- ‘เมษาลาตะวัน’ เป็นผลงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ของ September’s Blue ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายสามคน เมษา ตะวัน และไนท์ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นคนอื่นจากคนในครอบครัว
- หนังสือสะท้อนความหมายของ ‘บ้าน’ ผ่านชีวิตของตัวละครที่เผชิญความเจ็บปวด ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ และการเติบโตท่ามกลางความโดดเดี่ยว จนค่อยๆ เรียนรู้คุณค่าของความรัก ความใส่ใจ และการมีที่พักพิงทางใจ
- การที่เราจะรู้สึกโกรธหรือเสียใจที่ไม่ได้รับความรักอย่างที่คาดหวัง หรือถูกมองข้ามไป ก็คงไม่แปลกอะไร เพียงแต่อยากให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้ รักตัวเอง โอบกอดและยอมรับในทุกความรู้สึก
‘บ้าน’ สำหรับคุณหมายถึงอะไร หลายคนอาจตอบว่าบ้านคือที่อยู่อาศัย บ้างตอบว่าบ้านคือห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่สำหรับบางคน บ้าน…แท้จริงแล้วก็คือ ‘ครอบครัว’
คำตอบของแต่ละคนนั้นไม่มีถูกไม่มีผิด ทั้งยังไม่แปลกเลยด้วยซ้ำที่หลายๆ คนจะให้ความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ แตกต่างกันออกไป เนื่องจากความคิด ทัศนคติ หรือประสบการณ์ที่แต่ละคนเคยได้รับมานั้นไม่เหมือนกัน แต่ถ้าจะให้นิยามคำว่าบ้านในอุดมคติแล้วล่ะก็…สำหรับเราคงจะหมายถึง สถานที่ที่อยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย สร้างความสบายใจ และก็มอบความอบอุ่นให้อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าหากมันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว…จะยังสามารถเรียกสิ่งนี้ว่าบ้านได้อยู่หรือเปล่า
คำถามนี้ชวนให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า เมษาลาตะวัน ผลงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ของ September s Blue จากสำนักพิมพ์ P.S. Publishing ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายสามคน เมษา ตะวัน และ ไนท์ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นคนอื่นจากคนในครอบครัว และโหยหาการมีบ้านให้กลับ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของแต่ละครอบครัวเอาไว้ ผ่านมุมมองของตัวละครหลักอย่าง ‘เมษา’
เพราะแต่ละคนย่อมมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ‘ตะวัน’ เด็กหนุ่มลูกครึ่งผมทองวัยสิบเจ็ดปี เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านของเมษาได้ไม่นาน เขาอาศัยอยู่กับพ่อที่แต่งงานใหม่มาแล้วเจ็ดครั้ง ทำให้ตั้งแต่เด็กเขามักโดนแม่เลี้ยงทำร้ายร่างกายด้วยความรุนแรงอยู่เสมอ กอปรกับการที่พ่อเองก็มัวแต่ทำงาน แถมยังรับไม่ได้กับการที่เขาชอบผู้ชาย จึงยิ่งทำให้พ่อไม่ได้ใส่ใจเขามากเท่าที่ควร ซ้ำยังโชคร้ายที่เขาจำหน้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับแม่แท้ๆ ของตัวเองไม่ได้เลย
‘ไนท์’ เป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงคนเดียวของเมษา ในตอนแรกเขาก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอีกฝ่ายมากมายนัก แต่พอได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยขึ้น จึงทำให้ได้รู้ว่า ครอบครัวของไนท์ทำธุรกิจเปิดร้านคาราโอเกะ ซึ่งในขณะที่ไนท์ช่วยงานที่ร้านก็มักจะถูกลูกค้าคุกคามทางเพศอยู่เป็นประจำ ทั้งโอบไหล่ ลูบไล้บริเวณสีข้าง สัมผัสตัว ฯลฯ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ครอบครัวของไนท์รับรู้และยินยอมให้เกิดขึ้น โดยไม่ได้ใส่ใจหรือคิดที่จะปกป้องไนท์เลยแม้แต่น้อย เพราะต้องการเพียงทิปจากลูกค้า ทั้งยังให้เหตุผลว่า…เป็นผู้ชายเหมือนกัน ไม่มีอะไรสึกหรอ
ส่วนตัวของเมษาเอง คือเด็กชายพูดน้อยวัยสิบห้าปี ที่เห็นเหตุการณ์ในวันที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน จนทำให้พ่อเก็บข้าวของแล้วจากไป เหลือไว้เพียงเขากับแม่ที่ยังคงถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังเดิม แล้วหลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ทิ้งเขาให้อยู่บ้านคนเดียวซ้ำๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง จนบ้านไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านสำหรับเมษาอีกต่อไป
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจไปด้วย ก็คือฉากที่เมษาโดนฝนสาดขณะนั่งอยู่บนรถประจำทาง แล้วมีคุณยายคนหนึ่งยื่นผ้าขนหนูมาให้เมษาคลุมไหล่ พร้อมพูดบอกเขาว่า “เอาไปเถอะลูก” ซึ่งหลังจากคุณยายพูดคำนั้นจบลง ก็มีความคิดหนึ่งดังก้องเข้ามาในหัวของเมษาอย่างชัดเจนว่า “ยายเห็นผมเป็นลูกหลาน ชั่วขณะนั้น ที่นี่คือบ้านผม”
หลังจากอ่านประโยคนี้จบ มันทำให้เราย้อนนึกถึงเรื่องราวของตัวเองในขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ดันโชคร้ายที่เรากลับป่วยและต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือน บวกกับได้รับคำพูดที่ทำลายกำลังใจเรามากๆ จากพ่อของตัวเอง สิ่งเดียวที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้ก็คือคำพูดและการดูแลเอาใจใส่ของคุณหมอเจ้าของไข้ เนื่องจากคุณหมอคอยมาถามไถ่อาการเราอยู่เสมอ ทั้งยังทำในสิ่งที่เราประทับใจมากๆ และจะไม่มีวันลืมเลยนั่นก็คือ การที่คุณหมอมาสระผมให้เพราะเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งยังสละเวลามาติวหนังสือให้ทุกวัน ชั่วขณะนั้นคุณหมอเองก็เปรียบเสมือนบ้านสำหรับเราเช่นเดียวกัน
นั่นอาจเป็นเพราะ สิ่งที่เรากับเมษาต้องการจริงๆ คือ ‘ความรัก ความใส่ใจ’ สิ่งที่เราไม่เคยได้รับจากพ่อ ส่วนเมษาเองก็ไม่ได้รับจากแม่ บ้านจึงไม่ใช่บ้านในความหมายของพื้นที่อันอบอุ่นปลอดภัยที่โอบอุ้มหัวใจเรา
หลังจากพ่อกับแม่เลิกกัน เมษาต้องดูแลตัวเองเพียงลำพัง เพราะแม่ของเขาที่เป็นพยาบาลเริ่มทำตัวห่างเหิน อ้างว่าต้องขึ้นเวรที่โรงพยาบาลติดต่อกันจนทำให้ไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งแม่ก็กลับบ้านมากับผู้ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นคนรักใหม่ของแม่ และเด็กหญิงวัยรุ่นราวคราวเดียวกันกับเมษา
ผู้ชายคนนั้นชื่อ ‘คุณกร’ เป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกันกับแม่ ส่วนเด็กหญิงชื่อ ‘เพตรา’ ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่เมษายังไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆ เรื่องราวก็กลายเป็นแม่พาพ่อใหม่กับลูกติดเข้ามาในบ้านโดยไร้คำอธิบายเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการที่แม่ไม่เคยพูดถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องทิ้งเมษาไป เขาไม่อยากมีพ่อใหม่ เขาอยากอยู่กับแม่ด้วยกันสองคนเหมือนที่ผ่านมา
แม่พาเพตรามาที่บ้านบ่อยขึ้น ทั้งยังสละวันหยุดที่มีเดือนละไม่กี่ครั้งให้เธอ เพื่อพากันทำกิจกรรมสานสัมพันธ์กันอยู่สองคน เมษารู้สึกว่าตัวเองถูกกั้นให้กลายเป็นส่วนเกินโดยสมบูรณ์ ความคิดในหัวตีรวนยุ่งเหยิงกันไปหมด ทั้งอิจฉาที่คนมาทีหลังอย่างเพตราได้สิ่งที่เขาต้องการมาตลอด ทั้งผิดหวังที่แม่ยกเวลาส่วนตัวที่เคยหวงแหนให้คนอื่น พลางนึกย้อนไปในวันที่เขาเล่นน้ำฝนจนป่วย ตอนนั้นเมษาได้แต่คิดว่า “ต่อให้จับไข้ เขาคงจะนอนซมไม่กี่วัน หาหยูกยากินกันเองตามอัตภาพ เขามีบ้าน แต่ในบ้านไม่มีใครใส่ใจพอจะพาเขาไปหาหมอ เพราะแม่ต้องรักษาลูกคนอื่น” แล้วก็เป็นจริงดังที่เมษาคิด สัปดาห์นั้นแม่กลับบ้านมาเจอเขานอนป่วย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจถามอะไรเขามากมาย
“ต้องเลิศเลอเพอร์เฟกต์ขนาดไหนถึงจะได้เป็นคนสำคัญ ต้องทำตัวแบบไหนกันถึงจะมีค่าพอให้ใส่ใจ” นี่เป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเราขณะอ่านประโยคนี้ แล้วเราเองก็เชื่อว่า…ยังมีอีกหลายคนที่สงสัย แล้วก็ยังคงตั้งคำถามในแบบเดียวกันกับเรา ต้องเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือว่าต้องฉลาดหลักแหลมเก่งกาจมากสักเท่าไหร่กัน ถึงจะได้รับความใส่ใจเป็นการตอบแทน
นี่คงเป็นคำถามแทนใจสำหรับใครหลายๆ คนที่อาจจะเคยพบเจอกับเรื่องราวเหตุการณ์คล้ายๆ กับเมษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พ่อแม่แยกทางกัน หรือการที่ถูกคนในครอบครัวเพิกเฉย ไม่ใส่ใจดูแล จนนำมาซึ่งความรู้สึกโดดเดี่ยว ความอิจฉาริษยา และความรู้สึกที่มองว่าตัวเองนั้นเป็นคนนอกสำหรับครอบครัว ซึ่งความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ แม้จะฟังดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่ก็อย่าได้โทษตัวเองมากมายนักเลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความรักความใส่ใจ โดยเฉพาะจากคนที่เรารัก
การที่เราจะรู้สึกโกรธหรือเสียใจที่ไม่ได้รับความรักอย่างที่คาดหวัง หรือถูกมองข้ามไป…ก็คงไม่แปลกอะไร เพียงแต่อยากให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้ รักตัวเอง โอบกอดและยอมรับในทุกความรู้สึก ไม่ว่าดีหรือร้าย แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจ หาทางเยียวยาหัวใจตัวเอง เพื่อที่ในสักวันหนึ่งเราจะได้ค้นพบกับความสุขที่แท้จริงในรูปแบบของตัวเอง