- Relationship Reset Syndrome เป็นความรู้สึกที่เหนื่อยล้ากับความสัมพันธ์ จนตัดสินใจลบความสัมพันธ์นั้นทิ้งทั้งหมด แทนที่จะพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการจับเข่าคุยกันกับคู่ในความสัมพันธ์
- ดร.อาซากิ มัตสึซากิ (Asaki Matsuzaki) จิตแพทย์และอาจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยสึคุบะ กล่าวว่า สาเหตุหลักๆ มาจาก 1.ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคนที่ตัวเองกำลังมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ 2. หลบหนีจากตัวเอง และ 3. รู้สึกดีจากการได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
- ถึงแม้การล้มกระดานความสัมพันธ์ รื้อทำลายตัวตนเดิม สร้างอัตลักษณ์ใหม่ อาจเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต แต่หากสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้รับการแก้ไข ก็มีแนวโน้มสูงที่คนๆ นั้น จะกลับมาสู่วัฏจักรเดิมๆ
อาจมีสักครั้งในชีวิต ที่เราอยากจะหายหน้าไปจากความสัมพันธ์เดิมๆ ลบทิ้งตัวตนแล้วเริ่มต้นใหม่ แต่ในความเป็นจริงการทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เมื่อพิจารณาถึงความรับผิดชอบ ความรู้สึกคุ้นเคยผูกพัน รวมถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและอื่นๆ แต่ปัจจุบันในบางสังคม การหายหน้าไปเฉยๆ หรือหนีไปจากชีวิตที่เป็นอยู่ ตัดความสัมพันธ์แบบไม่เหลือเยื่อใย กำลังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น พฤติกรรมเช่นนี้มีชื่อเรียกว่า 人間関係リセット症候群” (Ningen Kankei Risetto Shōkōgun : นินเก็น คันเค รีเซ็ตโตะ โชโคกุน) ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘การตัดความสัมพันธ์แบบล้มกระดาน’ หรือบางคนอาจแปลว่า ‘การรักสันโดษแบบเฉียบพลัน’ และเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่า Relationship Reset Syndrome
ความจริงแล้ว ในทางจิตวิทยามีการใช้คำว่า Relationship Reset อยู่แล้ว แต่เป็นการใช้ในความหมายเชิงบวก เมื่อพูดถึงกรณีที่คนสองคนทำความตกลงร่วมกันว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ โดยพยายามปล่อยวาง หรือลืมข้อผิดพลาดที่ต่างฝ่ายต่างเคยทำต่อกัน
อย่างไรก็ดี Relationship Reset ที่บทความชิ้นนี้พูดถึง จะยึดตามความหมายในเชิงลบ ที่แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็เป็นปรากฎการณ์ที่พบได้มาก จนถึงขั้นมีการบัญญัติศัพท์เฉพาะขึ้นมา
บทความแนวจิตวิทยาในแพลตฟอร์ม Note ของญี่ปุ่น ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา พบว่าชาวญี่ปุ่นจำนวนมากมีประสบการณ์ Relationship Reset ไม่ว่าจะเกิดกับตัวเอง หรือถูกกระทำจากอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเริ่มจากความรู้สึกเหนื่อยล้ากับความสัมพันธ์ จนตัดสินใจลบความสัมพันธ์นั้นทิ้งทั้งหมด แทนที่จะพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการจับเข่าคุยกันกับคู่ในความสัมพันธ์
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังพยายามลบทิ้งตัวตนที่ปรากฎอยู่ในโซเชียลมีเดีย รวมถึงลาออกจากงาน ลบรายชื่อเพื่อนและผู้ติดต่อ ที่มีอยู่ในโทรศัพท์มือถือทั้งหมด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ทำลายอัตลักษณ์ของตัวเองทั้งหมด แล้วเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่พร้อมกับอัตลักษณ์ใหม่
ดร.อาซากิ มัตสึซากิ (Asaki Matsuzaki) จิตแพทย์และอาจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยสึคุบะ กล่าวว่า สาเหตุหลักๆ ของพฤติกรรมดังกล่าว มาจากเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
1. ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคนที่ตัวเองกำลังมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งเริ่มรู้สึกไม่ดีกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ แต่ไม่กล้าพอที่จะพูดคุยเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา จึงตัดสินใจหลบหนี หรือละทิ้งปัญหานั้น
2. การหลบหนีจากตัวเอง หลังจากพบว่า ตัวตนที่พยายามสร้างขึ้น กับตัวตนที่คนอื่นมอง แตกต่างกันอย่างมาก จึงตัดสินใจลบตัวตนที่พยายามสร้างขึ้นนั้นเสีย
3. ความรู้สึกดีจากการได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ความตื่นเต้นที่จะได้สร้างตัวตนใหม่ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมนี้
แต่ท้ายที่สุด ปัญหาการลบทิ้งแล้วเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ จะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะต้นตอของปัญหาจริงๆ ไม่ได้รับการแก้ไข
ขณะเดียวกัน ผู้เขียนบทความในแพลตฟอร์ม Note ซึ่งอ้างตัวเป็นพยาบาลจิตเวช กล่าวว่า สาเหตุของพฤติกรรมตัดความสัมพันธ์แบบล้มกระดาน สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่ม
1. กลุ่มสาเหตุทางจิตวิทยา เช่น ตัวผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว เป็นคนที่มีนิสัยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หรืออาจเป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem) ทำให้ไม่กล้าเปิดใจพูดคุยกับคนอื่น ถึงปัญหาที่อาจจะมาจากข้อบกพร่องของตัวเอง
นอกจากนี้ คนที่เคยมีบาดแผลทางใจในวัยเด็ก อาจทำให้กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อใจในตัวคนอื่นที่ตัวเองมีความสัมพันธ์ด้วย สุดท้าย จึงกลายเป็นคนที่กลัวและหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์แบบลึกซึ้ง
หรือแม้กระทั่งคนที่มีลักษณะนิยมความสมบูรณ์แบบ หรือ Perfectionism ก็อาจมีพฤติกรรม Relationship Reset Syndrome เช่นกัน เพราะเมื่อเห็นข้อบกพร่องในความสัมพันธ์ ทำให้ตัดสินใจเลิกล้มความสัมพันธ์นั้นไป และพยายามแสวงหาความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบอย่างที่คาดหวัง
2. กลุ่มสาเหตุทางสังคม เช่น อิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้การตัดความสัมพันธ์ หรือการลบตัวตนทิ้ง สามารถทำได้ง่าย แค่กดปุ่มบล็อก หรือยกเลิกแอคเคาท์ และสร้างแอคเคาท์ใหม่
นอกจากนี้ ความลื่นไหลของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งทำให้การเปลี่ยนงาน การเปลี่ยนที่อยู่ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก และนั่นทำให้บางคนคิดว่า การตัดความสัมพันธ์แบบล้มกระดาน จะมีต้นทุนน้อยกว่าการใช้ความพยายามเพื่อประคับประคองความสัมพันธ์นั้น
3. กลุ่มสาเหตุจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากการทำงาน ความเครียดจากการเรียน ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่เริ่มมีปัญหาให้เดินหน้าต่อไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตลำพังคนเดียวไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้หลายคนไม่รู้สึกลำบากใจในการตัดสินใจล้มกระดานความสัมพันธ์
เกาหลี เป็นอีกประเทศที่มีแนวโน้มดังกล่าวเช่นกัน แม้ว่าอาจจะไม่รุนแรงเท่าในประเทศญี่ปุ่น และไม่ได้ใช้คำว่า ‘Relationship Reset’ แต่เรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Relationship Diet’ หรือแปลเป็นไทยว่า การควบคุมปริมาณความสัมพันธ์
คิม ยองซุบ คอลัมนิสต์และที่ปรึกษาปัญหาสังคม กล่าวว่า Relationship Diet คือ การตัดสินใจหยุดความสัมพันธ์ แทนที่จะพยายามประคับประคองหรือแก้ไขปัญหา ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากความเครียดในการใช้ชีวิตประจำวัน บวกกับเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ทำให้ง่ายที่จะบล็อก หรือลบทิ้งความสัมพันธ์ แล้วค่อยสร้างแอคเคาท์หรือตัวตนใหม่ ก่อนจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับคนใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากด้วยช่องทางโซเชียลมีเดียที่เปิดโอกาสให้พบเจอคนใหม่ๆ
คิมกล่าวว่า การควบคุมปริมาณความสัมพันธ์ ไม่ได้พบแค่ในโลกออนไลน์ แต่ในชีวิตจริง ก็มีหลายคนที่ทำเช่นนั้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว อย่างไรก็ดี เขามองว่าแนวโน้มดังกล่าวยังเป็นไปในทางบวก เพราะเป็นการลบความสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นทิ้งไป ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตมีความเครียดน้อยลง
ขณะเดียวกัน จีน ก็เป็นอีกประเทศที่พบแนวโน้มของการรีเซ็ตความสัมพันธ์ โดยหนังสือพิมพ์ South China Morning Post รายงานว่า ปรากฎการณ์การตัดความสัมพันธ์แบบล้มกระดานที่พบมากในญี่ปุ่นเริ่มเกิดขึ้นกับหนุ่มสาวในจีนเช่นกัน แม้ว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
ดร.พอล หว่อง ไวชิง จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่าปรากฎการณ์นี้ยังจำกัดอยู่ในโลกออนไลน์มากกว่า โดยหนุ่มสาวชาวจีนมักจะลบแอคเคาท์ของตัวเองทิ้ง แล้วสร้างตัวตนใหม่ สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ใหม่ๆ หลังจากเหนื่อยล้ากับการประคับประคองความสัมพันธ์ให้ราบรื่น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระยะทางไกล หรือความสัมพันธ์ในโลกโซเชียลมีเดีย
ชายหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งกล่าวว่า แทบทุกปีเขาจะลบแอคเคาท์ของตัวเอง รวมถึงลบรายชื่อเพื่อนและผู้ติดต่อ เหมือนกับเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่
แม้ว่าเมื่อดูในรายละเอียดแล้ว ปรากฎการณ์การรีเซ็ตความสัมพันธ์ที่พบมากขึ้นในญี่ปุ่น เกาหลี และจีน จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เทคโนโลยียุคใหม่โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งเป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบของความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
นอกจากนี้ โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียดยังทำให้การประคับประคองความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะในโลกจริง หรือในโลกออนไลน์ กลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังงานและความพยายามอย่างมาก และนั่นเลยทำให้หลายคนมองว่า การตัดความสัมพันธ์แบบล้มกระดานไปเลย เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ดี ถึงแม้การล้มกระดานความสัมพันธ์ รื้อทำลายตัวตนเดิม สร้างอัตลักษณ์ใหม่ อาจเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต แต่หากสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้รับการแก้ไข ก็มีแนวโน้มสูงที่คนๆ นั้น จะกลับมาสู่วัฏจักรเดิมๆ คือ มีปัญหาความสัมพันธ์ ตัดสินใจล้มกระดาน แล้วเริ่มต้นสร้างตัวตนใหม่
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชแนะนำว่า หากพบว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะล้มกระดานความสัมพันธ์ เช่น เริ่มบล็อกเพื่อน หรือคนที่กำลังคบหาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ให้ถอยออกมาแล้วถามตัวเองว่า จะได้อะไรจากการรีเซ็ตความสัมพันธ์ และความสัมพันธ์ที่กำลังมีปัญหานั้น มีค่าพอสำหรับการซ่อมแซมให้ดีขึ้นหรือเปล่า
ท้ายที่สุด อย่าลืมว่าการลบทิ้งแล้วเริ่มต้นใหม่ ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ หากแต่ยิ่งทำให้ความไว้วางใจในตัวคนอื่น รวมถึงความเชื่อใจที่คนอื่นมีต่อตัวคุณ ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ ด้วย
อ้างอิง
1. Why resetting social relationships to remove distant contacts is gaining momentum in China : https://www.scmp.com/news/people-culture/trending-china/article/3282323/why-resetting-social-relationships-remove-distant-contacts-gaining-momentum-china
2. What is Relationship Reset Syndrome? : https://note.com/rhs4950/n/naca4e541bbbd?hl=en
3. Why Do We Suddenly Want to Erase Everything? – Reset Syndrome : https://www.youtube.com/watch?v=kHrDkSkUybg
4. Time for a Relationship Diet : https://www.inhapress.com/news/articleView.html?idxno=7553