Skip to content
พัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถาม
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Family PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่น
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
พัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถาม
Book
25 September 2026

แตกสลาย: เมื่อหัวใจดวงน้อยๆ ถูกทำร้ายโดยคนที่รักและไว้ใจที่สุด  

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘แตกสลาย’ ผลงานเขียนโดย มินะโตะ คะนะเอะ เล่าเรื่องของเด็กสองคนที่ต้องเผชิญทั้งการบูลลี่ ความรุนแรง และการล่วงละเมิดจากคนใกล้ตัว
  • เด็กที่ถูกทำร้ายโดยคนที่ควรเป็น พื้นที่ปลอดภัยที่สุด อาจไม่กล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือ เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ปฏิเสธและปกป้องตัวเอง ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ชวนให้เรามองเห็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเด็ก และหยุดสังเกตเมื่อเด็กคนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนไป
  • จดหมายจากอนาคตอาจไม่มีอยู่จริง แต่ความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้น และการมีผู้ใหญ่สักคนที่พร้อมรับฟัง อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งไม่ต้องแตกสลายไปเสียก่อน

[Trigger Warning: บทความชิ้นนี้ มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องในหนังสือ ที่บอกเล่าถึงปัญหาเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลในครอบครัว รวมถึงการฆ่าตัวตาย]

กว่าที่เด็กหนึ่งคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ เขาหรือเธอต้องผ่านพบปัญหาอะไรบ้าง

หากดูกันอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่า ไม่ว่าจะในยุคไหนๆ เด็กๆ ล้วนต้องเผชิญปัญหาและอุปสรรคมากมายให้ฝ่าฟันก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่น่าจะแตกต่างอย่างชัดเจนคือ เด็กในยุคสมัยก่อน อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากจากโลกภายนอกมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาโรคระบาด ปัญหาสงคราม การลงโทษในโรงเรียน ที่อาจเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ 

ขณะที่เด็กในยุคปัจจุบัน ดูจะเผชิญกับความยากลำบากที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ความกดดันจากการแข่งขันด้านการเรียน ปัญหาสุขภาพจิต การบูลลี่ ทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ แรงกดดันเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ อันเป็นผลมาจากโซเชียลมีเดีย และปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ

ถึงแม้ว่า รูปแบบของปัญหาที่เด็กๆ ต้องเผชิญ จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของโลกที่ไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมก็คือ เด็กทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ ในช่วงที่ตัวเองยังไม่มีอำนาจ (ที่มาพร้อมกับความเป็นผู้ใหญ่) แต่ขณะเดียวกัน เขาหรือเธอกลับถูกโลกคาดหวังว่า จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีความรับผิดชอบในตัวเองได้

เด็กจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนจะเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กในช่วงวัยรุ่น ที่ต้องแบกรับความคาดหวังจากคนรอบข้าง ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ขณะที่เด็กคนนั้นเพิ่งก้าวเท้าพ้นอาณาเขตของความเป็นเด็กเล็กได้แค่ก้าวเดียว

ความเปราะบางนั้นอาจแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ได้ หากคนในครอบครัว ซึ่งควรจะเป็นคนที่เด็กๆ ไว้ใจได้มากที่สุดและพึ่งพาได้มากที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายเด็กคนนั้นเสียเอง

หนังสือเรื่อง ‘แตกสลาย’ คือ ผลงานของ มินะโตะ คะนะเอะ (Minato Kanae) นักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่น ผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก จากผลงานระทึกขวัญแนวจิตวิทยาที่เน้นด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ซึ่งในเรื่องนี้ มินะโตะ ได้ตีแผ่ปัญหาที่เด็กๆ ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการบูลลี่ การล่วงละเมิดทางเพศ และการบังคับค้าประเวณี ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมา ล้วนเป็นเรื่องเลวร้ายจนไม่น่าเชื่อว่า จะมีใครสามารถทำเรื่องเช่นนี้กับเด็กได้

แต่ที่เลวร้ายที่สุดและน่าเศร้าที่สุดก็คือ ผู้ที่กระทำสิ่งเลวร้ายกับเด็กคนนั้นได้ กลับเป็นคนในครอบครัว คนที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และเป็นคนที่เด็กไว้ใจมากที่สุด

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นด้วยคำบอกเล่าของเด็กสาวคนหนึ่ง ชื่อ อากิโกะ ซาเอกิ เธอมีพ่อที่แสนใจดี และมีแม่ที่แสนสวย แต่พ่อจากไปด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่ตอนที่อากิโกะอยู่แค่ ป.4 เธอต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ทั้งทำกับข้าวและดูแลบ้าน เพราะแม่ของเธอมีปัญหาสุขภาพจิต และมักจะตกอยู่ในโหมดตุ๊กตา คือเหมือนคนที่ปิดสวิตช์ตัวเอง ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้น ได้แต่นั่งนิ่งๆ หรือนอนเฉยๆ แววตาเหม่อลอยไร้ความรู้สึกอยู่บ่อยๆ นานๆครั้ง แม่ถึงจะกลับมาอยู่ในโหมดมนุษย์ และกลายเป็นแม่แสนสวยและใจดีของอากิโกะ

พ่อ หรือที่อากิโกะเรียกว่า ป๊ะป๋า เคยบอกกับเธอว่า ในตอนเด็กๆ แม่เคยเจอเรื่องราวที่ทุกข์ทรมานมาก ทำให้หัวใจที่เปราะบางของแม่ ปกป้องตัวเองด้วยการกลายเป็นหิน และนั่นทำให้แม่เข้าสู่โหมดตุ๊กตา เพื่อที่จะไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับความเลวร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ (ทดตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะค่อยพูดถึงเรื่องราวของแม่ว่า เธอเคยพบเจอปัญหาที่แสนเจ็บปวดเลวร้ายอะไรบ้าง)

นอกจากปัญหาเรื่องที่บ้านแล้ว อากิโกะยังต้องพบเจอกับปัญหาการบูลลี่โดยเพื่อนร่วมห้อง โดยเฉพาะหัวโจก ซึ่งมาจากครอบครัวที่ดีกว่า เพียบพร้อมกว่าในทุกๆ ด้าน และยิ่งอากิโกะเติบโตขึ้นจนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ปัญหาการบูลลี่ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

เราคงทราบกันว่า โรงเรียนในญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องปัญหาการบูลลี่อยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจไม่รู้ก็คือ วัฒนธรรมการรักษาหน้าตาหรือภาพลักษณ์ กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เหยื่อที่ถูกบูลลี่ยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้น อย่างเช่นกรณีของอากิโกะ เธอถูกหัวโจกในแก๊งบูลลี่ล้อเลียนว่ามีกลิ่นตัวแรง จนทำให้เพื่อนบางคนถึงขั้นอาเจียนในห้องเรียน (ซึ่งในภายหลังจึงรู้ว่า เพื่อนคนนั้นอาเจียนเพราะปัญหาสุขภาพส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอากิโกะเลย) ซึ่งทำให้อากิโกะสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างรุนแรง

แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ แทนที่ครูประจำชั้นจะช่วยคลี่คลายปัญหา แต่กลับทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ด้วยการซื้อสเปรย์ดับกลิ่นตัวและยาสีฟันดับกลิ่นปากมาให้อากิโกะ

ราวกับโชคชะตากำลังทดสอบว่า เด็กสาวคนนี้จะทนต่อความทุกข์ทรมานไปได้นานแค่ไหนก่อนจะแตกสลาย อากิโกะต้องพบกับปัญหาใหม่ เมื่อแม่ของเธอซึ่งดูเหมือนว่าปัญหาสุขภาพจิตค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว ได้คบหาและอยู่กินกับชายคนใหม่ ชื่อ ฮายาซากะ โดยที่ในช่วงแรกทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนรักใหม่ของแม่เริ่มแสดงพฤติกรรมใช้กำลังรุนแรงกับคนในครอบครัว รวมถึงมีความพยายามล่วงละเมิดทางเพศต่ออากิโกะ

สิ่งเดียวที่ช่วยให้อากิโกะรอดพ้นจากการแตกสลาย คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังจากพ่อเธอจากไปไม่นาน อากิโกะได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เขียนข้อความให้กำลังใจเธอ พร้อมบอกว่าในอนาคต อากิโกะจะมีชีวิตที่สดใสอย่างแน่นอน และลงท้ายชื่อผู้เขียนจดหมายว่า อากิโกะ ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

เด็กน้อยวัยสิบขวบที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 อย่างอากิโกะ ไม่รู้เหมือนกันว่า จดหมายฉบับนี้เป็นการล้อเล่นของใคร หรือมันถูกส่งมาจากอนาคตจริงๆ ซึ่งเธอเองก็อยากเชื่อเช่นนั้น เพราะนั่นหมายความว่า ในอนาคตข้างหน้า เธอมีชีวิตที่สดใสและดีกว่านี้รอเธออยู่

การเขียนจดหมายพูดคุยกับอากิโกะจากอนาคต เป็นสิ่งที่อากิโกะทำมาตลอดตั้งแต่อยู่ชั้น ป.4 จนกระทั่งขึ้นสู่ชั้นมัธยม เธอเขียนจดหมายบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย และนั่นกลายเป็นสิ่งเดียวที่ประคับประคองหัวใจเธอ ให้รอดพ้นจากการแตกสลาย

อาริสะ สุยามะ เพื่อนเพียงคนเดียวของอากิโกะ ก็เป็นอีกคนที่เคยได้รับจดหมายจากตัวเองในอนาคต โดยที่เนื้อความในจดหมายก็คล้ายคลึงกัน คือ ให้กำลังใจและปลอบประโลมว่า เธอจะได้พบเจออนาคตที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน

สิ่งเดียวที่อาริสะเป็นห่วงมากที่สุดคือ เคนโตะ สุยามะ น้องชายของเธอ เขาเป็นเด็กหน้าตาดี และควรจะเป็นที่รักของเพื่อนๆ ในโรงเรียน ทว่าเคนโตะ กลับมีร่องรอยบาดแผลถูกทำร้ายตามเนื้อตัวอยู่เป็นประจำ ซึ่งอาริสะคิดว่า เคนโตะอาจจะถูกเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยไม่ดีรวมตัวกลั่นแกล้ง

ตอนที่ได้รับจดหมายจากอนาคต อาริสะอาจจะมีความเชื่อว่าเธอและน้องชายจะได้พบเจออนาคตที่ดีกว่านี้ แต่วันหนึ่ง ความเชื่อนั้นก็พังทลายลง พร้อมกับการแตกสลายของเคนโตะ เมื่อเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

และความจริงที่อาริสะค้นพบในเวลาต่อมา ยิ่งเลวร้ายกว่านั้นหลายเท่า เมื่อเธอได้รู้ว่าคนที่ทำร้ายร่างกายเคนโตะมาตลอด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่เพื่อนนักเรียนในโรงเรียน หากแต่เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอและเคนโตะ คนในครอบครัวที่ควรจะเป็นเซฟโซน แต่กลับกลายเป็นบุคคลอันตรายที่สุด

ในตอนท้ายของหนังสือ ผู้อ่านจึงได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วจดหมายจากอนาคตไม่มีอยู่จริง คนที่เขียนจดหมายถึงอากิโกะและอาริสะ คือ คุณครูไมโกะ ชิโนมิยะ ซึ่งไม่ได้เป็นครูประจำชั้นของเด็กทั้งสอง แต่ด้วยภูมิหลังที่เธอเคยมีประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ยิ่งเมื่อเธอได้มีโอกาสพูดคุยหารือกับพ่อของอากิโกะ ซึ่งเป็นคนเสนอความคิดให้ครูชิโนมิยะเขียนจดหมายถึงอากิโกะ ที่ส่งมาจากโลกอนาคต เพื่อให้อากิโกะมีความเชื่อมั่นว่า เธอเองยังมีอนาคตที่สดใสรอเธออยู่ หากว่าเธอพบเจอเรื่องราวแย่ๆ ในวันที่พ่อของเธอไม่ได้ยืนอยู่เคียงข้างแล้ว ก็ขอให้รู้ว่า สิ่งเลวร้ายต่างๆ นั้นสักวันหนึ่งก็จะผ่านพ้นไป และยังมีคนที่คอยรับฟังและอยู่เคียงข้างในยามที่ต้องการกำลังใจ เหมือนเช่นที่แม่ของอากิโกะได้รับจากพ่อ

ในช่วงวัยเด็ก แม่ของอากิโกะเคยถูกคนในครอบครัวคือ พ่อและพี่ชายทำเรื่องเลวร้ายที่สุดกับเธอ ทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ และการบังคับค้าประเวณี สิ่งเดียวที่ทำให้เธอไม่แตกสลายไปเสียก่อน คือกลไกบางอย่างในจิตใจเธอ ทำให้เธอเข้าสู่โหมดตุ๊กตา กลายเป็นคนไม่รู้สึกรู้สากับความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น

แม้ว่าอากิโกะและอาริสะจะรู้แล้วว่า จดหมายจากอนาคตไม่ใช่เรื่องจริง แต่พวกเธอก็ได้รู้แล้วว่า ยังมีผู้ใหญ่ดีๆ อย่างครูชิโนมิยะ ที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกเธออยู่ ขอเพียงแค่พวกเธอไม่ปิดปากเงียบ และตัดสินใจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

ต้องสารภาพตรงๆ ว่า ระหว่างที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกหดหู่กับเรื่องราวในหนังสือมาก จนแทบจะถอดใจเลิกอ่าน แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่า เด็กสาวทั้งสองคนจะต้องพบเจออนาคตที่ดีกว่านี้สิ ทำให้ผมตัดสินใจอ่านต่อจนจบในที่สุด

ทำไมเราต้องอ่านหนังสือที่มีเรื่องราวพูดถึงความเลวร้ายที่แสนดำมืดของมนุษย์ ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีคำถามนี้ผุดขึ้นในหัว และสำหรับผมแล้ว คำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่า เราอ่านมันอย่างไร และการพบเจอความเลวร้ายนั้นจะให้อะไรกับเราบ้าง

เรื่องราวในหนังสือ ‘แตกสลาย’ ทำให้เราเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดกับเด็ก ไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าเสมอไป ตรงกันข้าม หลายต่อหลายครั้งที่เราพบเจอว่า คนที่ทำร้ายเด็ก มักเป็นคนที่เด็กไว้วางใจมากที่สุด เช่น พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือกระทั่งครู

พื้นที่ที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก กลับกลายเป็นพื้นที่อันตรายที่สุด และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเด็ก ปัญหาจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เพราะเด็กไม่มีอำนาจ หรือความเข้มแข็งพอที่จะเดินออกจากสถานการณ์นั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีคิดของเด็กยังมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ เมื่อเขาหรือเธอถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิด เด็กๆ ไม่ได้คิดง่ายๆ ว่า “คนๆ นี้เป็นคนเลว ฉันจะต้องหนีไป” แต่พวกเขาจะคิดว่า “ฉันยังทำตัวไม่ดีพอ ฉันเป็นเด็กไม่ดีหรือเปล่า พ่อแม่ถึงทำร้ายฉัน”

และสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรเรียนรู้จากนิยายที่ตีแผ่ความชั่วร้ายของมนุษย์ ไม่ใช่การรู้จักความเลวร้ายของโลก แต่เป็นการรู้จักมองคนอื่นให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังไม่กล้าพูด ไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ

ผมเชื่อว่า มินะโตะผู้แต่งหนังสือเล่มนี้จะภาคภูมิใจในผลงานตัวเองมากที่สุด หากงานเขียนเล่มนี้ทำให้เราฉุกคิดมากขึ้น เมื่อพบเห็นเด็กที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เงียบผิดปกติ ไม่อยากลับบ้าน หรือแสดงอาการหวาดกลัวผู้ใหญ่บางคน

เมื่อถึงเวลานั้น จะไม่มีเด็กคนไหนต้องพบกับการ ‘แตกสลาย’ เหมือนอย่างเคนโตะ หรือต้องกลายเป็น ‘ตุ๊กตา’ เหมือนแม่ของอากิโกะ

ผมนึกถึงคำพูดของครูชิโนมิยะ ซึ่งเอ่ยปากกับคนรัก ขณะนั่งมองดูดอกไม้ไฟในสวนสนุก เธอพูดขึ้นว่า

“อยากให้เด็กทุกคนได้เห็นจังเลย… ไม่ใช่ดอกไม้ไฟ แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้ (นั่นคือ) อนาคต”

Tags:

ความรุนแรงในครอบครัวการบูลลี่แตกสลายมินะโตะ คะนะเอะ

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Social Issue
    ยุติการบูลลี่ เริ่มต้นที่ทัศนคติของผู้ใหญ่: พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ‘พิการ’ ไม่เท่ากับ ‘ไร้ค่า’ ขอแค่พื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในการเรียนรู้ 

    เรื่อง The Potential

  • Social Issues
    ‘BuddyThai’ แอปคู่ใจของวัยรุ่นในวันที่ไม่มีใครยืนเคียงข้าง: พีเจ-หริสวรรณ ศิริวงศ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ‘บ้านไม่เป็นบ้าน โรงเรียนไม่เป็นโรงเรียน’ เด็กไทยต้นทุน(ชีวิต)ต่ำ: รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Unique Teacher
    ให้เด็กลอง ‘สวมรองเท้าของคนอื่น’ วิธีเติมเต็ม Empathy ในห้องเรียนของครูนักปรัชญา: ครูเปี๊ยก – วิสิทธิ์ ตออำนวย

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel