- ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ เป็นภาพยนตร์จากค่าย GDH กำกับโดย เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่ชวนผู้ชมตั้งคำถามกับการตัดสินใจพาใครสักคนมาแจ้งเกิดเป็น ‘พนักงานใหม่’ บนโลกใบนี้
- ภาพยนนตร์นำเสนอชีวิตของพนักงานออฟฟิศที่ต้องแบกรับความกดดันทั้งจากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการทำงานในบทบาทของ HR ที่ต้องคัดเลือกพนักงานใหม่เข้ามาทำงานภายใต้บรรยากาศสุดท็อกซิก
- สิ่งที่น่าสนใจและบทความนี้ต้องการนำเสนอคือ บุคลิกภาพและความสัมพันธ์ของตัวละครหลักอย่าง ‘เฟรน’ กับบุคคลต่างๆ ทั้งเจ้านาย แม่ สามีและลูกในท้อง ที่กดทับเธอให้จมอยู่กับความทุกข์ที่ไร้ทางออก
[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]
“พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้นะ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคหรือปัญหาอะไรก็ตาม การคิดในแง่บวกเนี่ยแหละที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้”
ประโยคคิดบวก (Toxic Positivity) ที่มักได้ยินกันบ่อยๆ ปรากฎขึ้นในตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’ ในบรรยากาศที่ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดในที่่ทำงานและในโลกใบนี้
ฟังเผินๆ ประโยคเหล่านี้อาจดูสวยงามและเปี่ยมด้วยความหวัง แต่สำหรับตัวละครอย่าง ‘เฟรน’ รวมถึงผม หรือใครก็ตามที่กำลังแบกรับแรงกดดันหนักหน่วงในชีวิตจริง คำพูดเช่นนี้กลับไม่ต่างอะไรกับการกดทับ และซ้ำเติมความรู้สึกแย่ๆ ให้ฝังลึกลงไปกว่าเดิม โดยไม่เปิดพื้นที่ให้ความเจ็บปวดนั้นได้ถูกมองเห็น
เฟรน คือภาพแทนของสาวออฟฟิศเจน Y เธอทำงานในแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่อง ‘ความโหด’ ทั้งการทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน การถูกใช้งานล่วงเวลา และการต้องรับมือกับหัวหน้าอารมณ์ร้อนที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้ใคร พนักงานอยู่ได้ไม่นานก็ลาออกไป ในฐานะ HR เฟรนจึงต้องรับภาระหนักในการสรรหาพนักงานใหม่ให้ทันต่ออารมณ์และความคาดหวังของเจ้านาย
ในบรรดาผู้สมัครงานทั้งหมด ‘จิดา’ นักศึกษาจบใหม่ไฟแรง เป็นเพียงคนเดียวที่ยอมรับทุกเงื่อนไขการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน หรือเวลาในการทำงาน รวมไปถึงคำถามที่ว่า “ถ้าเจ้านายปากระดาษใส่หน้าจะทำอย่างไร” ซึ่งจิดาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า สามารถยอมรับได้ เพราะในวัยเด็กเธอเติบโตมากับพ่อที่มักดุด่าเธออย่างรุนแรงเสมอ
สำหรับผม คำตอบของจิดาเป็นเหมือนตลกร้ายในชีวิตของใครหลายคนที่เติบโตมากับรูปแบบการเลี้ยงดูที่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า หากกดดันหรือเคี่ยวเข็ญเด็กให้เผชิญความลำบากตั้งแต่เล็ก จะช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง ราวกับได้รับ ‘วัคซีนทางใจ’ ไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการเยียวยามักไม่หายไปไหน หากแต่แปรสภาพเป็นวิธีเอาตัวรอดที่แตกต่างกันในวัยผู้ใหญ่
วิธีการดังกล่าวจึงอาจใช้ได้ผลกับเด็กเพียงบางคนเท่านั้น ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากเติบโตขึ้นมาพร้อมบุคลิกภาพที่แตกต่างออกไป บางคนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ และเผลอผลิตซ้ำความรุนแรงแบบที่ตัวเองเคยรังเกียจกับลูกหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
ขณะที่อีกหลายคนอย่าง ‘เฟรน’ เป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยอมตามใจคนอื่นตลอดเวลา ไม่กล้ายืนยันความต้องการของตัวเอง ซึ่งในทางจิตวิทยามีศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า ‘People Pleaser’ หรือไม่ก็ซ่อนบาดแผลทางใจไว้ภายใต้คำว่า ‘อดทน’ และความเข้าใจผิดว่าตนเอง ‘รับได้’ หากถูกใช้ความรุนแรงในที่ทำงานอย่าง ‘จิดา’ ซึ่งท้ายที่สุดเมื่อแรงกดดันโถมทับเกินจะรับไหว ก็ยากจะคาดเดาความเสียหายของจิตใจ
อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อของภาพยนตร์จะดูเหมือนมุ่งเน้นไปที่ชีวิตในโลกการทำงาน แต่โดยรวมแล้วน้ำหนักของเนื้อหาดูจะเปรียบเปรยไปถึงความเลวร้ายในโลกใบใหญ่ ที่สภาพแวดล้อมทางสังคมกดทับชีวิตคนธรรมดาๆ ซึ่งไม่มีต้นทุนมากนักให้แทบไม่มีพื้นที่หายใจได้ทั่วท้อง หรือยิ้มได้โดยปราศจากความกังวล รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ผู้หญิงอย่างเฟรนก็ยังคงต้องซัพพอร์ตสามีทุกกรณี ต่อให้สิ่งนั้นจะซ้ำเติมความทุกข์ของเธอก็ตาม
ในฉากที่เฟรนทราบว่าตัวเองตั้งท้อง ไม่ว่าลึกๆ แล้วเธอจะคิดอย่างไร แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกเก็บเด็กไว้เพราะสามีดีใจอย่างมากที่จะมีลูกคนแรก ซึ่ง ‘เทม’ สามีของเฟรน ก็ไม่ต่างจากคนชั้นกลางผู้หาเช้ากินค่ำอีกไม่น้อย ที่ฝากความหวังไว้กับคอนเนกชั่นดีๆ เพื่อยกระดับชีวิตให้ ‘ดีขึ้น’ หรืออย่างน้อยก็พอมีหน้ามีตาในสังคม
ความคิดถึงแต่ตัวเองของเขาสะท้อนผ่านพฤติกรรมในหลายๆ เหตุการณ์ รวมถึงการตัดสินใจวางเงินมัดจำจองโรงเรียนนานาชาติไว้ตั้งแต่ลูกยังไม่ลืมตาดูโลก แถมยังบอกให้เธอเบรกความคิดเรื่องการลาออกไว้ก่อน ทั้งที่เฟรนเองก็อยากจะพาตัวเองออกมาจากสภาพแวดล้อมเป็นพิษในที่ทำงานเหมือนกัน
“คิดนะ…ว่าจะโตมาเป็นคนที่โอเคคนนึงนี่มันก็ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนกันเนอะ”
เฟรนพูดขึ้นขณะกำลังมองไปที่เด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นในสนามของโรงเรียน ซึ่งคำว่า ‘โอเค’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การอยู่รอด แต่คือการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ มีความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ และอดทน ซึ่งเธอเองก็ยอมรับว่า “พูดง่าย แต่ทำจริงๆ มันยากเลยนะ”
หรืออันที่จริง คำพูดเหล่านี้ก็คือความรู้สึกของเฟรนเองที่ต้องแบกรับความเครียด ความวิตกกังวล และแรงกดดันรอบด้าน ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีด้วยหัวใจอ่อนล้าและแหลกสลาย จนนำไปสู่ภาวะนอนไม่หลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยเหตุนี้เอง ภาพที่เฟรนออกมาเดินบนลู่วิ่งในยามที่นอนไม่หลับ จึงเป็นภาพที่กระทบใจผมอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่ภาพของตัวละครคนหนึ่ง หากแต่คือชีวิตของใครหลายคนที่พยายามเดินไปข้างหน้า…แต่กลับอยู่ที่เดิม พยายามสู้ชีวิต…แต่ชีวิตสู้กลับ ผ่านวันนี้ไปได้…เพียงเพื่อไปใช้ชีวิตแบบเดิมในวันรุ่งขึ้น วนซ้ำอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าวันแห่งความสุขได้จบสิ้นลงตั้งแต่ก้าวพ้นวัยเด็ก
สำหรับผม สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของการเป็นผู้ใหญ่ คือการไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ยิ่งในสังคมที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง การตัดสิน และการซ้ำเติมในวันที่เราพลาด สภาพจิตใจของเราจึงค่อยๆ แหลกสลายลงทุกวัน โดยเฉพาะกับคนที่มีแนวโน้มชอบเอาใจคนอื่น หรือ People Pleaser ที่ยอมตามใจคนรอบข้างทั้งที่ตัวเองไม่ไหว
แม้บรรยากาศในภาพยนตร์จะทำให้ใครหลายคนมองเห็นโลกรอบตัวและโลกการทำงานที่หมุนวงจรความท็อกซิกจนเราแทบหายใจไม่ออก แต่ผมอยากบอกคนที่อาจกำลังจมดิ่งกับความรู้สึกหนักอึ้งว่า แม้เราจะเปลี่ยนโลกภายนอกไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พอทำได้คือการหันมาจัดการโลกภายในของตัวเอง แน่นอนว่า…มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อยากให้ค่อยๆ หาสมดุลที่เหมาะสม ระหว่างการเอาใจคนอื่นกับการฟังเสียงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง กล้าที่จะกำหนดและซื่อสัตย์ต่อขอบเขตความสบายใจของตัวเอง แม้ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด
สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ‘Healthy Boundary’ หรือการเคารพทั้งความรู้สึกของตัวเองและขอบเขตของผู้อื่น อ่อนโยนได้แต่ไม่อ่อนแอ โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หรือยอมสูญเสียจุดยืน เพื่อแลกกับการเป็นที่พอใจของใครบางคน
เพราะไม่ว่าโลกหรือผู้คนจะใจร้ายกับเราเพียงใด สิ่งสำคัญคือเราต้องหยุดใจร้ายกับตัวเอง การยอมรับและยืนยันความรู้สึกว่า “ฉันไม่โอเค” ในวันที่คิดบวกไม่ไหว ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่คือรูปแบบหนึ่งของความเข้มแข็ง…ที่เริ่มต้นจากการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง