Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Life Long Learning
13 February 2026

‘โรงเรียนคนโสด’ หลักสูตรเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้การใช้ชีวิตลำพังกลายเป็นชีวิตดีๆ ที่ลงตัว: คุยกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘โรงเรียนคนโสด’ ไม่ได้มองความโสดเป็นปัญหา แต่ตั้งต้นจากความจริงที่ว่าผู้คนจำนวนมากต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น ทักษะการใช้ชีวิตลำพังจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น
  • ชวนคุยกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องหลักสูตรที่ช่วยให้ผู้เรียนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในฐานะคนโสด
  • เป้าหมายของโรงเรียนคนโสดคือเสริมความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้ชีวิต ทั้งด้านความคิด อารมณ์ การเงิน และสุขภาพ เพื่อให้การอยู่ลำพังเป็น ‘โอกาส‘ และ ‘พื้นที่แห่งอิสรภาพ’

“ทำไมยังโสด?”

อาจเป็นคำถามที่หลายคนคุ้นเคย และบางครั้งอาจเป็นคำถามที่ทำให้เราต้องอธิบายชีวิตตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็น ทว่าสำหรับสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามที่ทุกคนควรให้สำคัญมากกว่า คือ ถ้าต้องอยู่ลำพัง เราพร้อมแค่ไหน?

แนวคิดนี้เป็นสารตั้งต้นของ ‘โรงเรียนคนโสด’ หรือชื่ออย่างทางการว่า หลักสูตรทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในฐานะคนโสด หลักสูตรที่ไม่ได้มองความโสดเป็นปัญหา ไม่ได้ตั้งต้นจากความขาด หากตั้งต้นจากความจริงของโลกยุคใหม่ที่ผู้คนจำนวนมากถูกผลักให้ต้องใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีและโครงสร้างสังคมก็ทำให้เรา ‘อยู่คนเดียวได้’ ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การใช้ชีวิตลำพังจึงไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่กำลังกลายเป็นสภาพปกติของคนจำนวนไม่น้อย

เมื่อความลำพังอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการเลือกและจากเงื่อนไขชีวิต คำถามจึงไม่ใช่ว่าโสดดีหรือไม่ดี แต่คือเราจะใช้ชีวิตลำพังอย่างไรให้มั่นคง ดูแลตัวเองอย่างไรโดยไม่พังทางอารมณ์ วางแผนการเงินอย่างไรเมื่อไม่มีใครเป็นตัวหาร และออกแบบชีวิตอย่างไรโดยไม่ต้องยึดกรอบ ‘ต้องมีคู่’ จนบีบคั้นตัวเอง

The Potential ชวนหาคำตอบกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรที่ไม่ได้สอนให้หนีความโสด แต่ชวนมองตรงๆ และตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าต้องอยู่คนเดียวจริงๆ เราจะทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้อย่างปกติสุขอย่างไร

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทางสถาบันเปิดหลักสูตร ‘โรงเรียนคนโสด’ 

ด้วยนโยบายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องการให้บริการองค์ความรู้แก่สังคมอย่างครอบคลุมทุกช่วงวัย ที่ผ่านมาเราอาจเน้นหลักสูตรสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดลงหลังจบการศึกษา มนุษย์สามารถและควรเรียนรู้ต่อไปตลอดชีวิต ดังนั้น แนวคิดเรื่อง โรงเรียนคนโสด จึงเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางในการขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้ให้ทั่วถึงมากที่สุดครับ

ส่วนที่มาว่าทำไมถึงเป็น ‘คนโสด’ นั้น นอกจากจะเป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยแล้ว คณะกรรมการของสถาบันก็ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วสถาบันของเรามีบทบาทในการจัดบริการทางวิชาการอยู่แล้ว เรามีหลักสูตรฝึกอบรมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อีกทั้งยังมีหลักสูตรที่เรียกว่า ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ และกำลังจะมีหลักสูตรอื่นๆ ตามมา ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จค่อนข้างดีครับ

โดยคณะกรรมการของสถาบันเราเห็นว่า เมื่อเราจัดทำหลักสูตรผู้สูงอายุแล้ว จริงๆ ยังมีกลุ่มคนอื่นในสังคมที่น่าจะได้รับประโยชน์จากหลักสูตรลักษณะใกล้เคียงกันด้วย จึงมีข้อเสนอให้จัดตั้ง ‘โรงเรียนคนโสด’ ขึ้นมา เป็นหนึ่งในชุดหลักสูตรที่เราดำเนินการครับ

นอกจากนี้ ภายในปีนี้เรายังมีอีกสองโรงเรียนที่จะเปิดดำเนินการ ได้แก่ ‘โรงเรียนพ่อแม่’ ซึ่งมุ่งให้บริการความรู้แก่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลาน และอีกหลักสูตรหนึ่งคือ ‘โรงเรียนพ่อแม่น้อน’ สำหรับผู้ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงครับ

ทั้งหมดนี้คือที่มาคร่าวๆ ว่าเหตุใดเราจึงริเริ่มแนวคิดเรื่อง ‘โรงเรียนคนโสด’ ขึ้นมาครับ

หลักสูตรนี้เกิดจาก Pain Point ของคนโสด หรือเกิดจากการมองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม?

ในช่วงที่เราประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน มีคำถามขึ้นมาว่า หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ Pain Point อะไรของผู้เรียนหรือไม่ จุดยืนของเราก็คือ เราไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามเรื่อง Pain Point โดยตรงเท่าไรนัก แต่เริ่มจากการมองว่า ปัจจุบันสังคมกำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด และท่ามกลางพลวัตนั้น บุคคลในสังคมต้องการอะไรบ้าง

และเรามองจากแนวโน้มของจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง ประกอบกับบริบททางสังคมรอบตัวที่ทำให้เห็นว่าอัตราของคนโสดน่าจะเพิ่มสูงขึ้นพอสมควร อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหรือ Impact ที่เราต้องการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวคนโสดเท่านั้น แต่เราคาดหวังให้ผลของหลักสูตรขยายไปถึงคนรอบข้างของเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือญาติพี่น้อง

อีกทั้งเราจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากถูกบีบให้ต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ถูกทำให้ ‘อยู่คนเดียวได้’ มากขึ้นด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น หลายคนต้องทำงานห่างไกลจากภูมิลำเนา ภาระงานที่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาดูแลใคร หรือแม้แต่หาคนมาดูแลตัวเอง ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และศักยภาพในการทำงานของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเอื้อให้เราสามารถใช้ชีวิตคนเดียวได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

มันจึงเป็นเหมือนสองด้าน ด้านหนึ่งคือเงื่อนไขของชีวิตที่ผลักให้เราต้องอยู่ลำพัง อีกด้านหนึ่งคือเครื่องมือและระบบสนับสนุนที่ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นไปได้ง่ายขึ้น นี่คือบริบทที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มนุษย์ในปัจจุบันล้วนต้องเผชิญ 

เพราะฉะนั้น การมี ‘โรงเรียนคนโสด’ จึงเป็นความตั้งใจที่จะสนับสนุนผู้คนที่จำเป็นต้องอยู่คนเดียว หรือเลือกที่จะอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ให้มีทักษะและความพร้อมในการดำเนินชีวิต

แก่นความคิดสำคัญในการออกแบบหลักสูตรทักษะชีวิตคนโสดคืออะไร

ตอนที่เราคิดหลักสูตรนี้ขึ้นมา เราไม่ได้ตั้งต้นจากแนวคิดว่าจะต้อง ‘ยกระดับคุณภาพชีวิต’ ของผู้เรียนให้ดีขึ้น เพราะเราเชื่อว่าแต่ละคนก็อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบของตนอยู่แล้ว สิ่งที่เราคิดมากกว่าคือ ทำอย่างไรให้คนเราสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มนุษย์จำนวนมากมีความจำเป็นต้องมีความสามารถในการอยู่ตามลำพังให้ได้ หากจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขที่สุด

ดังนั้น เป้าหมายของหลักสูตรจึงไม่ใช่การยกระดับคุณภาพชีวิตในความหมายเชิงเปรียบเทียบ แต่เป็นการเพิ่มพูนหรือเสริมสร้าง ‘ความยืดหยุ่น’ และ ‘ความแข็งแรง’ ให้กับชีวิต ทั้งในด้านจิตใจ ด้านร่างกาย ตลอดจนความสามารถในการปรับบริบทแวดล้อมให้สอดรับกับความจำเป็นของการใช้ชีวิตตามลำพัง นี่คือแก่นความคิดที่เราให้ความสำคัญครับ

คนที่มาเรียนจำเป็นต้องเป็นมีสถานภาพโสดเท่านั้นหรือไม่

กนกลางของวิธีคิด ‘โรงเรียนคนโสด’ ไม่ได้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า ผู้เข้าอบรมจะต้องเป็นคนโสดหรือใช้ชีวิตตามลำพังเท่านั้น เราไม่ได้จำกัดกลุ่มเป้าหมายไว้เพียงคนที่ไม่มีคู่ แต่ต้องการพัฒนาและเสริมศักยภาพของทุกคนให้สามารถ ‘อยู่กับตัวเองได้’ อย่างมั่นคง ไม่ว่าคุณจะมีครอบครัว มีคู่ หรือไม่มีคู่ก็ตาม สถานภาพความสัมพันธ์ไม่ใช่เกณฑ์ที่เราใช้พิจารณา

ความคาดหวังของเราคือ เมื่อผ่านหลักสูตรนี้ไปแล้ว การอยู่ตามลำพังจะไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหา แต่จะถูกมองว่าเป็นโอกาส เป็นความท้าทาย และเป็นพื้นที่แห่งอิสรภาพที่ทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น

แม้คุณจะมีชีวิตคู่ การอยู่กับตัวเองได้ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อแต่ละคนมีความมั่นคงภายใน รู้จักดูแลตัวเอง และไม่ฝากภาระทางอารมณ์ทั้งหมดไว้กับอีกฝ่าย ความสัมพันธ์ก็จะมีปัญหาน้อยลง เราเชื่อว่าหากมนุษย์สามารถอยู่ตามลำพังได้อย่างมีคุณภาพ โลกก็จะมีความขัดแย้งและปัญหาน้อยลงเช่นกันครับ

ผู้เรียนจะได้เรียนรู้อะไรตลอดหลักสูตรนี้

วิชาที่เปิดสอนจะแบ่งการเรียนออกเป็น 8 ครั้งครับ โดยแกนหลักของหลักสูตร เราให้ความสำคัญกับ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ เรื่องความคิดและจิตใจ เรื่องสุขภาพและร่างกาย เรื่องเงื่อนไขในการดำรงชีวิต และเรื่องสันทนาการ

เราอยากให้ผู้ที่มาอบรมกับเราได้มองเห็นแง่มุมของการใช้ชีวิตตามลำพังในมิติที่หลากหลายขึ้น ผมคิดว่ายังมีคนจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าการเป็นโสดหรือการอยู่คนเดียวเป็น ‘ปัญหา’ แม้ในยุคสมัยใหม่ความคิดเช่นนั้นอาจจะลดลงไปมากแล้วก็ตาม แต่ในอดีต การเป็นโสดมักถูกตั้งคำถามเสมอว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้หญิงที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามค่ำคืน ใครจะดูแล ความกังวลเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่

แต่ในปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาในความหมายเดิมอีกต่อไป การใช้ชีวิตลำพังหรือการเป็นโสด เปิดพื้นที่ให้เราได้เลือกคิด เลือกออกแบบชีวิตของตนเองมากขึ้น เราจึงมีวิชาที่เกี่ยวกับการจัดการชีวิตของผู้ที่อยู่ลำพัง การวางแผนชีวิตในแบบที่ไม่จำเป็นต้องผูกโยงกับการเป็นคู่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนเอง การบริหารจัดการการเงิน รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างการท่องเที่ยวและสันทนาการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางคนเดียว เพราะถ้าต้องไปคนเดียว เราก็ไปได้ ชีวิตที่สามารถดำเนินไปตามลำพังได้อย่างมั่นใจนั้น จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความเข้มแข็งให้กับตัวเราเองด้วยครับ

โดยหลักสูตร ‘โรงเรียนคนโสด’ ถูกออกแบบให้มีการเรียนทั้งหมด 8 ครั้ง ครั้งละประมาณ 6 ชั่วโมง เรียนทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย รวมแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง และมีการพาไปศึกษาดูงานรวมอยู่ด้วย ส่วนวันเปิดหลักสูตร เราตั้งใจให้เริ่มในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 69  โดยเป็นการเปิดรุ่นแรกครับ

ช่วยอธิบายเนื้อหาของทั้ง 8 ครั้ง ว่าแต่ละครั้งสอนอะไรบ้าง

ในครั้งแรก เราเริ่มต้นจากการสร้างมุมมองเชิงบวกต่อการใช้ชีวิตโสด เพื่อปรับทัศนคติของผู้เรียนให้เห็นความหมายของการเป็นคนโสด พร้อมทั้งปลูกฝังความรักและความเคารพต่อตนเอง 

ครั้งที่สองมุ่งเน้นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ โดยเฉพาะการจัดการความเครียดและอารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ 

เมื่อผู้เรียนเข้าใจตนเองทั้งในแง่ทัศนคติและอารมณ์แล้ว ครั้งที่สามจึงต่อยอดไปสู่การสร้างชีวิตที่มีเป้าหมาย หลักสูตรชวนให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง ว่าอยากไปในทิศทางใด และจะออกแบบเส้นทางชีวิตอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบของชีวิตคู่ 

ในครั้งที่สี่ เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเงินและการสร้างความมั่นคง 

ครั้งที่ห้าขยับไปสู่มิติทางสังคม แม้จะเป็นคนโสด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องโดดเดี่ยว เราพูดถึงการสร้างเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ การใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเหมาะสม 

ครั้งที่หกเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพกายและใจอย่างเป็นองค์รวม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับชีวิต เพราะร่างกายและจิตใจที่มั่นคงคือฐานสำคัญของการใช้ชีวิตตามลำพัง

ครั้งที่เจ็ดว่าด้วยการเดินทางและการใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวคนเดียว เราต้องการให้ผู้เรียนเห็นว่า หากต้องไปคนเดียว ก็สามารถไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

และในครั้งสุดท้าย เป็นการสรุปและสะท้อนการเรียนรู้ทั้งหมด เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนทบทวนสิ่งที่ได้รับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมองเห็นพัฒนาการของตนเองตลอดหลักสูตร

สำหรับวิทยากร เราไม่ได้จำกัดเฉพาะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่คัดเลือกผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในแต่ละด้านมาร่วมแบ่งปันความรู้ เพื่อให้เนื้อหามีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้ที่ต้องอยู่ลำพังได้อย่างแท้จริง

ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำไหม จึงจะสมัครเรียนได้?

ตั้งแต่แรกเริ่มที่เราคิดโครงการนี้ขึ้นมา เราไม่ได้ตั้งต้นจากประเด็นเรื่องคุณสมบัติทางการศึกษาเลย ปรัชญาการให้บริการวิชาการของสถาบันภายใต้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ การทำให้ความรู้เข้าถึงผู้คนให้ได้อย่างทั่วถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีพื้นฐานการศึกษาในระดับใดก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรของเราส่วนใหญ่จึงไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ เราไม่ได้มองว่าปริญญาหรือระดับการศึกษาจะเป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงความรู้ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เรานำเสนอเป็นเนื้อหาที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง โดยไม่จำเป็นต้องมีกรอบทางการศึกษามาเป็นข้อจำกัด

สิ่งสำคัญมีเพียงว่า คุณเข้าใจว่าเราสอนอะไร เห็นว่าเนื้อหานั้นสอดคล้องกับความต้องการของคุณ และตัดสินใจก้าวเข้ามาเรียนรู้ด้วยตนเอง ตราบใดที่คุณมาเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่เป็นภัยหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเราในการเปิดพื้นที่ต้อนรับครับ

เมื่อผู้เรียนจบหลักสูตรแล้ว คาดหวังว่าผู้เรียนจะได้อะไรกลับไป

ความคาดหวังของเรามีอยู่ 3 ข้อครับ ข้อแรก เราคาดหวังว่าเมื่อผู้เรียนผ่านหลักสูตรนี้ไปแล้ว เขาจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของการอยู่ตามลำพังมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดควรตระหนักได้ว่า หากเราอยากใช้ชีวิตลำพังอย่างมีคุณภาพ เราจำเป็นต้องมีคุณสมบัติหรือทักษะใดบ้าง ทั้งในด้านความคิด อารมณ์ และการจัดการชีวิตของตนเอง

ข้อที่สอง เราคาดหวังว่าความรู้ที่ได้รับจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้การใช้ชีวิตราบรื่นและมั่นคงขึ้น เรื่องการเงินและการเดินทางเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่าสามารถนำไปใช้ได้ทันที ขณะเดียวกัน การจัดการอารมณ์และความคิดของตนเองก็เป็นทักษะที่ผู้ที่อยู่คนเดียวสามารถนำไปปรับใช้ได้โดยตรง เราอยากทำหน้าที่เสมือนเป็นเพื่อน เป็นพื้นที่ให้คำปรึกษา ที่ช่วยให้เขาเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

และข้อสุดท้าย เราอยากให้ผู้ที่มาเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อก่อรูปเป็นเครือข่ายหรือชุมชนของผู้ที่ใช้ชีวิตตามลำพัง เพราะเราเชื่อว่าเครือข่ายจะช่วยให้ความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่นั้นงอกเงยและต่อยอดได้มากกว่าการเรียนรู้เพียงลำพัง

เราไม่ได้เชื่อว่าการให้ความรู้แบบทางเดียวจะเพียงพอ แต่เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ หรือ Feedback จากกันและกัน จะทำให้ความรู้นั้นมีชีวิตและเติบโตขึ้น และหากวันหนึ่งพวกเขาต้องอยู่คนเดียวจริงๆ เครือข่ายของคนที่มีประสบการณ์คล้ายกันนี้เอง จะกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถพูดคุย ปรึกษา และเกื้อหนุนกันได้ครับ

ในมุมของอาจารย์ คิดว่าหลักสูตรนี้จะช่วยขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในด้านใดได้บ้าง

ถ้ามองในเชิงตัวเลข เราเปิดรับผู้เข้าอบรมปีละประมาณ 50 คน หากเปิดได้ 2 รุ่นก็จะเป็นราว 100 คนต่อปี ต่อให้ดำเนินการต่อเนื่อง 10 ปี ก็จะมีผู้ผ่านหลักสูตรประมาณ 1,000 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ ที่มีหลายล้านคน ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยมาก ผลกระเพื่อมทางสังคมจากผู้ที่ผ่านการอบรมกับเราเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ได้มากนัก หากประเมินกันตามสัดส่วนจริง

แต่ความคาดหวังของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่จำนวนผู้เรียน เราหวังว่าในฐานะที่เราเริ่มต้นทำ ‘โรงเรียน’ ลักษณะนี้อย่างเป็นระบบ อาจจะเป็นต้นแบบหรือจุดตั้งต้นให้คนอื่นๆ เห็นแนวทาง เห็นความเป็นไปได้ และร่วมกันขยายผลในรูปแบบของตนเอง หากมีหลายภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อน ผมเชื่อว่าผลกระทบเชิงบวกจะกว้างไกลกว่าที่สถาบันเดียวจะทำได้

อย่างน้อยที่สุด หากเราสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสังคมต่อการอยู่ตามลำพังและการเป็นคนโสดได้บ้าง ไม่มองว่าเป็นปัญหา ไม่มองว่าเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา แต่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติรูปแบบหนึ่งของชีวิต คำถามต่อไปก็จะไม่ใช่ว่า “ทำไมยังโสด” หากแต่เป็น “จะใช้ชีวิตแบบนี้อย่างไรให้ปกติสุข”

เราอยากให้หลักสูตรนี้เป็นเหมือนตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า แนวคิดเช่นนี้สามารถทำได้จริง และสามารถเผยแพร่ความรู้ในลักษณะนี้ออกไปได้ เพราะลำพังสถาบันเดียวคงสร้างผลกระทบได้จำกัด การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมในวงกว้างด้วยครับ

อยากฝากอะไรถึงคนที่สนใจหลักสูตรโรงเรียนคนโสด?

สำหรับผู้ที่สนใจ ‘โรงเรียนคนโสด’ ก็อยากเชิญชวนให้ลองเข้ามาสมัครเรียนครับ แม้ว่าขณะนี้รุ่นแรกจะเต็มแล้ว แต่อยากให้ลองติดตามหรือเข้ามาดูรายละเอียดหลักสูตรของเรา รวมถึงคอร์สอื่นๆ ของสถาบัน ว่ามีหลักสูตรใดที่เหมาะสมกับท่านบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น เรายังมี ‘โรงเรียนพ่อแม่น้อน’ สำหรับผู้ดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งคนโสดก็สามารถมาเรียนได้ หรือ ‘โรงเรียนพ่อแม่’ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ปกครองเด็ก ท่านไม่จำเป็นต้องแต่งงานก็ได้ หากเป็นคนโสดแต่ต้องดูแลหลานหรือเด็กในครอบครัว ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้เช่นกันครับ

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้เพิ่มเติมก็คือ หากท่านเป็นคนโสด ก็ไม่จำเป็นต้องมองว่าความโสดเป็นปัญหา เพราะสถานะโสดอาจเป็นเพียงสภาวะชั่วคราว และแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เราก็สามารถทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขได้

เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราค่อยตัดสินใจว่าต้องการให้สภาวะนั้นเป็นเพียงชั่วคราวหรือถาวร แต่ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวร สิ่งสำคัญคือการอยู่กับมันอย่างมีความสุขครับ

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงสังคมที่ยังมองว่าการเป็นโสดเป็นเรื่องลบหรือเป็นปัญหา?

ผมคิดว่าสภาวะ ‘โสด’ หรือ ‘ไม่โสด’ นั้น เป็นสิ่งที่สังคมประกอบสร้างขึ้นและให้ความหมายกับมัน ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทย เรามักมองหลายเรื่องรวมเป็นก้อนเดียว ไม่ใช่ว่าถูกหรือผิด แต่เป็นลักษณะทางสังคมที่จัดวางความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ไว้ในกรอบบางอย่าง

เช่น เรื่องเพศ ความรัก ชีวิตคู่ การแต่งงาน และครอบครัว มักถูกมองว่าเป็นชุดเดียวกัน ต้องเกิดขึ้นตามลำดับ คุณมีแฟนก็ต้องรักกัน รักกันแล้วจึงแต่งงาน แต่งงานแล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ และสุดท้ายจึงสร้างครอบครัว ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันหรือเรียงตามสูตรตายตัว การที่มันถูกผูกโยงเข้าด้วยกันเช่นนั้น เป็นผลจากการที่สังคมผลิตความหมายบางอย่างขึ้นมา

สถานะของคนโสดก็เช่นเดียวกัน ในอดีต การอยู่ตามลำพังถูกมองว่าเป็นปัญหา เพราะสังคมดั้งเดิมเป็นสังคมที่มนุษย์จะอยู่รอดได้ต้องรวมกลุ่ม การรวมกลุ่มที่มั่นคงและปลอดภัยที่สุดก็คือครอบครัว ดังนั้น การเป็นโสดจึงถูกตีความว่าอาจทำให้ดำรงชีวิตได้ยากลำบาก มุมมองแบบนี้ค่อยๆ ฝังแน่นจนทำให้เรารู้สึกว่า ‘ไม่โสด’ น่าจะดีกว่า

แต่เมื่อสังคมพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการใช้ชีวิต วิธีการทำมาหาเลี้ยงชีพ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ๆ ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ตามลำพังได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าในหลายกรณี ความคิดของผู้คนยังเปลี่ยนไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขภายนอก คนจำนวนหนึ่งจึงยังถูกตีตราว่าการเป็นโสดเป็นปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาอาจเลือกแล้ว และรูปแบบชีวิตนั้นอาจเหมาะสมกับเขา

ในทางกลับกัน การไม่โสดก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะดีกว่าคนโสดเสมอไป นี่เป็นสิ่งที่สังคมต้องค่อยๆ เรียนรู้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขภายนอกกับการปรับตัวทางความคิดของคนเรา ไม่ได้เคลื่อนไปพร้อมกันเสมอ

สิ่งที่เราอยากชี้ให้เห็นก็คือ ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแบบเดิม หรือถูกคิดในกรอบเดิมเสมอไป เราสามารถตั้งคำถามและเปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของการใช้ชีวิตได้ครับ

Tags:

ความสัมพันธ์ชีวิตโสด

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Parasocial Relationship: รักข้างเดียวของแฟนคลับ ความสัมพันธ์ที่ต้องรู้เท่าทัน

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    การศึกษาของกระป๋องมีฝัน และที่ทางให้ตัวเองได้เบ่งบาน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Dear ParentsMovie
    Orange is the new black: แม้ในเรือนจำความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกกักขัง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Friends Can Break Your Heart Too: บทเรียนหัวใจสลาย บางครั้งคนใจร้ายก็คือ ‘มิตร’

    เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel