Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    RelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the trauma
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain

Month: February 2026

Apathy Syndrome: วันที่โลกใจร้าย หัวใจจึงเลือกเฉยชา
How to enjoy life
27 February 2026

Apathy Syndrome: วันที่โลกใจร้าย หัวใจจึงเลือกเฉยชา

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Apathy Syndrome ในภาษาไทยใช้ได้ทั้งคำว่า ภาวะเฉยชา ภาวะเฉื่อยชา ภาวะไร้อารมณ์ คือภาวะที่ขาดแรงจูงใจ ความสนใจ และการตอบสนองทางอารมณ์ แตกต่างจากโรคซึมเศร้าที่มีความรู้สึกดิ่งเศร้า และต่างจากภาวะสิ้นยินดีที่ขาด ความสุข โดยผู้ที่มีภาวะนี้มักดูว่างเปล่าไม่ยินดียินร้าย
  • ภาวะเฉยชาอาจเกี่ยวข้องได้ทั้งกับโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ภาวะสมองเสื่อม รวมถึงปัจจัยทางจิตใจ เช่น บาดแผลในใจ ความเครียด ภาวะหมดไฟ และการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ
  • การเยียวยาอาการเฉยชา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคนใกล้ชิด ทั้งคนในครอบครัวและเพื่อนๆ โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้และทำความเข้าใจผู้ที่อยู่ในภาวะเฉยชา และยอมรับว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนืออำนาจการควบคุม

ในโลกสมัยใหม่ ชีวิตถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างถูกถาโถมท่วมทับด้วยข้อมูลมหาศาล ปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์หลายอย่างที่ไม่เคยรู้จัก ดาหน้าเข้ามาให้เราทำความรู้จักอย่างไม่เต็มใจ ไม่ว่าจะเป็น โรคซึมเศร้า (Depression) ภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือภาวะสิ้นยินดี (Anhedonia)

ล่าสุด หลายคนที่ติดตามข่าวสารทางด้านสุขภาพจิต อาจพบเจอกับคำศัพท์ที่ว่า ‘Apathy Syndrome’ ซึ่งคำแปลในภาษาไทยใช้ทั้งคำว่า ภาวะเฉยชา ภาวะเฉื่อยชา ภาวะไร้อารมณ์ หรือภาวะไม่ยินดียินร้าย (สำหรับบทความชิ้นนี้ ขออนุญาตใช้คำว่า ภาวะเฉยชา เพียงคำเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด)

จริงๆ แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต รวมถึงแวดวงนักวิชาการ คุ้นเคยกับคำนี้มาหลายสิบปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะอาการที่มักพบเจอในทหารผ่านศึก ที่ประสบเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรงจนกลายเป็นความเครียดและบาดแผลในใจ (Post-traumatic Stress Disorder) 

หลังจากนั้น ภาวะเฉยชา ยังพบได้ในผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสุขภาพจิต เช่น อัลไซเมอร์ (Alzheimer) พาร์กินสัน (Parkinson) ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) และโรคจิตเภท (Schizoprenia)

สิ่งที่สร้างความสับสนอย่างมาก ก็คือ ความเกี่ยวข้องระหว่าง ภาวะเฉยชา กับโรคซึมเศร้า (Depression) ซึ่งในบางครั้ง การมีภาวะเฉยชาเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่การป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่ในบางครั้ง มีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก่อน แล้วจึงพบว่ามีอาการของภาวะเฉยชาเกิดขึ้น 

นอกจากนี้ ภาวะเฉยชา ยังถูกเข้าใจผิดว่า คืออาการเดียวกับภาวะสิ้นยินดี เนื่องจากทั้งสองอาการ มีความใกล้เคียงและเกี่ยวข้องกัน และหลายๆ ครั้งที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

ในทางการแพทย์ นิยาม ‘ภาวะเฉยชา’ ว่า คือ การขาดกิจกรรมที่มีเป้าหมายหรือแรงจูงใจ แต่คำนิยามที่น่าจะเข้าใจง่ายกว่า บอกว่า ภาวะเฉยชา คือ การหมดความสนใจที่จะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือการปราศจากความรู้สึก ไม่ว่าจะในสถานการณ์ทางอารมณ์ใดๆ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในบางครั้ง คนเราจะมีความรู้สึกเฉยชาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยเฉพาะเมื่อเราพบกับความผิดหวังซ้ำๆ หรือตกอยู่ในภาวะที่รู้สึกว่าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย แต่ในทางการแพทย์ จะนับว่าภาวะเฉยชาที่เกิดขึ้นอาจเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ หากมีอาการดังกล่าวเป็นระยะเวลานาน รวมถึงเกิดขึ้นร่วมกับความผิดปกติอื่น เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการระบุชัดเจนว่า ภาวะเฉยชา ถือเป็นปัญหาสุขภาพจิต แต่หากยึดตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ที่ระบุว่า ภาวะสุขภาพสมบูรณ์ที่สุด คือ ภาวะที่ส่งเสริมศักยภาพในการเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งอารมณ์ นั่นหมายความว่า ภาวะเฉยชา จะเข้าข่ายเป็นอุปสรรคขัดขวางภาวะสุขภาพสมบูรณ์ที่สุดของคน

“ภาวะเฉยชา โดยเฉพาะในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลง รวมถึงสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง” มัวรา มอลเพ็ตตี (Maura Malpetti) นักวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา (Cognitive Neuroscience) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าว

ภาวะเฉยชา แบ่งออกได้ 3 มิติ คือ

1 ภาวะเฉยชาทางพฤติกรรม – ผู้ที่มีอาการนี้ จะมีแรงจูงใจ หรือเริ่มต้นทำกิจกรรมที่มีการกำหนดเป้าหมาย น้อยลง หรือไม่มีเลย

2 ภาวะเฉยชาทางสังคม – คนที่ตกอยู่ในภาวะเฉยชา มีแนวโน้มจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยลง หรือกระทั่งใส่ใจความรู้สึกคนอื่นน้อยลง

3 ภาวะเฉยชาทางอารมณ์ –  อารมณ์ความรู้สึกดูราวกับจะหายไป ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในชีวิต คนๆ นั้นก็ไม่รู้สึกแตกต่าง รวมทั้งไม่รู้สึกอะไร หากพูดหรือทำให้คนอื่นไม่พอใจ

จากคำนิยามเหล่านี้ ทำให้เราพอจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างภาวะเฉยชากับโรคซึมเศร้า รวมถึงความแตกต่างระหว่างภาวะเฉยชากับภาวะสิ้นยินดี

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คงต้องบอกว่า คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จะมีความรู้สึก ‘ดิ่ง’ มากกว่า มีทั้งความเศร้า รู้สึกผิด หรือกระทั่งมองโลกในแง่ร้าย ขณะที่คนที่มีอาการภาวะเฉยชา จะดู ‘ว่างเปล่า’  ไม่สุขและไม่เศร้า

ขณะที่ภาวะเฉยชาและภาวะสิ้นยินดี จุดที่แตกต่างกันชัดเจน คือ ในภาวะสิ้นยินดี สิ่งที่ขาดหายไป คือ ‘ความสุข’ กิจกรรมที่เคยรู้สึกชอบหรือสนุก ก็ไม่ได้รู้สึกชอบเหมือนเคย ส่วนในภาวะเฉยชา สิ่งที่ขาดหายไป ก็คือ ‘แรงจูงใจ’ คนที่กำลังมีภาวะนี้ จะหมดความสนใจที่จะทำกิจกรรมใดๆ ที่เคยชอบทำเลย

ถึงแม้จะแตกต่างกัน แต่ภาวะเฉยชาและภาวะสิ้นยินดี (หรือเรียกอีกอย่างว่า Dead Inside หรือ ตายจากข้างใน) ก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด บางครั้ง ภาวะเฉยชาเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ความรู้สึกว่างเปล่าจากข้างใน กลายเป็นภาวะสิ้นยินดี แต่ในบางครั้ง คนที่อยู่ในภาวะสิ้นยินดีเป็นเวลานาน ก็นำไปสู่การเกิดภาวะเฉยชาได้เช่นกัน และอีกหลายต่อหลายครั้ง ที่ภาวะทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ นักวิชาการบางคนตีความว่า ภาวะเฉยชา คือ สภาพอารมณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าความรู้สึกโกรธ-เกลียดเสียอีก เพราะเป็นการเพิกเฉย ไม่รู้สึกรู้สาต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดกับตนเองหรือผู้อื่น

ขณะที่นักวิชาการด้านศาสนาบางคนก็ตีความว่า ภาวะเฉยชา คือ หนึ่งในบาป 7 ประการของศาสนา คือ Sloth หรือ ความเกียจคร้าน ซึ่งจริงๆ แล้ว ในภาษาละตินใช้คำว่า Acedia ที่แปลว่า การเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ หรือจิตใจที่เย็นชาต่อผู้อื่น

สำหรับสาเหตุที่ทำให้คนเราตกอยู่ในภาวะเฉยชา อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ สาเหตุจากปัญหาสุขภาพกาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประสาท และสาเหตุจากปัญหาสุขภาพจิต

ในส่วนสาเหตุจากปัญหาสุขภาพกาย หมายถึง ภาวะเฉยชาที่พบในผู้ป่วยโรคระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และภาวะสมองเสื่อม ขณะที่มีผลการวิจัยหลายชิ้น ระบุว่า ความผิดปกติ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนหน้า รวมถึง โครงสร้างสมองส่วนล่างที่มีชื่อว่า เวนทรัล สไตรอาทัม (Ventral Striatum) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้และแรงจูงใจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะเฉยชาได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ภาวะเฉยชา สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้โรคระบบประสาท โดยเฉพาะผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ตั้งแต่ในช่วงระยะเริ่มต้นที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการร้ายแรง

“สำหรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ยิ่งเรารักษาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น และการมีภาวะเฉยชา ก็เป็นหนึ่งในอาการที่ช่วยให้เรารู้ว่า ผู้ป่วยอาจมีภาวะสมองเสื่อม ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่แสดงอาการป่วยอื่นๆ” มอลเพ็ตตี กล่าว

สำหรับสาเหตุที่มาจากปัญหาสุขภาพจิต หรือที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเรียกว่า สาเหตุที่มาจากสถานการณ์ อาจมาจากหลายปัจจัย เช่น

1 การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ (Low-self esteem) คนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ หรือขาดความภูมิใจในตนเอง อาจกลายเป็นคนที่มีภาวะเฉยชา เพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้ หรือไม่มีวันประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

2 บาดแผล หรือปมในใจ (Trauma)  การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือเคยมีประสบการณ์เลวร้ายในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการตกเป็นเหยื่อภัยพิบัติร้ายแรง การถูกไล่ออกจากงาน หรือความล้มเหลวในการสอบ สิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งความรู้สึกโศกเศร้า ขาดความมั่นใจ และหวาดกลัว หากไม่มีจัดการกับบาดแผล หรือปมในใจเหล่านี้ คนๆ อาจเริ่มแยกตัวจากสังคม และตกอยู่ในภาวะเฉยชา

3 ปัญหาในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ  บางครั้งการพบเจอความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่คาดคิดมาก่อน เช่น การเปลี่ยนงานอย่างฉับพลันทันที การย้ายโรงเรียนกลางเทอม หรือการถูกคนรักบอกเลิก ทำให้บางคนมีปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ จนกลายเป็นตกอยู่ในภาวะเฉยชา หรือเลือกที่จะไม่ยินดียินร้ายกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

4 ความเครียดที่ถาโถมและภาวะหมดไฟ  ปัญหาสองอย่างที่ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก หลายครั้งที่การทุ่มเททำงานหนักของคนๆ หนึ่ง ไม่มีใครเห็นคุณค่า ไม่ได้รับการยอมรับ หรือไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่ควรจะได้ และยิ่งหากคนๆ นั้นไม่รู้จักรักตัวเองด้วย สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาก็คือ ความรู้สึกท้อแท้ ถูกทับถมด้วยความเครียดสูง (Overwhelm) จนกลายเป็นภาวะหมดไฟ (Burnout) ก่อนที่จะนำไปสู่ภาวะเฉยชาในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ นักวิชาการหลายคนยังระบุว่า กลุ่มเด็กและวัยรุ่นอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเฉยชามากกว่ากลุ่มผู้ใหญ่ (ไม่นับภาวะเฉยชาที่เกิดจากโรคทางระบบประสาท) เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่กำลังค้นหาตัวตน รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก

แล้วเราจะเยียวยาอาการเฉยชาได้อย่างไร

ก่อนอื่นเลย เราต้องมองเห็นสัญญาณบ่งชี้ภาวะเฉยชา ทั้งที่เกิดกับตัวเองและคนที่เรารักก่อน ซึ่งสัญญาณเหล่านี้สามารถสังเกตได้ง่าย เพียงแค่เรามีความใส่ใจ เช่น

1 ถอยห่างจากงานหรืองานอดิเรกที่เคยชอบ รวมถึงการใช้เวลากับคนที่รัก

2 หมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชื่นชอบ

3 พึ่งพาคนอื่นมากขึ้นในงานที่เคยทำด้วยตัวเอง 

4 ไม่ค่อยแสดงออก (หรือแสดงน้อยลง) ทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เชิงบวกหรือเชิงลบ

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า ตัวเราเอง หรือคนที่เรารัก กำลังอยู่ในภาวะเฉยชาแล้ว

การเยียวยาอาการเฉยชา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคนใกล้ชิด ทั้งคนในครอบครัวและเพื่อนๆ โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้และทำความเข้าใจผู้ที่อยู่ในภาวะเฉยชา และยอมรับว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนืออำนาจการควบคุม

การพูดคุยโดยไม่ตัดสินคือสิ่งสำคัญ ให้บอกกับคนที่เรารักที่กำลังมีภาวะเฉยชาว่า เราสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องผิดหรือน่าอับอาย และเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือเสมอ

การชักชวนคนที่เรารัก ให้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นหนึ่งในวิธีปฏิบัติ ที่สามารถเยียวยา หรือลดอาการเฉยชาลงได้

แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า คนใกล้ชิด หรือคนที่เรารัก อาจมีภาวะเฉยชา เนื่องจากป่วยเป็นโรคระบบประสาท หรือมีปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรงกว่านั้น

ท้ายที่สุด ในวันที่โลกอาจจะใจร้าย จนทำให้หัวใจบางดวงเกิดเฉยชา แต่ความรัก-ความใส่ใจ ทั้งจากคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด จะสามารถเยียวยาให้คนๆ นั้น หายจากความเฉยชา และกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง

อ้างอิง

1 What is Apathy and Why Does It Occur?

https://www.news-medical.net/health/What-is-Apathy-and-Why-Does-it-Occur.aspx

2 Understanding Apathy

https://jedfoundation.org/resource/understanding-apathy/

3 Apathy

https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/24824-apathy

4 Apathy Could Predict Onset of Dementia Years Before Other Symthomps

https://www.cam.ac.uk/research/news/apathy-could-predict-onset-of-dementia-years-before-other-symptoms

5 Understanding Apathy : Signs, Causes and Treatment Options

https://www.healthline.com/health/apathy

Tags:

Apathy Syndromeอารมณ์Apathyภาวะเฉยชา

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Illustrator:

illustrator

กรองพร ทององอาจ

Graphic Designer & Illustrator Instagram: @monkrongpin

Related Posts

  • Relationship
    ‘Man Child’ ผู้ชายไม่รู้จักโต ที่ชอบสร้างมลพิษทางอารมณ์บั่นทอนความสัมพันธ์

    เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Social Issues
    ‘วรรณกรรมเยียวยา’ พื้นที่ปลอดภัยให้เด็กสำรวจโลกของอารมณ์  เรียนรู้และโอบรับความเปราะบางของตนเอง: ธาม เชื้อสถาปนศิริ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี ภาพ ปริสุทธิ์

  • Book
    วางความคาดหวังของคนอื่นลง แล้วกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง: เธอก็ออกมาได้นะจากบึงโคลนแห่งความเศร้าและไม่เข้าใจตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • How to enjoy life
    Emotional Projection: ในโลกวุ่นวาย ใครใจร้ายรอด?

    เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Early childhoodFamily Psychology
    เข้าใจลูกในวันที่เขาเปลี่ยนไป EP.1 ‘วัยทอง 2 ขวบ’ (Terrible 2) มีจริงหรือ?

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

ใช้ AI มาก อาจ ‘สมองฝ่อ’
Adolescent Brain
26 February 2026

ใช้ AI มาก อาจ ‘สมองฝ่อ’

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • งานวิจัยชี้ว่า การใช้ AI ช่วยคิดหรือเขียนงานบ่อยๆ จะทำให้สมองทำงานน้อยลง  เกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทลดลง และทักษะการเรียนรู้มีแนวโน้มถดถอย และผู้ใช้มีแนวโน้มจำเนื้อหางานของตัวเองไม่ได้
  • การใช้งาน AI เป็นประจำก่อให้เกิดภาวะโยนภาระการคิด ลดแรงจูงใจในการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) และเสี่ยงต่ออาการ ‘solution paralysis’ คือไม่รู้จะเริ่มหรือคิดต่ออย่างไรเมื่อไม่มีเทคโนโลยีช่วย สะท้อนแนวโน้มการพึ่งพาดิจิทัลมากเกินไป
  • แม้ AI จะช่วยให้งานเสร็จเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ควรถูกใช้เป็น ‘ตัวช่วย’ สำหรับงานที่กินเวลา ไม่ควรใช้แทนขั้นตอนการคิด และ วิเคราะห์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ และต้องตรวจสอบข้อมูลที่ AI ให้เสมอ เพราะอาจหลอน หรือมโนได้

เรายังอยู่ในช่วงการเบ่งบานของการใช้ประโยชน์จาก AI โดยเฉพาะ generative AI แต่คำถามที่ยังค้างคาใจคนจำนวนมากคือ การใช้ AI จะให้ผลดีมากกว่าผลเสียจริงหรือ? ผลดีที่ได้คืออะไรบ้างและผลเสียที่เกิดขึ้นคืออะไรบ้าง?

แม้ผลดีจะเห็นได้ชัด ดังที่บุคคลและหน่วยงานมากมาย รวมทั้งวงการธุรกิจนำ AI เหล่านี้มาช่วยงานกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังมีผู้แสดงให้เห็นผลเสียหรือผลกระทบในด้านลบอย่างชัดเจนอยู่น้อยมาก ในบทความนี้จะเล่าถึงงานวิจัยสองชิ้นที่กำลังพยายามตอบคำถามนี้ให้ได้ชัดเจนที่สุด

ราวกลางปีที่แล้ว (ค.ศ. 2025) มีงานวิจัยจากทีม MIT Media Lab ตีพิมพ์ในชื่อ Your Brain on ChatGPT: Accumulation of Cognitive Debt when Using an AI Assistant of Essay Writing Task โดยตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนและอย่าง ‘จำกัดขอบเขต’ การศึกษาว่า เป็นการศึกษาว่าการใช้งาน AI ที่ฝึกปรือด้วย LLM (Large Language Model) ในแบบที่ใช้สร้าง ChatGPT ขึ้นมานั้น จะส่งผลอะไรต่อสมองมนุษย์ในบริบทของการเขียนความเรียง (essay) ที่ใช้ในแวดวงการศึกษามากน้อยเพียงใด [1]     

คำว่า LLM ที่ว่านี้ก็คือ แบบจำลองที่ใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาล เพื่อทำให้ AI มองเห็น ‘ความสัมพันธ์’ (มันไม่ได้ ‘เข้าใจ’ จริงๆ นะครับ แค่จับ ‘รูปแบบ’ ความสัมพันธ์ของคำกับวลีและประโยคต่างๆ จากข้อมูลมหาศาลที่ใช้ฝึกมันได้เพียงแค่นั้น)  จน AI นั้น (เสมือนว่า) สามารถแปล สรุป และสร้างเนื้อหาได้ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ทำ ผ่านการคาดเดาคำถัดไปในประโยค ทำให้ได้เป็นแชตบอท AI ผลิตคอนเทนต์ต่างๆ (เป็นตัวอักษร เสียง และภาพ) หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ให้เราได้ เกิดเป็น AI ชื่อดังเจ้าต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Claude 

แต่ในการทดลองนี้เลือกใช้ ChatGPT จาก OpenAI เป็นตัวแทน เพราะได้รับความนิยมใช้งานกว้างขวางมากที่สุด

นักวิจัยเลือกตีพิมพ์แบบ preprint คือ ตีพิมพ์ทันทีโดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้วยนักวิจัยอื่น เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด แต่ในที่สุดก็ผ่านการตรวจสอบดังกล่าวแล้วและได้ตีพิมพ์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2525  

นักวิจัยทดลองโดยใช้อาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเมืองบอสตัน 5 แห่งรวม 54 คน ขั้นแรกสุดคือนำนักศึกษาเหล่านี้มาวัดคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อหาค่าตั้งต้นหรือค่าพื้นฐาน จากนั้นจึงให้งานการค้นคว้าข้อมูลและเขียนความเรียงต่างๆ ตลอดช่วงระยะการทดลองนาน 4 เดือน

นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครออกเป็นกลุ่มจำนวนเท่าๆ กัน 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับแจ้งว่าให้ใช้ AI อย่าง ChatGPT ช่วยในการเขียนความเรียงได้ พวกเขาใช้ AI ช่วยในการเรียบเรียงและเขียนความเรียงแต่ละชิ้นขึ้นอย่างเต็มที่ ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จะต้องเขียนความเรียงเอง แต่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือช่วยค้นหาอย่างกูเกิลและเครื่องมืออื่นๆ ในทำนองเดียวกันได้ แต่ต้องไม่ใช้ AI 

สำหรับกลุ่มสุดท้ายให้ใช้วิธีการแบบบ้านๆ เลยคือ ให้เขียนความเรียงด้วยตัวเอง ห้ามใช้ทั้ง AI และกูเกิลช่วย

ขณะที่ทำกระบวนการเหล่านี้ นักวิจัยก็วัดกระแสไฟฟ้าสมองไปด้วยตลอดเวลา นอกจากนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการเขียนเรียงความแต่ละเรื่อง นักวิจัยยังได้สัมภาษณ์อาสาสมัครแต่ละคนอีกด้วย

ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่ใช้กูเกิลได้ มีกิจกรรมสมองระดับปานกลาง ขณะที่พวกที่ใช้สมองตัวเองอย่างเดียว สมองทำงานหนักที่สุด มีรูปแบบการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทอย่างเป็นระบบมากที่สุด และไม่น่าแปลกใจที่พวกใช้ AI ช่วยเขียนความเรียง สมองทำงานน้อยสุด มีรูปแบบการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทน้อยที่สุด โดยรูปแบบการเชื่อมต่อแตกต่างกันในทั้ง 3 กลุ่ม 

ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มหลังสุดนี้ เมื่อเวลายิ่งผ่านไปนานเข้า การทำงานของสมองส่วนหลักที่ใช้คิดแย่ลงไปเรื่อยๆ โดยมีถึง 83% ของคนในกลุ่มนี้ที่จำ ‘ประเด็นหลัก’ ในความเรียงที่เขียนส่งไม่ได้เลย และไม่สามารถจดจำคำกล่าว (quote) ที่อ้างถึงในรายงานของตัวเองได้อย่างแม่นยำอีกด้วย เรียกว่าฝากเอาความคิดความจำไว้กับ ChatGPT เสียหมด แทบไม่หลงเหลืออยู่ในหัวเลย !

ข้อสรุปที่คณะนักวิจัย MIT เขียนไว้ก็คือ ในงานวิจัยนี้เราแสดงให้เห็นว่า มีแนวโน้มว่าทักษะการเรียนรู้ของอาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ AI ลดลงชนิดที่ ‘ตรวจวัดได้’ หลังจากผ่านเวลาไป 4 เดือน และกลุ่มนี้ยังทำผลงานได้แย่กว่าคู่เทียบที่ใช้สมองล้วนๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งระบบประสาท การใช้ภาษา และคะแนนที่ได้ 

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แม้การทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม อาการถดถอยของการใช้สมองและการลดน้อยลงของการทำงานของสมองก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกยาวนาน เรียกว่าหลังจากเริ่ม ‘โอน’ หน้าที่การคิดไปให้ AI เมื่อใด สมองก็ยากจะมีโอกาสหวนคืนกลับไปทำงานดีเท่าก่อนหน้าได้อีก

การทดลองชุดสุดท้ายมีการสลับกลุ่มที่ใช้ AI ไปใช้สมองตัวเองทำงาน (LLM-to-Brain) และกลุ่มที่ใช้แต่สมองไปใช้ AI ช่วยทำงาน (Brain-to-LLM) ผลลัพธ์คือ พวก LLM-to-Brain เกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทน้อยกว่าหากเทียบกับพวกที่ใช้แต่สมอง ขณะที่พวก Brain-to-LLM สามารถย้อนทวนความจำได้ดีกว่า และมีการใช้สมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลการมองเห็นอย่างกว้างขวาง คล้ายคลึงกับพวกที่ใช้งานกูเกิลอยู่บ่อยๆ    

ผลการศึกษาข้างต้นสอดคล้องกันดีกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง [2] จาก Indus University of Health Sciences ที่ระบุว่า คนที่ใช้งาน AI เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจดจำลดลง 22% เมื่อเทียบกับพวกที่ไม่ใช้ เช่นเดียวกับความคิดในเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ (critical thinking) ก็ลดลง 17.3% ด้วย

ข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวยังชี้ให้เห็นด้วยว่า แนวโน้มในการโยนภาระการคิดไปให้ AI (cognitive offload) การไม่พยามเรียนอย่างลึกซึ่ง (deep learning) เพราะขาดแรงจูงใจ คือใช้ AI ง่ายกว่าเยอะ และการเกิดอาการทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรหรือไปต่ออย่างไร (solution paralysis) เมื่อไม่มีเทคโนโลยีในมือคอยช่วย เป็นผลเสียในเชิงคุณภาพที่เห็นได้ชัดเจนจากการใช้งาน AI เป็นประจำ 

เรื่องหลังนี้มีความตื่นตัวกันมาก จนตั้งเป็นทฤษฎีชื่อ ทฤษฎีภาระทางความนึกคิด (Cognitive Load Theory) และทฤษฎีการต้องพึ่งพาดิจิทัล (Digital Dependency Theories) ที่แสดงถึงแนวโน้มการเสื่อมทรามลงของความสามารถในการคิด เพราะมีนิสัยเสพติดการใช้ AI มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำสำหรับทุกคนในยุคปัจจุบัน ย่อมไม่ใช่การให้เลิกใช้งาน AI หันกลับไปใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ถ้ำที่เร่ร่อนไม่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรือหากจะทำได้ก็ยากมาก เพราะแม้จะมองเห็นผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมดดังกล่าว แต่ AI ก็ยังมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยในบางแง่มุม เช่น กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ในงานวิจัยชิ้นแรก สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นเร็วกว่าอีก 2 กลุ่มอย่างไม่อาจเทียบกับได้เลย 

จึงควรมองว่า AI เป็น ‘ตัวช่วย’ หรือ ‘เครื่องมือ’ ที่ต้องใช้อย่างเหมาะสม นั่นก็คือนำไปใช้กับงานที่กินเวลามากๆ เช่น การใส่ข้อมูลเข้าระบบหรือการสรุปเนื้อหาเอกสารที่มีความยาวมากๆ แต่ไม่ควรนำมาใช้ ‘คิด’ หรือ ‘วิเคราะห์’ แทนการใช้ความคิดของเราเอง เพราะเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด 

นอกจากนี้ ยังต้องหมั่นตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ข้อสรุป และคำแนะนำต่างๆ ที่ AI ให้ เพราะพวกมันอาจ ‘หลอน’ หรือ ‘มโน’ สิ่งต่างๆ ได้เองตลอดเวลา และนับวันก็จะยิ่งตรวจสอบยากมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะเราเกิดความคุ้นเคยและ ‘ความเชื่อมั่น’ มันมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา 

เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับสังคมไทย อาจเป็นเรื่องที่มีคนอยากให้นำ AI มาให้เด็กๆ ใช้ในระบบการศึกษาอย่าง ‘ผิดวิธี’ โดยไม่ตระหนักถึงจุดอ่อนและข้อเสียต่างๆ เหล่านี้เลย  

เอกสารอ้างอิง

[1] Nataliya Kosmyna et al. (2025) Your Brain on ChatGPT: Accumulation of Cognitive Debt when Using an AI Assistant for Essay Writing Task. arXiv:2506.08872v2 [cs.AI] https://doi.org/10.48550/arXiv.2506.08872

[2] Atiya Rohilla (2025) Impact of Excessive AI Tool Usage on the Cognitive Abilities of Undergraduate Students: A Mixed Method Study. Advanced Social Science Archive Journal. Vol. 04, No. 01, July-September 2025, 2131-2143 

Tags:

AIสมองปัญญาประดิษฐ์การใช้ AI

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • 21st Century skills
    AI Literacy (1): ทักษะจำเป็นในยุคที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธปัญญาประดิษฐ์

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    AI กับอนาคตการศึกษา: ตัวช่วยที่ทำให้เด็กเก่งขึ้น หรือตัวการขัดขวางการเรียนรู้ ทำลายอาชีพครู

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Adolescent Brain
    สมองแบบติ๊กต่อก: จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในร้านลูกกวาดที่กินเท่าไรก็ได้?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Voice of New Gen
    E-SACK ถุงเพาะชำจากกากถั่วเหลืองและผักตบชวา ทำไม? ปลูกต้นไม้ยังต้องใช้พลาสติก

    เรื่อง

‘ขาด ลา มาสาย’ เรื่องที่ครูต้องรู้มากกว่าการเช็กชื่อ: ถอดบทเรียนการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลเด็กทุกมิติของ ‘โรงเรียนบ้านกู้กู’ 
Unique School
24 February 2026

‘ขาด ลา มาสาย’ เรื่องที่ครูต้องรู้มากกว่าการเช็กชื่อ: ถอดบทเรียนการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลเด็กทุกมิติของ ‘โรงเรียนบ้านกู้กู’ 

เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • ข้อมูล ‘ขาด ลา มาสาย’ ของแต่ละคน จะถูกบันทึกและเก็บรวบรวมในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งจะแสดงให้เห็นประสิทธิภาพการมาเรียนและวินัยของนักเรียน ช่วยให้ครูและผู้ปกครองเข้าใจสาเหตุที่ไม่มาเรียน เพื่อที่จะได้หาทางช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม
  • โรงเรียนบ้านกู้กู จังหวัดภูเก็ต ใช้ระบบ Q-info (Quality Learning Information System) ในการจัดเก็บข้อมูลเด็กทุกมิติ ช่วยให้ครูดูแลใส่ใจเด็กและพัฒนาการเรียนรู้ได้ตรงจุด
  • ระบบ Q-info ทำให้ครูทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น มีแอปพลิเคชันรองรับ และสามารถประมวลผลข้อมูลที่เชื่อมโยงกันรอบด้าน ทั้งผลการเรียน ภาวะโภชนาการ อัตราการมาเรียน เพื่อที่เราจะสามารถวางแผนติดตามดูแลเด็กได้ทัน อีกทั้งยังส่งต่อให้กับเพื่อนครูที่รับช่วงต่อในการดูแลเด็ก ทำให้ลดจำนวนเด็กที่จะหลุดจากระบบการศึกษาได้ 

“ข้อมูลพื้นฐานของนักเรียน ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว ข้อมูลการมาเรียน ข้อมูลด้านโภชนาการ ถ้าเรารู้จักข้อมูลและใช้เป็น ข้อมูลจะเป็นตัวส่งสัญญาณให้เราได้เห็นปัญหาของเด็กรอบด้าน เราต้องใช้พลังของข้อมูลในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ได้รับการศึกษา ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที”     

ผอ.ทิพย์วิมล เพ็ชรฉุย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกู้กู จังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงความสำคัญของข้อมูลในการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในเสวนาออนไลน์ Together We Grow ครั้งที่ 3 หัวข้อ ส่งมอบความรัก ด้วยพลังแห่งการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลและใส่ใจ ‘หัวใจ’ เด็กๆ

โดยในทุกๆ วันของการเรียนการสอนในแต่ละวิชา นอกจากการกล่าวทักทายกันระหว่างคุณครูผู้สอนกับนักเรียน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘การเช็กชื่อ’ การมาเรียนของแต่ละคน ข้อมูลนี้จะถูกบันทึกและเก็บรวบรวมในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งจะแสดงให้เห็นประสิทธิภาพการมาเรียนและวินัยของนักเรียน ช่วยให้ครูและผู้ปกครองเข้าใจสาเหตุที่ไม่มาเรียน เพื่อที่จะได้หาทางช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม

หลังจากนั้น เมื่อเรียนไประยะหนึ่งก็จะเข้าสู่ช่วงการสอบวัดผลเก็บคะแนนต่างๆ ข้อมูลผลการเรียนเหล่านี้จะแสดงให้เห็นพัฒนาการเรียนรู้และความเข้าใจในแต่ละวิชา รวมไปถึงข้อมูลด้านโภชนาการ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพกายใจ และความพร้อมในการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วย

อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าวมักจะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้พร้อมใช้นัก เพราะกว่าจะถูกประมวลผลออกมาจนเห็นถึงความผิดปกติของเด็กคนหนึ่งก็อาจจะช้าเกินไป โรงเรียนบ้านกู้กู อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จึงใช้ระบบ Q-Info (Quality Learning Information System) เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน

‘ระบบ Q-Info’ การจัดเก็บข้อมูลเด็กทุกมิติ ช่วยครูดูแลใส่ใจเด็กและพัฒนาการเรียนรู้ได้ตรงจุด 

“โรงเรียนบ้านกู้กู เราใช้ข้อมูลในการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบในทุกมิติ”  

ผอ.ทิพย์วิมล เล่าว่า เดิมทีโรงเรียนบ้านกู้กูใช้ระบบการกรอกข้อมูลทั้งแบบการเขียนลงกระดาษ ร่วมกับการใช้โปรแกรม Excel ในการคำนวน และวิเคราะห์ผลเอง ปัญหาคือขาดความเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่ระบบ Q-info ผู้บริหารสามารถที่จะเห็นการประมวลโดยรวมว่า ในแต่ละระดับชั้น ในแต่ละรายวิชา หรือภาพรวมทั้งหมดของโรงเรียน มีการวัดและประเมินผลในระดับใดบ้าง 

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนฝ่ายวิชาการกับทะเบียนวัดผล จะต้องเอาปพ. 5 (แบบบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน) มา แล้วก็โปรแกรม Excel รวมๆ กันมา แล้วก็หาค่าเฉลี่ย แต่ว่าตอนนี้คุณครูผู้สอนเขาจะกรอกข้อมูล แล้วระบบก็จะประมวลผลให้เอง ให้เราเห็นผลได้ด้วยเร็วขึ้น

แล้วพอเรามาเริ่มใช้ระบบ Q-info ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น มีแอปพลิเคชันรองรับ เเล้วก็สามารถประมวลผลข้อมูลเชื่อมโยงกันหมด”

ข้อมูลการมาเรียนของนักเรียนแต่ละคนที่ได้มานั้น ผอ.ทิพย์วิมล อธิบายว่า จะสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ เด็กกลุ่มปกติที่มาเรียนครบ กลุ่มนี้เน้นวางแผนเพื่อส่งเสริมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง อีกกลุ่มคือ เด็กกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้ขาดเรียนเกินกำหนดจนหมดสิทธิสอบ และกลุ่มที่ติดตามจนพบว่ามีปัญหา ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น เด็กที่ไม่สามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้ด้วยปัญหาสุขภาพ โรงเรียนจึงปรับแผนการเรียนที่ยืดหยุ่นให้ เพื่อให้เด็กไม่หลุดจากระบบการศึกษา

“ระบบ Q-info จะรายงานแยกย่อยให้เห็นถึงความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นด้านผลการเรียน ด้านข้อมูลโภชนาการ น้ำหนัก ส่วนสูง อัตราการมาเรียน เพื่อที่เราจะสามารถวางแผนติดตามดูแลเด็กได้ทัน” 

นอกจากนี้ข้อมูลในระบบ Q-info จะเชื่อมโยงกับข้อมูลจาก OBEC Care ระบบสารสนเทศออนไลน์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาแบบครบวงจร ช่วยครูในการเก็บข้อมูลรายบุคคล คัดกรองความเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ การเรียน พฤติกรรม และเศรษฐกิจ และติดตามผลเชิงรุกเพื่อไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา 

“ในส่วนของข้อมูลด้านภาวะโภชนาการของเด็กๆ ระบบจะประมวลผลโดยรวมและเป็นประเภทมาให้เลยว่า นักเรียนกลุ่มเสี่ยงของเรามีจำนวนเท่าไร เราก็จะนำข้อมูลของเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการที่มีน้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาวางแผนว่า เราจะทำยังไงดีนะ เพื่อที่จะให้เด็กๆ เขามีน้ำหนักส่วนสูงตามเกณฑ์ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพเเละความพร้อมในการเรียนรู้ ซึ่งโรงเรียนได้ประสานภาคีเครือข่ายคือ กองทุนหลักประกันสุขภาพประจำตำบลในการสนับสนุนอาหารเช้า เป็นงบประมาณที่เราได้มาดูแลเด็กๆ

นอกจากภาวะโภชนาการที่เราดูแลแล้ว ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงจาก OBEC Care คือข้อมูลเด็กยากจน เราก็จะดึงข้อมูลมาของบประมาณสนับสนุนเด็กที่มีความขาดแคลนทุนทรัพย์”

ทั้งนี้ ในการดูแลช่วยเหลือหรือเสริมแรงให้เด็กได้พัฒนารอบด้านด้วยข้อมูลสารสนเทศ ผอ.ทิพย์วิมล มองว่าจะดูจากระบบอย่างเดียวไม่ได้ คนที่อยู่หน้างานกับเด็กๆ ก็คือคุณครูจะเป็นคนสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากในระบบมาสู่การช่วยเหลือดูแลเด็ก

‘Student Profile’ การเชื่อมข้อมูลที่จะทำให้ครูรู้จักนักเรียนรายบุคคลและส่งต่อการดูแลอย่างไร้รอยต่อ

ครูตาล-ศิวพร ไกรนรา ครูแกนนำโรงเรียนบ้านกู้กู เล่าในมุมของคุณครูผู้เก็บข้อมูลเด็กและใช้ข้อมูลนั้นในการวางแผนดูแลช่วยเหลือเด็กว่า ถ้าคุณครูสามารถนำข้อมูลมาจัดเก็บให้เป็นระบบ และนำไปใช้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมรอบด้าน คุณครูก็จะสามารถติดตามและดูแลนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักเรียนได้ อีกทั้งข้อมูลที่ได้ช่วยเหลือนักเรียนแล้ว สามารถส่งต่อให้กับเพื่อนครูที่รับช่วงต่อในการดูแลเด็ก ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถลดจำนวนเด็กที่จะหลุดจากระบบการศึกษาได้ เนื่องจากพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ 

“บทบาทของครูในแต่ละวันเราจะต้องอยู่กับเด็กๆ เช้ามา…แน่นอนค่ะว่าเราต้องดูก่อนว่าวันนี้เด็กๆ ของเรามากี่คน ซึ่งระบบ Q-info ก็จะสะดวกมากสำหรับคุณครู ในการใช้สมาร์ทโฟน ใช้ Q-Attendance (แอปพลิเคชันเช็กชื่อและบันทึกข้อมูลนักเรียนรายบุคคลบนมือถือ) ในการที่จะเช็กนักเรียนในแต่ละวัน ซึ่งสามารถที่จะเช็กได้อีกด้วยว่า ในส่วนของ Early warning หรือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงของเรามีใครบ้างที่ในช่วงสัปดาห์นี้ขาดเรียนต่อเนื่องกัน ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เราต้องติดตามดูแลให้ความช่วยเหลือ หรือว่าประสานกับผู้ปกครองเพื่อที่จะร่วมกันดูแลนักเรียน”

ครูตาลยกตัวอย่างเคสเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ จากที่ได้ข้อมูลว่าขาดเรียนบ่อย และได้ติดตามถึงบ้าน ทำให้ทราบถึงปัญหาของเด็ก คุณครูและผอ.จึงร่วมกันวางแผนโดยประสานงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต และทางสำนักงานพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต ในการให้ความช่วยเหลือพาเด็กไปอยู่ในสถานที่ที่มีความปลอดภัย และได้รับการดูแลด้านสภาพจิตใจ ปัจจุบันแม้เด็กคนนี้จะไม่ได้เรียนที่โรงเรียนบ้านกู้กูแล้ว แต่อย่างน้อยข้อมูลนี้ทำให้เด็กได้รับการช่วยเหลือและส่งต่อไปยังญาติที่พร้อมจะดูแลให้ความอบอุ่น และได้อยู่ในระบบการศึกษาต่อไป

“เมื่อเรามีระบบ Q-info ที่สามารถประเมินตัวชี้วัดผลการเรียนรายวิชาของนักเรียนได้ ทำให้เห็นว่าเด็กขาดด้านไหน เราสามารถที่จะเสริมให้ได้ผ่านการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม 

ครูเองก็มีเวลามากขึ้นไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลเอง แต่ใช้ข้อมูลที่มีนำไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอน พาเด็กไปลงพื้นที่ เพื่อการวัดประเมินผลที่หลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญเราสามารถที่จะสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาให้กับเด็กๆ ได้ 

ข้อมูลทุกส่วนของเด็กก็จะอยู่ใน Student Profile ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานของเด็ก รวมไปถึงข้อมูลพื้นฐานครอบครัว ซึ่งเชื่อมโยงมาจากข้อมูลของ OBEC Care ซึ่งข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของเด็กยากจนส่วนนี้เป็นจุดดีมาก ช่วยร่นเวลาให้ครู เมื่อก่อนต้องเช็กทั้งเวลาเรียนใน Q-info และต้องไปเช็กข้อมูลอื่นๆ ประกอบกันด้วย แต่ในระบบตอนนี้เชื่อมโยงข้อมูลของเด็กรายบุคคลทั้งหมด แล้วก็ประมวลออกมาเป็น Student Profile มันทำให้ง่ายที่ครูจะเข้าถึงข้อมูล และที่สำคัญในการที่รับช่วงต่อมา เราจะได้รู้ข้อมูลเด็กก่อนที่จะดูแลเขา หรือส่งต่อข้อมูลให้กับครูที่จะรับช่วงต่อในชั้นถัดไปได้” 

ในมุมมองของผู้บริหารโรงเรียน ผอ.ทิพย์วิมล กล่าวว่า “การที่เห็นคุณครูทำงานอย่างมีความสุข แล้วเด็กๆ ของเรามาเรียนรู้อย่างมีความสุข คือสิ่งที่ทำให้เราอยากที่จะพัฒนาระบบการทำงาน เพื่อให้คุณครูมีกำลังมีแรงพอที่จะไปออกแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับภารกิจงานของเขาโดยตรง 

ในขณะเดียวกันนักเรียนเองจะได้รับการจัดการศึกษา ได้รับการพัฒนา ได้เรียนได้เล่นได้ทำในสิ่งที่สมควรกับช่วงวัย แล้วเขาก็จะเติบโตอย่างมีความสุข”

Tags:

โรงเรียนบ้านกู้กูการพัฒนาคุณภาพการศึกษาQ-infoข้อมูล (Data)ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนครูตาล-ศิวพร ไกรนราผอ.ทิพย์วิมล เพ็ชรฉุย

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

Related Posts

  • Social Issues
    ครูต้องมีใจเมตตา ห้องเรียนต้องเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และโอบรับเด็กทุกโจทย์ชีวิต: ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ โรงเรียนเนกขัมวิทยา

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Transformative learning
    ‘ข้อมูลที่ตรงจริง กับคุณครูที่มีหัวใจ’ โรงเรียนเปลี่ยนได้ด้วย Data Driven: ผอ.ปัฐน์ศรัญย์ จิตต์ประยูร

    เรื่อง นิภาพร ทับหุ่น

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dr. Udom-nologo
    Transformative learning
    “ผมไม่เคยหมดหวังกับการศึกษา” ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ชวนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • Dek-Hoo-Jak-Kuam_nologo
    Social IssuesTransformative learning
    ‘เด็กฮู้จักควม’ คิดเป็น ทำเป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ    

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

นางฟ้าที่มีอยู่จริง ‘Angel Energy’ ปรับจูนพลังงานดีที่จะทำให้คุณเปล่งประกายและมีความสุขในแบบของตัวเอง
How to enjoy life
19 February 2026

นางฟ้าที่มีอยู่จริง ‘Angel Energy’ ปรับจูนพลังงานดีที่จะทำให้คุณเปล่งประกายและมีความสุขในแบบของตัวเอง

เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ ninaiscat

  • แนวคิดการพัฒนาตนเองแบบ Angel Energy มีพื้นฐานมาจากการค้นหาตัวตนเชื่อมโยงกับพลังงานดีของเหล่าเทวดานางฟ้า มุ่งเน้นการมองหาความสงบสุขภายใน ความเมตตา และการปลอบโยน ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ผู้หญิงเท่านั้น
  • หัวใจสำคัญของ Angel Energy คือ ‘การรักตัวเอง’ ในแบบที่เราเป็น ยอมทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งที่เราชอบและไม่ชอบในตัวเอง หรือแม้แต่สิ่งที่น่าผิดหวังในอดีต และพร้อมเปิดพื้นที่ให้ตนเองได้เติบโตจากความผิดพลาดล้มเหลวนั้น
  • คีย์เวิร์ดที่จะช่วยคุณประกอบร่าง Angel Energy ในตัวเอง ประกอบด้วย การเห็นคุณค่าในตัวเอง  ฟังเสียงภายในตนเอง ความรู้สึกสงบในใจ ความเมตตากรุณา  การแสดงความรู้สึกขอบคุณ การให้อภัยและการเยียวยา 

Do you believe in fairies? Tinkerbell

ในโลกที่รายล้อมด้วยพลังงานลบ เทวดานางฟ้าอาจเป็นเพียงเรื่องหลอกเด็กอีกเรื่องนึงที่เราไม่สามารถนำมาใช้ปลอบประโลมจิตใจได้อีกแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า ‘Angel Energy’ หรือพลังงานนางฟ้านั้นมีอยู่จริงในตัวเรา

Angel Energy นี้ไม่ใช่พลังอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่คือศักยภาพในการรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกที่รายล้อมและกดดัน โดยไม่เผลอไปกดข่มอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง แต่เป็นการปรับจูนความคิดเพื่อรักษาความสงบสุขในใจ ซึ่งพลังงานนี้มีอยู่แล้วในตัวทุกคน เพียงแค่คุณอาจมองข้ามไป 

บทความนี้อยากชวนทุกคนปลุกพลังนางฟ้าในตัวเรา ด้วยการทำความเข้าใจตนเอง เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตนเอง ปรับโหมดให้อบอุ่นอ่อนโยนและใจดีกับตัวเองมากขึ้น และเมื่อคุณเติมแสงสว่างในตัวเองมากพอแล้ว Angel Energy ก็จะเปล่งประกายพร้อมรับมือกับโลกที่ยากจะคาดเดาและอาจจะไม่ใจดีสักเท่าไรนัก

ความเชื่อมโยงของ นางฟ้า กับ การพัฒนาตนเอง

แนวคิดการพัฒนาตนเองแบบ ‘Angel Energy’ หรือ ‘พลังงานนางฟ้า’ ได้รับการกล่าวอ้างในเชิงจิตวิทยาการพัฒนาตนเองยุคใหม่ มีพื้นฐานมาจากการค้นหาตัวตนเชื่อมโยงกับพลังงานดีของเหล่าเทวดานางฟ้า ผู้คอยช่วยเหลือและส่งเสริมสิ่งดีงาม เป็นการผสานเรื่องของความเชื่อ จิตวิญญาณ (Spirituality) และพลังบวก (Positive Energy) มุ่งเน้นการมองหาความสงบสุขภายใน ความเมตตา และการปลอบโยน ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ผู้หญิงเท่านั้น

โดยคำว่า ‘Angel Energy’ ปรากฏครั้งแรกในเชิงวิชาการด้านจิตวิญญาณ จากหนังสือ Angel Energy: How to Harness the Power of Angels in Your Everyday Life โดย John Randolph Price (1995) อธิบายถึง คลื่นพลังงานที่บริสุทธิ์ที่มนุษย์สามารถเชื่อมต่อได้ โดยเน้นการดึงพลังบวกภายในของเทวดานางฟ้าซึ่งเป็นต้นแบบพลังชีวิต มาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นได้ เพื่อให้เป็นตัวเราอย่างแท้จริง

สอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาแนวมนุษยนิยมของ Carl Rogers เกี่ยวกับการค้นพบตัวตนที่แท้จริงตามศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะมีความเป็นไปได้เมื่อมีความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่แต่ละบุคคลมองตนเองตามตัวตนที่เป็นจริง (Real Self) กับตัวตนในอุดมคติ (Ideal Self) แบบที่ตนเองต้องการจะเป็นหรือคิดว่าควรจะเป็น

โดยเขาเชื่อว่า บุคคลจะสามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง หรือความเคารพตนเองในเชิงบวก ทั้งนี้ บุคคลจะมีแรงจูงใจตามธรรมชาติในการพัฒนาตนเอง และเข้าใจตนเอง เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมรับฟังมุมมองที่หลากหลาย การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างไม่มีอคติและจริงใจ

พึงพอใจในตัวเอง ตามแบบฉบับของ Angel Energy

แน่นอนว่า บุคคลมีแนวโน้มที่จะยอมรับในส่วนที่ดีมีคุณค่าหรือด้านบวกของตัวเอง และมักจะปฏิเสธข้อบกพร่องและด้านที่ไม่สวยงามของตัวเอง เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะยอมรับด้านลบของตัวเองได้ทั้งหมด หากแต่การยอมรับตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ จะส่งผลดีต่อการรักและเห็นคุณค่าในตนเอง 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราต้องยอมรับให้ได้เสียก่อนว่าเรามีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ด้วย และเมื่อนั้นเราจะสามารถก้าวไปสู่การพัฒนาตนเองอย่างแท้จริงได้ ซึ่งพ้องกับแนวคิดของ Jeffrey Borenstein ประธานมูลนิธิวิจัยสมองและพฤติกรรม ที่ว่า “การรักตัวเองคือสภาวะของการเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่เติบโตมาจากการกระทำที่สนับสนุนการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของเรา” 

หัวใจสำคัญของ Angel Energy จึงเริ่มจาก ‘การรักตัวเอง’ ในแบบที่ พึงพอใจในสิ่งที่เป็นเรา เข้าไปสำรวจภายในจิตใจอย่างรอบด้านและยอมรับมันโดยไม่หลอกตัวเอง ทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งที่เราชอบและไม่ชอบในตัวเอง หรือแม้แต่สิ่งที่น่าผิดหวังในอดีต และพร้อมเปิดพื้นที่ให้ตนเองได้เติบโตจากความผิดพลาดล้มเหลวนั้น 

เรียกได้ว่าเป็นการรักในทุกมิติของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ไม่กดทับปิดบังความเปราะบางของตัวเอง อนุญาตให้อารมณ์ด้านลบทั้งหลายเกิดขึ้น  ไม่แสร้งแสดงออกว่าฉันผ่านมันไปได้อย่างราบรื่น หากแต่ซึมซับอารมณ์นั้นได้และรับรู้มัน 

เป็นการผสานตัวตน ความคิด อารมณ์ความรู้สึก และพฤติกรรม สร้างความแข็งแกร่งภายในตัวเรา พร้อมสนับสนุนให้กล้าเผชิญทุกสถานการณ์ของตัวเอง รวมถึงสถานการณ์ที่อาจต้องสัมพันธ์กับผู้อื่น สร้างความสมดุลในชีวิต

ที่สำคัญก็คือ เมื่อเห็นตัวเองชัดเจน เราจะไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เข้าใจว่าเราไม่ได้โดดเด่นกว่าใคร แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นด้วย จากนั้นใจของเราจะเปิดกว้าง ยอมรับผู้อื่นอย่างมีเมตตาเห็นอกเห็นใจ ไม่ลดทอนคุณค่าของใคร ตระหนักว่าทุกคนมีคุณค่าในตัวเองตามเส้นทางที่แตกต่างกัน มองในสิ่งที่เขาเป็น ยอมรับและสนับสนุนผู้อื่นได้อีกด้วย

นักสังคมสงเคราะห์คลินิก Sharon Martin อธิบายว่า “คนที่รักตัวเองอย่างแท้จริง จะตระหนักถึงข้อบกพร่องของตนเอง รับรู้ความผิดพลาด ยอมรับและใส่ใจในข้อบกพร่องเหล่านั้น การรักตัวเองไม่ได้ขัดขวางการเอื้ออาทรผู้อื่น แต่เป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละคนแสดงความเมตตาต่อตัวเองเช่นเดียวกัน”

ตั้งค่าตัวเอง ประกอบร่าง Angel Energy ในตัวเรา 

ถึงตรงนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า  Angel Energy เป็นแนวคิดที่ดีในการยกระดับจิตใจเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมากขึ้น แต่คำถามที่อาจอยู่ในใจใครหลายๆ คนก็คือ “แล้วเราจะตั้งค่า Angel Energy ในตัวเองให้ชัดเจนขึ้นได้อย่างไร” …ต่อไปนี้คือแนวทางการปรับมุมมองความคิดที่จะช่วยให้คุณสามารถประกอบร่างนางฟ้าในตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

– การเห็นคุณค่าในตัวเอง (Inner Worth) เชื่อมั่นจากภายในว่าตัวเรามีคุณค่าเพราะเราเป็นเรา ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราทำสำเร็จ เมื่อเรามั่นคงในคุณค่าของตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข เราจะมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ไม่หวั่นไหวตามความสำเร็จหรือความล้มเหลว 

ยอมรับอย่างมั่นใจว่า ‘แค่ฉันเป็นฉัน นั่นก็ดีพอแล้ว’ กล้าหาญที่จะเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่พัฒนาแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ  ยอมรับข้อบกพร่องและข้อจำกัดของตนเอง เห็นโอกาสในการเรียนรู้เพื่อเติบโต 

– ฟังเสียงภายในตนเอง (Inner Voice) ซึ่งไม่ใช่การตามใจตัวเอง แต่เป็นมุมมองที่เรามองตัวเองว่าเป็นแบบไหน และรับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง ให้ค่ากับความรู้สึกของตัวเอง การที่ค่อยๆ พิจารณาความต้องการภายในจริงๆ ช่วยให้มีอิสระทางความคิด ตัดสินใจชัดเจนขึ้น ไม่หลงทางไปตามกระแสสังคม เลือกทำในสิ่งที่ตอบโจทย์ที่แท้จริงของตัวเอง เลือกเข้าหาพลังงานบวก และกล้าที่จะปฏิเสธอย่างนุ่มนวลด้วยเหตุผลที่ชัดเจน เพื่อรักษาสัมพันธภาพที่มีคุณภาพ  

– ความรู้สึกสงบในใจ (Serenity) มีความพึงพอใจในชีวิต อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับปัจจุบัน รู้สึกผ่อนคลายกับสิ่งรอบตัว ยอมรับสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น และปล่อยวางได้เมื่อทำเต็มที่แล้ว ลดความวิตกกังวลและกดดันลง เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ดีที่สุดจะมาเมื่อถึงเวลาของมัน 

มองเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้ ซึ่งทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น เช่น การดูแลตนเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แสวงหาโอกาสใหม่ๆ ลองทำสิ่งที่ไม่ถนัด บอกตัวเองว่า “ฉันจะลองทำดูสักตั้ง”

– ความสุขจากภาวะจิตใจที่สงบ เป็นพื้นฐานของ ความเมตตากรุณา (Compassion) ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างอ่อนโยนและเข้าใจ เมื่อเผชิญความทุกข์หรือช่วงเวลาที่ยากลำบาก เปิดใจพูดคุยกับตัวเองเหมือนเพื่อนสนิท ทบทวนว่าเราอาจกำลังใจร้ายกับตัวเองเกินไปหรือไม่ 

ปรับมุมมองลบๆ ที่มีต่อตนเอง ลดการตำหนิลงแต่เพิ่มความเข้าใจ มองหาสิ่งที่เราทำได้ดี โฟกัสที่จุดแข็งและใช้มันเป็นพลังในการก้าวต่อไป และจากความเมตตาต่อตนเองนี้เอง ส่งต่อเป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เกิดการแผ่ขยายความเห็นอกเห็นใจกันและเชื่อมโยงกันได้อย่างสันติสุข 

– การแสดงความรู้สึกขอบคุณ (Gratitude) การฝึกขอบคุณ เป็นการขยายมุมมองของการมองสิ่งต่างๆ ในทิศทางบวกมากขึ้น สว่างมากขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น เกิดความพึงพอใจแม้เพียงสิ่งเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการรู้สึกขอบคุณสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมิตรภาพรอบข้าง นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว อบอุ่นใจและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว 

การจดบันทึกขอบคุณสิ่งต่างๆ พร้อมเหตุผลดีๆ หรือที่รู้จักกันว่า ‘บันทึกขอบคุณ’ (Gratitude journal) เป็นคำแนะนำของ Robert A. Emmons นักจิตวิทยาเชิงบวก เช่น ขอบคุณต้นไม้สีเขียว ที่ทำให้ฉันมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และเมื่อเราย้อนกลับไปอ่านสิ่งที่เคยเขียน ‘ขอบคุณ’ ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย

– การให้อภัยและการเยียวยา (Forgiveness & Healing) เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ปลดล็อกจากความทุกข์ที่ทับถมอยู่ภายใน เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่ตนเอง และพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างอิสระ 

การให้อภัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาจิตใจ เข้าใจและยอมรับตัวเองในด้านที่อ่อนแอที่สุด มองมันด้วยความห่วงใยเห็นอกเห็นใจ เป็นแนวทางนำไปสู่การให้อภัยผู้อื่น และเป็นกำลังใจให้พวกเขาฟื้นฟูตัวเองได้ด้วยเช่นกัน 

จากการเปิดรับตัวเองและสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานดีๆ เหล่านี้ ส่งเสริมให้เรานำมาพัฒนาตัวตนและจิตใจให้แข็งแรง เพื่อขับเคลื่อนตัวเองให้เติบโตมากขึ้น ดังแนวคิดของนักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยม Abraham Maslow ที่ว่า “บุคคลมีแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นไปตามศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ เพื่อไปสู่เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตนเอง”

รักษาระดับ Angel Energy ให้พร้อมเปล่งประกายในชีวิตจริง

เมื่อเราเริ่มทำงานกับภายในตนเองอย่างเข้าใจ ยอมรับและเคารพตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข เหมือนเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง เมื่อนั้น เราจะสามารถให้คำแนะนำกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา มอบโอกาสให้ตัวเองได้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ตั้งใจหันหลังให้กับรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติตามธรรมชาติแบบเดิมๆ ที่ไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง

การรักษาพลังงานดีๆ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมต่อกับทุกมิติของตัวเองอย่างแท้จริง คุณจะได้เห็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะนำพาเราไปสู่การประกอบร่างนางฟ้าจากภายในสู่ภายนอก เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ท้าทายอารมณ์ตัวเองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม

จริงอยู่ที่สถานการณ์ยากลำบาก มักจะกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อนึกย้อนไป หลังจากที่คุณได้รับมอบหมายงานอย่างไม่เป็นธรรมซ้ำอีกครั้ง คุณก็อาจแสดงอาการฉุนเฉียวออกไปอีกเช่นเคย แต่คราวนี้มีบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย คุณรู้สึกผิดหวังกับพฤติกรรมทางลบของตัวเอง และเกิดการโต้เถียงอยู่ในใจ “ฉันคิดว่าฉันดีขึ้นแล้วนะ” “เช้านี้ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะเข้าประชุมอย่างมีสติ” นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณตระหนักถึงความรู้สึกของตัวเองได้ว่า ตอนนี้คุณโกรธ โมโห หรือน้อยใจ ไม่หลบหนีหรือซ่อนเร้นมันเอาไว้  

และในระหว่างที่คุณได้สังเกตการเดินทางของอารมณ์ จะพบว่า หากเราจดจ่ออยู่กับการมองเข้าไปในใจตัวเอง ใช้เวลาทบทวนและตระหนักรู้ในการกระทำอันไม่พึงประสงค์นั้น การแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ตามอัตโนมัติ ตามความเคยชินนั้น จะชะลอลงไปชั่วขณะ

สอดคล้องกับข้อมูลการวิจัยการด้านกลไกการรับมือหรือปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ระบุว่าการถอยออกมาสักก้าวหนึ่งและหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ร่างกายสงบลง จะช่วยให้มีสติและตัดสินใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็น การเว้นระยะห่างทางอารมณ์ ไม่ให้ถูกควบคุมได้ง่าย

ช่วงเวลาที่กระบวนการทำความเข้าใจตนเองดำเนินไป ใช้เวลาไตร่ตรอง จัดระบบความรู้สึกนึกคิด ไม่หลีกหนีมันแล้วทำงานกับมัน ช่วงเวลานั้นเอง เป็นเวลาสำคัญที่เราจะเลือกชุดการกระทำ คุณอาจสนองตอบเพียงแค่ถอนหายใจ บ่นพึมพำกับตัวเอง ไม่ระเบิดอารมณ์ออกไป หรือนัดเพื่อนกินดื่มสังสรรค์อย่างที่เคยทำ เพื่อกลบเกลื่อนความเหงาความเศร้าข้างใน 

เมื่อบ่มเพาะตัวเองอย่างสม่ำเสมอตามแนวทางนี้ จะช่วยให้คุณเรียนรู้ที่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของตัวเองได้เร็วขึ้น และพบว่าอารมณ์ความรู้สึกจะถูกกลั่นกรองมากขึ้น จัดการกับมันได้ดีขึ้น แล้วมันจะคลี่คลายและลดน้อยลงไปได้ 

ตามหลักจิตวิทยา ความต้องการพื้นฐานด้านจิตใจนั้นชี้ชัดว่า การได้รับอิสระในการเลือกและรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง จะนำพาตัวเองไปสู่จุดที่เติบโตมากขึ้น สร้างคุณค่าในตนเองอย่างยั่งยืน

แน่นอนว่าธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง มักเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความกังวล หรือความสับสน หากแต่สถานการณ์ที่ท้าทายอารมณ์ความรู้สึก มักมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นซ้ำๆ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยที่จะฝึกทำงานกับความรู้สึกด้านลบของตัวเอง เฝ้ามองความรู้สึกนั้น รับรู้และเตรียมตัว ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราสามารถพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ตามศักยภาพของตัวเอง

ตามที่ Kristin Neff นักจิตวิทยาการศึกษาให้มุมมองไว้ว่า “การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านต่างๆ นั้น ไม่ใช่เพราะคุณไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง หรือไม่ยอมรับตัวเองในแบบที่เป็นอยู่ แต่เนื่องมาจากความห่วงใยตัวเอง ปรารถนาให้มีสุขภาพดีและมีความสุขมากขึ้น” 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าทัศนคติหรือมุมมองเชิงบวกจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และความพึงพอใจในชีวิตโดยรวม แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนหลักความสมดุลของการมองตามความเป็นจริง ไม่คาดหวังแต่เพียงผลลัพธ์ที่ดี และไม่บังคับตัวเองหรือผู้อื่นให้รู้สึกบวกตลอดเวลา จนอาจกลายเป็นปัญหาได้

เพราะที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เราจะรู้สึกชอบตัวเองที่เราได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เติบโตขึ้น รักและมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น นั่นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการปรับเข้าสู่โหมดนางฟ้าในแบบฉบับของตัวเอง …เป็นนางฟ้าในโลกความเป็นจริงที่เปล่งประกายเพื่อความสงบและมั่นคงในหัวใจตัวเอง พร้อมส่งต่อพลังงานดีๆ สู่คนรอบข้างต่อไป

“You don’t need someone to complete you. You only need someone to accept you completely.” Rapunzel (Tangled)

อ้างอิง

Angel Energy: How to Harness the Power of Angels in Your Everyday Life

Basic Psychological Needs – ความต้องการพื้นฐานด้านจิตใจ – คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Forgiveness: The Gift We Give Ourselves – Whole Health Library

Healthy Coping: 24 Mechanisms & Skills For Positive Coping

Optimism lengthens life, study finds — Harvard Gazette

Self-Actualization In Psychology: Theory, Examples & Characteristics

The Importance of Psychology in Our Daily Lives – How Psychology can Help You?

The Power of Self-Love | Psychology Today

The science of self-love: the evidence-based benefits of loving 

yourself

What Is Self-Compassion and What Is Self-Love?

Why Gratitude Is Good

Tags:

การพัฒนาตนเองAngel Energyการเห็นคุณค่าในตนเองการเคารพตนเอง

Author:

illustrator

ยุรพร ยมนาค

Illustrator:

illustrator

ninaiscat

ทิพยา ทิพย์พันธ์ (ninaiscat) เป็นนักวาดภาพประกอบและนักออกแบบกราฟิกอิสระ ชอบแมว (เป็นชีวิตจิตใจ) ชอบทำกับข้าว กินกาแฟทุกวันและมีความฝันว่าอยากมีบ้านสักหลังที่เชียงใหม่

Related Posts

  • How to enjoy life
    ทำไมเราจึงชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทั้งที่ผลลัพธ์คืออาการเจ็บจี๊ด?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Self-doubt
    How to enjoy life
    โยนคำวิจารณ์ที่บดขยี้ความมั่นใจของเราทิ้งไป แล้วกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Blue Giant: ในวันที่ก้าวสู่ฝัน…หวังว่าเราจะเป็นลมใต้ปีกที่คอยพยุงกันและกันไปให้ถึงจุดหมาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Everyone can be an Educator
    ‘การอ่าน’ คือต้นทุน(เปลี่ยน)ชีวิตเด็ก กำหนดอนาคตประเทศไทย: พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี – หมอแพมชวนอ่าน

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Book
    ชวนอ่าน 7 เล่ม รับปี 2024: ปรับ Mindset เพื่อเข้าใกล้ความสำเร็จในแบบของตัวเอง

    เรื่อง พิรญาณ์ บุลสถาพร

พระปฏิพล ภูมิเมโธ พระรุ่นใหม่ผู้ใช้ ‘บอร์ดเกม’ ชวนวัยรุ่นเรียนรู้ธรรมะ สร้างทักษะชีวิตผ่านการเล่นและสะท้อนคิดร่วมกัน
Everyone can be an Educator
17 February 2026

พระปฏิพล ภูมิเมโธ พระรุ่นใหม่ผู้ใช้ ‘บอร์ดเกม’ ชวนวัยรุ่นเรียนรู้ธรรมะ สร้างทักษะชีวิตผ่านการเล่นและสะท้อนคิดร่วมกัน

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘เกมภาวนา’ เป็นหนึ่งกิจกรรมในโครงการ ‘ตามรอย…อริยวินัย’ จากพุทธธรรม สู่การจัดตั้งวางระบบสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สู่ความเป็นอัจฉริยะ ที่มี พระปฏิพล ภูมิเมโธ และกลุ่มพระสงฆ์รุ่นใหม่แห่งวัดญาณเวศกวัน ร่วมกันออกแบบ
  • ปัจจุบันเกมภาวนามีทั้งแบบกระดานและออนไลน์ เน้นการออกแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์โดยมีพุทธธรรมเป็นแกนกลาง โดยใช้กลไกของเกมจำลองสถานการณ์ชีวิตให้ผู้เล่นได้เผชิญหน้า ตัดสินใจ และรับผลการกระทำนั้นด้วยตนเอง
  • “ทุกวันนี้ อาตมาพบว่าเมื่อผู้คนถูกความทุกข์ทับถม หลายคนไม่รู้จะเยียวยาใจตนเองอย่างไร บางคนเป็นซึมเศร้า บางคนไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน และไม่รับฟังกัน อาตมาจึงพยายามใช้เกมเป็นเครื่องมือพาเขากลับมารู้จักใจตนเองอีกครั้ง”

จะทำให้อย่างไรให้วัยรุ่นเข้าถึงหลักธรรม? 

โจทย์ใหญ่นี้ทำให้ ‘พระบิ๊ก’ หรือ พระปฏิพล ภูมิเมโธ และกลุ่มพระสงฆ์รุ่นใหม่แห่งวัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม คิดออกแบบ ‘บอร์ดเกมภาวนา’ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทลายกำแพงระหว่างคนรุ่นใหม่กับธรรมะ โดยอาศัยประสบการณ์ก่อนบวชเรียนเป็นจุดเชื่อมโยงทำความเข้าใจ ว่าเหตุใดเด็กและวัยรุ่นจึงมองว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัวและไม่สามารถนำมาใช้แก้ทุกข์ในชีวิตจริงได้

“ตอนเป็นวัยรุ่น อาตมามีความทุกข์หลายเรื่อง ทั้งครอบครัว ความรัก การเงิน สุขภาพ และการเรียน เวลาเผชิญปัญหาก็มักใช้วิธีเดียวกับคนทั่วไป คือหันไปพึ่งความบันเทิงหรือสิ่งภายนอก เพื่อกลบเกลื่อนและหนีความรู้สึกทุกข์เหล่านั้น”

พระบิ๊กกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบว่า สมัยเป็นฆราวาสท่านเป็นเพียง ‘ชาวพุทธในทะเบียนบ้าน’ ผู้คุ้นเคยกับพิธีกรรมทางศาสนา แต่ไม่เคยสนใจศึกษาธรรมะ กระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงตั้งใจอุปสมบทเพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตามประเพณี

“ความตั้งใจแรกคือบวชเพียงหนึ่งเดือน แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น อาตมาได้ค้นพบความสงบในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน จากการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และเดินจงกรม ซึ่งแต่ก่อนอาตมาก็แสวงหาความสุขอยู่เสมอ แต่มันรู้สึกเหมือนเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มสักที ทว่าพอได้พบความสงบ กลับรู้สึกอิ่มเอิบและพอดีในตัวของมันเอง นั่นจึงเป็นเหตุให้ตัดสินใจบวชต่อ 

พอได้บวช ได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมมากขึ้น อาตมาก็ค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจ ค่อยๆ รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เลยรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกมากที่ต้องศึกษา จากหนึ่งเดือนก็ขออยู่ต่ออีกสักเดือน ครบเดือนก็ขยับเป็นหนึ่งปี และก็เป็นเช่นนั้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้บวชมาได้ 10 พรรษาแล้ว”

หลังปวารณาตัวรับใช้พระศาสนา พระบิ๊กได้ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาธรรม โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้นแบบทางความคิด จึงได้เข้าใจว่าแก่นแท้หลักธรรมนั้นคือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ไม่เคยล้าสมัย เป็นหลักใจที่ช่วยให้ชีวิตเบาลงได้ไม่มากก็น้อย

จากนักเรียนรู้สู่ผู้สื่อสารธรรมะผ่านเกม

ย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน หลังจากศึกษาธรรมมาพอสมควร พระบิ๊กได้รับนิมนต์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นวิทยากรพิเศษในรายวิชา ‘ความสุขในชีวิตและการทำงาน’ 

“ช่วงแรกพบว่านักศึกษาเข้าถึงค่อนข้างยาก อาจเพราะภาพลักษณ์ความเป็นพระทำให้เขายังไม่ยอมเปิดใจเท่าไหร่ อาตมาจึงค่อยๆ ปรับวิธีการสอน พยายามหาแนวทางใหม่ๆ ด้วยการทดลองออกแบบเวิร์กช็อป ก่อนจะพัฒนาต่อยอดมาเป็นบอร์ดเกม”

ในการริเริ่มและพัฒนาบอร์ดเกม พระบิ๊กได้ทำงานร่วมกับพระสงฆ์อีก 3–4 รูป ในการออกแบบ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ของแต่ละเกมชัดเจน ว่าต้องการให้ผู้เล่นได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ตรงภายในเกมนั้น เพื่อให้การเล่นไม่ใช่เพียงกิจกรรมสันทนาการ หากเป็นการเรียนรู้ที่ทั้งสนุกและมีความหมาย 

“ช่วงแรกอาตมากับทีมพระลองนำบอร์ดเกมหลายรูปแบบมาศึกษากลไก ค่อยๆ เรียนรู้ร่วมกัน หยิบองค์ประกอบจากเกมนั้นมาผสมอันนี้ ใช้เวลาประมาณครึ่งปี กว่าจะค่อยๆ ตกผลึกออกมาเป็น ‘บอร์ดเกมภาวนา’  โดยมีธรรมะเป็นโครงพื้นฐานของทุกเกม”

เพื่อให้บอร์ดเกมภาวนาเข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย พระบิ๊กจึงตั้งใจลดการใช้ภาษาบาลี และซ่อนหลักธรรมต่างๆ ไว้ในกลไกของเกม โดยมีกระบวนกร (Facilitator) ทำหน้าที่คอยสังเกต ตั้งคำถาม และชวนสะท้อนคิด เพื่อให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ในเกม แต่ยังเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้รับกลับสู่ชีวิตจริง

“แทนที่จะบอกนักศึกษาตรงๆ ว่าเขาควรรู้อะไรบ้าง อาตมาก็จำลองสถานการณ์ชีวิตให้เขาได้เห็น ตั้งแต่วันที่เรียนจบ เขาจะต้องรับมือกับอะไรบ้าง จะฝึกจิตฝึกใจยังไง พอได้ลงมือเล่นเกมก็ชวนให้เขาเรียนรู้ไปในตัว ซึ่งพอมีเครื่องมือแบบนี้ อาตมาก็สามารถสื่อสารธรรมะในภาษาที่เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

ปัจจุบันบอร์ดเกมภาวนามีทั้งรูปแบบกระดานและแบบออนไลน์ เหมาะกับผู้เล่นตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป ตัวอย่างเช่น เกม ‘Goal and Growth’ ที่ชวนตั้งคำถามเรื่องเป้าหมายชีวิต เราจะวางเป้าหมายอย่างไร จะดำเนินชีวิตด้วยตัณหาหรือฉันทะ และจะพัฒนาตัวเองต่อไปในทิศทางไหน

‘กลเกมการเมือง’ เป็นบอร์เกมที่นำแนวคิดจากหนังสือการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มาออกแบบ โดยจำลองให้ผู้เล่นเป็นพรรคการเมืองบริหารประเทศ ซึ่งตอนจบผู้ที่มีคะแนนนิยมสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ ระหว่างทางจึงเกิดการต่อรอง การหักหลัง การใช้อำนาจ และการหักเหลี่ยมเฉือนคมกัน 

ส่วนเกมที่ใช้บ่อยและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ‘Bull Battle สงครามวัวชน สังคมโคบาล’ ซึ่งสะท้อนความดีความชั่วในจิตใจ และการเดินทางไปสู่เป้าหมายร่วมกัน” โดยในคำบรรยายของเกม Bull Battle ระบุว่า 

…เมื่อเหล่าโคบาลทั้งหลาย ต่างมีจุดมุ่งหมายที่จะต้องไปให้ถึงยอดเขาแห่งอิสรภาพ สงครามตัวแทนที่ต้องอาศัยวัวเป็นใบเบิกทาง การตามล่าหาวัวขาว และการเข่นฆ่าวัวดำจึงเกิดขึ้น สงครามครั้งนี้เดิมพันด้วยชีวิต เพราะหากเหล่าโคบาลวางแผนพิชิตผิดพลาด ก็อาจตกอยู่ในวังวนแห่งนรกไปตลอดกาล เหล่าโคบาลจะต้องแย่งชิงวัวขาวมากแค่ไหน? ต้องย่ำยีห้ำหั่นวัวดำสักเท่าไร? จึงจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ร่องรอยปริศนาบนเส้นทางอันเร้นลับ กำลังรอท้าทายโคบาลทั้งหลาย การห้ำหั่นย่ำยีกันจะพาเหล่าโคบาลไปสู่ปลายทางได้หรือไม่? หรือแท้จริงแล้ว เหล่าโคบาลควรจะต้องทำอย่างไร? มาสัมผัส เรียนรู้พลังแห่งความงดงามและความมืดดำ ในหัวใจคุณ…

พระบิ๊กเล่าถึงที่มาของการออกแบบบอร์ดเกม ‘Bull Battle สงครามวัวชน สังคมโคบาล’ ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเกมงูกินหาง แต่ได้เพิ่มเติมคำสั่งต่างๆ และปรับใช้กลไกให้เกมทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อสอดแทรกนัยแห่งวิชาชีวิตไว้อย่างแยบยล

“หากพิจารณาที่ช่องตารางต่างๆ จะเห็นว่ามีทั้งเหตุการณ์ที่เป็นคุณและโทษ ส่วนการ์ดในเกมนี้เปรียบเสมือนจิตใจของเรา โดยการ์ดวัวขาวแทนคำว่ากุศล (ความดี) การ์ดวัวดำแทนคำว่าอกุศล (ความชั่ว) 

หลักการเล่นนั้นเรียบง่าย คือให้ผู้เล่นทอยลูกเต๋า ถ้าทอยตกไปในช่องสีขาว แปลว่าเรามีโอกาสทำความดี อาตมาใช้คำว่ามีโอกาส ก็เพราะว่าการจะทำดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการ์ดในมือของเราว่ามีแต้มความดีมากกว่าแต้มความชั่วหรือไม่ หากความดีมีกำลังมากกว่า เราถึงจะได้เลื่อนชั้นสูงขึ้น 

แต่หากทอยตกไปในช่องสีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง ที่มีลูกศรชี้ลง นั่นเปรียบเสมือนโอกาสในการทำความชั่ว ถ้าแต้มความชั่วในใจมีมากกว่า เราก็ย่อมต้องเลื่อนตกลงไปตามแรงแห่งกรรมนั้น”

พระบิ๊กกล่าวว่ากลไกที่ทำให้เกมนี้ทรงพลัง ไม่ได้อยู่ที่ดวงในการทอยลูกเต๋า แต่อยู่ที่สิทธิในการส่งต่อการ์ดวัวขาวหรือวัวดำให้แก่กัน สิ่งนี้จึงเปรียบเสมือนการกระตุ้นสัญชาตญาณแห่งการแข่งขันและความอยากเอาชนะของผู้เล่น ซึ่งแน่นอนว่า ‘การ์ดวัวดำ’ คือการ์ดที่ถูกส่งต่อหมุนเวียนกันไปรอบวง 

“นักศึกษาส่วนใหญ่มักเล่นไปด้วยสัญชาตญาณการเอาชนะ อันนี้เป็นธรรมดา ไม่มีใครอยากตกชั้น พอคนหนึ่งส่งการ์ดความชั่วให้อีกคน อีกคนก็ส่งต่อให้คนถัดไป ความชั่วมันก็วนไปวนมาไม่ไปไหน พอถึงตาของเรา โอกาสที่จะตกชั้นก็ยิ่งมากขึ้น เพราะแต้มความชั่วในระบบมันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  

พอเป็นแบบนี้ บรรยากาศในวงก็ค่อยๆ ตึงเครียด หลายคนออกอาการท้อ และเริ่มเหนื่อย ซึ่งอาตมาตั้งใจให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น เพราะอยากให้เขาเห็นว่า การมุ่งไปสู่เป้าหมายด้วยการแก่งแย่งและผลักสิ่งไม่ดีให้กัน สุดท้ายย่อมย้อนกลับมาสู่ตัวเราเอง 

ถึงตรงนี้ ในฐานะกระบวนกร อาตมาจะค่อยๆ เข้าไปตั้งคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ ‘เหตุใดจึงส่งสิ่งไม่ดีให้กัน’  หรือ ‘เมื่อได้รับการ์ดวัวดำจากผู้อื่นรู้สึกอย่างไร’ นักศึกษาก็มักตอบว่า ‘ไม่อยากได้’ อาตมาก็ถามต่อว่า ‘ถ้าไม่อยากได้ แล้วเหตุใดจึงส่งต่อให้ผู้อื่น’ นักศึกษาก็จะเริ่มฉุกคิด แล้วค่อยๆ เปลี่ยนท่าทีจากการแข่งขัน มาเป็นการพูดคุย ช่วยเหลือ และร่วมมือกัน 

ณ โมเมนต์ที่เขาเริ่มหันมาช่วยกัน ภาษาพระเรียกว่า ‘สมานัตตา’ คือการประสานอัตตาของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน 

จากนั้นจึงชวนให้เขาใคร่ครวญต่อว่า เมื่อเห็นเพื่อนจั่วได้การ์ดวัวดำ…เรารู้สึกแย่ไปด้วยไหม เป้าหมายในตอนต้นกับตอนท้ายแตกต่างกันอย่างไร การช่วยเหลือผู้อื่นแบบไหนถึงเรียกว่าดี ถ้าให้สิ่งดีแต่ไม่เหมาะกับผู้รับ…จะนับว่าดีจริงหรือไม่ เพราะการให้ด้วยเจตนาดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีปัญญาประกอบด้วย”

ในวงบอร์ดเกม พระบิ๊กจะทำหน้าที่เป็นกระบวนกร คอยสังเกต ตั้งคำถาม และชวนให้ผู้เล่นสะท้อนคิดจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญมากในการพาผู้เล่นไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางอันเป็นสาระหลักของเกม

จุดนี้เองที่ทำให้ผู้เล่นแต่ละคนค่อยๆ เห็นตัวอย่างของการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง ผ่านการถอดบทเรียน เช่น หลักอัตถะ 3 หรือเป้าหมายสามระดับที่ช่วยให้มนุษย์ไม่มองเพียงประโยชน์ตัวเอง แต่ยังขยายมุมมองไปสู่ผู้อื่นและส่วนรวม, อิทธิบาท 4 หรือหลักธรรมแห่งความสำเร็จสี่ประการที่ประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจ), วิริยะ (ความเพียร), จิตตะ(ความตั้งใจ) และ วิมังสา (การใคร่ครวญพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น) ตลอดจนหลักธรรมสำคัญอย่าง ภาวนา 4  ที่พระบิ๊กถือว่าเป็น Soft Skills สำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เจริญงอกงาม 

“คำว่าภาวนาหมายถึงการพัฒนา ภาวนา 4 คือการพัฒนาสี่ด้านในวิชาชีวิต หนึ่งคือการดูแลพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงเหมาะสม, สอง พัฒนาศีล คือสร้างระเบียบวินัยในตัวเองและวินัยในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น , สามคือการพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง มั่นคง สามารถดูแลและเยียวยาตัวเองได้ , สี่คือการพัฒนาปัญญา เข้าใจชีวิตและธรรมชาติตามความเป็นจริง

เมื่อมนุษย์สามารถฝึกจิตของตน ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นท่ามกลางความหลากหลายได้แล้ว ท้ายที่สุด ผู้ที่ได้รับประโยชน์เป็นคนแรกย่อมคือตัวเราเอง ใจจะค่อยๆ เบาสบาย มีความสุขมากขึ้น และจมอยู่กับความทุกข์น้อยลง 

ทั้งหมดนี้คือ Soft Skiils คือวิชาชีวิตที่มนุษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ เพราะความทุกข์ไม่ใช่เรื่องของวัยรุ่น หรือใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นประสบการณ์ร่วมกันของทุกชีวิต 

ทุกวันนี้ อาตมาพบว่าเมื่อผู้คนถูกความทุกข์ทับถม หลายคนไม่รู้จะเยียวยาใจตนเองอย่างไร บางคนเป็นซึมเศร้า บางคนไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน และไม่รับฟังกัน อาตมาจึงพยายามใช้เกมเป็นเครื่องมือพาเขากลับมารู้จักใจตนเองอีกครั้ง ฉะนั้นการหันกลับมามองใจตนเอง และฝึกฝนอย่างจริงจัง จะค่อยๆ เปลี่ยนให้คนที่ไม่รู้หรือยังขาดทักษะชีวิต ให้ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น และเมื่อทักษะชีวิตได้รับการพัฒนา ความสุขก็จะค่อยๆ ผลิบานและงอกงามขึ้นจากภายใน”

Tags:

พระปฏิพล ภูมิเมโธธรรมะวัยรุ่นบอร์ดเกมวิชาชีวิตความสุขเกมภาวนา

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Life classroom
    ‘อนุญาตให้ตัวเองผิดหวังได้แต่อย่านาน’ ไดอารี่ชีวิตสาวน้อยคิดบวก ธันย์- ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Voice of New Gen
    ชวนฟังเสียงจากคนรุ่นใหม่ Voice of new gen

    เรื่อง The Potential

  • Learning Theory
    วิจารณ์ พานิช: เตรียมนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย เข้าสู่อาชีพที่ชอบ ใช่ และเหมาะกับตัวเอง

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ บัว คำดี

  • Social Issues
    กรณีศึกษารัฐมิสซิสซิปปี้: วัยรุ่นซึมเศร้าในชนบท น้อยรายที่จะได้เข้ารักษา

    เรื่อง The Potential

  • EF (executive function)
    ไม่พอใจก็แค่ใส่หูฟังแล้วเปิดเพลงดังๆ ‘การจัดการอารมณ์’ ที่ท้าทายแต่ทำได้ในวัยรุ่น

    เรื่อง

คืนสีขาว: เรารักเพื่อเติมเต็มคนรัก หรือเพื่อเติมเต็มตัวเอง
Book
14 February 2026

คืนสีขาว: เรารักเพื่อเติมเต็มคนรัก หรือเพื่อเติมเต็มตัวเอง

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • คืนสีขาว (White Nights) ของ ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว (novella) เล่าเรื่องชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่เรียกตนเองว่า ‘คนช่างฝัน’ ซึ่งได้พบและตกหลุมรักนาสตินกา ภายในช่วงเวลาเพียง 4 คืน ในบรรยากาศ ‘คืนสีขาว’ แห่งเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก่อนที่ความรักนั้นจะจบลงอย่างไม่สมหวัง
  • เรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้ สะท้อนความรักที่เกิดจากความเหงาและความโหยหาการยอมรับ ตั้งคำถามว่าการรักใครสักคนอาจเป็นทั้งความบริสุทธิ์ใจ และในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของเราเอง
  • เรารักใครคนหนึ่งเพราะอะไร รักเพราะตัวตนของเธอคนนั้น หรือรักเพราะตัวตนของเราได้รับการเติมเต็ม รักเพราะมีใครมองเห็นเรา รักเพราะมีใครรับฟังเรา หรือพูดง่ายๆว่า รักเพราะรักนั้นทำให้ความเหงาจางหายไป

‘กุมภาพันธ์’ ได้ชื่อว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เพราะเป็นเดือนที่มีเทศกาลวันวาเลนไทน์ บรรยากาศแห่งความรักและสีชมพูจึงอบอวลไปทั่ว ไม่ว่าจะในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ และรวมไปถึงในหัวใจคนหนุ่มสาว

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของเดือนแห่งความรัก ผมเลยอยากจะเขียนถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีธีมหลักว่าด้วยเรื่องของความรักโดยตรง

แน่นอนในว่า ในโลกแห่งหนังสือ มีวรรณกรรมหลายชิ้นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะงานวรรณกรรมว่าด้วยความรัก ไม่ว่าจะเป็น ข้างหลังภาพ, คู่กรรม, ชั่วฟ้าดินสลาย, Romeo and Juliet, Norwegian Wood หรือแม้กระทั่งวรรณกรรมเด็กอย่าง เจ้าชายน้อย ก็ยังมีแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับความรัก 

แต่น้อยคนนักที่จะนึกถึงงานเขียนของ ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี 

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า  ผลงานส่วนใหญ่ของนักเขียนชาวรัสเซียผู้นี้ มุ่งชำแหละและตีแผ่แง่มุมลึกล้ำดำมืดในจิตใจมนุษย์ ทำให้งานเขียนส่วนใหญ่ของดอสโตเยฟสกี เป็นวรรณกรรมเชิงจิตวิทยา รวมถึงเป็นต้นธารของแนวคิดปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)

อย่างไรก็ดี มีงานเขียนชิ้นหนึ่งของดอสโตเยฟสกี ซึ่งเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว หรือบางคนอาจบอกว่า เป็นนิยายขนาดสั้นที่เรียกว่า Novella ที่แตกต่างและแปลกแยกจากงานชิ้นอื่นๆ ของเขาอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นงานเขียนชิ้นเดียวของเขา ที่กล่าวถึง ‘ความรัก’ ในแง่มุมที่ ‘สว่าง’ และ ‘สดใส’ ที่สุด

งานชิ้นนั้นมีชื่อว่า White Nights หรือในฉบับแปลไทย (ซึ่งมีอย่างน้อย 3 สำนวน) ใช้ชื่อเรื่องว่า ‘คืนสีขาว’ แต่ก็มีสำนวนหนึ่ง ตั้งชื่อเรื่องว่า ‘คนช่างฝัน’

ถึงแม้ว่าคืนสีขาวจะเป็นงานเขียนขนาดสั้น ที่มีเนื้อหาเบาและไม่เคร่งเครียด (และเป็นหนึ่งในงานที่มีคนชื่นชอบมากที่สุด ในบรรดางานเขียนของดอสโตเยฟสกี) แต่ก็ยังแฝงแง่มุมและแง่คิดทางด้านจิตวิทยาที่น่าสนใจ ตามสไตล์ของดอสโตเยฟสกี

เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่องในภาษาอังกฤษ White Nights ซึ่งเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกค่ำคืนในช่วงฤดูร้อน ซึ่งพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าช้ากว่าปกติ อาจจะถึงเที่ยงคืน ทำให้ช่วงเวลากลางคืนมีบรรยากาศที่สว่างราวกับกลางวัน จนเรียกกันว่า คืนสีขาว โดยปรากฏการณ์ที่ว่านี้ จะเกิดขึ้นในประเทศที่อยู่ในแถบละติจูดสูง เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ซึ่งเป็นเซ็ตติง หรือสถานที่เกิดเรื่องราวขึ้นในหนังสือเล่มนี้

โดยทั่วไปแล้ว เรามักเปรียบเปรยช่วงเวลากลางคืน เป็นดั่งโลกแห่งความฝัน ขณะที่ช่วงเวลากลางวัน คือโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ค่ำคืนสีขาวของดอสโตเยฟสกี ก็คือ เรื่องราวในโลกแห่งความฝัน ที่เต็มไปด้วยความสุกสว่างจนดูราวกับว่าเป็นโลกแห่งความจริง 

แต่สุดท้าย ก็เป็นได้แค่ ‘โลกแห่งความฝัน ที่สว่างสดใสจนดูคล้ายความจริง แต่ก็ยังไม่ใช่ความจริง’

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ 4 คืน ต่อเนื่องถึงเช้าของวันที่ 5 บอกเล่าโดยตัวเอกของเรื่อง ที่ไม่ได้ระบุชื่อ หากแต่เรียกตัวเองว่า ‘คนช่างฝัน’ หรือ ‘Dreamer’

คนช่างฝันในเรื่องนี้ เป็นชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว ใช้ชีวิตลำพังคนเดียว อาศัยอยู่ในห้องพัก ที่มีหญิงรับใช้ชราคอยดูแล ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนช่างฝัน เขาย้ายมาอยู่ในเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (หรือที่ในหนังสือฉบับแปลโดย อติภพ ภัทรเดชไพศาล ใช้คำสะกดตามเสียงภาษารัสเซียว่า ปีเตร์บูร์ก) ได้แปดปีแล้ว แต่ก็ยังแทบไม่รู้จักใครเลย และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคบหากับเพื่อนต่างเพศ

หากเป็นในโลกยุคปัจจุบัน คงต้องบอกว่า คนช่างฝัน ตัวเอกในเรื่อง คืนสีขาว คือชายหนุ่มอินโทรเวิร์ต (Introvert) ผู้มีความพอใจกับการใช้ชีวิตลำพังคนเดียว และใช้เวลาว่างด้วยการเดินเล่นบนสันเขื่อนริมฝั่งแม่น้ำเนวา ที่ไหลผ่านเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (ขออนุญาตใช้คำสะกดตามแบบที่คนไทยคุ้นเคยนะครับ)

แม้ว่าคนช่างฝัน จะใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แต่เขาไม่รู้สึกเดียวดาย เพราะความเป็นคน ‘ช่างฝัน’ ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ทำให้เขามีเพื่อนมากมายในห้วงคำนึง ไม่ว่าจะเป็นชายชราที่พบเจอกันแทบทุกครั้ง จนร่ำๆ จะถอดหมวกทักทายกันแล้ว ดีแต่ว่ายั้งมือไว้ทันก่อน 

หรือแม้กระทั่งบ้านเรือนหลายหลัง ที่มักจะส่งเสียงทักทายเขาอยู่เสมอ “สบายดีมั้ย? พรุ่งนี้เขาจะซ่อมแซมฉันแล้วนะ”

แล้วไหนจะบ้านหลังน้อยสีชมพูอ่อน ซึ่งมักสบตามองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความเป็นมิตร บ้านหลังน้อยผู้น่าสงสาร เพราะเธอถูกเจ้าของบ้านเปลี่ยนสีจนกลายเป็นสีนกขมิ้น 

คำบรรยายทำให้เราได้รับรู้ว่า คนช่างฝัน ตัวเอกของเรื่อง เป็นคนที่โดดเดี่ยวแค่ไหน โดดเดี่ยวถึงขนาดต้องมีเพื่อนเป็นตึกรามบ้านช่อง ซึ่งก็เป็นเพราะความแตกต่างไม่เหมือนใครของเขา ทำให้ยากที่จะมีใครเข้าใจหรือยอมรับได้

จนกระทั่งในค่ำคืนนั้น ชายหนุ่มตัวเอกของเรื่อง ได้พบเจอกับหญิงสาว ที่เปิดใจยอมรับและเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็พยายามเข้าใจเขา

ในคืนนั้น คนช่างฝัน พบเจอหญิงสาวแสนสวย ยืนร้องไห้อยู่ลำพังคนเดียว ในขณะนั้นเอง มีชายแปลกหน้าคนหนึ่ง พยายามจะเข้าไปลวนลามเธอ คนช่างฝันรีบเข้าไปช่วย หลังจากนั้น หญิงสาวผู้มีนามว่า ‘นาสตินกา’ ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำกับคนช่างฝันมาก่อน นั่นคือ ‘พูดคุย’ กับเขา ‘ฉันมิตร’

หลังจากส่งเธอถึงบ้าน คนช่างฝันอดไม่ได้ที่จะบอกกับเธอว่า เวลาเดิมของวันพรุ่งนี้ เขาจะมาเดินเล่นแถวนี้อีก ขณะที่นาสตินกาให้คำมั่นว่า พรุ่งนี้เธอจะมาพบเขาเพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น

ในคืนที่สอง คนช่างฝันได้เผยตัวตนอันแสนโดดเดี่ยวของเขา ที่มักใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกจินตนาการ จนกลายเป็นคนที่มีปัญหาในการเข้าสังคม ซึ่งตอนแรก เขาคิดว่านาสตินกาจะหัวเราะขำเรื่องที่เขาเล่า แต่กลับกลายเป็นว่า เธอถึงกับร้องไห้ด้วยความเห็นใจ และรับปากจะเป็นเพื่อนคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป

ขณะเดียวกัน นาสตินกาได้บอกเล่าเรื่องราวแสนเศร้าของเธอ เมื่อปีที่แล้ว ชายคนรักของเธอต้องไปทำงานที่มอสโก ก่อนจากไปเขาให้คำมั่นกับนาสตินกาว่า เมื่อครบหนึ่งปีเขาจะกลับมาหาเธอที่นี่ ซึ่งเขาก็ได้กลับมาที่เมืองปีเตอร์สเบิร์กแล้ว แต่ไม่ได้มาหาหญิงสาวตามสัญญา และเรื่องนี้เองเป็นสาเหตุทำให้นาสติกาต้องเสียน้ำตาด้วยความเศร้า ในค่ำคืนแรกที่เธอและคนช่างฝันได้พบกัน

ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวด แต่ด้วยความรักและหวังดี คนช่างฝันบอกให้นาสตินกาเขียนจดหมายถึงชายคนรัก เพื่อถามเขาตรงๆ ว่ายังคงยึดมั่นในคำสัญญาที่เคยให้ไว้หรือไม่ โดยที่คนช่างฝันจะเป็นคนนำจดหมายฉบับนั้นไปส่งให้ถึงมือเขาเอง ซึ่งปรากฎว่า นาสตินกาเองได้เขียนจดหมายเตรียมไว้อยู่แล้ว ก่อนจะส่งให้คนช่างฝันพร้อมเสียงหัวเราะอย่างอายๆ

ในคืนที่สาม หลังจากทำหน้าที่บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายถึงมือชายคนรักของนาสตินกาแล้ว คนช่างฝันจึงตระหนักว่า แท้จริงแล้วเขาเองก็หลงรักนาสตินกา รักในแบบคนรัก ไม่ใช่รักแบบเพื่อนเหมือนที่เคยคิด แต่เมื่อพบเจอกัน เขากลับต้องเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ ขณะที่นาสตินกายังคงจดจ่ออยู่กับการรอคอยคำตอบจากชายคนรัก และสุดท้ายเธอก็ต้องผิดหวังที่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา

คืนที่สี่ คือค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความพลิกผัน คนช่างฝัน ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงต่อนาสตินกา ขณะที่หญิงสาวก็ยอมรับความจริงแล้วว่า ชายคนรักของเธอไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบกลับจดหมายของเธอเลย เขาคงลืมคำมั่นที่เคยให้ไว้เมื่อปีที่แล้วจนหมดสิ้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น นาสตินกาจึงตัดสินใจรับรักคนช่างฝัน

หลังจากที่ทั้งคู่วาดฝันร่วมกันถึงอนาคตที่งดงาม ปราศจากความผิดหวัง ความเศร้า และความอ้างว้างโดดเดี่ยว ในตอนนั้นเอง ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินไปถึงบ้านของนาสตินกา ชายคนรักของเธอก็ปรากฎตัวขึ้น

“นาสตินกา! นาสตินกา! คุณเองนี่!” ชายคนรักของเธอ พูดเสียงดัง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้ามาหาทั้งคู่

นาสตินกา ร้องอุทานอย่างตกใจ ก่อนจะโอบกอดและจูบคนช่างฝันด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง ทว่า เพียงชั่วครู่หลังจากนั้น นาสตินกา วิ่งไปหาชายคนรัก กุมมือเขาและพากันเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

เรื่องราวทั้งหมดจบลงในชั่วพริบตา ความรักที่เพิ่งเริ่มก่อตัวพลับสูญสลายไป ในเช้าวันรุ่งขึ้น คนช่างฝันตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้รับจดหมายขอโทษจากนาสตินกา

“ฉันรู้ว่าคุณทั้งเศร้าและเจ็บปวด ฉันทำให้คุณเสียใจ แต่คุณก็รู้นี่คะ-ว่าตราบใดที่คนเรามีรัก เราย่อมยกโทษให้คนที่เรารักได้เสมอ แล้วคุณก็รักฉัน!”

คนช่างฝัน อ่านจดหมายฉบับนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่จดหมายจะร่วงหล่นลงพื้น เขายกมือปิดหน้า ราวกับจะปิดกั้นน้ำตาที่กำลังรินไหลออกมา ครั้นพอลืมตาขึ้น ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา หญิงรับใช้แก่ชราดูยิ่งชรากว่าเดิม ห้องพักดูหม่นหมอง ไม่ต่างจากภาพบ้านเรือนที่เห็นนอกหน้าต่าง ซึ่งดูชำรุดทรุดโทรมลง แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ดูแก่ชราราวกับว่า กาลเวลาผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้วสิบห้าปี

ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบครั้งแรก ผมรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องสั้นเกี่ยวกับรักที่ไม่สมหวังเรื่องหนึ่ง แต่พออ่านซ้ำอีกครั้ง จึงพบว่า ดอสโตเยฟสกี แอบซุกซ่อนคำถามหลายข้อให้เราขบคิด

เรารักใครคนหนึ่งเพราะอะไร รักเพราะตัวตนของเธอคนนั้น หรือรักเพราะตัวตนของเราได้รับการเติมเต็ม รักเพราะมีใครมองเห็นเรา รักเพราะมีใครรับฟังเรา หรือพูดง่ายๆว่า รักเพราะรักนั้นทำให้ความเหงาจางหายไป

จริงๆ แล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นจากความเหงา ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย แต่การจะเปลี่ยนจากความรู้สึกดีๆ ให้กลายเป็นความรัก จำต้องใช้เวลาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ รวมถึงสร้างพื้นที่ที่ทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน 

มิเช่นนั้นแล้ว ความรักในช่วงเวลาแค่สี่คืน อาจเป็นแค่ความรู้สึกเพ้อๆ และอ่อนไหวของผู้ชายขี้เหงาคนหนึ่ง หรืออาจเป็นแค่ความรู้สึกอิ่มเอมใจ ที่ได้เติมเต็มบทบาทชายหนุ่มผู้มีหัวใจรักแสนบริสุทธิ์

หรือแม้แต่คำถามในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ว่า ในห้วงเวลาที่เราตกอยู่ในความรัก กาลเวลาเหมือนหยุดอยู่กับที่ จวบจนเมื่อเราตื่นมาพบความจริง จึงได้พบว่า กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเก็บตกจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ซ้ำอีกรอบ ก็คือ งานเขียนขนาดสั้นเรื่องนี้ เขียนขึ้นในช่วงที่ดอสโตเยฟสกียังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยที่ให้คุณค่ากับอารมณ์-ความรู้สึก มากกว่าเหตุผล-การไตร่ตรอง และการยอมรับความจริง (แม้ว่าจะโหดร้ายก็ตาม)

หากเป็นดอสโตเยฟสกีในวัยชรา เขาอาจเขียนให้นาสตินกาพูดใส่หน้าคนช่างฝันตรงๆว่า “คุณไม่ได้รักฉันหรอก คุณแค่ไม่อยากอยู่คนเดียวอย่างเหงาๆ แค่นั้นค่ะ”

หรืออาจจะให้คนช่างฝัน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ผมปล่อยเธอไป เพราะเคารพการตัดสินใจของเธอ หรือแค่อยากให้เธอจดจำผมในภาพของพระเอกแสนดีผู้พ่ายรัก”

แต่ไม่ว่าจะให้ดอสโตเยฟสกี เขียนเรื่องนี้ในวัยหนุ่มหรือในวัยชรา เขาคงไม่พลาดที่จะฝากคำถามให้เราได้ขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว เวลาเรารักใครสักคน เรารักเพื่อเติมเต็มตัวคนที่เรารัก หรือรักเพื่อเติมเต็มตัวเราเอง

Tags:

วรรณกรรมWhiteNightsคืนสีขาวความรัก

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Relationship
    Breadcrumbing: เลิกกั๊กแล้วรักได้มั้ย? ความสัมพันธ์ที่มีแต่ความหวังลมๆ แล้งๆ ไม่พัฒนาไปไหน

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    รถไฟขนเด็ก – เพราะรักจึงยอมปล่อยมือ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ข้างหลังภาพ – ไม่ได้มีแค่ความรักในภาพวาด

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Relationship
    ทำไมต้องรักตัวเองให้ได้ก่อนจะรักคนอื่น

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    หนทางเดียวที่จะเป็นปรมาจารย์แห่งรัก คือ ฝึกรัก

    เรื่อง ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์ขนิษฐา ธรรมปัญญา ภาพ ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

‘โรงเรียนคนโสด’ หลักสูตรเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้การใช้ชีวิตลำพังกลายเป็นชีวิตดีๆ ที่ลงตัว: คุยกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี
Life Long Learning
13 February 2026

‘โรงเรียนคนโสด’ หลักสูตรเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้การใช้ชีวิตลำพังกลายเป็นชีวิตดีๆ ที่ลงตัว: คุยกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘โรงเรียนคนโสด’ ไม่ได้มองความโสดเป็นปัญหา แต่ตั้งต้นจากความจริงที่ว่าผู้คนจำนวนมากต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น ทักษะการใช้ชีวิตลำพังจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น
  • ชวนคุยกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องหลักสูตรที่ช่วยให้ผู้เรียนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในฐานะคนโสด
  • เป้าหมายของโรงเรียนคนโสดคือเสริมความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้ชีวิต ทั้งด้านความคิด อารมณ์ การเงิน และสุขภาพ เพื่อให้การอยู่ลำพังเป็น ‘โอกาส‘ และ ‘พื้นที่แห่งอิสรภาพ’

“ทำไมยังโสด?”

อาจเป็นคำถามที่หลายคนคุ้นเคย และบางครั้งอาจเป็นคำถามที่ทำให้เราต้องอธิบายชีวิตตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็น ทว่าสำหรับสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามที่ทุกคนควรให้สำคัญมากกว่า คือ ถ้าต้องอยู่ลำพัง เราพร้อมแค่ไหน?

แนวคิดนี้เป็นสารตั้งต้นของ ‘โรงเรียนคนโสด’ หรือชื่ออย่างทางการว่า หลักสูตรทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในฐานะคนโสด หลักสูตรที่ไม่ได้มองความโสดเป็นปัญหา ไม่ได้ตั้งต้นจากความขาด หากตั้งต้นจากความจริงของโลกยุคใหม่ที่ผู้คนจำนวนมากถูกผลักให้ต้องใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีและโครงสร้างสังคมก็ทำให้เรา ‘อยู่คนเดียวได้’ ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การใช้ชีวิตลำพังจึงไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่กำลังกลายเป็นสภาพปกติของคนจำนวนไม่น้อย

เมื่อความลำพังอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการเลือกและจากเงื่อนไขชีวิต คำถามจึงไม่ใช่ว่าโสดดีหรือไม่ดี แต่คือเราจะใช้ชีวิตลำพังอย่างไรให้มั่นคง ดูแลตัวเองอย่างไรโดยไม่พังทางอารมณ์ วางแผนการเงินอย่างไรเมื่อไม่มีใครเป็นตัวหาร และออกแบบชีวิตอย่างไรโดยไม่ต้องยึดกรอบ ‘ต้องมีคู่’ จนบีบคั้นตัวเอง

The Potential ชวนหาคำตอบกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรที่ไม่ได้สอนให้หนีความโสด แต่ชวนมองตรงๆ และตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าต้องอยู่คนเดียวจริงๆ เราจะทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้อย่างปกติสุขอย่างไร

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทางสถาบันเปิดหลักสูตร ‘โรงเรียนคนโสด’ 

ด้วยนโยบายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องการให้บริการองค์ความรู้แก่สังคมอย่างครอบคลุมทุกช่วงวัย ที่ผ่านมาเราอาจเน้นหลักสูตรสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดลงหลังจบการศึกษา มนุษย์สามารถและควรเรียนรู้ต่อไปตลอดชีวิต ดังนั้น แนวคิดเรื่อง โรงเรียนคนโสด จึงเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางในการขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้ให้ทั่วถึงมากที่สุดครับ

ส่วนที่มาว่าทำไมถึงเป็น ‘คนโสด’ นั้น นอกจากจะเป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยแล้ว คณะกรรมการของสถาบันก็ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วสถาบันของเรามีบทบาทในการจัดบริการทางวิชาการอยู่แล้ว เรามีหลักสูตรฝึกอบรมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อีกทั้งยังมีหลักสูตรที่เรียกว่า ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ และกำลังจะมีหลักสูตรอื่นๆ ตามมา ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จค่อนข้างดีครับ

โดยคณะกรรมการของสถาบันเราเห็นว่า เมื่อเราจัดทำหลักสูตรผู้สูงอายุแล้ว จริงๆ ยังมีกลุ่มคนอื่นในสังคมที่น่าจะได้รับประโยชน์จากหลักสูตรลักษณะใกล้เคียงกันด้วย จึงมีข้อเสนอให้จัดตั้ง ‘โรงเรียนคนโสด’ ขึ้นมา เป็นหนึ่งในชุดหลักสูตรที่เราดำเนินการครับ

นอกจากนี้ ภายในปีนี้เรายังมีอีกสองโรงเรียนที่จะเปิดดำเนินการ ได้แก่ ‘โรงเรียนพ่อแม่’ ซึ่งมุ่งให้บริการความรู้แก่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลาน และอีกหลักสูตรหนึ่งคือ ‘โรงเรียนพ่อแม่น้อน’ สำหรับผู้ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงครับ

ทั้งหมดนี้คือที่มาคร่าวๆ ว่าเหตุใดเราจึงริเริ่มแนวคิดเรื่อง ‘โรงเรียนคนโสด’ ขึ้นมาครับ

หลักสูตรนี้เกิดจาก Pain Point ของคนโสด หรือเกิดจากการมองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม?

ในช่วงที่เราประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน มีคำถามขึ้นมาว่า หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ Pain Point อะไรของผู้เรียนหรือไม่ จุดยืนของเราก็คือ เราไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามเรื่อง Pain Point โดยตรงเท่าไรนัก แต่เริ่มจากการมองว่า ปัจจุบันสังคมกำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด และท่ามกลางพลวัตนั้น บุคคลในสังคมต้องการอะไรบ้าง

และเรามองจากแนวโน้มของจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง ประกอบกับบริบททางสังคมรอบตัวที่ทำให้เห็นว่าอัตราของคนโสดน่าจะเพิ่มสูงขึ้นพอสมควร อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหรือ Impact ที่เราต้องการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวคนโสดเท่านั้น แต่เราคาดหวังให้ผลของหลักสูตรขยายไปถึงคนรอบข้างของเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือญาติพี่น้อง

อีกทั้งเราจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากถูกบีบให้ต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ถูกทำให้ ‘อยู่คนเดียวได้’ มากขึ้นด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น หลายคนต้องทำงานห่างไกลจากภูมิลำเนา ภาระงานที่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาดูแลใคร หรือแม้แต่หาคนมาดูแลตัวเอง ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และศักยภาพในการทำงานของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเอื้อให้เราสามารถใช้ชีวิตคนเดียวได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

มันจึงเป็นเหมือนสองด้าน ด้านหนึ่งคือเงื่อนไขของชีวิตที่ผลักให้เราต้องอยู่ลำพัง อีกด้านหนึ่งคือเครื่องมือและระบบสนับสนุนที่ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นไปได้ง่ายขึ้น นี่คือบริบทที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มนุษย์ในปัจจุบันล้วนต้องเผชิญ 

เพราะฉะนั้น การมี ‘โรงเรียนคนโสด’ จึงเป็นความตั้งใจที่จะสนับสนุนผู้คนที่จำเป็นต้องอยู่คนเดียว หรือเลือกที่จะอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ให้มีทักษะและความพร้อมในการดำเนินชีวิต

แก่นความคิดสำคัญในการออกแบบหลักสูตรทักษะชีวิตคนโสดคืออะไร

ตอนที่เราคิดหลักสูตรนี้ขึ้นมา เราไม่ได้ตั้งต้นจากแนวคิดว่าจะต้อง ‘ยกระดับคุณภาพชีวิต’ ของผู้เรียนให้ดีขึ้น เพราะเราเชื่อว่าแต่ละคนก็อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบของตนอยู่แล้ว สิ่งที่เราคิดมากกว่าคือ ทำอย่างไรให้คนเราสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มนุษย์จำนวนมากมีความจำเป็นต้องมีความสามารถในการอยู่ตามลำพังให้ได้ หากจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขที่สุด

ดังนั้น เป้าหมายของหลักสูตรจึงไม่ใช่การยกระดับคุณภาพชีวิตในความหมายเชิงเปรียบเทียบ แต่เป็นการเพิ่มพูนหรือเสริมสร้าง ‘ความยืดหยุ่น’ และ ‘ความแข็งแรง’ ให้กับชีวิต ทั้งในด้านจิตใจ ด้านร่างกาย ตลอดจนความสามารถในการปรับบริบทแวดล้อมให้สอดรับกับความจำเป็นของการใช้ชีวิตตามลำพัง นี่คือแก่นความคิดที่เราให้ความสำคัญครับ

คนที่มาเรียนจำเป็นต้องเป็นมีสถานภาพโสดเท่านั้นหรือไม่

แกนกลางของวิธีคิด ‘โรงเรียนคนโสด’ ไม่ได้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า ผู้เข้าอบรมจะต้องเป็นคนโสดหรือใช้ชีวิตตามลำพังเท่านั้น เราไม่ได้จำกัดกลุ่มเป้าหมายไว้เพียงคนที่ไม่มีคู่ แต่ต้องการพัฒนาและเสริมศักยภาพของทุกคนให้สามารถ ‘อยู่กับตัวเองได้’ อย่างมั่นคง ไม่ว่าคุณจะมีครอบครัว มีคู่ หรือไม่มีคู่ก็ตาม สถานภาพความสัมพันธ์ไม่ใช่เกณฑ์ที่เราใช้พิจารณา

ความคาดหวังของเราคือ เมื่อผ่านหลักสูตรนี้ไปแล้ว การอยู่ตามลำพังจะไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหา แต่จะถูกมองว่าเป็นโอกาส เป็นความท้าทาย และเป็นพื้นที่แห่งอิสรภาพที่ทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น

แม้คุณจะมีชีวิตคู่ การอยู่กับตัวเองได้ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อแต่ละคนมีความมั่นคงภายใน รู้จักดูแลตัวเอง และไม่ฝากภาระทางอารมณ์ทั้งหมดไว้กับอีกฝ่าย ความสัมพันธ์ก็จะมีปัญหาน้อยลง เราเชื่อว่าหากมนุษย์สามารถอยู่ตามลำพังได้อย่างมีคุณภาพ โลกก็จะมีความขัดแย้งและปัญหาน้อยลงเช่นกันครับ

ผู้เรียนจะได้เรียนรู้อะไรตลอดหลักสูตรนี้

วิชาที่เปิดสอนจะแบ่งการเรียนออกเป็น 8 ครั้งครับ โดยแกนหลักของหลักสูตร เราให้ความสำคัญกับ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ เรื่องความคิดและจิตใจ เรื่องสุขภาพและร่างกาย เรื่องเงื่อนไขในการดำรงชีวิต และเรื่องสันทนาการ

เราอยากให้ผู้ที่มาอบรมกับเราได้มองเห็นแง่มุมของการใช้ชีวิตตามลำพังในมิติที่หลากหลายขึ้น ผมคิดว่ายังมีคนจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าการเป็นโสดหรือการอยู่คนเดียวเป็น ‘ปัญหา’ แม้ในยุคสมัยใหม่ความคิดเช่นนั้นอาจจะลดลงไปมากแล้วก็ตาม แต่ในอดีต การเป็นโสดมักถูกตั้งคำถามเสมอว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้หญิงที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามค่ำคืน ใครจะดูแล ความกังวลเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่

แต่ในปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาในความหมายเดิมอีกต่อไป การใช้ชีวิตลำพังหรือการเป็นโสด เปิดพื้นที่ให้เราได้เลือกคิด เลือกออกแบบชีวิตของตนเองมากขึ้น เราจึงมีวิชาที่เกี่ยวกับการจัดการชีวิตของผู้ที่อยู่ลำพัง การวางแผนชีวิตในแบบที่ไม่จำเป็นต้องผูกโยงกับการเป็นคู่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนเอง การบริหารจัดการการเงิน รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างการท่องเที่ยวและสันทนาการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางคนเดียว เพราะถ้าต้องไปคนเดียว เราก็ไปได้ ชีวิตที่สามารถดำเนินไปตามลำพังได้อย่างมั่นใจนั้น จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความเข้มแข็งให้กับตัวเราเองด้วยครับ

โดยหลักสูตร ‘โรงเรียนคนโสด’ ถูกออกแบบให้มีการเรียนทั้งหมด 8 ครั้ง ครั้งละประมาณ 6 ชั่วโมง เรียนทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย รวมแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง และมีการพาไปศึกษาดูงานรวมอยู่ด้วย ส่วนวันเปิดหลักสูตร เราตั้งใจให้เริ่มในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 69  โดยเป็นการเปิดรุ่นแรกครับ

ช่วยอธิบายเนื้อหาของทั้ง 8 ครั้ง ว่าแต่ละครั้งสอนอะไรบ้าง

ในครั้งแรก เราเริ่มต้นจากการสร้างมุมมองเชิงบวกต่อการใช้ชีวิตโสด เพื่อปรับทัศนคติของผู้เรียนให้เห็นความหมายของการเป็นคนโสด พร้อมทั้งปลูกฝังความรักและความเคารพต่อตนเอง 

ครั้งที่สองมุ่งเน้นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ โดยเฉพาะการจัดการความเครียดและอารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ 

เมื่อผู้เรียนเข้าใจตนเองทั้งในแง่ทัศนคติและอารมณ์แล้ว ครั้งที่สามจึงต่อยอดไปสู่การสร้างชีวิตที่มีเป้าหมาย หลักสูตรชวนให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง ว่าอยากไปในทิศทางใด และจะออกแบบเส้นทางชีวิตอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบของชีวิตคู่ 

ในครั้งที่สี่ เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเงินและการสร้างความมั่นคง 

ครั้งที่ห้าขยับไปสู่มิติทางสังคม แม้จะเป็นคนโสด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องโดดเดี่ยว เราพูดถึงการสร้างเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ การใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเหมาะสม 

ครั้งที่หกเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพกายและใจอย่างเป็นองค์รวม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับชีวิต เพราะร่างกายและจิตใจที่มั่นคงคือฐานสำคัญของการใช้ชีวิตตามลำพัง

ครั้งที่เจ็ดว่าด้วยการเดินทางและการใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวคนเดียว เราต้องการให้ผู้เรียนเห็นว่า หากต้องไปคนเดียว ก็สามารถไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

และในครั้งสุดท้าย เป็นการสรุปและสะท้อนการเรียนรู้ทั้งหมด เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนทบทวนสิ่งที่ได้รับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมองเห็นพัฒนาการของตนเองตลอดหลักสูตร

สำหรับวิทยากร เราไม่ได้จำกัดเฉพาะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่คัดเลือกผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในแต่ละด้านมาร่วมแบ่งปันความรู้ เพื่อให้เนื้อหามีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้ที่ต้องอยู่ลำพังได้อย่างแท้จริง

ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำไหม จึงจะสมัครเรียนได้?

ตั้งแต่แรกเริ่มที่เราคิดโครงการนี้ขึ้นมา เราไม่ได้ตั้งต้นจากประเด็นเรื่องคุณสมบัติทางการศึกษาเลย ปรัชญาการให้บริการวิชาการของสถาบันภายใต้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ การทำให้ความรู้เข้าถึงผู้คนให้ได้อย่างทั่วถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีพื้นฐานการศึกษาในระดับใดก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรของเราส่วนใหญ่จึงไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ เราไม่ได้มองว่าปริญญาหรือระดับการศึกษาจะเป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงความรู้ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เรานำเสนอเป็นเนื้อหาที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง โดยไม่จำเป็นต้องมีกรอบทางการศึกษามาเป็นข้อจำกัด

สิ่งสำคัญมีเพียงว่า คุณเข้าใจว่าเราสอนอะไร เห็นว่าเนื้อหานั้นสอดคล้องกับความต้องการของคุณ และตัดสินใจก้าวเข้ามาเรียนรู้ด้วยตนเอง ตราบใดที่คุณมาเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่เป็นภัยหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเราในการเปิดพื้นที่ต้อนรับครับ

เมื่อผู้เรียนจบหลักสูตรแล้ว คาดหวังว่าผู้เรียนจะได้อะไรกลับไป

ความคาดหวังของเรามีอยู่ 3 ข้อครับ ข้อแรก เราคาดหวังว่าเมื่อผู้เรียนผ่านหลักสูตรนี้ไปแล้ว เขาจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของการอยู่ตามลำพังมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดควรตระหนักได้ว่า หากเราอยากใช้ชีวิตลำพังอย่างมีคุณภาพ เราจำเป็นต้องมีคุณสมบัติหรือทักษะใดบ้าง ทั้งในด้านความคิด อารมณ์ และการจัดการชีวิตของตนเอง

ข้อที่สอง เราคาดหวังว่าความรู้ที่ได้รับจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้การใช้ชีวิตราบรื่นและมั่นคงขึ้น เรื่องการเงินและการเดินทางเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่าสามารถนำไปใช้ได้ทันที ขณะเดียวกัน การจัดการอารมณ์และความคิดของตนเองก็เป็นทักษะที่ผู้ที่อยู่คนเดียวสามารถนำไปปรับใช้ได้โดยตรง เราอยากทำหน้าที่เสมือนเป็นเพื่อน เป็นพื้นที่ให้คำปรึกษา ที่ช่วยให้เขาเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

และข้อสุดท้าย เราอยากให้ผู้ที่มาเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อก่อรูปเป็นเครือข่ายหรือชุมชนของผู้ที่ใช้ชีวิตตามลำพัง เพราะเราเชื่อว่าเครือข่ายจะช่วยให้ความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่นั้นงอกเงยและต่อยอดได้มากกว่าการเรียนรู้เพียงลำพัง

เราไม่ได้เชื่อว่าการให้ความรู้แบบทางเดียวจะเพียงพอ แต่เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ หรือ Feedback จากกันและกัน จะทำให้ความรู้นั้นมีชีวิตและเติบโตขึ้น และหากวันหนึ่งพวกเขาต้องอยู่คนเดียวจริงๆ เครือข่ายของคนที่มีประสบการณ์คล้ายกันนี้เอง จะกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถพูดคุย ปรึกษา และเกื้อหนุนกันได้ครับ

ในมุมของอาจารย์ คิดว่าหลักสูตรนี้จะช่วยขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในด้านใดได้บ้าง

ถ้ามองในเชิงตัวเลข เราเปิดรับผู้เข้าอบรมปีละประมาณ 50 คน หากเปิดได้ 2 รุ่นก็จะเป็นราว 100 คนต่อปี ต่อให้ดำเนินการต่อเนื่อง 10 ปี ก็จะมีผู้ผ่านหลักสูตรประมาณ 1,000 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ ที่มีหลายล้านคน ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยมาก ผลกระเพื่อมทางสังคมจากผู้ที่ผ่านการอบรมกับเราเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ได้มากนัก หากประเมินกันตามสัดส่วนจริง

แต่ความคาดหวังของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่จำนวนผู้เรียน เราหวังว่าในฐานะที่เราเริ่มต้นทำ ‘โรงเรียน’ ลักษณะนี้อย่างเป็นระบบ อาจจะเป็นต้นแบบหรือจุดตั้งต้นให้คนอื่นๆ เห็นแนวทาง เห็นความเป็นไปได้ และร่วมกันขยายผลในรูปแบบของตนเอง หากมีหลายภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อน ผมเชื่อว่าผลกระทบเชิงบวกจะกว้างไกลกว่าที่สถาบันเดียวจะทำได้

อย่างน้อยที่สุด หากเราสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสังคมต่อการอยู่ตามลำพังและการเป็นคนโสดได้บ้าง ไม่มองว่าเป็นปัญหา ไม่มองว่าเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา แต่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติรูปแบบหนึ่งของชีวิต คำถามต่อไปก็จะไม่ใช่ว่า “ทำไมยังโสด” หากแต่เป็น “จะใช้ชีวิตแบบนี้อย่างไรให้ปกติสุข”

เราอยากให้หลักสูตรนี้เป็นเหมือนตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า แนวคิดเช่นนี้สามารถทำได้จริง และสามารถเผยแพร่ความรู้ในลักษณะนี้ออกไปได้ เพราะลำพังสถาบันเดียวคงสร้างผลกระทบได้จำกัด การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมในวงกว้างด้วยครับ

อยากฝากอะไรถึงคนที่สนใจหลักสูตรโรงเรียนคนโสด?

สำหรับผู้ที่สนใจ ‘โรงเรียนคนโสด’ ก็อยากเชิญชวนให้ลองเข้ามาสมัครเรียนครับ แม้ว่าขณะนี้รุ่นแรกจะเต็มแล้ว แต่อยากให้ลองติดตามหรือเข้ามาดูรายละเอียดหลักสูตรของเรา รวมถึงคอร์สอื่นๆ ของสถาบัน ว่ามีหลักสูตรใดที่เหมาะสมกับท่านบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น เรายังมี ‘โรงเรียนพ่อแม่น้อน’ สำหรับผู้ดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งคนโสดก็สามารถมาเรียนได้ หรือ ‘โรงเรียนพ่อแม่’ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ปกครองเด็ก ท่านไม่จำเป็นต้องแต่งงานก็ได้ หากเป็นคนโสดแต่ต้องดูแลหลานหรือเด็กในครอบครัว ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้เช่นกันครับ

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้เพิ่มเติมก็คือ หากท่านเป็นคนโสด ก็ไม่จำเป็นต้องมองว่าความโสดเป็นปัญหา เพราะสถานะโสดอาจเป็นเพียงสภาวะชั่วคราว และแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เราก็สามารถทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขได้

เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราค่อยตัดสินใจว่าต้องการให้สภาวะนั้นเป็นเพียงชั่วคราวหรือถาวร แต่ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวร สิ่งสำคัญคือการอยู่กับมันอย่างมีความสุขครับ

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงสังคมที่ยังมองว่าการเป็นโสดเป็นเรื่องลบหรือเป็นปัญหา?

ผมคิดว่าสภาวะ ‘โสด’ หรือ ‘ไม่โสด’ นั้น เป็นสิ่งที่สังคมประกอบสร้างขึ้นและให้ความหมายกับมัน ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทย เรามักมองหลายเรื่องรวมเป็นก้อนเดียว ไม่ใช่ว่าถูกหรือผิด แต่เป็นลักษณะทางสังคมที่จัดวางความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ไว้ในกรอบบางอย่าง

เช่น เรื่องเพศ ความรัก ชีวิตคู่ การแต่งงาน และครอบครัว มักถูกมองว่าเป็นชุดเดียวกัน ต้องเกิดขึ้นตามลำดับ คุณมีแฟนก็ต้องรักกัน รักกันแล้วจึงแต่งงาน แต่งงานแล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ และสุดท้ายจึงสร้างครอบครัว ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันหรือเรียงตามสูตรตายตัว การที่มันถูกผูกโยงเข้าด้วยกันเช่นนั้น เป็นผลจากการที่สังคมผลิตความหมายบางอย่างขึ้นมา

สถานะของคนโสดก็เช่นเดียวกัน ในอดีต การอยู่ตามลำพังถูกมองว่าเป็นปัญหา เพราะสังคมดั้งเดิมเป็นสังคมที่มนุษย์จะอยู่รอดได้ต้องรวมกลุ่ม การรวมกลุ่มที่มั่นคงและปลอดภัยที่สุดก็คือครอบครัว ดังนั้น การเป็นโสดจึงถูกตีความว่าอาจทำให้ดำรงชีวิตได้ยากลำบาก มุมมองแบบนี้ค่อยๆ ฝังแน่นจนทำให้เรารู้สึกว่า ‘ไม่โสด’ น่าจะดีกว่า

แต่เมื่อสังคมพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการใช้ชีวิต วิธีการทำมาหาเลี้ยงชีพ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ๆ ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ตามลำพังได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าในหลายกรณี ความคิดของผู้คนยังเปลี่ยนไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขภายนอก คนจำนวนหนึ่งจึงยังถูกตีตราว่าการเป็นโสดเป็นปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาอาจเลือกแล้ว และรูปแบบชีวิตนั้นอาจเหมาะสมกับเขา

ในทางกลับกัน การไม่โสดก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะดีกว่าคนโสดเสมอไป นี่เป็นสิ่งที่สังคมต้องค่อยๆ เรียนรู้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขภายนอกกับการปรับตัวทางความคิดของคนเรา ไม่ได้เคลื่อนไปพร้อมกันเสมอ

สิ่งที่เราอยากชี้ให้เห็นก็คือ ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแบบเดิม หรือถูกคิดในกรอบเดิมเสมอไป เราสามารถตั้งคำถามและเปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของการใช้ชีวิตได้ครับ

Tags:

ความสัมพันธ์ชีวิตโสด

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Playground
    แฟรงเกนสไตน์: บางครั้ง การถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ก็สามารถสร้างปีศาจร้ายขึ้นมาได้

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในสวนลับ: เมื่อความหวังผลิบาน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี

  • Movie
    Love, Simon: หากแม้คนทั้งโลกจะใจร้าย ขอแค่พ่อแม่รักและเข้าใจก็พอ

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Dear ParentsMovie
    Orange is the new black: แม้ในเรือนจำความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกกักขัง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • How to get along with teenager
    จิตวิทยาวัยรุ่น: ความสัมพันธ์(ความสับสนยุ่งเหยิง)วัยรุ่น กับ หมอโอ๋ เลี้ยงลูกนอกบ้าน

    เรื่อง กิตติรัตน์ ปลื้มจิตร ภาพ จิตติมา หลักบุญ

เตรียมรับมือกับ AI เพื่อนรักวัยรุ่น ที่อาจเป็นภัยต่อการพัฒนาทักษะที่ใช้สมองส่วนหน้า และความสัมพันธ์ในชีวิตจริง
Adolescent Brain
12 February 2026

เตรียมรับมือกับ AI เพื่อนรักวัยรุ่น ที่อาจเป็นภัยต่อการพัฒนาทักษะที่ใช้สมองส่วนหน้า และความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • เอไอในปัจจุบันคือ ‘เครื่องจักรแห่งการเห็นด้วย’ (Validation Machine) เหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ว่าเราพูดอะไรเขาก็จะเห็นด้วย หรือแม้กระทั่งพูดเปลี่ยนมุมมองบางอย่างที่ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าคำพูดของเรานั้นถูกต้องแล้ว
  • คำตอบของเอไออาจมีประโยชน์ก็จริง แต่มันจะบายพาสการคิดด้วยตัวเอง ทำให้ขาดการสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ที่แท้จริง
  • การที่วัยรุ่นพูดคุยกับเอไอมีความเสี่ยง 2 ประการที่ต้องระมัดระวัง 1. วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อความถูกต้องและเจตนาของข้อมูลที่นำเสนอน้อยกว่าผู้ใหญ่ และ 2. วัยรุ่นอาจใช้เอไอมากเกินไปจนไปเบียดเบียนความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โลกของเรากำลังตื่นเต้นกับการมาถึงของ ‘โซเชียลมีเดีย’ เราสามารถเชื่อมต่อกับใครที่ไหนเวลาใดก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนก็สามารถรับรู้เรื่องราวของกันและกันได้ เวลาผ่านไปโซเชียลมีเดียก็กลายมาเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน ใครๆ ก็เล่นโซเชียลฯ คนที่ไม่เล่นจะดูแปลกทันที

ทว่าการที่โซเชียลมีเดียสามารถเข้าถึงทุกคนได้อย่างเสรีโดยปราศจากการดูแล กลับทำร้ายคนบางกลุ่ม นั่นคือ ‘เด็กและวัยรุ่น’ 10 ปีให้หลังมานี้มีหลักฐานหลายชิ้นบ่งชี้ว่า โซเชียลมีเดียกำลังทำร้ายเด็กและวัยรุ่น ทำให้พวกเขากลายเป็น ‘คนรุ่นใหม่วัยวิตก’ (The Anxious Generation) ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นและขาดทักษะการใช้ชีวิตในโลกจริง

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนารวดเร็วยิ่งกว่าโซเชียลมีเดีย นั่นคือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ ‘เอไอ’ เพียงแค่ไม่กี่ปี สังคมก็เกิดความตื่นตัวกับเอไอในวงกว้างและมีการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดความกังวลว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ เรากำลังจะปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาทำลายพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นอีกหรือไหม่ ดังนั้นจึงควรต้องมีมาตรการและแนวทางในการจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ

ระวัง ‘เอไอ’ จะเดินซ้ำรอยกับ ‘โซเชียลมีเดีย’

เมื่อปีที่ผ่านมา สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) ซึ่งเป็นองค์กรด้านจิตวิทยาระดับโลก ได้ออกคำเตือนและคำแนะด้านสุขภาพเกี่ยวกับการใช้เอไอในวัยรุ่น (อายุ 10-25 ปี) โดยเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่าทำพลาดซ้ำเหมือนกับกรณีของโซเชียลมีเดีย

ทุกวันนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเอไอ แอปพลิเคชันและโปรแกรมต่างๆ ที่เราใช้ตั้งแต่การทำงานเล็กๆ (เช่น การคาดเดาข้อความ การเติมคำอัตโนมัติ คำแนะนำในการซื้อสินค้า) ไปจนถึงการทำงานใหญ่ๆ (เช่น แชตบอต การตรวจสอบใบสมัครงาน ระบบเตือนภัย) ต่างก็มีเอไออยู่

จากการสำรวจของ Internet Matters องค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็ก พบว่า 40% ของเด็กที่ใช้เอไอแชตบอตพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของเอไอโดยปราศจากความกังวลใดๆ ขณะที่อีก 36% ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าควรจะต้องกังวลหรือระวังเกี่ยวกับคำแนะนำที่ได้จากเอไอหรือไม่

APA กล่าวว่า กรณีของเอไอนั้นแตกต่างกับโซเชียลมีเดียอยู่ 2 ประการ คือ

  1. วัยรุ่นอาจไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังใช้เอไอหรือเทคโนโลยีที่มีเอไออยู่ และอาจไม่รู้เลยว่ามันส่งผลต่อชีวิตของตัวเองอย่างไร
  2. เอไอทำให้การแยกแยะความจริงยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเอไออาจให้ข้อมูลที่ผิด แต่ก็พยายามโน้มน้าวให้คิดว่าเป็นความจริง เช่น การใช้น้ำเสียงที่ดูมั่นใจ แทนที่จะยอมรับว่าไม่ทราบคำตอบ

การที่เอไอพยายามนำเสนอข้อมูลเท็จราวกับเป็นความจริงนั้นเรียกว่า ‘Hallucination’ หรือ ‘ประสาทหลอน’ ซึ่งรายงานของ Terzo แพลตฟอร์มวิเคราะห์การเงิน ระบุว่า เมื่อเอไอต้องตอบคำถามที่ใช้ข้อเท็จจริง (เช่น การอ้างอิงแหล่งที่มา) ยังมีอาการหลอนสูง โดยจากการทดสอบเอไอเจ้าดัง 8 ตัว มีมากถึง 5 ตัวที่มีอัตราการหลอนมากกว่า 60% กล่าวคือ คำตอบมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ได้จากเอไอเหล่านี้มีความผิดพลาดและเราอาจไม่รู้ตัวเลย

อย่างไรก็ดี APA ย้ำว่า วัยรุ่นแต่ละคนได้รับผลกระทบจากเอไอที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละคนก็มีลักษณะนิสัย สภาพร่างกาย และสภาพสังคมที่ต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควรด่วนสรุปว่าวัยรุ่นทุกคนจะตอบสนองกับเอไอเหมือนกัน อีกทั้งไม่ควรเหมารวมว่าการใช้เอไอในแบบหนึ่งๆ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ แต่ควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

ทำไม ‘วัยรุ่น’ ถึงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังการใช้ ‘เอไอ’ มากที่สุด

วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน เช่น ฮอร์โมน ร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กินเวลากว่าทศวรรษ โดยประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ‘การพัฒนาสมอง’

สมองของเรามีการเปลี่ยนแปลงและจัดระบบระเบียบการเชื่อมต่อใหม่ (Rewire) ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นไปจนถึงอายุเกือบ 25 ปี โดยสมองส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ‘ระบบลิมบิก’ (Limbic System) และ ‘เปลือกสมองส่วนหน้า’ (Prefrontal Cortex)

‘ระบบลิมบิก’ เกี่ยวข้องกับอารมณ์และแรงจูงใจ โดยอารมณ์ในที่นี้หมายรวมทั้งความโกรธ ความกลัว (ปฏิกิริยาสู้หรือหนี) และความสุขจากการทำพฤติกรรมที่ได้รับรางวัล (เช่น กิน มีเพศสัมพันธ์) ส่วน ‘เปลือกสมองส่วนหน้า’ เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผล และการกำกับควบคุมพฤติกรรม โดยเป็นสมองส่วนที่พัฒนาเป็นลำดับท้ายๆ ในชีวิตของเรา

เพื่อให้เห็นภาพ เราอาจเปรียบ ‘ระบบลิมบิก’ เป็น ‘คันเร่ง’ ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และเน้นการตอบสนองฉับไว ขณะที่ ‘เปลือกสมองส่วนหน้า’ เป็น ‘เบรก’ ที่ช่วยชะลอการตอบสนอง เปิดพื้นที่ให้คิดทบทวน และประเมินผลอย่างรอบคอบ

ในกระบวนการพัฒนาสมองของวัยรุ่นโดยสังเขป ‘คันเร่ง’ จะพัฒนาเร็วกว่า ‘เบรก’ ส่งผลให้วัยรุ่นมีแนวโน้มจะถูกอารมณ์ชักจูงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ และพึ่งพาการประเมินสถานการณ์ด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมหุนหันพลันแล่นได้

ดังนั้น APA จึงเตือนว่า การที่วัยรุ่นพูดคุยกับเอไอมีความเสี่ยง 2 ประการที่ต้องระมัดระวัง คือ

  1. วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อความถูกต้องและเจตนาของข้อมูลที่นำเสนอน้อยกว่าผู้ใหญ่ อีกทั้งยังอาจแยกไม่ออกว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจที่จำลองขึ้นจากเอไอ’ และ ‘ความเห็นอกเห็นใจจากมนุษย์จริงๆ’ แตกต่างกันอย่างไร ยิ่งถ้าเอไอตัวนั้นนำเสนอตัวเองในลักษณะเป็นเพื่อนก็จะยิ่งทำให้วัยรุ่นเชื่อฟังและคล้ายตามได้ง่าย
  2. วัยรุ่นอาจใช้เอไอมากเกินไปจนไปเบียดเบียนความสัมพันธ์ในชีวิตจริง การใช้งานเอไออย่างหนักหน่วงอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘มนุษย์’ กับ ‘เอไอ’ ค่อยๆ จางหายไป กล่าวคือ วัยรุ่นอาจคิดว่าเอไอที่คุยด้วยเป็นคนจริงๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้ง และนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น การขาดการพัฒนาทักษะสังคมหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

นอกจากนี้ ทิโมธี คุก (Timothy Cook) นักพัฒนาการศึกษาด้านเอไอ กล่าวว่า เอไอในปัจจุบันคือ ‘เครื่องจักรแห่งการเห็นด้วย’ (Validation Machine) เหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ว่าเราพูดอะไรเขาก็จะเห็นด้วย หรือแม้กระทั่งพูดเปลี่ยนมุมมองบางอย่างที่ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าคำพูดของเรานั้นถูกต้องแล้ว

การที่เอไอเห็นด้วยไปหมดทุกอย่างจะทำให้เด็กขาดการพัฒนาทักษะที่ต้องใช้เปลือกสมองส่วนหน้า เช่น การจัดการความขัดแย้ง การจัดการอารมณ์ และการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เนื่องจากการพัฒนาทักษะเหล่านี้ต้องฝึกฝนเผชิญหน้ากับ ‘ความยากลำบากทางการรู้คิด’ (Cognitive Struggle) เมื่อเด็กเอาแต่คุยกับเอไอที่พูดอะไรก็เห็นด้วยไปหมด แล้วเด็กจะมีการพัฒนาสติปัญญาที่ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างไร

คุก เน้นย้ำว่า ความยากลำบากทางการรู้คิดเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาสมอง เด็กที่คาดหวังแต่การเห็นด้วยและการยืนยันความคิดของตน จะประสบกับปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับความซับซ้อน ความไม่เห็นด้วย และคำวิจารณ์เชิงติเพื่อก่อ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่และสังคมการทำงาน

เราจะปกป้อง ‘เด็กและวัยรุ่น’ จากภาวะพึ่งพาเอไอมากเกินไปได้อย่างไร

คำแนะนำจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่า พ่อแม่และผู้ดูแล (Caregiver) มีบทบาทสำคัญในการแนะนำและปกป้องเด็กในขณะที่เด็กกำลังใช้เอไอ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่อาจไม่มีเวลากับลูกมากพอหรือขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี

รายงานจาก Internet Matters ชี้ว่า เด็กมากถึง 79% ระบุว่าพ่อแม่ทราบว่าตนกำลังใช้งานเอไอแชตบอต แต่ส่วนมากจะไม่ได้คุยเจาะลึกว่าใช้งานอย่างไร โดยพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็กังวลเกี่ยวกับการใช้งานเอไอเช่นกัน แต่มักไม่ได้พูดออกไปให้ลูกทราบ

APA แนะนำว่า การใช้งานเอไอสำหรับวัยรุ่นต้องแตกต่างจากการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ กล่าวคือ ระบบต้องมีการกรองเนื้อหาให้เหมาะสมกับช่วงวัยนั้นๆ ซึ่งการพัฒนาเอไอในปัจจุบันก็มีความพยายามในการสร้างระบบดังกล่าวผ่านการให้ผู้ใช้ระบุอายุของตัวเอง หากบัญชีของเด็กระบุอายุได้ถูกต้องก็ช่วยกรองเนื้อหาได้

อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาระบบหรือพ่อแม่ก็อาจไม่ได้สนใจว่าเด็กจะใส่อายุของตัวเองถูกต้องหรือไม่ เช่น เด็กใช้บัญชีของผู้ปกครองสมัครใช้งานเอไอหรือใส่อายุปลอม สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถทำได้อย่างง่ายที่สุดคือ หมั่นตรวจสอบว่าเด็กใช้งานเอไอด้วยบัญชีของใคร และระบุอายุตัวเองไว้เท่าไร

หรือวิธีแอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็คือการใช้ฟีเจอร์ที่เรียกว่า ‘Parental Controls’ (การควบคุมโดยผู้ปกครอง) ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมเนื้อหาและจำกัดเวลาในการใช้งานได้ แต่วิธีนี้ผู้ปกครองจะต้องมีความเข้าใจในแพลตฟอร์มที่ลูกกำลังใช้งานระดับหนึ่งเพื่อเข้าไปตั้งค่าต่างๆ อีกทั้งในแต่ละแพลตฟอร์มก็มีชื่อเรียกฟีเจอร์นี้ที่แตกต่างกัน และก็ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มจะมีฟีเจอร์นี้ด้วย

นอกเหนือจากการดูแลในโลกดิจิทัลแล้ว การดูแลในโลกจริงก็มีส่วนสำคัญ โดย คุก แนะนำว่า ให้พ่อแม่สังเกตว่าลูกมี ‘ภาวะพึ่งพาเอไอมากเกินไป’ หรือไม่ โดยสามารถดูได้จากพฤติกรรมดังนี้

  • ใช้เอไอแก้ปัญหาไปหมดทุกอย่าง แทนที่ลองทำด้วยตัวเองก่อน
  • ใช้เวลาไปกับการขอคำแนะนำจากเอไอมากกว่าการพูดคุยกับมนุษย์
  • แสดงปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อคนอื่นเสนอมุมมองที่แตกต่างจากเอไอ
  • อดทนต่อคำวิจารณ์หรือฟีดแบ็กลดลง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือในครอบครัว
  • ในการตัดสินใจจะชอบใช้คำตอบจากเอไอมากกว่าการปรึกษากับเพื่อนหรือครอบครัว

คุก เสนอว่า เทคนิคที่พ่อแม่สามารถใช้เมื่อลูกไปขอคำตอบจากเอไอคือ ขอให้ลูกเล่าว่าเอไอตอบว่าอย่างไร แล้วสอบถามว่าลูกคิดเห็นอย่างไร พยายามให้เขาใช้ความคิดของตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วตัวเองคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้ 

คำตอบของเอไออาจมีประโยชน์ก็จริง แต่มันจะบายพาสการคิดด้วยตัวเอง ทำให้ขาดการสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ที่แท้จริง

ปัจจุบันเราทราบดีว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในหลายๆ ด้าน แต่ความล้ำสมัยนี้ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมสำหรับวัยรุ่นที่สมองส่วนการคิดวิเคราะห์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการที่พ่อแม่ ผู้ดูแล และสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการคัดกรองเนื้อหาและฝึกฝนให้เด็กคิดด้วยตัวเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณต่อไป

อ้างอิง

กรุงเทพธุรกิจ. (1 มกราคม 2569). ‘AI หลอน’ สูง 94% อย่าเชื่อคำตอบทันที. กรุงเทพธุรกิจ, 2.

American Psychological Association [APA]. (2025). Artificial intelligence and adolescent well-being.

Andy Murdock. (2020). The evolutionary advantage of the teenage brain.

Internet Matters. (2025). Me, myself and AI: Understanding and safeguarding children’s use of AI chatbots.

Sharma, S., Arain, Mathur, Rais, Nel, Sandhu, Haque, & Johal. (2013). Maturation of the adolescent brain. Neuropsychiatric Disease and Treatment, 449-461.

Timothy Cook. (2025). AI Always Agrees With Your Kid, and That’s a Problem.

Tags:

ทักษะการคิดวัยรุ่นAI

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Social Issues
    ‘BuddyThai’ แอปคู่ใจของวัยรุ่นในวันที่ไม่มีใครยืนเคียงข้าง: พีเจ-หริสวรรณ ศิริวงศ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to get along with teenager
    “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” เข้าใจวัยรุ่นในวันที่ป่วยใจ

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Learning Theory
    วิจารณ์ พานิช: เตรียมนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย เข้าสู่อาชีพที่ชอบ ใช่ และเหมาะกับตัวเอง

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ บัว คำดี

  • Social Issues
    กรณีศึกษารัฐมิสซิสซิปปี้: วัยรุ่นซึมเศร้าในชนบท น้อยรายที่จะได้เข้ารักษา

    เรื่อง The Potential

  • EF (executive function)
    ไม่พอใจก็แค่ใส่หูฟังแล้วเปิดเพลงดังๆ ‘การจัดการอารมณ์’ ที่ท้าทายแต่ทำได้ในวัยรุ่น

    เรื่อง

ครูต้องมีใจเมตตา ห้องเรียนต้องเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และโอบรับเด็กทุกโจทย์ชีวิต: ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ โรงเรียนเนกขัมวิทยา
Social Issues
9 February 2026

ครูต้องมีใจเมตตา ห้องเรียนต้องเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และโอบรับเด็กทุกโจทย์ชีวิต: ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ โรงเรียนเนกขัมวิทยา

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • “คำว่า ‘ครู’ มันมากกว่าการให้ความรู้ ทำอย่างไรให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม แล้วก็จบการศึกษาได้”
  • ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา ใช้ 6 รูปแบบการศึกษายืดหยุ่น เรียนรู้ตามบริบทชีวิตจริง ดูแลเด็กที่เสี่ยงออกกลางคัน และเด็กที่หลุดออกจากระบบ ประคับประคองจนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • ผอ.สุทิสา เชื่อว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม และเรียนรู้กับคุณครูเท่านั้น ทุกคนสามารถเป็นครูเด็กได้หมด เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องทำคือ การเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากนอกห้องเรียนกับมาตราฐานตัวชี้วัดตามหลักสูตรให้ได้

“การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น คือทุกคนเป็นครูได้หมด ไม่ใช่แค่ครูที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งคำว่ายืดหยุ่น ยืดหยุ่นอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องบวกด้วยเมตตา บวกด้วยหัวใจของความเป็นครู ที่จะพาเด็กๆ ทุกคนให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน พัฒนาเขา ทำให้เขาสามารถที่จะมีวุฒิการศึกษา จบการศึกษาแล้วไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ต่อไปในอนาคต”

นี่คือแนวคิดในการจัดการศึกษาของ ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา จ.ราชบุรี ที่ใช้หลักการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อรั้งเด็กที่เสี่ยงออกกลางคันให้ยังอยู่ในโรงเรียน ดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษา พร้อมประคับประคองให้พวกเขาได้เรียนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยความเชื่อว่า “เด็กทุกคนสามารถพัฒนาได้” 

สำรวจเด็กในโรงเรียน ทำไมถึง(เสี่ยง)หลุดจากระบบ?   

ผอ.สุทิสา เล่าว่า หลังจากที่ได้เข้ามาเป็นผู้อำนวยการที่โรงเรียนเนกขัมวิทยาในปี 2565 พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น ได้ชี้ให้เห็นปัญหาของเด็กในชุมชน ที่ส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจะช่วยเหลือเด็กอย่างไรให้ตรงจุด โจทย์นี้จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนของโรงเรียนเนกขัมวิทยา และต่อมาเกิดความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน กลายมาเป็น ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ ภายใต้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ โดยเริ่มจากการสำรวจปัญหาที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

“เราพบว่าเด็กที่หลุดจากระบบประมาณ 60% มีปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ ครอบครัวยากจน ต้องทำงานเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงดูครอบครัว เด็กบางคนต้องดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียงด้วย เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้ไม่สามารถที่จะมาเรียนในระบบการศึกษาแบบปกติได้อยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นเด็กที่เราเรียกว่า ขาดเป้าหมายในชีวิต ราว 30% คือบางทีเป็นเด็กที่หลุดออกจากที่อื่นมา แล้วเรามาช่วยพาเขากลับเข้าสู่ระบบ จัดการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเขา อีกส่วนหนึ่งจะเป็นเด็กที่มีปัญหาในเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพจิตก็มี แล้วก็มีท้องในวัยเรียน” 

ผอ.สุทิสา เล่าต่อว่าพอกลับมาดูที่รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน การวัดประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงบทบาทครู ก็ทำให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ยังขาดความยืดหยุ่น ไม่ตอบโจทย์ตามบริบทความเป็นอยู่ สภาพปัญหา และความต้องการของเด็ก เป็นส่วนหนึ่งให้เด็กไม่เชื่อมโยงกับการเรียนในโรงเรียน และหลุดจากระบบการศึกษาในที่สุด

ลงพื้นที่ติดตาม นำทางเด็กกลับสู่เส้นทางการศึกษา

ในการติดตามพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ผอ.สุทิสา บอกว่า “เป็นเรื่องยาก เด็กที่หลุดไปแล้วจะพากลับเข้ามา ต้องใช้ทุกวิธีการที่จะโน้มน้าวให้เขามีความรู้สึกว่าฉันอยากจะเรียน อยากจะได้วุฒิ แต่พอเราพากลับมาแล้ว สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ พากลับมาแล้วจะทำยังไง จะประคับประคองเขาจนจบการศึกษา เรื่องนี้ยากจริงๆ เพราะฉะนั้นการติดตามมันต้องใกล้ชิด”

แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ผอ.สุทิสาและคุณครูของโรงเรียนเนกขัมวิทยาช่วยกันโน้มน้าวสุดกำลัง และไม่ย่อท้อที่จะติดตาม

“แรกๆ เวลาเราไปตามเด็กกลับมา ทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองปฏิเสธเราทุกคน คือพอเขาหลุดออกไปแล้ว เริ่มทำงานมีรายได้ เขาจะมีความรู้สึกว่าการกลับมาเรียนในโรงเรียน รายได้มันจะหายไป แล้วพอหลุดไปแล้ว แรงบันดาลใจ เป้าหมายในชีวิตมันก็เริ่มหายไปด้วย 

เราก็ต้องคุยกันก่อนค่ะ เวลาเราลงไปตามเด็ก ถ้าอยู่ๆ เราลงไปตามแบบปกติมันคงไม่ได้ผล เพราะว่าเด็กที่เขามาเรียนทุกวันไม่ได้เขาก็มาเรียนไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนวิธีคิด ให้เขาได้เรียนและยังทำงานไปด้วยได้ เอามาวัดประเมินผลการเรียนรู้ได้ด้วย เพราะมันเป็นการเรียนรู้เหมือนกัน พยายามโน้มน้าวให้เขากลับมาก่อน แต่พอเขากลับมาแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อไปก็คือ ทำยังไงให้เขามองเห็นว่า มันมีความเป็นไปได้ ที่เขาสามารถที่จะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วจบหลักสูตรด้วย”

ซึ่งที่ผ่านมา ด้วยความพยามยามของผอ.และคุณครู นอกจากเด็กจะมองเห็นความสำคัญของการเรียนแล้ว ผู้ปกครองต่างก็พากันเปลี่ยนความคิดไปด้วย

“ผู้ปกครองบางคน ตอนที่เราไปตามครั้งแรก เขาบอกไม่ได้ๆ ฉันเจ็บป่วย ฉันทำงานไม่ได้ ต้องลูกคนนี้เท่านั้น ต้องทำงานสวน ต้องเลี้ยงดูฉัน ต้องทำงานตามที่ฉันเคยทำมา พอผ่านไปหนึ่งภาคเรียน ผู้ปกครองมาคุยกับเรา เขาเริ่มมองเห็นว่ามันเป็นไปได้จริงๆ ที่ลูกเขาสามารถที่จะเรียนไปด้วยทำงานด้วยได้ เขามานั่งร้องไห้กับเราเหมือนกันนะ ไม่คิดเลยว่าลูกจะมีวันนี้ แล้วความคิดของผู้ปกครองกับเด็กเริ่มเปลี่ยน จากเด็กไม่อยากมาโรงเรียน จากผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกเรียน พอลูกใกล้จะจบการศึกษา ผู้ปกครองเริ่มมาถามว่า มีที่อื่นอีกไหมที่จัดการศึกษาแบบนี้ อยากให้ลูกได้เรียนต่อจังเลยในระดับอุดมศึกษา 

จากการที่อยากให้ลูกแค่ทำงานในสวน พอลูกเริ่มได้เรียน จนจะได้วุฒิการศึกษา ความคิดเริ่มเปลี่ยนว่า ลูกอาจจะมีโอกาสไปทำงานที่ดีกว่าการทำงานในสวน ทำงานที่เหนื่อยน้อยลงได้เงินมากขึ้น”

6 รูปแบบการศึกษายืดหยุ่น เรียนรู้ตามบริบทชีวิตจริง

สำหรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ผอ.สุทิสา อธิบายว่า เป็นการจัดการศึกษาในระบบปกติ โดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 51 เพียงแต่พัฒนาหลักสูตรตามหลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อให้เหมาะสมกับเด็ก โดยบูรณาการการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน ซึ่งโครงสร้างหลักสูตรในรายวิชาพื้นฐานยังคงเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เหมือนเดิม แต่ปรับเปลี่ยนในส่วนของวิชาเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กแต่ละคน ที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เช่น สวนมะพร้าว สวนฝรั่ง เป็นต้น 

“เราจะมี 6 รูปแบบ อย่างแรกก็คือ ‘เรียนรู้ด้วยตัวเอง’ ผ่านวิถีชีวิตประจำวันของเด็ก ผ่านอาชีพที่เด็กทำ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานประกอบการ แล้วก็สิ่งที่เด็กสนใจที่จะเรียนรู้ สอง ‘เรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์’ เรามีเว็บไซต์ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส ซึ่งทำเป็นหน่วยบูรณาการ โดยเราจะวิเคราะห์ตัวชี้วัดในวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ผ่านหน่วยบูรณาการ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่อยู่ใกล้ตัวเขา สาม ‘เรียนรู้โดยครูจัดการสอนแบบออนไลน์’ ผ่านซูม ผ่านวิดีโอคอล ในวิชาหลักคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ 

สี่ ‘เรียนรู้แบบพบกลุ่ม’ คือในหนึ่งสัปดาห์เราจะให้เด็กมาพบกลุ่มที่โรงเรียน 1 วัน โดยดูว่าเด็กส่วนใหญ่มาได้วันไหน ซึ่งส่วนใหญ่ของเราจะมาได้วันพฤหัส การพบกลุ่มก็คือการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สิ่งที่เราไปเรียนรู้นอกห้องเรียนมาเราได้อะไรมา หรือว่ามาทำกิจกรรมร่วมกัน แล้ววิชาไหน เนื้อหาไหนที่เด็กเรียนรู้นอกห้องเรียนแล้วเด็กไม่เข้าใจ เด็กก็จะมาถามคุณครูในวันที่พบกลุ่ม เด็กบางส่วนอาจจะมาพบกลุ่มไม่ได้ เราก็จะให้ ‘ครูเดินสอน’ เด็กมาไม่ได้เราลงไปหาเด็ก ลงไปติดตาม ไปดูแล ไปช่วยเหลือในเรื่องของการเรียน เรื่องปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้ หรือเด็กบางคนที่เราพบว่าเขามีศักยภาพบางอย่างที่เราสามารถที่จะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศได้ เราก็จะส่งคุณครูลงไปพัฒนาเขาด้วย

สุดท้าย ‘เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตรอาชีพระยะสั้น’ เด็กสามารถที่จะไปเรียนรู้นอกห้องเรียนตรงไหนก็ได้ที่เด็กสนใจ เรื่องอะไรก็ได้ที่เด็กสนใจ แต่ของเราจะทำ MOU กับสารพัดช่างราชบุรี ที่จะมาสอนให้เด็กทุกวันอังคาร เด็กสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ซึ่งการจัดการศึกษาแบบนี้ เราพยายามเน้นย้ำว่า จริงๆ ทุกคนเป็นครูได้หมด เด็กไปเรียนรู้ที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นว่าต้องมาเรียนกับคุณครูที่โรงเรียน เรียนในห้องเรียน จึงจะเกิดการเรียนรู้ เรียนรู้ผ่านกิจกรรมประเพณี วัฒนธรรม ชุมชน โรงเรียนก็จะออกแบบการเรียนรู้เป็นหน่วยบูรณาการให้เด็กได้ทำกิจกรรม ให้ได้เกิดการเรียนรู้แล้วค่อยไปประเมินเด็ก”

ผอ.สุทิสา เชื่อว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม และเรียนรู้กับคุณครูเท่านั้น ในบางครั้งคุณครูก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ไม่ได้มีความถนัดในสิ่งที่เด็กสนใจ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงสามารถเป็นครูเด็กได้หมด เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องทำคือ การเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากนอกห้องเรียนกับมาตราฐานตัวชี้วัดตามหลักสูตรให้ได้ โดยใช้วิธีการประเมินร่วมกับคุณครูที่เป็นคุณครูภูมิปัญญา หรือสถานประกอบการที่เด็กไปเรียนรู้ หรือจะให้สถานประกอบการประเมินร่วมด้วย 

นอกจากนี้ ผอ.สุทิสายังมองว่า การจัดการศึกษาลักษณะนี้รองรับกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ด้วย 

“โรงเรียน มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีการประเมินความเสี่ยงของเด็ก ทุกต้นภาคเรียนคุณครูจะประเมินอยู่แล้ว ด้วยแบบประเมินต่างๆ ด้วยการลงไปเยี่ยมบ้าน ประเมิน SDQ (จุดแข็งและจุดอ่อน) EQ (ความฉลาดทางอารมณ์) เพราะฉะนั้นเราจะพบว่ามีเด็กบางคนที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา พอเราพบข้อมูลเหล่านี้ เราต้องรีบช่วย ก็ต้องเชิญผู้ปกครองมาคุย เชิญเด็กมาคุยกันว่า ถ้าการมาเรียนทุกวันแบบนี้ไม่ตอบโจทย์ หนูไม่ชอบวิธีการนี้ หรือหนูมีปัญหาอย่างนี้ ลองเปลี่ยนมาเรียนรูปแบบนี้ไหม ผู้ปกครองบางคนก็จูงมือกันมากับเด็ก มาขอว่าขอเปลี่ยนไปเรียนในรูปแบบนี้ได้ไหม แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กมีความพร้อม ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ขอกลับไปเรียนในรูปแบบปกติ”

เติมหัวใจความเป็นครู เพิ่มการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 

สิ่งสำคัญของการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นในมุมมองของผอ.สุทิสา คือ ‘ความคิดของคนที่จัดการศึกษา’ 

“ทำยังไงจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจากวิธีการเดิมๆ คืออะไรที่มันเดิมๆ แล้วมันอาจจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ถ้าเราปรับเปลี่ยนวิธีการมันอาจจะดีกว่า เปลี่ยนวิธีการใหม่ผลลัพธ์อาจจะดีกว่า

โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว การจัดการศึกษาคงไม่อยู่แค่ในรั้วโรงเรียน ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบๆ อีกแล้ว เพราะฉะนั้นคงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการศึกษาไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน 

แล้วหัวใจของการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น จะพยายามเน้นย้ำเลยว่า ยืดหยุ่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องบวกความเมตตาและหัวใจของความเป็นครูด้วย เพราะว่ายืดหยุ่นแต่ไม่เมตตามันก็ไปยาก เพราะฉะนั้นการเป็นครู คำว่า ‘ครู’ มันมากกว่าการให้ความรู้ ทำอย่างไรให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เราต้องใช้คำว่า ‘อย่างเท่าเทียม’ เพราะเด็กเขามีความแตกต่างระหว่างบุคคล คนไหนที่เขาไม่ได้ด้วยวิธีการนี้ที่เหมือนๆ กับเพื่อน ก็ต้องหาวิธีการอื่นให้เขา นี่คือคำว่า อย่างเท่าเทียม ในความหมายของเรา ทำให้ทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม แล้วก็จบการศึกษาได้”       

จากจุดเริ่มต้นจนปันจุบัน โรงเรียนเนกขัมวิทยาใช้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบมากว่า 4 ปีแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กโดยตรงนั้น ผอ.สุธิสา ยืนยันหนักแน่นว่า “เราไม่มีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเลยแม้แต่คนเดียว เด็กจบการศึกษาตามเวลาที่กำหนดและปลอด 0 ร. มส. ซึ่งการปลอด 0 ร. มส. มันคงไม่ใช่แค่การปล่อยเกรดหรืออะไร แต่การปลอด 0 ร. มส. มันเป็นผลมาจากการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น

ครูเองก็ได้เห็นวิธีการจัดการศึกษาที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่แค่อยู่ในห้องเรียน เพราะฉะนั้นพอครูเห็นวิธีการที่หลากหลาย มันสามารถเอามาปรับใช้กับเด็กได้ทั้งโรงเรียน แล้วก็เห็นการประเมินที่หลากหลายรอบด้าน ไม่ใช่แค่ข้อสอบอย่างเดียว บางครั้งเด็กไม่ถนัดในการเขียน ให้เด็กเล่าได้ไหม เด็กชอบคลิปวีดีโอ ทำยังไงให้เด็กถ่ายทอดผ่านคลิปวีดีโอมาได้ แล้วเราสามารถดึงศักยภาพในตัวเด็ก ดึงความรู้จากตัวเด็กมาได้มากขึ้น ก็เลยเป็นผลให้ 0 ร. มส. ค่อยๆ ลดลง แล้วก็หายไปในที่สุด 

ผู้ปกครองเองก็เปลี่ยนมายด์เซ็ตในเรื่องการศึกษา เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษามากขึ้น แล้วในขณะเดียวกัน ชุมชนก็เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษามากขึ้น และเริ่มมีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันในการจัดการศึกษามากขึ้น ในการดูแลเด็กในหลากหลายมิติ ซึ่งมันก็มีผลต่อตัวเด็กโดยตรง ทำให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา แล้วก็จบการศึกษา”

ท้ายที่สุด ผอ.สุทิสา บอกว่า “การจัดการศึกษาในวันนี้ไม่ใช่แค่โรงเรียนอย่างเดียว ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา แต่หน้าที่ในการจัดการศึกษาเป็นของทุกคนในชุมชน เราต้องช่วยกัน ต้องร่วมกันทุกขั้นตอนตั้งแต่การค้นหา การติดตามเด็ก การดูแลช่วยเหลือ การส่งต่อ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตรงนี้ทั้งหมด เพื่อที่จะประคับประคองเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นลูกหลานในชุมชนให้เขาจบการศึกษา พอเขาจบการศึกษาเขาจะมีทางเลือกในอนาคตที่มากขึ้น มันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเขา 

เมื่อคุณภาพชีวิตของเด็กดี คุณภาพชีวิตของครอบครัวดี คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนก็ดีขึ้น และสุดท้ายมันก็คือคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ”

Tags:

โรงเรียนเนกขัมวิทยาผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนการศึกษาที่ยืดหยุ่น

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Creative learning
    ‘Edsy AI Coach’ เปลี่ยนห้องเรียนอังกฤษให้ ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ ด้วยโค้ชส่วนตัวที่โต้ตอบได้เหมือนเจ้าของภาษา: ห้องเรียนเอไอ โรงเรียนบ้านบางกะปิ

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Unique School
    ‘ขาด ลา มาสาย’ เรื่องที่ครูต้องรู้มากกว่าการเช็กชื่อ: ถอดบทเรียนการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลเด็กทุกมิติของ ‘โรงเรียนบ้านกู้กู’ 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    ‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • unique-teacher-outside-the-box-nologo
    Unique Teacher
    โรงเรียน 4 ตารางวา แต่ขนาดหัวใจของครูใหญ่กว่า: ‘ครูติ๊ก- ชัชวาลย์ บุตรทอง’ พาเด็ก Drop Out กลับสู่โลกการเรียนรู้ที่ไม่ลิดรอนความฝัน

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

ทำไมต้องแก้กติกา? พา ‘การศึกษาไทย’ ไปพ้นจากกับดักเชิงโครงสร้าง เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทย: คุยกับ ‘ครูทิว’ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล
Social Issues
7 February 2026

ทำไมต้องแก้กติกา? พา ‘การศึกษาไทย’ ไปพ้นจากกับดักเชิงโครงสร้าง เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทย: คุยกับ ‘ครูทิว’ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล

เรื่อง ศากุน บางกระ

  • ปัญหาการศึกษาไทยจำนวนมากไม่ได้เกิดจากครู นักเรียน หรือผู้ปกครองเพียงลำพัง แต่ผูกโยงกับกติกา และโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากอยู่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดอำนาจ สิทธิ และขอบเขตการตัดสินใจของผู้คนในระบบการศึกษา
  • The Potential ชวนฟัง ‘ครูทิว’ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล จากกลุ่มครูขอสอน และ iLaw อธิบายเหตุผลที่เครือข่ายเชื่อว่า การลงประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือการเปลี่ยนชีวิตครูและเด็ก เพื่อปลดล็อกกับดักเชิงโครงสร้างในระบบการศึกษาไทย
  • การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับการเลือก ‘รถ’ ว่าเราอยากได้สเปกแบบไหน ขณะที่รัฐธรรมนูญคือ ‘ถนน’ หรือกติกาสูงสุดที่กำหนดทิศทางชีวิตของทุกคน หากถนนที่เราต้องใช้เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ต่อให้เราเลือกรถใหม่ที่ดีเพียงใด ก็ยากที่เราจะไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น

“กติกาที่ถูกออกแบบไว้ หลายๆ ครั้ง โดยที่เราไม่รู้ตัว เราถูกทำให้รู้สึกว่า ตัวเองเนี่ยช่างตัวเล็ก ไร้เสียง ไร้อำนาจซะเหลือเกิน” ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือ ‘ครูทิว’ ได้กล่าวไว้ในวงเสวนา TEP Talk ‘กาเพื่อเปลี่ยนประเทศไทย การศึกษาใหม่ เป็นไปได้’ ที่จัดโดยภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย 

ไม่ใช่แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว แต่ตลอดการชวนคุยร่วมกับตัวแทนภาคการศึกษาครั้งนี้ ครูทิวชวนให้เราเห็นว่า หลายครั้งปัญหาในระบบการศึกษาไม่ได้เกิดจากความไม่ตั้งใจของครู นักเรียน หรือผู้ปกครองเพียงลำพัง แต่ผูกโยงอยู่กับ ‘กติกา’ ที่กำหนดอำนาจ สิทธิ และการตัดสินใจของทุกคนในระบบอย่างฝังรากลึก

“มาตรา 54 รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” คือหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ครูทิวตั้งข้อสังเกตต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เพราะนั่นหมายความว่า การศึกษาไม่ได้เป็น ‘สิทธิ’ ที่มีในรัฐธรรมนูญ แต่เป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อข้อจำกัดของประชาชนในการเรียกร้องและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา

The Potential ชวนฟังคำอธิบายของครูทิว ตัวแทนจากกลุ่มครูขอสอนและ iLaw ว่า เหตุใดเขาและเพื่อนๆ ในเครือข่ายจึงเชื่อว่า การออกไปลงเสียงประชามติ ‘เห็นชอบ’ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นการกาเพื่อเปลี่ยนชีวิตครูและเด็ก และที่สำคัญคือ กาเพื่อเปลี่ยน ‘กติกา’ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อก ‘กับดักเชิงโครงสร้าง’ ที่ฝังอยู่ในระบบการศึกษาไทย

Q: การออกแบบรัฐธรรมนูญส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างไร

A: ประเด็นเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพได้ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่เมื่อเราเห็นว่ามันมีปัญหา เราจะมีสิทธิเรียกร้องอย่างไรในเมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับปี พ.ศ. 2560) มันไม่ได้ถูกเขียนไว้ให้เป็น ‘สิทธิ’ แต่เป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ ถ้ารัฐจัดมายังไงก็ตามนั้น อันนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปในรัฐธรรมนูญปี 60

เรื่องอำนาจนิยมที่มีอยู่ ก็มีหลายๆ ประเด็น ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นเรื่องทรงผม เนื้อตัว ร่างกายของเด็กที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ แต่สิ่งที่โรงเรียนกำลังทำ หรือสิ่งที่ระบบกำลังเป็นอยู่เนี่ย จริงๆ แล้วมันขัดกับสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้ให้ไว้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า ถ้าในระดับใหญ่สุด คือ รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวระบุเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ระบุเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสถาบันทางการเมืองของรัฐ มันก็จะมาช่วยซัพพอร์ต ช่วยเป็นหลังพิงให้กับให้กับเด็กๆ ให้กับผู้ปกครองในหลายๆ ส่วน

ส่วนอื่นๆ อาจจะเป็นรายละเอียดที่คงไม่ได้แตะไปที่รัฐธรรมนูญโดยตรง แต่อาจจะไปอยู่ที่ พรบ.การศึกษาฯ หรือจะไปอยู่ที่กฎกระทรวง หรือไปอยู่ที่ระเบียบต่างๆ ที่ออกมา เพราะว่าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐบาล หรือโรงเรียนเอกชน โรงเรียนอะไรก็แล้วแต่..ที่จัดการศึกษา มันคือบริการสาธารณะที่รัฐให้อำนาจในการจัด หมายความว่า รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการให้การศึกษากับประชาชน ให้กับเด็ก ให้กับเยาวชน แล้วก็โรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ใช้อำนาจนั้นผ่านที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า ทุกๆ อย่างที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพครู คุณภาพหลักสูตร หรือแม้แต่เรื่องบทลงโทษ กฎเกณฑ์ต่างๆ มันพันกับกฎระเบียบยิบๆ ย่อยๆ และอำนาจที่ผ่านมาทางรัฐ ซึ่งเราก็จะเห็นความสัมพันธ์เรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมายอย่างเช่น พรบ.การศึกษาฯ พรบ.ระเบียบข้าราชการครูฯ พรบ.ระเบียบกระทรวงศึกษาฯ เป็นต้น แล้วก็สุดท้าย สิ่งที่มันอาจจะนอกเหนือ แต่ไม่ได้บอกว่า มันไม่เกี่ยวกันนะ ก็คือ ‘วัฒนธรรม’ หมายความว่า วัฒนธรรมที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอำนาจ หรือบางอย่างที่เป็นความเคยชินที่ทำกันมา มันอาจจะไม่ได้ถูกเขียน หรือถูกระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่มันถูกถ่ายทอดส่งต่อกัน ตัวรัฐธรรมนูญ หรือตัวกฎหมายอื่นๆ ระบบการเมืองในประเทศมันก็ส่งผล 

ผมยกตัวอย่างเช่นการที่ทำไมเรายังเห็นครูใช้ความรุนแรง หรือกล้อนผม หรือลงโทษอยู่ ล่าสุดก็ยังมีข่าวเรื่องสั่งนักเรียนลุกนั่ง มันแปลกที่เรื่องไหนๆ บนโลกนี้ก็แล้วแต่ ที่ยังมีคนทำอะไรบางอย่างที่ผิดและยังทำได้อยู่ ทำอยู่เรื่อยๆ เพราะเขาเชื่อว่า เขาทำได้ เพราะเขาเชื่อว่า เขามีอำนาจที่จะทำ ชอบธรรมที่จะทำ หรือทำแล้วลอยนวลพ้นผิดได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นวัฒนธรรมที่ถูกถ่ายทอดมาจากตัวระบบโครงสร้างอำนาจ ความสัมพันธ์ทางการเมือง กฎหมายของประเทศ เช่นเดียวกันมันอาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันส่งผลต่อวิธีคิด ต่อวิธีการของเรา

…ส่วนหลักการวางกลไกหรือวางกติกาที่จะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพนั้น หมายถึง มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุล มีรัฐบาลที่เข้มแข็งมากพอที่จะผลักดันนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เวิร์กหรือไม่เวิร์ก..ก็มาว่ากัน แต่ประเด็นก็คือ มันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ถูกเปลี่ยน ถ้าเอาแค่เลือกตั้งสองครั้งล่าสุด ก็คือหกปีกว่าๆ เรามีรัฐมนตรีทั้งหมดสี่คน ก็ตกประมาณคนละปีครึ่ง ผมยกตัวอย่างเล็กๆ เลยก็ได้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ทำไมมีงูเห่า มีกรณีที่มีการย้ายพรรค เปลี่ยนขั้ว ย้ายข้าง แล้วทำให้รัฐบาลมันพลิกได้ง่าย เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ แต่ถ้าย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 ปี 50 มันไม่เปิดช่อง หมายความว่า ถ้าขับออกก็คือ คุณพ้นสภาพเลย แต่อันนี้รัฐธรรมนูญ ปี 60 ขับออกแล้ว คุณมีเวลา 30 วัน ไปหาพรรคใหม่ แล้วก็ย้ายพรรคได้ เห็นมั้ย แค่เรื่องเล็กๆ แค่นี้ แค่ยกตัวอย่างว่า การเขียนถ้อยคำ หรือการวางกติกา กลไก ต่างๆ มันส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง หรือแม้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ องค์กรอิสระ ส.ว. หรือองค์กรอิสระที่มีอำนาจมาก และไม่ยึดโยงกับประชาชน สามารถที่จะล้มเสียงของประชาชนไปได้ อันนี้ผมก็คิดว่า เป็นคีย์สำคัญต่อเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง

Q: รัฐธรรมนูญมีผลต่อทิศทางการศึกษาของประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียนอย่างไร

A: รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีปัญหาประเด็นเรื่องกระจายอำนาจที่ถูกมองว่า ‘ไม่ได้เน้นเรื่องกระจายอำนาจ’ เผลอๆ ไม่มีเรื่องของการกระจายอำนาจเลย ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่พยายามจะกระจายอำนาจไปยังไปยังท้องถิ่น 

แน่นอนว่ามันพอเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร รัฐราชการรวมศูนย์ก็มักจะเข้มแข็งมากขึ้นไปด้วย ตัวศึกษาธิการจังหวัดที่งอกมาหลังจากรัฐประหารก็เป็นอีกผลผลิตนึง ผลพวงเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ 60 ก็คือมาจากการรัฐประหาร สร้างความสับสนหรือความลักลั่นทางอำนาจ แล้วก็พยายามจะแก้ไปแก้มา ดึงอำนาจบุคคลไปเขตพื้นที่ ดึงอำนาจบุคคลกลับ สุดท้ายแล้วที่ พรบ.การศึกษา ปี 42 บอกว่า ให้กระจายอำนาจไปยังสถานศึกษาเขตพื้นที่ ผมก็ไม่แน่ใจว่า สามารถพูดคำว่า กระจายอำนาจได้จริงๆ ไหม มันตัดสินใจได้ขนาดไหน ตัดสินใจเองได้ แต่สุดท้ายต้องรออะไรบางอย่างจากส่วนกลางอยู่ดี หรือตัดสินใจได้ แต่ทรัพยากรไม่มี อย่างนี้เป็นต้น 

จะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไงมันก็คงต้องพูดทั้งในระดับตัวรัฐธรรมนูญเองก็ดี หรือตัว พรบ.การศึกษาฯ เองก็ดี แล้วในประเด็นเรื่องการศึกษาหลายๆ กรณีมันเกิดขึ้นอยู่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากตัว พรบ.การศึกษาฯ หรือกฎหมายการศึกษาอื่นๆ ที่เราจะพูดถึง มันไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หมายถึงว่าโรงเรียนไม่ได้ดำเนินด้วยกฎหมายการศึกษาเพียงอย่างเดียว มันมีระบบราชการที่ครอบอยู่ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องพัสดุ เรื่องอะไรต่างๆ ที่ยังครอบโรงเรียนอยู่แล้วทำให้เกิดภาระงาน เกิดปัญหา พวกนี้ก็ควรที่จะถูกแก้ไปด้วยหรือเปล่า

ถ้าเราพูดการปฏิรูประบบการศึกษา อาจจะต้องพูดถึงปฏิรูประบบราชการไปด้วยหรือเปล่า เพื่อที่จะปลดล็อกให้โรงเรียนทำแบบที่ควรจะเป็นได้ เป็นไปได้ไหมที่โรงเรียนขนาดเล็กจะให้ครูทำหน้าที่สอนอย่างเดียวแล้วมีผู้จัดการคนนึงเหมือนมีผู้จัดการหอที่ทำทุกอย่าง แต่คนทำทุกอย่างนั้นคือไม่ได้ทำหน้าที่สอน คอยดูแลทั่วๆ ไป หรือเขตก็ได้ หรือเทศบาล สมมุติว่าโรงเรียนเนี่ยครูก็ดำเนินการของตัวเองไป มีคนดูแลทั่วไป แล้วถ้ามีปัญหาอะไรที่มันเกินมือ จะให้อำนาจเขตพื้นที่ก็ได้ หรือให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ เข้ามาเป็นคนทำให้ แล้วก็ใช้เหมือน Traffy Fondue ส่งเข้าไปในระบบ โรงเรียนไม่ต้องมาทำเรื่องพัสดุ เรื่องอะไร แค่มีข้อมูลหลักฐานในการแจ้งเข้าระบบไปแล้ว คนที่มีอำนาจรับผิดชอบก็วิ่งเข้ามาจัดการให้ ส่วนหน่วยงานนั้นจะเป็นคนเบิกจ่ายอะไรต่างๆ ว่ากันไปในขอบเขตอำนาจของตัวเอง 

ด้วยสภาพด้วยระเบียบด้วยกติกาด้วยวิธีการที่เราเป็นอยู่มันทำให้เราไม่สามารถจินตนาการถึงวิธีการใหม่ๆ หรือว่านวัตกรรมใหม่ๆ ในการบริหารจัดการได้เลย ตอนนี้คิดได้แต่ติดระเบียบ อันนั้นติดล็อกอันนี้ ให้อำนาจไว้เดี๋ยวกลัวจะผิดระเบียบ หรือบางหรือเรื่องตลกก็คือระเบียบอนุญาตให้ทำแต่ไม่มีใครกล้าทำ

สุดท้าย คือ ทิศทางในการพัฒนาประเทศ จะ OECD (องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ก็ดี หรือทิศทางแนวทางการศึกษาที่จะมีเทรนด์มาทุกสองปี ห้าปี อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้ทิศทางการศึกษาของประเทศรวมถึงมิติอื่นๆ ของประเทศอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว และจะดำเนินนโยบายที่ขัดหรือหรือออกนอกลู่นอกทางจากยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ และคำถามคือ โลกมันเปลี่ยนทุกวัน ยุทธศาสตร์ชาตินี่ร่างมา ChatGPT ยังไม่มีเลย แล้วเราจะไปทำขับเคลื่อนนโยบายหรือปรับเปลี่ยนอะไรที่จะทันโลกได้ไหม ถ้าเป้าหมายเดิมมันมันถูกกำหนดไว้ตั้ง 20 ปี ที่มันแช่แข็งประเทศไว้อยู่ อันนี้ก็เป็นปัญหานึงที่พ่วงมากับรัฐธรรมนูญปี 60 เหมือนกัน

Q: รัฐธรรมนูญใหม่จะช่วยให้ชีวิตครูและชีวิตเด็กดีขึ้นได้อย่างไร

A: มีบางสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ และในฉบับนี้ (ปี 60) ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็มีสิทธิบางประการที่เคยมีในฉบับก่อนๆ แต่ฉบับนี้หาย หรือเคยมีในฉบับก่อนๆ แต่ฉบับนี้ไปเขียนเป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ ซึ่งน้ำหนักของการที่มันเป็นสิทธิที่มันอยู่กับตัวประชาชน อำนาจมันอยู่ที่เรา ไฟมันอยู่ที่เรา เราอยากจะใช้มันทำอะไร หรือเราจะเรียกร้องมัน เพราะมันเป็นสิทธิของเรา น้ำหนักจะเยอะกว่า แต่ในขณะที่หน้าที่ของรัฐก็คือ ไฟมันไปอยู่ที่รัฐ รัฐจะจุดให้ใคร จะให้ใครเท่าไหร่ อันนี้มันขึ้นอยู่กับรัฐ แล้วก็สุดท้ายก็คือ สิทธิที่ไม่เคยมีเลยทั้งในฉบับก่อนและฉบับปัจจุบัน แต่ตรงนี้ถ้าเราจินตนาการถึงมัน ในอนาคตเราอาจจะใส่ไปในรัฐธรรมนูญก็ได้ 

เช่น ผู้ยากไร้ได้รับการบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างนี้มีอยู่แล้ว ขีดเส้นใต้คือ ผู้ยากไร้ คือ คุณต้องยากไร้ แต่พอไปบอกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการอย่างเหมาะสมและได้มาตรฐาน เคยมีในปี 40 ปี 50 แต่ปี 60 ไม่มี สิทธิของเกษตรกรที่จะได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม อันนี้ไม่เคยมีเลย

สิทธิแรงงานจะได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ สิทธินี้เคยมีในฉบับก่อนๆ แต่ฉบับปัจจุบันเปลี่ยนถ้อยคำเป็นแค่ ‘เหมาะสมแก่การดำรงชีพ’ ซึ่งคือการดำรงชีพของใครก็ไม่รู้ คือบางคนอาจจะคิดว่า ก็แค่คำ ประโยค ไม่เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันส่งผลต่อการออกกฎหมายอื่นๆ ต่อการเรียกร้องสิทธิบางอย่างของประชาชน

สิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน ไม่มีในปี 60 แต่ไปเขียนเป็นหน้าที่ของรัฐ สิทธิผู้บริโภคร้องเรียนให้รับการเยียวยา เคยมีในฉบับปี 50 แต่หายไป คำว่า สิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย…หายไป

สิทธิได้รับการศึกษาฟรี 12 ปี เคยเป็นสิทธิในฉบับปี 40 และปี 50 แต่ฉบับนี้มาเปลี่ยนเป็น ‘หน้าที่ของรัฐ’ แถมเปลี่ยน ใส่ถ้อยคำว่า ‘ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ’ สิ่งที่น่าสนใจ คือ อาจจะเป็นทั้งข้อดี คือมันไปเริ่มก่อนวัยเรียน อันนี้ดี เห็นด้วยว่ามันควรเริ่มเร็วขึ้น แต่ปัญหาก็คือพอมันบอกว่า 12 ปี แล้วถึงภาคบังคับ แปลว่า จบ ม.3 นะ คือ หลายคนอาจจะบอกว่า ทุกวันนี้เด็กม.ปลาย ก็ได้เงินอุดหนุน ได้เงินเรียนฟรี ปวช.ก็ได้ แต่ถ้าวันนึงรัฐบาลจะยกเลิกนโยบายนี้ ซึ่งผมคิดว่า ไม่มีใครกล้ายกเลิกหรอก แต่ถ้ายกเลิกหรือมันลดน้อยถอยลง หรือมันหายไป ประชาชนก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องนะ เพราะว่าหน้าที่ของรัฐ เขาระบุไว้แค่นี้ อันนี้ที่ผมคิดว่า ส่งผลต่อเรื่องการศึกษา ต่อการเข้าถึงโดยตรง ดังนั้นอาจจะไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว แต่เราอาจจะฝันถึงถ้อยคำที่ระบุถึงว่า มันเป็นสิทธิของประชาชน แล้วมันอาจจะดีและครอบคลุมมากกว่านี้

…สิทธิในการรวมกลุ่มแรงงาน เสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสหภาพ โอเค อันนี้มีในรัฐธรรมนูญ แต่สิทธิในการที่ข้าราชการจะรวมกลุ่ม เคยมีในฉบับปี 40 ปี 50 แต่ปี 60 ไม่มี อย่างกลุ่มครูขอสอนรวมกลุ่มกัน จะโพสต์ จะสะท้อนเสียงอะไรก็ได้แหละ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ถ้ารัฐลิดรอน หรือรัฐห้ามเราทำ เราไม่มีหลังพิงเลย เพราะรัฐธรรมนูญมันคือหลังพิงของเรานะครับ

พอคุยเรื่องนี้ (การแก้รัฐธรรมนูญ) จะเห็นว่า คนก็จะไปพูดเรื่อง ส.ส. ที่มา ส.ว. การเมือง นู่นนี่นั่น แต่นี่คือ ‘สิทธิ’ มันคือเนื้อตัวของเรา มันคือชีวิตของเราในชีวิตประจำวันที่ถูกรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญ แล้วประเด็นคือ จะเกี่ยวกันกับการศึกษายังไง คือมันก็มีประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง มีประเด็นโดยอ้อม ก็คือเรื่องคุณภาพชีวิต ถามว่า ทุกวันนี้ครูทำงานกับเด็ก เด็กอยู่กับผู้ปกครอง แต่เวลาที่เราต้องการความร่วมมือจากผู้ปกครอง มีประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองมาไม่ได้ ลาไม่ได้ ทั้งๆ ที่การลาควรเป็นสิทธิแรงงาน ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ทำไมไทยดูไม่ค่อยให้ความสำคัญเลย หรือจริงๆ แล้วมันควรจะรับรองสิทธิเรื่องนี้ไว้ สิทธิแรงงาน การได้รับค่าแรงที่เป็นธรรม หรือสิทธิในการลาหยุดเพื่อมาดูแลลูก อะไรอย่างนี้ก็ส่งผลต่อการทำงานของครู ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเด็ก ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ปกครอง ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ส่งผลต่อการทำงานของครู …เหล่านี้คือสิ่งที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แต่ถูกเอาออกไป

ในการเสวนาครั้งนี้ ครูทิวชี้ให้เห็นถึง ‘กับดักเชิงโครงสร้าง’ จำนวนไม่น้อยจากรัฐธรรมนูญที่เข้ามาเกี่ยวพันกับระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกับดักของกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาและองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน กับดักของโครงสร้างรัฐราชการรวมศูนย์ กับดักยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับดักเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองที่ทำให้นโยบายการศึกษาไม่อาจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกับดักการลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

เมื่อชวนมองโครงสร้างเหล่านี้แล้ว ครูทิวได้เปรียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับการเลือก ‘รถ’ ว่าเราอยากได้สเปกแบบไหน ขณะที่รัฐธรรมนูญคือ ‘ถนน’ หรือกติกาสูงสุดที่กำหนดทิศทางชีวิตของทุกคน หากถนนที่เราต้องใช้เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ต่อให้เราเลือกรถใหม่ที่ดีเพียงใด ก็ยากที่เราจะไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น

หากเรายังไม่ตั้งคำถามกับกติกานี้ การปฏิรูปการศึกษาอาจยังคงติดหล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความฝันเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ ก็อาจยังอยู่ไกลเกินจริง

Tags:

ครูโรงเรียนการศึกษากฎหมายการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

Author:

illustrator

ศากุน บางกระ

อดีตนักข่าวไลฟ์สไตล์ที่ไม่อยากลืมงานเขียน

Related Posts

  • Life Long LearningTransformative learning
    ‘Lifelong Learning’ เรียนรู้จากประสบการณ์ รากฐานสู่ความงอกงามของชีวิต: ศ. นพ.วิจารณ์ พานิช

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Social Issues
    ไม่ยุบ ไม่ควบรวม แต่ร่วมกันพัฒนา ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ ของชุมชน เพื่อโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    ระบบการศึกษาที่ “อะไรอะไรก็ครู” ไว้ก่อน

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Learning Theory
    กล้าพอไหม? ที่จะสร้างระเบียบโลกใหม่จากในโรงเรียน (Dare the school build a new social order?)

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • Grit ทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เด็กอึด ฮึด และไปถึงเป้าหมายในระยะยาว ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI
  • Hoppers: โลกไม่ได้ต้องการ ฮีโร่ แต่ต้องการมนุษย์ที่มี Empathy
  • เด็กไทยโตไม่ทันโลก? เปิดผลการวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี ชี้จุดอ่อนการพัฒนาด้านสติปัญญาและทักษะการคิด: รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
  • ปราชญ์แห่งธนู: คู่มือชีวิตที่บอกว่า การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร และทำทุกสิ่งอย่างครบถ้วนนั้นเพียงพอแล้ว
  • เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel