- ปัญหาการศึกษาไทยจำนวนมากไม่ได้เกิดจากครู นักเรียน หรือผู้ปกครองเพียงลำพัง แต่ผูกโยงกับกติกา และโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากอยู่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดอำนาจ สิทธิ และขอบเขตการตัดสินใจของผู้คนในระบบการศึกษา
- The Potential ชวนฟัง ‘ครูทิว’ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล จากกลุ่มครูขอสอน และ iLaw อธิบายเหตุผลที่เครือข่ายเชื่อว่า การลงประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือการเปลี่ยนชีวิตครูและเด็ก เพื่อปลดล็อกกับดักเชิงโครงสร้างในระบบการศึกษาไทย
- การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับการเลือก ‘รถ’ ว่าเราอยากได้สเปกแบบไหน ขณะที่รัฐธรรมนูญคือ ‘ถนน’ หรือกติกาสูงสุดที่กำหนดทิศทางชีวิตของทุกคน หากถนนที่เราต้องใช้เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ต่อให้เราเลือกรถใหม่ที่ดีเพียงใด ก็ยากที่เราจะไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น
“กติกาที่ถูกออกแบบไว้ หลายๆ ครั้ง โดยที่เราไม่รู้ตัว เราถูกทำให้รู้สึกว่า ตัวเองเนี่ยช่างตัวเล็ก ไร้เสียง ไร้อำนาจซะเหลือเกิน” ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือ ‘ครูทิว’ ได้กล่าวไว้ในวงเสวนา TEP Talk ‘กาเพื่อเปลี่ยนประเทศไทย การศึกษาใหม่ เป็นไปได้’ ที่จัดโดยภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย
ไม่ใช่แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว แต่ตลอดการชวนคุยร่วมกับตัวแทนภาคการศึกษาครั้งนี้ ครูทิวชวนให้เราเห็นว่า หลายครั้งปัญหาในระบบการศึกษาไม่ได้เกิดจากความไม่ตั้งใจของครู นักเรียน หรือผู้ปกครองเพียงลำพัง แต่ผูกโยงอยู่กับ ‘กติกา’ ที่กำหนดอำนาจ สิทธิ และการตัดสินใจของทุกคนในระบบอย่างฝังรากลึก
“มาตรา 54 รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” คือหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ครูทิวตั้งข้อสังเกตต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เพราะนั่นหมายความว่า การศึกษาไม่ได้เป็น ‘สิทธิ’ ที่มีในรัฐธรรมนูญ แต่เป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อข้อจำกัดของประชาชนในการเรียกร้องและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา
The Potential ชวนฟังคำอธิบายของครูทิว ตัวแทนจากกลุ่มครูขอสอนและ iLaw ว่า เหตุใดเขาและเพื่อนๆ ในเครือข่ายจึงเชื่อว่า การออกไปลงเสียงประชามติ ‘เห็นชอบ’ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นการกาเพื่อเปลี่ยนชีวิตครูและเด็ก และที่สำคัญคือ กาเพื่อเปลี่ยน ‘กติกา’ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อก ‘กับดักเชิงโครงสร้าง’ ที่ฝังอยู่ในระบบการศึกษาไทย

Q: การออกแบบรัฐธรรมนูญส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างไร
A: ประเด็นเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพได้ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่เมื่อเราเห็นว่ามันมีปัญหา เราจะมีสิทธิเรียกร้องอย่างไรในเมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับปี พ.ศ. 2560) มันไม่ได้ถูกเขียนไว้ให้เป็น ‘สิทธิ’ แต่เป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ ถ้ารัฐจัดมายังไงก็ตามนั้น อันนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปในรัฐธรรมนูญปี 60
เรื่องอำนาจนิยมที่มีอยู่ ก็มีหลายๆ ประเด็น ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นเรื่องทรงผม เนื้อตัว ร่างกายของเด็กที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ แต่สิ่งที่โรงเรียนกำลังทำ หรือสิ่งที่ระบบกำลังเป็นอยู่เนี่ย จริงๆ แล้วมันขัดกับสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้ให้ไว้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า ถ้าในระดับใหญ่สุด คือ รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวระบุเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ระบุเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสถาบันทางการเมืองของรัฐ มันก็จะมาช่วยซัพพอร์ต ช่วยเป็นหลังพิงให้กับให้กับเด็กๆ ให้กับผู้ปกครองในหลายๆ ส่วน
ส่วนอื่นๆ อาจจะเป็นรายละเอียดที่คงไม่ได้แตะไปที่รัฐธรรมนูญโดยตรง แต่อาจจะไปอยู่ที่ พรบ.การศึกษาฯ หรือจะไปอยู่ที่กฎกระทรวง หรือไปอยู่ที่ระเบียบต่างๆ ที่ออกมา เพราะว่าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐบาล หรือโรงเรียนเอกชน โรงเรียนอะไรก็แล้วแต่..ที่จัดการศึกษา มันคือบริการสาธารณะที่รัฐให้อำนาจในการจัด หมายความว่า รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการให้การศึกษากับประชาชน ให้กับเด็ก ให้กับเยาวชน แล้วก็โรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ใช้อำนาจนั้นผ่านที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า ทุกๆ อย่างที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพครู คุณภาพหลักสูตร หรือแม้แต่เรื่องบทลงโทษ กฎเกณฑ์ต่างๆ มันพันกับกฎระเบียบยิบๆ ย่อยๆ และอำนาจที่ผ่านมาทางรัฐ ซึ่งเราก็จะเห็นความสัมพันธ์เรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมายอย่างเช่น พรบ.การศึกษาฯ พรบ.ระเบียบข้าราชการครูฯ พรบ.ระเบียบกระทรวงศึกษาฯ เป็นต้น แล้วก็สุดท้าย สิ่งที่มันอาจจะนอกเหนือ แต่ไม่ได้บอกว่า มันไม่เกี่ยวกันนะ ก็คือ ‘วัฒนธรรม’ หมายความว่า วัฒนธรรมที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอำนาจ หรือบางอย่างที่เป็นความเคยชินที่ทำกันมา มันอาจจะไม่ได้ถูกเขียน หรือถูกระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่มันถูกถ่ายทอดส่งต่อกัน ตัวรัฐธรรมนูญ หรือตัวกฎหมายอื่นๆ ระบบการเมืองในประเทศมันก็ส่งผล
ผมยกตัวอย่างเช่นการที่ทำไมเรายังเห็นครูใช้ความรุนแรง หรือกล้อนผม หรือลงโทษอยู่ ล่าสุดก็ยังมีข่าวเรื่องสั่งนักเรียนลุกนั่ง มันแปลกที่เรื่องไหนๆ บนโลกนี้ก็แล้วแต่ ที่ยังมีคนทำอะไรบางอย่างที่ผิดและยังทำได้อยู่ ทำอยู่เรื่อยๆ เพราะเขาเชื่อว่า เขาทำได้ เพราะเขาเชื่อว่า เขามีอำนาจที่จะทำ ชอบธรรมที่จะทำ หรือทำแล้วลอยนวลพ้นผิดได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นวัฒนธรรมที่ถูกถ่ายทอดมาจากตัวระบบโครงสร้างอำนาจ ความสัมพันธ์ทางการเมือง กฎหมายของประเทศ เช่นเดียวกันมันอาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันส่งผลต่อวิธีคิด ต่อวิธีการของเรา
…ส่วนหลักการวางกลไกหรือวางกติกาที่จะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพนั้น หมายถึง มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุล มีรัฐบาลที่เข้มแข็งมากพอที่จะผลักดันนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เวิร์กหรือไม่เวิร์ก..ก็มาว่ากัน แต่ประเด็นก็คือ มันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ถูกเปลี่ยน ถ้าเอาแค่เลือกตั้งสองครั้งล่าสุด ก็คือหกปีกว่าๆ เรามีรัฐมนตรีทั้งหมดสี่คน ก็ตกประมาณคนละปีครึ่ง ผมยกตัวอย่างเล็กๆ เลยก็ได้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ทำไมมีงูเห่า มีกรณีที่มีการย้ายพรรค เปลี่ยนขั้ว ย้ายข้าง แล้วทำให้รัฐบาลมันพลิกได้ง่าย เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ แต่ถ้าย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 ปี 50 มันไม่เปิดช่อง หมายความว่า ถ้าขับออกก็คือ คุณพ้นสภาพเลย แต่อันนี้รัฐธรรมนูญ ปี 60 ขับออกแล้ว คุณมีเวลา 30 วัน ไปหาพรรคใหม่ แล้วก็ย้ายพรรคได้ เห็นมั้ย แค่เรื่องเล็กๆ แค่นี้ แค่ยกตัวอย่างว่า การเขียนถ้อยคำ หรือการวางกติกา กลไก ต่างๆ มันส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง หรือแม้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ องค์กรอิสระ ส.ว. หรือองค์กรอิสระที่มีอำนาจมาก และไม่ยึดโยงกับประชาชน สามารถที่จะล้มเสียงของประชาชนไปได้ อันนี้ผมก็คิดว่า เป็นคีย์สำคัญต่อเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง
Q: รัฐธรรมนูญมีผลต่อทิศทางการศึกษาของประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียนอย่างไร
A: รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีปัญหาประเด็นเรื่องกระจายอำนาจที่ถูกมองว่า ‘ไม่ได้เน้นเรื่องกระจายอำนาจ’ เผลอๆ ไม่มีเรื่องของการกระจายอำนาจเลย ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่พยายามจะกระจายอำนาจไปยังไปยังท้องถิ่น
แน่นอนว่ามันพอเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร รัฐราชการรวมศูนย์ก็มักจะเข้มแข็งมากขึ้นไปด้วย ตัวศึกษาธิการจังหวัดที่งอกมาหลังจากรัฐประหารก็เป็นอีกผลผลิตนึง ผลพวงเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ 60 ก็คือมาจากการรัฐประหาร สร้างความสับสนหรือความลักลั่นทางอำนาจ แล้วก็พยายามจะแก้ไปแก้มา ดึงอำนาจบุคคลไปเขตพื้นที่ ดึงอำนาจบุคคลกลับ สุดท้ายแล้วที่ พรบ.การศึกษา ปี 42 บอกว่า ให้กระจายอำนาจไปยังสถานศึกษาเขตพื้นที่ ผมก็ไม่แน่ใจว่า สามารถพูดคำว่า กระจายอำนาจได้จริงๆ ไหม มันตัดสินใจได้ขนาดไหน ตัดสินใจเองได้ แต่สุดท้ายต้องรออะไรบางอย่างจากส่วนกลางอยู่ดี หรือตัดสินใจได้ แต่ทรัพยากรไม่มี อย่างนี้เป็นต้น
จะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไงมันก็คงต้องพูดทั้งในระดับตัวรัฐธรรมนูญเองก็ดี หรือตัว พรบ.การศึกษาฯ เองก็ดี แล้วในประเด็นเรื่องการศึกษาหลายๆ กรณีมันเกิดขึ้นอยู่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากตัว พรบ.การศึกษาฯ หรือกฎหมายการศึกษาอื่นๆ ที่เราจะพูดถึง มันไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หมายถึงว่าโรงเรียนไม่ได้ดำเนินด้วยกฎหมายการศึกษาเพียงอย่างเดียว มันมีระบบราชการที่ครอบอยู่ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องพัสดุ เรื่องอะไรต่างๆ ที่ยังครอบโรงเรียนอยู่แล้วทำให้เกิดภาระงาน เกิดปัญหา พวกนี้ก็ควรที่จะถูกแก้ไปด้วยหรือเปล่า
ถ้าเราพูดการปฏิรูประบบการศึกษา อาจจะต้องพูดถึงปฏิรูประบบราชการไปด้วยหรือเปล่า เพื่อที่จะปลดล็อกให้โรงเรียนทำแบบที่ควรจะเป็นได้ เป็นไปได้ไหมที่โรงเรียนขนาดเล็กจะให้ครูทำหน้าที่สอนอย่างเดียวแล้วมีผู้จัดการคนนึงเหมือนมีผู้จัดการหอที่ทำทุกอย่าง แต่คนทำทุกอย่างนั้นคือไม่ได้ทำหน้าที่สอน คอยดูแลทั่วๆ ไป หรือเขตก็ได้ หรือเทศบาล สมมุติว่าโรงเรียนเนี่ยครูก็ดำเนินการของตัวเองไป มีคนดูแลทั่วไป แล้วถ้ามีปัญหาอะไรที่มันเกินมือ จะให้อำนาจเขตพื้นที่ก็ได้ หรือให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ เข้ามาเป็นคนทำให้ แล้วก็ใช้เหมือน Traffy Fondue ส่งเข้าไปในระบบ โรงเรียนไม่ต้องมาทำเรื่องพัสดุ เรื่องอะไร แค่มีข้อมูลหลักฐานในการแจ้งเข้าระบบไปแล้ว คนที่มีอำนาจรับผิดชอบก็วิ่งเข้ามาจัดการให้ ส่วนหน่วยงานนั้นจะเป็นคนเบิกจ่ายอะไรต่างๆ ว่ากันไปในขอบเขตอำนาจของตัวเอง
ด้วยสภาพด้วยระเบียบด้วยกติกาด้วยวิธีการที่เราเป็นอยู่มันทำให้เราไม่สามารถจินตนาการถึงวิธีการใหม่ๆ หรือว่านวัตกรรมใหม่ๆ ในการบริหารจัดการได้เลย ตอนนี้คิดได้แต่ติดระเบียบ อันนั้นติดล็อกอันนี้ ให้อำนาจไว้เดี๋ยวกลัวจะผิดระเบียบ หรือบางหรือเรื่องตลกก็คือระเบียบอนุญาตให้ทำแต่ไม่มีใครกล้าทำ
สุดท้าย คือ ทิศทางในการพัฒนาประเทศ จะ OECD (องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ก็ดี หรือทิศทางแนวทางการศึกษาที่จะมีเทรนด์มาทุกสองปี ห้าปี อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้ทิศทางการศึกษาของประเทศรวมถึงมิติอื่นๆ ของประเทศอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว และจะดำเนินนโยบายที่ขัดหรือหรือออกนอกลู่นอกทางจากยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ และคำถามคือ โลกมันเปลี่ยนทุกวัน ยุทธศาสตร์ชาตินี่ร่างมา ChatGPT ยังไม่มีเลย แล้วเราจะไปทำขับเคลื่อนนโยบายหรือปรับเปลี่ยนอะไรที่จะทันโลกได้ไหม ถ้าเป้าหมายเดิมมันมันถูกกำหนดไว้ตั้ง 20 ปี ที่มันแช่แข็งประเทศไว้อยู่ อันนี้ก็เป็นปัญหานึงที่พ่วงมากับรัฐธรรมนูญปี 60 เหมือนกัน
Q: รัฐธรรมนูญใหม่จะช่วยให้ชีวิตครูและชีวิตเด็กดีขึ้นได้อย่างไร
A: มีบางสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ และในฉบับนี้ (ปี 60) ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็มีสิทธิบางประการที่เคยมีในฉบับก่อนๆ แต่ฉบับนี้หาย หรือเคยมีในฉบับก่อนๆ แต่ฉบับนี้ไปเขียนเป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ ซึ่งน้ำหนักของการที่มันเป็นสิทธิที่มันอยู่กับตัวประชาชน อำนาจมันอยู่ที่เรา ไฟมันอยู่ที่เรา เราอยากจะใช้มันทำอะไร หรือเราจะเรียกร้องมัน เพราะมันเป็นสิทธิของเรา น้ำหนักจะเยอะกว่า แต่ในขณะที่หน้าที่ของรัฐก็คือ ไฟมันไปอยู่ที่รัฐ รัฐจะจุดให้ใคร จะให้ใครเท่าไหร่ อันนี้มันขึ้นอยู่กับรัฐ แล้วก็สุดท้ายก็คือ สิทธิที่ไม่เคยมีเลยทั้งในฉบับก่อนและฉบับปัจจุบัน แต่ตรงนี้ถ้าเราจินตนาการถึงมัน ในอนาคตเราอาจจะใส่ไปในรัฐธรรมนูญก็ได้
เช่น ผู้ยากไร้ได้รับการบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างนี้มีอยู่แล้ว ขีดเส้นใต้คือ ผู้ยากไร้ คือ คุณต้องยากไร้ แต่พอไปบอกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการอย่างเหมาะสมและได้มาตรฐาน เคยมีในปี 40 ปี 50 แต่ปี 60 ไม่มี สิทธิของเกษตรกรที่จะได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม อันนี้ไม่เคยมีเลย
สิทธิแรงงานจะได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ สิทธินี้เคยมีในฉบับก่อนๆ แต่ฉบับปัจจุบันเปลี่ยนถ้อยคำเป็นแค่ ‘เหมาะสมแก่การดำรงชีพ’ ซึ่งคือการดำรงชีพของใครก็ไม่รู้ คือบางคนอาจจะคิดว่า ก็แค่คำ ประโยค ไม่เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันส่งผลต่อการออกกฎหมายอื่นๆ ต่อการเรียกร้องสิทธิบางอย่างของประชาชน
สิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน ไม่มีในปี 60 แต่ไปเขียนเป็นหน้าที่ของรัฐ สิทธิผู้บริโภคร้องเรียนให้รับการเยียวยา เคยมีในฉบับปี 50 แต่หายไป คำว่า สิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย…หายไป
สิทธิได้รับการศึกษาฟรี 12 ปี เคยเป็นสิทธิในฉบับปี 40 และปี 50 แต่ฉบับนี้มาเปลี่ยนเป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ แถมเปลี่ยน ใส่ถ้อยคำว่า ‘ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ’ สิ่งที่น่าสนใจ คือ อาจจะเป็นทั้งข้อดี คือมันไปเริ่มก่อนวัยเรียน อันนี้ดี เห็นด้วยว่ามันควรเริ่มเร็วขึ้น แต่ปัญหาก็คือพอมันบอกว่า 12 ปี แล้วถึงภาคบังคับ แปลว่า จบ ม.3 นะ คือ หลายคนอาจจะบอกว่า ทุกวันนี้เด็กม.ปลาย ก็ได้เงินอุดหนุน ได้เงินเรียนฟรี ปวช.ก็ได้ แต่ถ้าวันนึงรัฐบาลจะยกเลิกนโยบายนี้ ซึ่งผมคิดว่า ไม่มีใครกล้ายกเลิกหรอก แต่ถ้ายกเลิกหรือมันลดน้อยถอยลง หรือมันหายไป ประชาชนก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องนะ เพราะว่าหน้าที่ของรัฐ เขาระบุไว้แค่นี้ อันนี้ที่ผมคิดว่า ส่งผลต่อเรื่องการศึกษา ต่อการเข้าถึงโดยตรง ดังนั้นอาจจะไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว แต่เราอาจจะฝันถึงถ้อยคำที่ระบุถึงว่า มันเป็นสิทธิของประชาชน แล้วมันอาจจะดีและครอบคลุมมากกว่านี้
…สิทธิในการรวมกลุ่มแรงงาน เสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสหภาพ โอเค อันนี้มีในรัฐธรรมนูญ แต่สิทธิในการที่ข้าราชการจะรวมกลุ่ม เคยมีในฉบับปี 40 ปี 50 แต่ปี 60 ไม่มี อย่างกลุ่มครูขอสอนรวมกลุ่มกัน จะโพสต์ จะสะท้อนเสียงอะไรก็ได้แหละ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ถ้ารัฐลิดรอน หรือรัฐห้ามเราทำ เราไม่มีหลังพิงเลย เพราะรัฐธรรมนูญมันคือหลังพิงของเรานะครับ
พอคุยเรื่องนี้ (การแก้รัฐธรรมนูญ) จะเห็นว่า คนก็จะไปพูดเรื่อง ส.ส. ที่มา ส.ว. การเมือง นู่นนี่นั่น แต่นี่คือ ‘สิทธิ’ มันคือเนื้อตัวของเรา มันคือชีวิตของเราในชีวิตประจำวันที่ถูกรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญ แล้วประเด็นคือ จะเกี่ยวกันกับการศึกษายังไง คือมันก็มีประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง มีประเด็นโดยอ้อม ก็คือเรื่องคุณภาพชีวิต ถามว่า ทุกวันนี้ครูทำงานกับเด็ก เด็กอยู่กับผู้ปกครอง แต่เวลาที่เราต้องการความร่วมมือจากผู้ปกครอง มีประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองมาไม่ได้ ลาไม่ได้ ทั้งๆ ที่การลาควรเป็นสิทธิแรงงาน ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ทำไมไทยดูไม่ค่อยให้ความสำคัญเลย หรือจริงๆ แล้วมันควรจะรับรองสิทธิเรื่องนี้ไว้ สิทธิแรงงาน การได้รับค่าแรงที่เป็นธรรม หรือสิทธิในการลาหยุดเพื่อมาดูแลลูก อะไรอย่างนี้ก็ส่งผลต่อการทำงานของครู ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเด็ก ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ปกครอง ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ส่งผลต่อการทำงานของครู …เหล่านี้คือสิ่งที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แต่ถูกเอาออกไป
ในการเสวนาครั้งนี้ ครูทิวชี้ให้เห็นถึง ‘กับดักเชิงโครงสร้าง’ จำนวนไม่น้อยจากรัฐธรรมนูญที่เข้ามาเกี่ยวพันกับระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกับดักของกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาและองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน กับดักของโครงสร้างรัฐราชการรวมศูนย์ กับดักยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับดักเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองที่ทำให้นโยบายการศึกษาไม่อาจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกับดักการลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
เมื่อชวนมองโครงสร้างเหล่านี้แล้ว ครูทิวได้เปรียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับการเลือก ‘รถ’ ว่าเราอยากได้สเปกแบบไหน ขณะที่รัฐธรรมนูญคือ ‘ถนน’ หรือกติกาสูงสุดที่กำหนดทิศทางชีวิตของทุกคน หากถนนที่เราต้องใช้เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ต่อให้เราเลือกรถใหม่ที่ดีเพียงใด ก็ยากที่เราจะไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น
หากเรายังไม่ตั้งคำถามกับกติกานี้ การปฏิรูปการศึกษาอาจยังคงติดหล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความฝันเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ ก็อาจยังอยู่ไกลเกินจริง