Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Everyone can be an Educator
27 January 2026

‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยโรงเรียนเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งวัด โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานรัฐ รวมถึงตัวเด็กเอง
  • พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น จังหวัดราชบุรี หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ ทำหน้าที่เป็น ‘คนกลาง’ ระหว่างวัด โรงเรียน และชีวิตของเด็กยากจนและเด็กเปราะบาง มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ปี
  • สำหรับหลวงพ่อโสภณ การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เมื่อปัญหาความเป็นอยู่ของครอบครัวได้รับการแก้ไข เด็กจึงมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเองได้อย่างแท้จริง

“ถ้าโรงเรียนถูกยุบ เด็กจะไปเรียนที่ไหน” เสียงจากวัด ที่พยุงเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น จังหวัดราชบุรี สะท้อนปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านประสบการณ์ตรงของวัดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พึ่ง ที่พักพิง และพื้นที่การเรียนรู้ เพื่อประคองชีวิตเด็กเปราะบางไม่ให้หลุดหายไปจากเส้นทางของการศึกษา และตัดสินใจลุกขึ้นมาปกป้องโรงเรียนเล็กๆ ในชุมชน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้กลายเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคมไทย จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากหลุดออกจากระบบ ด้วยเหตุปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งเศรษฐกิจครอบครัว ความไม่พร้อมของการเรียนออนไลน์ สุขภาพจิต และช่วงรอยต่อของปีการศึกษา

ท่ามกลางความเปราะบางเหล่านั้น วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรีกลับทำหน้าที่มากกว่าสถานที่ทางศาสนา หลวงพ่อพระครูโสภณทำหน้าที่เป็น ‘คนกลาง’ ระหว่างวัด โรงเรียน และชีวิตของเด็กยากจนและเด็กเปราะบาง มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ปี

และในฐานะผู้ที่อยู่หน้างานจริงมาตลอด หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยโรงเรียนเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งวัด โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานรัฐ รวมถึงตัวเด็กเอง

พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น จังหวัดราชบุรี

วันที่โรงเรียนกำลังจะหายไป และวัดต้องก้าวเข้ามาสนับสนุน

สำหรับพระครูโสภณจันทรังสี การที่โรงเรียนวัดใหม่สี่หมื่นเกือบถูกยุบ ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขจำนวนนักเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หากแต่หมายถึงการที่เด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่มีที่เรียนต่อ เพราะบริบทชีวิตของเด็กในพื้นที่ไม่เอื้อให้เดินทางไปโรงเรียนอื่นได้ง่ายๆ โดยไม่เพิ่มภาระให้ครอบครัว

“โรงเรียนวัดใหม่สี่หมื่นเป็นโรงเรียนที่มีความเสี่ยงจะถูกยุบ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 60 คน เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กบ้านๆ เด็กยากจน ถ้าโรงเรียนถูกยุบ เขาก็ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนมันก็ไกลขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น เราก็เลยไม่ยอมให้ยุบ”

“เราไม่มีอะไรจะให้เขา นอกจากการศึกษา”

หลักคิดนี้เองที่ทำให้การไม่ยอมให้โรงเรียนถูกยุบ ไม่ใช่เพียงการแสดงจุดยืนเชิงหลักการ หากแต่เป็นการตัดสินใจลงมือแบกรับภาระที่กำลังจะตามมา

การไม่ยอมให้โรงเรียนถูกยุบในครั้งนั้น ไม่ได้จบลงแค่คำประกาศ แต่หมายถึงการที่วัดต้องเข้ามารับภาระที่ระบบไม่สามารถรองรับได้ในเวลานั้น เมื่อครูประจำเหลือเพียงคนเดียว และครูคนอื่นถูกบีบให้ย้ายออก วัดจึงต้องจัดหาครูมาสอนเอง

“ตอนนั้นเหลือครูอยู่คนเดียวที่ยังสอนอยู่ ครูคนอื่นย้ายหมด เพราะเขาบีบให้ย้าย เราก็ต้องจ้างเด็กที่จบปริญญาตรี จบวิชาชีพครู มีใบประกอบวิชาชีพครู มาช่วยสอน 6 คน เดือนละ 6,000 บาท”

ภาระยิ่งหนักขึ้น เมื่อเด็กที่วัดอุปการะอยู่ราว 20 คนถูกส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกอยู่ที่วัดติดต่อกันเกือบ 2–3 ปี นอกจากนี้ วัดยังเป็นพื้นที่พึ่งพิงของเด็กจากครอบครัวยากจนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอสวนผึ้ง ที่ผู้ปกครองฝากความหวังไว้กับวัดเพียงอย่างเดียว คืออยากให้ลูกๆ ได้มีโอกาสทางการศึกษา และมีอนาคตที่ดีกว่าเดิม

“ครูที่เราจ้างมาช่วยสอนนั้น เมื่อใดที่สอบบรรจุได้ เขาก็ต้องย้ายออกไป เราจึงต้องหาครูใหม่มาทดแทนอยู่เรื่อยๆ”

ในช่วงเวลาเดียวกัน โรงเรียนยังต้องเผชิญกับปัญหาการบริหารที่ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างเต็มที่

“ในช่วงนั้นมีผู้อำนวยการรักษาการเข้ามาดูแลโรงเรียน ซึ่งก็พบปัญหาว่าในเมื่อเป็นเพียงผู้รักษาการ จึงไม่ได้ดำเนินการหรือพัฒนาอะไรอย่างจริงจัง ทำให้เราจำเป็นต้องหาทางออกด้วยตนเอง หาโน่นหานี่นั่นมาบูรณะโรงเรียนตามกำลัง ซึ่งก็เคยเป็นข่าวอยู่ช่วงหนึ่ง จากการที่เรานำไม้เก่าๆ มาทำเป็นโต๊ะเรียนให้เด็กๆ ได้ใช้

จนในที่สุด โรงเรียนของเราก็รอดพ้นจากการถูกยุบ และได้ผู้อำนวยการตัวจริงรวมถึงครูประจำการเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันเรายังคงจ้างครูสอนเพิ่มเติมอีก 2 คน โดยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่เรารับผิดชอบเองทั้งหมด ไม่ได้ใช้งบประมาณของวัด”

‘วัด’ ในฐานะพื้นที่ประคับประคองเด็กเปราะบาง

เด็กที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของวัดใหม่สี่หมื่น ไม่ได้มีเพียงความยากจน แต่คือเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือเผชิญกับสิ่งยั่วยุต่างๆ หลวงพ่อจึงวางกติกาไว้ชัดเจน

“จำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีประมาณ 140 คน เด็กๆ เหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มเด็กเปราะบาง ที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือเสี่ยงจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งต่างๆ ที่ล่อแหลม เราจึงตัดสินใจรับเด็กกลุ่มนี้เข้ามาดูแล ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเด็กในจังหวัดราชบุรีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็กจากต่างจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงที่มาขอพึ่งพิงด้วย

อย่างไรก็ตาม เรามีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ชัดเจน คือเด็กทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องเรียน เพราะเราไม่มีอะไรจะให้เขา นอกจากการศึกษา เราส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล มัธยมศึกษาตอนต้น ตอนปลาย จนถึงระดับปริญญาตรี โดยเราทำงานร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด”

เด็กในความดูแลจะเรียนระดับประถมที่โรงเรียนวัดใหม่สี่หมื่น และเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเนกขัมวิทยาจนจบ ม.6 หลวงพ่อเลือกทำงานร่วมกับโรงเรียนเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ติดตามเด็กได้ใกล้ชิดและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

“เราดำเนินการในลักษณะนี้ เนื่องจากมีความสะดวกในหลายด้าน ทั้งการติดตามดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจสอบพฤติกรรมของเด็กได้ พูดคุยประสานงานกับครูได้โดยตรง เพราะเราทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งโรงเรียนเนกขัม หลวงพ่อก็ถือเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิก ตั้งแต่สมัยอยู่วัดแรก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และช่วยสอนหนังสือตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงเกิดความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ส่งเด็กไปเรียนที่อื่น เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจะสามารถเข้าไปติดตาม แก้ไขและดูแลได้อย่างทันท่วงที เด็กร้อยคนก็ย่อมร้อยอย่าง ร้อยจิตร้อยใจ จะคาดหวังให้เด็กทุกคนเรียบร้อยทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เด็กนอกทางก็มีอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กยังคงอยู่ในกรอบ อยู่ในรั้วสี่เหลี่ยมของวัด ไม่ออกไปเผชิญกับสิ่งยั่วยุภายนอก

เพราะอย่างน้อยเราเชื่อว่า เมื่อเด็กเรียนจบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความคิด ความรับผิดชอบ และวุฒิภาวะของเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น”

จากประสบการณ์ที่อยู่กับเด็กมาโดยตลอด หลวงพ่อเห็นชัดว่า พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนเร็วขึ้น เด็กเริ่มมีความเสี่ยงตั้งแต่อายุยังน้อย

“เราอยู่กับเด็กตลอดเวลา เราจึงเห็นพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของโลก สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือ พฤติกรรมของเด็กวัยนี้ในเรื่องความรัก ชู้สาว สื่อโซเชียลต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือยาเสพติด ซึ่งหาซื้อได้ง่ายมาก ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กวัดเท่านั้น แต่เด็กที่อยู่กับครอบครัวทั่วไปก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของเราคือดูแลเด็กวัด เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ในส่วนของความร่วมมือจากภายนอก จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เข้ามาช่วยดูแลด้านสุขภาพ สุขอนามัย และความเป็นอยู่ หากเด็กหรือผู้ที่อยู่ในวัดเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็มีห้องปฐมพยาบาลไว้รองรับ โดยจะมีการหมุนเวียนกันมาเฝ้าไข้ ดูแลและให้การช่วยเหลือ

การดูแลจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเรียน วัดทำงานร่วมกับ อสม. มีห้องปฐมพยาบาล ดูแลทั้งเด็กวัดและญาติโยมในชุมชน ใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม“

จากปัญหาเฉพาะหน้า สู่ ‘บวร’ การทำงานที่ต้องเดินไปด้วยกัน

จากการทำงานกับเด็กเปราะบางมาอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อมองเห็นชัดว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่อาจอธิบายหรือแก้ไขได้ด้วยเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ครอบครัว และโครงสร้างการช่วยเหลือที่ยังไม่เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ แนวคิดนี้เองที่ค่อยๆ พัฒนาไปสู่หลักการทำงานแบบ ‘บวร’ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’

“โรงเรียนอย่างเดียวไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วย พม. ต้องเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ โรงเรียนช่วยเรื่องการศึกษา เพื่อให้เด็กได้มาเรียน นี่คือการทำงานร่วมกัน ซึ่ง ‘บวร’ คือ บ้าน วัด และราชการ หรือโรงเรียน รวมถึงรัฐวิสาหกิจ บ้านก็คือชุมชนที่ต้องช่วยกัน วัดหมายถึงศาสนา ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะศาสนาพุทธอย่างเดียว คริสต์ อิสลาม เราไม่แบ่งแยก ส่วน ‘ร เรือ’ ก็คือรัฐบาล โรงเรียน หรือรัฐวิสาหกิจ ทุกอย่างต้องช่วยกัน เพื่อไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา”

สำหรับหลวงพ่อ ‘บวร’ ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงอุดมคติ แต่คือการแบ่งบทบาทอย่างชัดเจนว่า ใครต้องทำหน้าที่อะไร และใครต้องเข้ามาเมื่อใด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โรงเรียนไม่สามารถรับมือได้ลำพัง

“พอคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่า ทำไมเด็กถึงหลุดออกจากระบบ มันมีหลายปัจจัย โรงเรียนทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยกัน ไม่อย่างนั้นมันไม่สำเร็จ ต้องให้ฝั่งพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วย สาธารณสุขต้องเข้ามาช่วย มหาดไทยก็ต้องเข้ามาช่วย กรมพัฒนาชุมชนหรือพัฒนาอาชีพก็ต้องเข้ามา เพราะถ้าให้โรงเรียนอย่างเดียวขับเคลื่อน มันไปไม่รอด”

ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ทำให้หลวงพ่อเห็นชัดว่า เด็กจำนวนไม่น้อยไม่ได้หลุดออกจากระบบเพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะชีวิตจริงบีบให้เขาไปต่อไม่ได้ หากไม่มีใครเข้าไปแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง

“เด็กบางคนอยู่มา 30 ปี ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห้องน้ำก็ไม่มี ถามว่าเป็นหน้าที่ใคร ก็เป็นหน้าที่ของ พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ที่ต้องเข้าไปดูว่า ทำไมเด็กถึงอยู่แบบนั้น เพราะครอบครัวยากจนมาก เรียนจบ ป.6 แล้วก็ไม่ได้เรียนต่อ พอเจอแบบนี้ เราก็แจ้งโรงเรียน แจ้ง พม. ให้เข้ามาช่วยดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าไม่แก้เรื่องความเป็นอยู่ เด็กก็กลับมาเรียนไม่ได้”

ขณะเดียวกัน ยังมีเด็กบางคนที่ต้องเลือกประคองครอบครัวมากกว่าการเรียน เพราะมีภาระที่หนักเกินวัย ซึ่งในสายตาของหลวงพ่อ นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของเด็ก แต่คือโจทย์ที่ระบบต้องเข้าไปช่วยกันแก้

“เด็กบางคนเขาเลือกจะรักษาชีวิตมากกว่าการศึกษา เพราะต้องดูแลพ่อพิการ ถ้าจะแก้ปัญหาแบบนี้ สาธารณสุขต้องเข้ามาช่วย หลวงพ่อก็จะลงไปช่วยก่อนในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ พม. ที่ต้องเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ สาธารณสุขก็ดูแลผู้พิการ พอทุกฝ่ายช่วยกัน เด็กก็กลับมาเรียนได้”

ในหลายกรณี การช่วยเหลือจึงไม่อาจเริ่มจากห้องเรียน แต่ต้องเริ่มจากการประคองชีวิต และส่งต่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลต่ออย่างจริงจัง

“เพราะการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โรงเรียนทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าทำคนเดียวย่อมไม่สำเร็จแน่นอน พม. ต้องดูแลความเป็นอยู่ โรงเรียนช่วยเรื่องการศึกษา เพื่อให้เด็กได้กลับมาเรียน นี่คือการทำงานร่วมกันจริงๆ ถ้าเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น พ่อแม่ติดยา ฝั่งมหาดไทยก็ต้องช่วย ตำรวจก็ต้องเข้ามาให้ความรู้เรื่องการบำบัด โรงเรียนอย่างเดียวไม่รอดแน่นอน”

ความคาดหวังของหลวงพ่อ ไม่ใช่แค่เด็กเรียนจบ แต่ต้องมีชีวิตที่มั่นคง

สำหรับหลวงพ่อโสภณ การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เมื่อปัญหาความเป็นอยู่ของครอบครัวได้รับการแก้ไข เด็กจึงมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเองได้อย่างแท้จริง

“เมื่อทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกัน เด็กก็สามารถกลับมาเรียนได้ เพราะปัญหาด้านความเป็นอยู่และค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้รับการแก้ไข เด็กก็จะมีโอกาส ไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่กลายเป็นปัญหาของสังคม

ในกรณีเด็กที่พ่อแม่ติดคุก หรือไม่มีผู้อุปการะ เราก็รับมาอุปการะดูแลที่วัด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราทำมาตลอดระยะเวลา 16 ปี เพราะเราอยากเห็นอนาคตของชาติ อยากสร้างคนให้เป็นคนดีออกไปสู่สังคม เพื่อให้สังคมมีคนดี และให้เขากลับไปพัฒนาชุมชน บ้านเกิดของตนเอง หรือออกไปทำงานช่วยเหลือสังคมต่อไป”

สำหรับหลวงพ่อ ‘การให้โอกาส’ ไม่ได้จบลงพร้อมกับวุฒิการศึกษา แต่ต้องต่อยอดไปถึงการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคม และการไม่ทอดทิ้งคนรุ่นถัดไป

“สำหรับเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่นี่ เราจะมีสัญญาใจร่วมกันว่า จะเสียสละเงินเดือนคนละ 1,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือสังคม เช่น บริจาคให้มูลนิธิต่างๆ หรือถ้าเดือนไหนไม่ลำบาก ก็จะนำเงินนั้นเข้าบัญชี เพื่อใช้ดูแลน้องๆ ที่วัดใหม่สี่หมื่นต่อไป”

ความคาดหวังของหลวงพ่อไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นคนเก่ง หากแต่หมายถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักรับผิดชอบชีวิตของตนเอง และไม่สร้างภาระซ้ำให้กับสังคมในอนาคต

“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้เด็กเรียนจบเท่านั้น แต่ต้องการเห็นเขาประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต เมื่อพร้อมแล้วจึงค่อยมีครอบครัว หากยังไม่พร้อม ห้ามมีอย่างเด็ดขาด เพราะถ้ายังไม่พร้อมแต่มีครอบครัว เด็กที่เกิดมาก็อาจเผชิญปัญหาแบบเดียวกับที่เขาเคยประสบในวัยเด็ก ทั้งการขาดการดูแลเอาใจใส่ ขาดความรักความอบอุ่น ซึ่งวงจรนี้จะไม่จบ

เราจึงสอนเด็กๆ ว่าต้องมีความพร้อมก่อน ทั้งที่อยู่อาศัย ความมั่นคงในชีวิต และความรับผิดชอบ เมื่อพร้อมแล้วจึงค่อยมีลูก เพื่อให้เด็กที่เกิดมาได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องเผชิญปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

เพราะสำหรับหลวงพ่อแล้ว การได้เห็นเด็กๆ ที่เราเลี้ยงดู เติบโตขึ้น มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชีวิตที่มั่นคง สามารถเลี้ยงดูครอบครัวของตนเองได้ และยังกลับมาช่วยเหลือสังคม นั่นคือการบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่เราต้องการแล้ว และเป็นภาพที่อยากเห็นมากที่สุดในชีวิต”

Tags:

ห้องเรียนบวร สร้างโอกาสพระครูโสภณจันทรังสีวัดใหม่สี่หมื่นเด็กกลุ่มเปราะบางปัญหาครอบครัวโอกาสทางการศึกษาเด็ก Dropout

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • Social Issues
    ‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issue
    ‘ครูที่ใส่ใจ’ พื้นที่ปลอดภัยและโอกาสของเด็กสมุย: ครูจ๋า-จสิตา เชียะคง ครูรัก(ษ์)ถิ่น แห่งโรงเรียนบ้านดอนธูป

    เรื่อง The Potential ภาพ The Potential

  • Social Issues
    Tambon Zero Dropout เราจะไม่ทิ้ง ‘เด็กนอกระบบ’ ไว้ข้างหลัง: หมอตุ้ย-สันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issue
    ‘ความผิดหวังต่อระบบการศึกษา’ ฝันร้ายในวิกฤตเด็กนอกระบบ

    เรื่อง The Potential

  • Social Issues
    ‘ถึงไม่ได้เติบโตมาอย่างดีก็เอาดีได้’ จากนักพนันรุ่นจิ๋วสู่ครูมโนราห์ของเด็กนอกระบบ: วิชญะ เดชอรุณ

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel