10 อันดับประเทศที่เหมาะต่อการเลี้ยงลูกมากที่สุดแห่งปี 2020

  • รายงาน “2020 Best Countries Report and Ranking” จัดอันดับความ “ที่สุดในโลก” ในประเด็นต่างๆ จำนวน 24 ประเภท (1 อันดับภาพรวม 23 หมวดย่อย)
  • คุณภาพการศึกษา, ประเทศที่เหมาะแก่การเลี้ยงดูบุตรหลานมากที่สุดในโลก, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก และ ความเท่าเทียมทางเพศ คือ 4 หมวดหลักๆ ที่อยากหยิบมาพูดคุยกัน
  • แม้จะมีหัวข้อ ‘ประเทศที่เหมาะแก่การเลี้ยงดูลูกมากที่สุดในโลก’ แต่บทวิเคราะห์เองก็ชี้ว่าในการเลี้ยงดูให้เด็กคนหนึ่งเติบโต ไม่อาจดูแค่การให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพเพียงประเด็นเดียวได้อีกต่อไป
  • ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในที่ทางโลก มาดูกัน
เรื่อง: ชลิตา สุนันทาภรณ์

ประเทศไหนเหมาะสมที่จะเลี้ยงลูกมากที่สุด?

พ่อแม่หลายคนอาจหยิบลิสต์ชื่อประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วมาขึงดูว่ามีประเทศอะไรบ้าง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคงมีสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร สองประเทศโลกที่หนึ่งที่ผู้ปกครองทั่วโลกมองว่าคงจะดีต่อการเลี้ยงลูกโดยเฉพาะคุณภาพการศึกษา

หากดูเพียงมิติประเด็นการศึกษาความเห็นที่ว่าก็ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริง รายงานล่าสุด ‘2020 Best Countries Report and Ranking’ จัดทำขึ้นระหว่าง BAV Group และ The Wharton School of the University of Pennsylvania เป็นการจัดอันดับผ่าน ‘มุมมอง’ หรือ ‘การรับรู้ของประชาชน’ ทั่วโลก ใช้การทำแบบสำรวจกับประชากรทั้งหมด 20,000 คนใน 73 ประเทศทั่วโลก (ทวีปอเมริกา เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) โดยกำหนดตัวชี้วัดขึ้นมาใช้ให้ความเห็น

จากทั้งหมด 24 หมวด (1 อันดับภาพรวม 23 หมวดย่อย) เฉพาะในหมวดการศึกษานั้น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรคือสองประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุด รองลงมาได้แก่ แคนาดา เยอรมนี และฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบในการวิเคราะห์ว่าประเทศไหนเหมาะสมต่อการเลี้ยงดูบุตรหลานจะดูแค่มิติการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย คุณภาพการใช้ชีวิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือความเท่าเทียมทางเพศอีกด้วย

ซึ่งหากดูปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด แม้สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรจะเป็นประเทศที่การศึกษาดีติดอันดับโลก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นประเทศที่เหมาะจะดูแลและเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างเต็มพร้อมเสมอไป

จากการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกหลากหลายหมวด เราขอหยิบ 4 หมวดหลักที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรหลาน คือ ประเทศที่จัดการศึกษาดีที่สุดในโลก, ประเทศที่เหมาะแกการเลี้ยงดูบุตรหลานมากที่สุดในโลก, เป็นมิตรต่อสิงแวดล้อมมากที่สุดในโลก และ ความเท่าเทียมทางเพศดีที่สุดในโลกมาไล่เรียงดู

แง้มนิดๆ ว่าประเทศไทยติดทุกโผใน 4 อันดับนี้ แต่จะอยู่ในอันดับใดนั้น มาดูกัน

ประเทศที่จัดการศึกษาดีที่สุดในโลก 2020

รายงานประเทศที่จัดการศึกษาดีที่สุดในโลก 2020 พิจารณาจากเกณฑ์วัด 3 ตัวหลักคือ โรงเรียนหรือสถานศึกษาของรัฐมีคุณภาพไหม, ผู้คนเลือกจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากน้อยแค่ไหน และ ประเทศนั้นๆ จัดการศึกษาที่มีคุณภาพหรือเปล่า

โดย ประเทศที่จัดการศึกษาดีที่สุดในโลก 10 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สวิสเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ และ เดนมาร์ก

จากทั้งหมด 73 ประเทศที่ติดชาร์ตนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 48 เป็นรองเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย (อันดับ 39) จีน (อันดับ24) เกาหลีใต้ (อันดับ 22) สิงคโปร์ (อันดับ 19) แต่อันดับดีกว่าประเทศเวียดนามที่อยู่ในอันดับ 64

ข้อสังเกตประการหนึ่งโดยทีม The Potential เอง พบว่าประเทศฟินแลนด์ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่งนั้นอยู่ในอันดับที่ 15 ของรายงานฉบับนี้ อาจเป็นเพราะตัวชี้วัดของรายงานฉบับนี้สอบถามผู้คนในแง่ ‘มุมมอง’ หรือ ‘การรับรู้ของผู้คน’ ที่มีต่อประเด็นต่างๆ ไม่ได้หมายถึง ‘คุณภาพ’ เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัจจัยอีก 2 ตัวคือ ผู้คนเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากน้อยแค่ไหนเข้าร่วมด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่าในมุมมองของคนทั่วไป ประเทศที่ติดโผ 10 อันดับแรกนั้น ผู้คนมองว่าประเทศเหล่านี้จัดการศึกษาดีมากที่สุด

ประเทศที่ดีที่สุดในการเลี้ยงลูก 2020

ส่วนการจัดอันดับในหัวข้อ ประเทศที่ดีที่สุดในการเลี้ยงลูก 2020 พิจารณาจาก 8 ปัจจัยหลักคือ การคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน, คุณค่าของผู้คนที่มีต่อความเป็นครอบครัว, สิ่งแวดล้อมหรือสภาพสังคมที่เอื้อต่อความหลากหลายทางเพศ, มุมมองเรื่องความสุข, ความเท่าเทียมเรื่องรายได้, ความปลอดภัย, มีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ, มีระบบสาธารณสุขที่เอื้ออำนวย

10 ประเทศที่ดีที่สุดในการเลี้ยงลูก เรียงตามลำดับดังนี้ เดนมาร์ก, สวีเดน, นอร์เวย์, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์, สวิสเซอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย

จากอันดับทั้งหมด 73 ประเทศ หัวข้อนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 อันดับดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (อันดับ 39) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40) จีน (อันดับ 41) อินโดนีเซีย (อันดับ 48) เวียดนาม (อันดับ 63) เมียนมาร์ (อับดับ 70)

“กลุ่มประเทศเหล่านี้มีสิทธิลาคลอดของพ่อหรือแม่ได้ ทั้งยังเสนอให้มีหลักสูตรเตรียมความพร้อมการเข้าโรงเรียนฟรี อีกทั้งยังมีภาพรวมของระบบการศึกษาของรัฐที่ดีอีกด้วย” เดียร์ดรา แมคฟิลิป (Deidre McPhillips) บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายข้อมูลจากสำนักข่าว U.S. News & World Report กล่าว

ประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดีที่สุดในโลก 2020

เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เข้าขั้นวิกฤติคืออีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ ดังนั้น ประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเป็น green living จึงน่าจะถูกหยิบมาคิดคำนึงด้วย โดยมีเกณฑ์ให้คะแนน 3 ปัจจัยหลักคือ ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม, ใส่ใจสุขภาพประชาชน, ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม

10 อันดับแรก ได้แก่ สวีเดน, สวิซเซอร์แลนด์, ฟินแลนด์, ญี่ปุ่น, นอร์เวย์, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, เยอรมนี และ แคนาดา

ขณะที่หมวดนี้ประเทศไทยอยู่ในอับดับที่ 42 เป็นรองเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (อันดับ 33) จีน (19) สิงคโปร์ (อันดับ 14) แต่มีอันดับที่ดีกว่า อินโดนีเซีย (อันดับ 47) และเวียดนาม (อันดับ 48)

ประเทศที่เป็นมิตรต่อความเท่าเทียมทางเพศ

สำหรับประเทศที่ถูกมองว่าเป็นมิตรต่อการใช้ชีวิตของผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศ พิจารณาจาก 5 ปัจจัยคือ การให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน, ความเท่าเทียมทางเพศ, ค่าแรงที่เท่าเทียมระหว่างเพศ, ความก้าวหน้า และความปลอดภัย

10 ประเทศแรก คือ เดนมาร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ แคนาดา, ฟินแลนด์, สวิสเซอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย และ ออสเตรีย

จากทั้งหมด 73 ประเทศ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 49 อับดับดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย (อันดับ 53) เวียนนาม (อันดับที่ 69) แต่ยังแย่กว่า ฟิลิปปินส์ (อันดับ 44) มาเลเซีย (อันดับ 39) สิงคโปร์ (อันดับ 20)

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าองค์ประกอบในการวิเคราะห์ว่าทั้งประเทศที่มีการศึกษาดีนั้นไม่อาจดูแค่คุณภาพการศึกษาอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ ‘ความเป็นอยู่’ และ ‘คุณภาพชีวิต’ ย่อมเป็นตัวแปรที่มีผลต่อ ‘การเรียนรู้’ ของผู้คนด้วย มิติต่างๆ เช่น เรื่องความปลอดภัย คุณภาพการใช้ชีวิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือความเท่าเทียมทางเพศ และสภาพสังคมอื่นๆ ย่อมส่งผลกระทบและเป็น soft power ต่อแนวคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมของเด็กๆ ในอนาคตข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่มา:
usnews.com
edition.cnn.com