (The Archer) เป็นงานเขียนที่ ‘เปาโล โคเอลโญ’ (Paolo Coelho) หวนคืนสู่แนวปรัชญา ค้นหาความหมายของชีวิต เล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา จนคล้ายกับนิทานสำหรับเด็กเล่มหนึ่ง
- หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เทะสึยะ’ อัจฉริยะทางด้านการยิงธนู ผู้ถอนตัวจากโลกแห่งการแข่งขัน และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็กๆ ก่อนจะถ่ายทอด ‘วิถีแห่งธนู’ ให้กับเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการยิงธนู แต่เป็นคำสอนเกี่ยวกับสมาธิ วินัย การเลือกเป้าหมาย และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
- การให้เกียรติเป้าหมายที่เราเลือก นอกจากจะเป็นการให้คุณค่าแก่เป้าหมายนั้นแล้ว ยังเป็นการให้คุณค่าแก่ตัวเองด้วย เพราะเป้าหมายยิ่งยากเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับการให้คุณค่ากับตัวเองว่า มีศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้นได้ หากพยายามอย่างจริงจัง
ธนู เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล เป็นทั้งเครื่องมือในการหาอาหาร อาวุธในการทำสงคราม รวมถึงกีฬาและกิจกรรมสันทนาการ
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ธนู มีความพิเศษเหนือกว่าสิ่งประดิษฐ์ประเภทอาวุธทั่วๆ ไป ก็คือ ธนู ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยให้เราเข้าถึงความสงบของจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในศาสนาพุทธ นิกายเซ็น ที่ถือว่า การยิงธนู คือหนึ่งในกิจกรรมทำสมาธิ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราค้นพบความสงบทางจิตใจแล้ว ยังสามารถเพิ่มศักยภาพทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สุดยอดแห่งนักรบ หัวแถวของนักกีฬา หรือขั้นกว่าของความเป็นมนุษย์
มีหนังสือเล่มหนึ่งที่นำเสนอเรื่องราวของการยิงธนู ในแง่มุมของจิตใจและจิตวิญญาณได้อย่างลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้ชื่อ ‘ปราชญ์แห่งธนู’ หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า The Archer เป็นงานเขียนเล่มล่าสุดของ เปาโล โคเอลโญ (Paolo Coelho) หรือที่อ่านแบบตรงกับเสียงเจ้าของภาษาว่า เปาโล คูเอลญู เจ้าของงานเขียนเชิงปรัชญาที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง The Alchemist หรือ ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทุกคนควรอ่านอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ปราชญ์แห่งธนู เป็นงานเขียนที่เปาโล โคเอลโญ หวนคืนสู่แนวปรัชญา ค้นหาความหมายของชีวิต เหมือนเช่นในเรื่องขุมทรัพย์สุดปลายฝัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ ขณะที่ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน เต็มไปด้วยการใช้สัญลักษณ์ที่ต้องอาศัยการตีความ เพื่อค้นพบความจริงที่ซุกซ่อน แต่ปราชญ์แห่งธนู กลับเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา จนคล้ายกับนิทานสำหรับเด็กเล่มหนึ่ง
หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เทะสึยะ’ อัจฉริยะทางด้านการยิงธนู ผู้ถอนตัวจากโลกแห่งการแข่งขัน ที่ทุกคนต่างช่วงชิงความเป็นสุดยอด ทุกคนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ต่างรู้จักเขาในฐานะช่างไม้คนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีคนที่รู้จักปูมหลังของเขา เดินทางมาตามหาเพื่อต้องการพิสูจน์ว่า ใครที่สมควรได้รับการขนานนามว่า ปราชญ์แห่งธนู ที่แท้จริง
ในตอนต้นเล่มของหนังสือ เทะสึยะ สามารถเอาชนะคนแปลกหน้าผู้ท้าทายได้อย่างง่ายดาย โดยมีเด็กชายคนหนึ่งจากหมู่บ้านเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ผู้ท้าทายเดินทางกลับไป เด็กชายได้เอ่ยปากถามเทะสึยะว่า
“วิถีแห่งธนูคืออะไร ท่านสอนข้าได้ไหม”
และเรื่องราวที่เหลือของหนังสือ คือ คำบอกเล่าของเทะสึยะ ถึงวิถีแห่งธนู ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ คันธนู ลูกธนู ท่วงท่า การเลือกเป้าหมาย ไปกระทั่งการเลือกพันธมิตรของนักธนู
อ่านมาแค่นี้ หลายคนคงรู้สึกว่า นี่มันคู่มือสำหรับนักยิงธนูชัดๆ ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็อาจจะใช่ แต่อย่าลืมว่า ศาสตร์ทุกแขนง ล้วนสามารถนำไปประยุกต์ หรือปรับใช้ในศาสตร์แขนงอื่นๆ ได้ เหมือนกับที่เทะสึยะบอกกับเด็กชายว่า
“เจ้าอาจคิดว่าการยิงธนูไม่ใช่สิ่งน่าสนใจสำหรับคนอาชีพอื่น อย่างช่างอบขนมหรือเกษตรกร แต่รับรองได้ว่าคนเหล่านั้นจะนำสิ่งที่เห็นไปปรับใช้กับสิ่งที่ทำ เจ้าเองก็เช่นกัน เจ้าจะได้เรียนรู้จากช่างอบขนมเก่งๆ ว่าควรใช้มืออย่างไร… เจ้าจะได้เรียนรู้จากเกษตรกรเกี่ยวกับความอดทน การทำงานหนัก การเคารพฤดูกาล การไม่สบถด่าพายุฝน เพราะทำไปก็เสียเวลาเปล่า”
ใช่ครับ ต่อให้เราไม่ใช่นักธนู หรือกระทั่งคนที่สนใจเรื่องการยิงธนู แต่เราก็สามารถเรียนรู้จากเขาได้ว่า ทำไมท่วงท่าที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะท่วงท่าที่ถูกต้อง คือการสร้างพื้นฐานที่ถูกต้องของทุกๆ กิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางมือและนิ้วที่ถูกต้องบนคอกีตาร์ หรือการจับพู่กันที่ถูกต้องก่อนจะตวัดสร้างภาพ หรือกระทั่งการเข้าใจหลักการเรื่องดีมานด์-ซัพพลาย หรืออุปสงค์-อุปทาน ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องการตลาด
หรือหากจะโยงให้เข้ากับความเป็นเซ็น ท่วงท่าที่ถูกต้องของนักธนู ก็ไม่ต่างจากการนั่งสมาธิในท่าทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกจิตทำสมาธิ อยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่ติดขัดจนเมื่อยล้าในเวลาอันสั้น แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ถึงกับสบายจนรู้สึกง่วงงุน
สำหรับแฟนพันธุ์แท้บางคนของเปาโล โคเอลโญ อาจรู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้ คือผลงานที่มีความเป็นตัวตนของเขาน้อยมาก เพราะอย่างที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ปราชญ์แห่งธนู ไม่ได้มีสัญลักษณ์ที่ต้องตีความเหมือนในหนังสือ ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน อีกทั้งรูปแบบการเขียน ยังเรียบง่าย สั้นๆ กระชับ ปราศจากการใช้ภาษา หรือคำบรรยายที่งดงามราวบทกวีดังเช่นใน ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า เปาโล โคเอลโญ ต้องการให้สไตล์การเขียนของหนังสือเล่มนี้ ออกมาเหมือนกับบทกวีไฮกุ หรือคำสอนของพระอาจารย์เซ็น ซึ่งตัดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด เหลือไว้แต่ความสั้น ง่าย ตรงไปตรงมา จนอาจขัดใจนักอ่านที่ชื่นชอบภาษาสวยๆ ที่ซุกซ่อนความหมายลึกซึ้ง
หากเรามองว่า ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน คือวรรณกรรมเด็กที่เขียนขึ้นสำหรับเด็ก เต็มไปด้วยความงดงามของความฝันและจินตนาการ ปราช
แห่งธนู ก็คือหนังสือที่เขียนขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ ที่อาจดูจริงจัง จนดูแข็งกระด้าง แต่ชีวิตจริงของคนที่เป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็เต็มไปด้วยความแข็งกระด้างเช่นนี้แหละ
มีหลายบทในหนังสือ ปราชญ์แห่งธนู ที่ผมอ่านแล้วชอบมาก และคิดว่า สามารถปรับใช้ได้กับการดำเนินชีวิตในทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น
“นักธนูยอมให้ลูกธนูหลายดอกพลาดเป้าไปไกล เพราะเขารู้ว่าจะได้เรียนรู้ความสำคัญของธนู ท่า สายธนู และเป้า”
บางครั้ง สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการประสบความสำเร็จของคนมากที่สุด ก็คือ ความกลัวที่จะผิดพลาด เราเชื่อว่า ความผิดพลาด หมายถึงความล้มเหลว แต่เราลืมมองอีกมุมว่า จริงๆ แล้ว ความผิดพลาด คือบทเรียนที่บอกกับเราว่า ทำไมเราถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ ลูกธนูทุกดอกที่พลาดเป้า จึงกลายเป็นครูที่สอนนักธนูว่า ท่วงท่าพื้นฐานของเธอยังไม่ถูกต้อง หรือ เธอยังเหนี่ยวสายธนูไม่มากพอ หรือ เธอปล่อยสายธนูเร็วเกินไป หรือแม้แต่หายใจออกแรงไป ลมหายใจของเธออาจไม่มีเสียง แต่มันมีแรงที่ทำให้นิ้วที่กำลังเหนี่ยวสายธนู ขยับจากตำแหน่งที่ควรจะเป็นไปครึ่งองศา
หรืออีกบทหนึ่งที่อ่านแล้วผมถึงกับอึ้ง
“เป้าคือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึง มันคือสิ่งที่นักธนูเลือกเอง แม้เป้าอยู่ห่างไกลมาก เราก็โทษมันไม่ได้หากยิงไม่โดน… เราไม่อาจหาข้ออ้างให้กับตัวเองด้วยการบอกว่าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งกว่าเรา เจ้าคือผู้เลือกเป้าและเจ้าก็คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบมัน”
“เป้าอาจใหญ่ เล็ก อยู่ทางซ้าย หรืออยู่ทางขวาก็ได้ แต่เจ้าต้องยืนอยู่ตรงหน้ามันเสมอ ต้องให้เกียรติมัน”
ในความคิดของผม ประโยคข้างบน น่าจะเข้าถึงหัวใจของความเป็นญี่ปุ่นมากที่สุด ซึ่งเน้นการเคารพและให้เกียรติต่อทุกสิ่ง ตั้งแต่ธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งอาหารที่เรากิน
โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่พูดถึงเป้าหมาย เรามักนึกถึงมันในแง่ของวัตถุ (ที่ต้องไขว่คว้ามาให้ได้) หรือในแง่ของระยะทาง (ที่ต้องก้าวไปให้ถึง) แต่เราแทบไม่เคยนึกถึงเป้าหมาย ในแง่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่พึงได้รับการยอมรับ นับถือ หรือให้เกียรติเลย
หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย เป้าหมายที่เราเลือก ก็ไม่ต่างจากคู่แข่งที่เราต้องการเอาชนะ หรือต้นแบบที่เราต้องการยกระดับตัวเองขึ้นไปเทียบเคียง การเอาชนะคู่แข่งที่เก่งมากๆ ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจมากๆ หากเทียบกับคู่แข่งที่ธรรมดาๆ ที่ใครก็อาจเอาชนะได้ไม่ยาก
การให้เกียรติเป้าหมายที่เราเลือก นอกจากจะเป็นการให้คุณค่าแก่เป้าหมายนั้นแล้ว ยังเป็นการให้คุณค่าแก่ตัวเองด้วย เพราะเป้าหมายยิ่งยากเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับการให้คุณค่ากับตัวเองว่า มีศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้นได้ หากพยายามอย่างจริงจัง
ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ไปลองยิงธนูเป็นครั้งแรกในชีวิต
แม้ว่าจะเป็นธนูสมัยใหม่ ที่ทำจากวัสดุเทคโนโลยี อย่างเช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือไฟเบอร์กลาส แตกต่างจากธนูแบบญี่ปุ่น (เหมือนในหนังสือ ปราชญ์แห่งธนู) ซึ่งวัสดุทำจากไม้ แต่วิถีแห่งธนู ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย
ครูผู้ฝึกสอน ให้ความสำคัญกับการจัดท่วงท่าที่ถูกต้อง ตั้งแต่การแยกขาเท่ากับความกว้างของไหล่ ยืนตัวตรง พยายามใช้กล้ามเนื้อแผ่นหลัง ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อแขน ในการเหนี่ยวสายธนู นิ้วที่จับลูกธนู จะต้องเหนี่ยวสายมาจนถึงมุมปาก และอื่นๆ อีกมากมาย
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ในตอนนั้น ครูผู้ฝึกสอน พูดถึงจังหวะที่เราจะปล่อยลูกธนูออกไปว่าอย่างไร แต่เท่าที่จำได้แม่นก็คือ ถึงแม้ว่าลูกธนูส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าใกล้เป้าหมายเลย แต่ผมก็รู้สึกสนุกกับการยิงธนูครั้งนั้นมาก
สิ่งที่ทำให้ผมนึกย้อนถึงประสบการณ์การยิงธนูครั้งนั้น ก็คือ ประโยคในหนังสือที่ว่า
“เจ้ารู้ถึงความพยายามที่ต้องใช้ในการเหนี่ยวสายธนู หายใจให้ถูกวิธี มีสมาธิกับเป้า มีเจตนาที่ชัดเจน รักษาท่าให้สง่างาม และให้เกียรติเป้า แต่เจ้ายังต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้อยู่กับเรานานนัก เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งเจ้าก็ต้องปล่อยมือ แล้วยอมให้เจตนาออกเดินทางไปตามโชคชะตาของมัน”
จะเห็นว่า เทะสึยะ ปราชญ์แห่งธนู ไม่ได้พูดถึงหรือให้ความสำคัญกับการที่ลูกธนูจะพุ่งเข้าสู่เป้าหมายหรือไม่เลย สิ่งที่เขากล่าวย้ำคือ ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ทำให้ดีที่สุด และเมื่อทำทุกอย่างแล้ว สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม
ทุกเรื่องราวในชีวิต ก็ไม่ต่างจากการยิงธนู หลังจากที่ทำทุกอย่างที่ควรทำ ตั้งแต่พื้นฐานที่ถูกต้อง การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร การทำซ้ำบ่อยๆ โดยไม่กลัวความล้มเหลว เมื่อครบถ้วนในสิ่งที่ควรทำแล้ว ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่า ลูกธนูจะพุ่งเข้าสู่เป้าหมายหรือไม่