‘365 วัน บ้านฉันบ้านเธอ’ ซีรีส์ที่อยากชวนพ่อแม่และลูกวัยรุ่นมานั่งดูด้วยกัน

  • คุยกับ แคลร์ จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้กำกับซีรีส์ 365 วัน บ้านฉันบ้านเธอ ที่ใช้วัตถุดิบความคิดอ่าน ประสบการณ์ และความเชื่อส่วนตัวต่อความเป็น “ครอบครัว” มาบอกถ่ายทอดให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ต่างอยู่ในบทบาทลูก และบ้างอาจเป็นพ่อแม่ให้อยู่ร่วมกันอย่างไม่รัดรึง เอื้ออาทร และสมจริงกับความเป็นมนุษย์ของกันและกันมากขึ้น
  • “กับแม่มุก เราตั้งใจให้เขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความรักได้ อกหักได้ เห็นแก่ตัวได้ ตัดสินใจผิดพลาดได้ เราอยากเห็นตัวละครแม่แบบนี้บ้างในสื่อไทย เพราะหวังว่าแม่บางคนที่ดูเรื่องนี้อยู่จะรู้สึกว่าชีวิตเขามันไม่ได้หนักหนา มันโอเค เขามีเพื่อนนะ”
เรื่อง:  ภาพพิมพ์  พิมมะรัตน์
ภาพประกอบ: ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์, GDH

Romantic – Family คือนิยามที่ทีมงานใช้พาดหัวซีรีส์ 365 วัน บ้านฉันบ้านเธอ ซีรีส์เรื่องล่าสุดจากค่าย GDH  ที่นำแสดงโดยสาวๆ ไอดอล BNK48 บอกเล่าเรื่องราวของบ้านแม่มุก (แสดงโดย แหม่ม – แคทลียา) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อยู่กับลูกสาววัยรุ่นห้าคน กับ บ้านพ่อตั้ม (แสดงโดย ดู๋ – สัญญา) คุณพ่อหม้ายลูกสอง เมื่อพ่อกับแม่ทั้งสองบ้านรักและอยากแต่งงานกัน แต่ไม่แน่ใจว่าลูกๆ จะเข้ากันได้ไหม เลยเกิดข้อตกลงว่าถ้าทั้งสองบ้านอยู่ด้วยกันได้ครบหนึ่งปี พ่อแม่ของเราจะได้แต่งงานกัน นอกจากลุ้นกับความรักครั้งใหม่ของวัยพ่อแม่แล้ว ยังมี Easter egg หรือสิ่งที่ทีมเขียนบทซ่อนไว้ในคำว่า Romantic – Family คือคำถามที่ท้าทายว่า… 

“คนที่กำลังจะมาเป็นพี่น้องกัน สามารถรักกันได้ไหม?” 

สารภาพตามตรงว่าเราเองไม่ได้สนใจซีรีส์เรื่องนี้ในทีแรกด้วยภาพของวัยรุ่นสาวหลายคนที่ไม่ใช่จริตเรานัก บวกกับอคติว่าปมความรักต่างๆ ก็คงจะจบแบบง่ายๆ ตามสไตล์หนังละครทั่วไป (มั้ง) 

และหากวันนั้นเพื่อนไม่ชวนให้นั่งดูด้วยกัน เราคงกดข้ามเรื่องนี้ไป

คงเป็นฉากคุณพ่อนั่งเป่าผมให้ลูกสาว พร้อมพูดว่า “ลูกจำกฏของบ้านเราได้ไหม ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเราจะไม่โกหกกัน เราจะพูดความจริงเสมอ” ในวันนั้นที่ทำให้เราอยากตามดูซีรีส์เรื่องนี้ต่อ

อาจจะเป็นเพราะเราเชื่อเหลือเกินว่าการพูดความจริงคือทางออกของทุกปัญหา แต่ในพื้นที่ของครอบครัว ที่ที่ทุกคนรักกัน “ฉันคิดถึงความสุขของเธอก่อน*” นั้นก็จริงเสมอเช่นกัน การโกหกสีขาวจึงถูกหยิบมาใช้บ่อยครั้งกว่าจนเกิด conflict จากการที่ทุกคนรักกัน แล้วเราควรจัดการกับความจริงแบบไหน ในวันที่ความสุขของฉันอาจจะไม่ใช่ความสุขของเธอ แล้วเราจะมีความสุขไปพร้อมกันได้อย่างไร คืออีกโจทย์หนึ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้หยิบยื่นให้คนดู ทั้งในฐานะพ่อ แม่ ลูก เพื่อน และคนรัก

ประเด็นครอบครัวที่ถูกนำเสนอในมุมมองที่ไม่ค่อยได้เห็นมากนักในละครไทย การพูดถึงปัญหาวัยรุ่นแบบไม่ฟูมฟาย และบทสนทนาในครอบครัวที่แสนเรียบง่ายแต่กลับเรียกน้ำตาได้ในหลายอีพี วันนี้เราเลยขอมาคุยกับแคลร์ จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้กำกับเเละหัวหน้าทีมเขียนบท เพื่อทำความรู้จักบ้านแม่มุกและบ้านพ่อตั้มให้มากขึ้น รวมทั้งมาสำรวจบ้านของหัวใจในการทำซีรี่ย์เรื่องนี้ของเธอด้วย 

เกริ่นเรื่องของแคลร์สักนิดก่อนเข้าเรื่อง แคลร์คือผู้กำกับหนังสั้นมือรางวัล งานหนังสั้นของเธอคว้า 3 รางวัลช้างเผือก อันเป็นรางวัลสูงสุดในการประกวดหนังสั้นระดับอุดมศึกษาและนี่เป็นสถิติที่ยังไม่เคยมีใครล้มได้ ก่อนหน้านี้เธอเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Homestay (2561) ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับเต็มตัวครั้งแรกกับซีรีส์เรื่องนี้ 

แคลร์เล่าให้เราฟังว่าจุดเริ่มต้นในการทำงานสายภาพยนตร์เกิดจากการที่เธอชอบดูละครกับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก แม้ในวัยนั้นเธอยังไม่คิดว่าตัวเองจะได้ทำ แต่ด้วยความเป็นคนเชื่อในเซนส์ของตัวเอง ไม่ชอบทำแบบที่ใครบังคับหรืออยากให้ทำ บวกกับพ่อแม่ก็เชื่อในตัวเธอ แคลร์จึงเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ นั่นคือคณะนิเทศน์ศาสตร์ในรั้วจามจุรี ที่ที่ทำให้เธอได้เจอสิ่งที่เธออยากทำในชีวิต 

อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำซีรีส์เรื่องนี้

คนชอบคิดว่าการดูละครก็แค่เพื่อความบันเทิง แต่เราเชื่อจริงๆ ว่ามันมีอะไรบางอย่าง มีข้อมูลบางอย่างที่ละครส่งมาแล้วมันฝังอยู่ในตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น กรณีข่มขืนแล้วรักกัน เราดูสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ดูซ้ำๆ จนบางทีบางคนเขาอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่โอเค เราเลยไม่อยากทำอะไรที่สร้างค่านิยมที่ผิดให้กับคนดู สิ่งนี้คือสิ่งที่เราตระหนักอยู่ตลอดเวลาในการทำงาน เราอยากสร้างความคิดที่ดีให้คนดูเขาได้ซึมซับกับเรื่องนี้ไป ให้มันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เขาได้เห็น  

อย่างเรื่องนี้เราพูดถึงครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบตามค่านิยม ‘พ่อแม่ลูกแล้วทุกคนแฮปปี้’ เรื่องนี้คือครอบครัวที่แตกกัน เขาผ่านการหย่าร้าง ผ่านปัญหามาแล้วเขาพยายามที่จะ move on จนเกิดครอบครัวแบบใหม่ เป็นโมเดิร์นแฟมิลี 

สมัยนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น น่าจะมีเด็กหรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีประสบการณ์แบบนี้เยอะ เลยอยากพูดถึงครอบครัวแบบนี้บ้าง อยากให้คนที่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาดูแล้วรู้สึกว่าเขามีเพื่อนที่เข้าใจสิ่งนี้นะ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดอะไรที่คุณจะไม่ประสบความสำเร็จในความรักหรือว่าครอบครัวแตกแยก มันไม่ใช่เรื่องหน้าอาย มันเป็นความจริงของมนุษย์ ที่เราต้องรับผิดชอบกับมันแล้วใช้ชีวิตกันต่อไป  

แล้วเนื้อเรื่องนี้มันเกี่ยวกับครอบครัวของแคลร์บ้างไหม

เรื่องนี้มันมาจากแม่เราเยอะเหมือนกัน พ่อแม่เราแยกทางกันสมัยมัธยม ซึ่งเรารู้สึกว่าแม่เองก็ไม่ได้อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น พยายามปิดบัง มีความยื้อเพื่อคงอยู่ในความสัมพันธ์นี้ ขณะที่เราในฐานะลูกกลับรู้สึกว่ามันโอเคถ้าคุณจะแยกทางกัน ถ้าคุณไม่รักกันแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อลูก เพราะยิ่งอยู่ต่อไปเราก็ยิ่งต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่มันไม่ดี แล้วคำว่าครอบครัวในหัวเรามันจะยิ่งไม่ดี 

เรารู้สึกว่าแม่ในยุคหนึ่งมีความเชื่อว่าเขาต้องเป็นแม่และเมียที่ดี การที่ชีวิตครอบครัวล้มเหลวเป็นเรื่องผิดต่อการเป็นผู้หญิงคนหนึ่งมาก ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่เลย เราอยากให้เขาเปลี่ยนความคิดและเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิที่จะ move on ไปมีใครใหม่ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ 

จากในซีรีส์ เราจะเห็นว่าคาแรกเตอร์ของแม่มุกและพ่อตั้มแตกต่างจากแม่ที่เห็นในละครทั่วไป อะไรคือแรงบันดาลใจ

กับแม่มุก เราตั้งใจให้เขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความรักได้ อกหักได้ เห็นแก่ตัวได้ ตัดสินใจผิดพลาดได้ เราอยากเห็นตัวละครแม่แบบนี้บ้างในสื่อไทย เพราะหวังว่าแม่บางคนที่ดูเรื่องนี้อยู่จะรู้สึกว่าชีวิตเขามันไม่ได้หนักหนา มันโอเค เขามีเพื่อนนะ

พอเรามีตัวละครในบ้านแม่มุกที่โกลาหลประมาณหนึ่ง แม่ลูกบ้านนี้เขาผ่านเรื่องราวลำบาก ผ่านอะไรกันมาเยอะมากๆ เราเลยคิดว่าถ้าเขาจะเริ่มต้นใหม่กับใครอีกครั้ง อีกครอบครัวหนึ่งมันต้องไม่ใช่แบบเดียวกัน มันต้องเติมเต็มบางอย่างให้กัน ซึ่งจะเห็นว่าฝั่งบ้านแม่มุกเขาจะไม่ค่อยคุยกัน เราเลยอยากเห็นครอบครัวที่เขาคุยกัน  

บ้านพ่อตั้มเลยเป็นบ้านที่คุยกัน เขาเลี้ยงดูกันแบบเพื่อน พ่อไม่ได้วางตัวห่างกับเด็ก มีอะไรเขาคุยกันหมด เรารู้สึกว่ามันเป็นครอบครัวที่ดีจังเลย ในบ้านพ่อตั้มเขาจะมีกฎว่า “ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เราจะไม่โกหกกัน เราจะพูดความจริงเสมอ” พอมันเกิดการคุยกัน มันเลยไม่ได้มีปัญหาอะไร หรือถ้ามีปัญหาบ้างก็คุยกัน พอเข้าใจกันก็ก้าวไปต่อได้

บ้านพ่อตั้มคือครอบครัวแบบที่อยากเห็น ?

ใช่ๆ บ้านพ่อตั้มคือภาพครอบครัวที่เราอยากนำเสนอให้สังคมเห็น สิ่งที่เราอยากให้คนดูคือสิ่งที่พ่อตั้มคุยกับลูก

เรื่องที่พ่อตั้มพูดคือเรื่องที่เราอยากให้พ่อแม่คุยกับลูกจริงๆ เป็นตัวละครที่เราอยากให้พ่อแม่เป็นแบบนี้ ให้พ่อแม่เปิดใจคุยกับลูกอย่างเป็นตามธรรมชาติ 

ซึ่งมันไม่ได้เป็นความตั้งใจแต่แรกก่อนเขียนบทนะ แต่พอเราเขียนไปมันกลายเป็นว่าเราเรียนรู้ความสัมพันธ์ในแต่ละบ้านไปเอง ตัวละครต่างเรียนรู้ในแบบของกันและกัน เราก็เรียนรู้ไปกับตัวละครด้วย

นอกจากความรักของคู่พ่อแม่แล้ว มันมีความรักของลูกๆ ที่มาเป็น conflict ของเรื่อง ไอเดียนี้มาจากไหน

ส่วนตัวเราชอบดูความรักที่มันผิดที่ผิดทาง ซึ่งไออะไรแบบนี้เรารู้สึกว่ามันจริง เราจะอินกับอะไรแบบนี้มากกว่าหนังที่ความรักมันง่ายๆ เราเลยชอบโมเมนต์อะไรแบบนี้ก็เลยคิดพลอตนี้ขึ้นมา 

ความตั้งใจแรกของเราคืออยากทำซีรีส์ที่ตัวละครรักกัน ตัวอย่างเช่น เรื่อง Reply 1988 ซึ่งเป็นซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องครอบครัวที่ทุกคนรักกัน แล้วเราอินมาก ร้องไห้หนักมาก ที่เรื่องต่างๆ เกิดขึ้นเพราะทุกคนรักกันทั้งหมดแล้วทำเพื่อกันและกัน มันเรียล มันไม่ได้น้ำเน่า แล้วความรู้สึกที่เราได้รับมันดีอะ เหมือนเราดูอะไรที่มันโหดร้ายมาเยอะ พอมาดูอะไรแบบนี้เเล้วจิตใจเราพองโต แต่พอหันกลับมาดูละครไทยแล้วมันไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้ เราเลยรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาส เราอยากทำอะไรแบบนี้ แล้วพอโอกาสมันเข้ามาพอดี เราเลยอยากไปทางละครที่ดูแล้วจิตใจพองโตบ้าง เลยอยากทำซีรีส์ครอบครัวที่ไม่มีตัวร้าย แต่ว่าทุกคนรักกันมากๆ เนี่ยแหละมันเลยเกิด conflict เล่าบนพื้นฐานความจริง การดีลกับความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือจากเพื่อนอะไรแบบนี้ 

อยากให้คนดูคอนเนคกับสิ่งนี้ได้จริงๆ อยากให้คนดูเจอ energy ของความรักกัน ไม่ต้องร้ายใส่กันอะ ความรู้สึกที่ตัวละครรักกัน เผื่อดูแล้วจะรู้สึกรักคนรอบข้างมากขึ้น

แต่ว่าความรักกันมากๆ เนี่ย มันก็เจ็บปวดมากด้วยนะ แล้วทางออกของมันคืออะไร

มันเจ็บปวดแต่มันสวยงามป่ะ มันแค่ต้องคุยกัน สุดท้ายแล้วทุกคนรักกันมากแหละ แต่ต่างคนต่างมีช้อยส์ที่ตัวเองอยากจะทำหรืออยากใช้ชีวิต บางที สิ่งที่เขาอยากเลือกอาจจะดูผิด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี มันเลยต้องเกิดการคุยกันโดยเฉพาะในครอบครัว บางครั้งเรามีอะไรเราไม่ค่อยคุยกันในบ้าน แล้วก็เกิดการผิดใจกัน จริงๆ แค่คุยกันก็จะเข้าใจกันมากขึ้นและทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นมากขึ้นด้วย

การเขียนบทให้ตัวละครทำแบบนี้ หรือตัดสินใจแบบนั้น มันมีวิธีคิดเบื้องหลังยังไง

คิดจากอินเนอร์ของตัวละคร คิดทุกอย่างกลับมาที่ตัวละครนี้มันจะทะลุปรุโปร่งที่สุด ถ้าเรารู้จักคนนี้หรือตัวละครนี้ได้รอบด้านมากพอ เราจะรู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป หรือเขาจะตัดสินใจต่อเหตุการณ์ต่างๆ ยังไง พอเขียนไปเราจะรู้เอง รู้จักเขา คนแบบนี้จะไม่ทำแบบนี้แน่ๆ 

ภาพครอบครัวของแคลร์ในวันนี้เป็นแบบไหน

ครอบครัวที่ดีของเราคือครอบครัวที่เราเลือกเอง เรามองเพื่อนเป็นครอบครัวเหมือนกัน เพราะเพื่อนช่วยให้เราผ่านช่วงชีวิตที่หนักหนาหรือเศร้าใจมาได้ มันเลยแล้วแต่ว่าคนจะมองว่าใครเป็นครอบครัวของใคร คุณสามารถเลือกครอบครัวคุณได้ ครอบครัวไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่ลูกก็ได้ แต่เราต้องยอมรับว่าพ่อแม่ส่งผลต่อลูกจริงๆ 

อย่างที่มีคนพูดว่าบางทีพ่อแม่พูดหรือทำอะไรออกไปโดยที่ไม่ทันได้ไตร่ตรอง แต่คำนั้นกลายเป็นคำที่ลูกจำฝังใจไปจนวันตาย มันเลยเป็นความสัมพันธ์ที่ยากและซับซ้อนมาก เราเลยนับถือความเป็นพ่อเป็นแม่ของคนเสมอ มันยากมากนะที่จะเลี้ยงดูคนหนึ่งคนขึ้นมาในขณะที่เขาก็ยังต้องมีชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าวันหนึ่งความสัมพันธ์นี้หรือครอบครัวมันพังพินาศ เราไม่อยากใ้ห้ไปตำหนิว่าใครพลาด 

เราเชื่อว่าการคุยกันด้วยเหตุผล มองสิ่งต่างๆ ในแบบที่มันเกิดขึ้นจริง มันจะเข้าใจกันและอยู่ด้วยกันไปได้ บางครั้งบางคนอยู่ด้วยกันด้วยความคิดว่าฉันต้องเป็นแบบนี้ เธอต้องเป็นแบบนั้นโดยไม่ทันได้หันมามองว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวเขาเป็นอย่างไรจริงๆ มันเลยกลายเป็นทำร้ายกัน แต่ถ้าคุณลองหันมามอง แล้วคุณเห็นกันมันจะรู้เอง ถ้าเรารักกันจริงแคร์กันจริง เราจะรู้ว่าอีกคนต้องการอะไรในชีวิตหรือคิดอะไรอยู่ บางทีมันก็แค่นั้น

อยากชวนให้ทุกคนมาเปิดใจดูซีรีส์เรื่องนี้ และเปิดใจคุยกัน tv.line.me/oneyeartheseries

เพราะทุกคนรักกันนั่นแหละ เรื่องต่างๆจึงเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าเราจะเสียน้ำตา หรือเจ็บปวดแค่ไหน มันก็คือความเจ็บปวดที่สวยงาม และมั่นใจได้เสมอว่ายังมีคนรักเราอยู่จริงๆบนโลกใบนี้นะ 

* “ฉันคิดถึงความสุขของเธอก่อน” มาจากเนื้อเพลง มปร. เพลงประกอบซีรีส์ โดย BNK48