- งานวิจัยชี้ว่า การใช้ AI ช่วยคิดหรือเขียนงานบ่อยๆ จะทำให้สมองทำงานน้อยลง เกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทลดลง และทักษะการเรียนรู้มีแนวโน้มถดถอย และผู้ใช้มีแนวโน้มจำเนื้อหางานของตัวเองไม่ได้
- การใช้งาน AI เป็นประจำก่อให้เกิดภาวะโยนภาระการคิด ลดแรงจูงใจในการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) และเสี่ยงต่ออาการ ‘solution paralysis’ คือไม่รู้จะเริ่มหรือคิดต่ออย่างไรเมื่อไม่มีเทคโนโลยีช่วย สะท้อนแนวโน้มการพึ่งพาดิจิทัลมากเกินไป
- แม้ AI จะช่วยให้งานเสร็จเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ควรถูกใช้เป็น ‘ตัวช่วย’ สำหรับงานที่กินเวลา ไม่ควรใช้แทนขั้นตอนการคิด และ วิเคราะห์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ และต้องตรวจสอบข้อมูลที่ AI ให้เสมอ เพราะอาจหลอน หรือมโนได้
เรายังอยู่ในช่วงการเบ่งบานของการใช้ประโยชน์จาก AI โดยเฉพาะ generative AI แต่คำถามที่ยังค้างคาใจคนจำนวนมากคือ การใช้ AI จะให้ผลดีมากกว่าผลเสียจริงหรือ? ผลดีที่ได้คืออะไรบ้างและผลเสียที่เกิดขึ้นคืออะไรบ้าง?
แม้ผลดีจะเห็นได้ชัด ดังที่บุคคลและหน่วยงานมากมาย รวมทั้งวงการธุรกิจนำ AI เหล่านี้มาช่วยงานกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังมีผู้แสดงให้เห็นผลเสียหรือผลกระทบในด้านลบอย่างชัดเจนอยู่น้อยมาก ในบทความนี้จะเล่าถึงงานวิจัยสองชิ้นที่กำลังพยายามตอบคำถามนี้ให้ได้ชัดเจนที่สุด
ราวกลางปีที่แล้ว (ค.ศ. 2025) มีงานวิจัยจากทีม MIT Media Lab ตีพิมพ์ในชื่อ Your Brain on ChatGPT: Accumulation of Cognitive Debt when Using an AI Assistant of Essay Writing Task โดยตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนและอย่าง ‘จำกัดขอบเขต’ การศึกษาว่า เป็นการศึกษาว่าการใช้งาน AI ที่ฝึกปรือด้วย LLM (Large Language Model) ในแบบที่ใช้สร้าง ChatGPT ขึ้นมานั้น จะส่งผลอะไรต่อสมองมนุษย์ในบริบทของการเขียนความเรียง (essay) ที่ใช้ในแวดวงการศึกษามากน้อยเพียงใด [1]
คำว่า LLM ที่ว่านี้ก็คือ แบบจำลองที่ใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาล เพื่อทำให้ AI มองเห็น ‘ความสัมพันธ์’ (มันไม่ได้ ‘เข้าใจ’ จริงๆ นะครับ แค่จับ ‘รูปแบบ’ ความสัมพันธ์ของคำกับวลีและประโยคต่างๆ จากข้อมูลมหาศาลที่ใช้ฝึกมันได้เพียงแค่นั้น) จน AI นั้น (เสมือนว่า) สามารถแปล สรุป และสร้างเนื้อหาได้ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ทำ ผ่านการคาดเดาคำถัดไปในประโยค ทำให้ได้เป็นแชตบอท AI ผลิตคอนเทนต์ต่างๆ (เป็นตัวอักษร เสียง และภาพ) หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ให้เราได้ เกิดเป็น AI ชื่อดังเจ้าต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Claude
แต่ในการทดลองนี้เลือกใช้ ChatGPT จาก OpenAI เป็นตัวแทน เพราะได้รับความนิยมใช้งานกว้างขวางมากที่สุด
นักวิจัยเลือกตีพิมพ์แบบ preprint คือ ตีพิมพ์ทันทีโดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้วยนักวิจัยอื่น เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด แต่ในที่สุดก็ผ่านการตรวจสอบดังกล่าวแล้วและได้ตีพิมพ์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2525
นักวิจัยทดลองโดยใช้อาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเมืองบอสตัน 5 แห่งรวม 54 คน ขั้นแรกสุดคือนำนักศึกษาเหล่านี้มาวัดคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อหาค่าตั้งต้นหรือค่าพื้นฐาน จากนั้นจึงให้งานการค้นคว้าข้อมูลและเขียนความเรียงต่างๆ ตลอดช่วงระยะการทดลองนาน 4 เดือน
นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครออกเป็นกลุ่มจำนวนเท่าๆ กัน 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับแจ้งว่าให้ใช้ AI อย่าง ChatGPT ช่วยในการเขียนความเรียงได้ พวกเขาใช้ AI ช่วยในการเรียบเรียงและเขียนความเรียงแต่ละชิ้นขึ้นอย่างเต็มที่ ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จะต้องเขียนความเรียงเอง แต่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือช่วยค้นหาอย่างกูเกิลและเครื่องมืออื่นๆ ในทำนองเดียวกันได้ แต่ต้องไม่ใช้ AI
สำหรับกลุ่มสุดท้ายให้ใช้วิธีการแบบบ้านๆ เลยคือ ให้เขียนความเรียงด้วยตัวเอง ห้ามใช้ทั้ง AI และกูเกิลช่วย
ขณะที่ทำกระบวนการเหล่านี้ นักวิจัยก็วัดกระแสไฟฟ้าสมองไปด้วยตลอดเวลา นอกจากนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการเขียนเรียงความแต่ละเรื่อง นักวิจัยยังได้สัมภาษณ์อาสาสมัครแต่ละคนอีกด้วย
ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่ใช้กูเกิลได้ มีกิจกรรมสมองระดับปานกลาง ขณะที่พวกที่ใช้สมองตัวเองอย่างเดียว สมองทำงานหนักที่สุด มีรูปแบบการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทอย่างเป็นระบบมากที่สุด และไม่น่าแปลกใจที่พวกใช้ AI ช่วยเขียนความเรียง สมองทำงานน้อยสุด มีรูปแบบการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทน้อยที่สุด โดยรูปแบบการเชื่อมต่อแตกต่างกันในทั้ง 3 กลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มหลังสุดนี้ เมื่อเวลายิ่งผ่านไปนานเข้า การทำงานของสมองส่วนหลักที่ใช้คิดแย่ลงไปเรื่อยๆ โดยมีถึง 83% ของคนในกลุ่มนี้ที่จำ ‘ประเด็นหลัก’ ในความเรียงที่เขียนส่งไม่ได้เลย และไม่สามารถจดจำคำกล่าว (quote) ที่อ้างถึงในรายงานของตัวเองได้อย่างแม่นยำอีกด้วย เรียกว่าฝากเอาความคิดความจำไว้กับ ChatGPT เสียหมด แทบไม่หลงเหลืออยู่ในหัวเลย !
ข้อสรุปที่คณะนักวิจัย MIT เขียนไว้ก็คือ ในงานวิจัยนี้เราแสดงให้เห็นว่า มีแนวโน้มว่าทักษะการเรียนรู้ของอาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ AI ลดลงชนิดที่ ‘ตรวจวัดได้’ หลังจากผ่านเวลาไป 4 เดือน และกลุ่มนี้ยังทำผลงานได้แย่กว่าคู่เทียบที่ใช้สมองล้วนๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งระบบประสาท การใช้ภาษา และคะแนนที่ได้
ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แม้การทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม อาการถดถอยของการใช้สมองและการลดน้อยลงของการทำงานของสมองก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกยาวนาน เรียกว่าหลังจากเริ่ม ‘โอน’ หน้าที่การคิดไปให้ AI เมื่อใด สมองก็ยากจะมีโอกาสหวนคืนกลับไปทำงานดีเท่าก่อนหน้าได้อีก
การทดลองชุดสุดท้ายมีการสลับกลุ่มที่ใช้ AI ไปใช้สมองตัวเองทำงาน (LLM-to-Brain) และกลุ่มที่ใช้แต่สมองไปใช้ AI ช่วยทำงาน (Brain-to-LLM) ผลลัพธ์คือ พวก LLM-to-Brain เกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทน้อยกว่าหากเทียบกับพวกที่ใช้แต่สมอง ขณะที่พวก Brain-to-LLM สามารถย้อนทวนความจำได้ดีกว่า และมีการใช้สมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลการมองเห็นอย่างกว้างขวาง คล้ายคลึงกับพวกที่ใช้งานกูเกิลอยู่บ่อยๆ
ผลการศึกษาข้างต้นสอดคล้องกันดีกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง [2] จาก Indus University of Health Sciences ที่ระบุว่า คนที่ใช้งาน AI เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจดจำลดลง 22% เมื่อเทียบกับพวกที่ไม่ใช้ เช่นเดียวกับความคิดในเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ (critical thinking) ก็ลดลง 17.3% ด้วย
ข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวยังชี้ให้เห็นด้วยว่า แนวโน้มในการโยนภาระการคิดไปให้ AI (cognitive offload) การไม่พยามเรียนอย่างลึกซึ่ง (deep learning) เพราะขาดแรงจูงใจ คือใช้ AI ง่ายกว่าเยอะ และการเกิดอาการทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรหรือไปต่ออย่างไร (solution paralysis) เมื่อไม่มีเทคโนโลยีในมือคอยช่วย เป็นผลเสียในเชิงคุณภาพที่เห็นได้ชัดเจนจากการใช้งาน AI เป็นประจำ
เรื่องหลังนี้มีความตื่นตัวกันมาก จนตั้งเป็นทฤษฎีชื่อ ทฤษฎีภาระทางความนึกคิด (Cognitive Load Theory) และทฤษฎีการต้องพึ่งพาดิจิทัล (Digital Dependency Theories) ที่แสดงถึงแนวโน้มการเสื่อมทรามลงของความสามารถในการคิด เพราะมีนิสัยเสพติดการใช้ AI มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำสำหรับทุกคนในยุคปัจจุบัน ย่อมไม่ใช่การให้เลิกใช้งาน AI หันกลับไปใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ถ้ำที่เร่ร่อนไม่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรือหากจะทำได้ก็ยากมาก เพราะแม้จะมองเห็นผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมดดังกล่าว แต่ AI ก็ยังมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยในบางแง่มุม เช่น กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ในงานวิจัยชิ้นแรก สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นเร็วกว่าอีก 2 กลุ่มอย่างไม่อาจเทียบกับได้เลย
จึงควรมองว่า AI เป็น ‘ตัวช่วย’ หรือ ‘เครื่องมือ’ ที่ต้องใช้อย่างเหมาะสม นั่นก็คือนำไปใช้กับงานที่กินเวลามากๆ เช่น การใส่ข้อมูลเข้าระบบหรือการสรุปเนื้อหาเอกสารที่มีความยาวมากๆ แต่ไม่ควรนำมาใช้ ‘คิด’ หรือ ‘วิเคราะห์’ แทนการใช้ความคิดของเราเอง เพราะเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด
นอกจากนี้ ยังต้องหมั่นตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ข้อสรุป และคำแนะนำต่างๆ ที่ AI ให้ เพราะพวกมันอาจ ‘หลอน’ หรือ ‘มโน’ สิ่งต่างๆ ได้เองตลอดเวลา และนับวันก็จะยิ่งตรวจสอบยากมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะเราเกิดความคุ้นเคยและ ‘ความเชื่อมั่น’ มันมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับสังคมไทย อาจเป็นเรื่องที่มีคนอยากให้นำ AI มาให้เด็กๆ ใช้ในระบบการศึกษาอย่าง ‘ผิดวิธี’ โดยไม่ตระหนักถึงจุดอ่อนและข้อเสียต่างๆ เหล่านี้เลย
เอกสารอ้างอิง
[1] Nataliya Kosmyna et al. (2025) Your Brain on ChatGPT: Accumulation of Cognitive Debt when Using an AI Assistant for Essay Writing Task. arXiv:2506.08872v2 [cs.AI] https://doi.org/10.48550/arXiv.2506.08872
[2] Atiya Rohilla (2025) Impact of Excessive AI Tool Usage on the Cognitive Abilities of Undergraduate Students: A Mixed Method Study. Advanced Social Science Archive Journal. Vol. 04, No. 01, July-September 2025, 2131-2143