- เอไอในปัจจุบันคือ ‘เครื่องจักรแห่งการเห็นด้วย’ (Validation Machine) เหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ว่าเราพูดอะไรเขาก็จะเห็นด้วย หรือแม้กระทั่งพูดเปลี่ยนมุมมองบางอย่างที่ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าคำพูดของเรานั้นถูกต้องแล้ว
- คำตอบของเอไออาจมีประโยชน์ก็จริง แต่มันจะบายพาสการคิดด้วยตัวเอง ทำให้ขาดการสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ที่แท้จริง
- การที่วัยรุ่นพูดคุยกับเอไอมีความเสี่ยง 2 ประการที่ต้องระมัดระวัง 1. วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อความถูกต้องและเจตนาของข้อมูลที่นำเสนอน้อยกว่าผู้ใหญ่ และ 2. วัยรุ่นอาจใช้เอไอมากเกินไปจนไปเบียดเบียนความสัมพันธ์ในชีวิตจริง
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โลกของเรากำลังตื่นเต้นกับการมาถึงของ ‘โซเชียลมีเดีย’ เราสามารถเชื่อมต่อกับใครที่ไหนเวลาใดก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนก็สามารถรับรู้เรื่องราวของกันและกันได้ เวลาผ่านไปโซเชียลมีเดียก็กลายมาเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน ใครๆ ก็เล่นโซเชียลฯ คนที่ไม่เล่นจะดูแปลกทันที
ทว่าการที่โซเชียลมีเดียสามารถเข้าถึงทุกคนได้อย่างเสรีโดยปราศจากการดูแล กลับทำร้ายคนบางกลุ่ม นั่นคือ ‘เด็กและวัยรุ่น’ 10 ปีให้หลังมานี้มีหลักฐานหลายชิ้นบ่งชี้ว่า โซเชียลมีเดียกำลังทำร้ายเด็กและวัยรุ่น ทำให้พวกเขากลายเป็น ‘คนรุ่นใหม่วัยวิตก’ (The Anxious Generation) ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นและขาดทักษะการใช้ชีวิตในโลกจริง
ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนารวดเร็วยิ่งกว่าโซเชียลมีเดีย นั่นคือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ ‘เอไอ’ เพียงแค่ไม่กี่ปี สังคมก็เกิดความตื่นตัวกับเอไอในวงกว้างและมีการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดความกังวลว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ เรากำลังจะปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาทำลายพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นอีกหรือไหม่ ดังนั้นจึงควรต้องมีมาตรการและแนวทางในการจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ
ระวัง ‘เอไอ’ จะเดินซ้ำรอยกับ ‘โซเชียลมีเดีย’
เมื่อปีที่ผ่านมา สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) ซึ่งเป็นองค์กรด้านจิตวิทยาระดับโลก ได้ออกคำเตือนและคำแนะด้านสุขภาพเกี่ยวกับการใช้เอไอในวัยรุ่น (อายุ 10-25 ปี) โดยเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่าทำพลาดซ้ำเหมือนกับกรณีของโซเชียลมีเดีย
ทุกวันนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเอไอ แอปพลิเคชันและโปรแกรมต่างๆ ที่เราใช้ตั้งแต่การทำงานเล็กๆ (เช่น การคาดเดาข้อความ การเติมคำอัตโนมัติ คำแนะนำในการซื้อสินค้า) ไปจนถึงการทำงานใหญ่ๆ (เช่น แชตบอต การตรวจสอบใบสมัครงาน ระบบเตือนภัย) ต่างก็มีเอไออยู่
จากการสำรวจของ Internet Matters องค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็ก พบว่า 40% ของเด็กที่ใช้เอไอแชตบอตพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของเอไอโดยปราศจากความกังวลใดๆ ขณะที่อีก 36% ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าควรจะต้องกังวลหรือระวังเกี่ยวกับคำแนะนำที่ได้จากเอไอหรือไม่
APA กล่าวว่า กรณีของเอไอนั้นแตกต่างกับโซเชียลมีเดียอยู่ 2 ประการ คือ
- วัยรุ่นอาจไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังใช้เอไอหรือเทคโนโลยีที่มีเอไออยู่ และอาจไม่รู้เลยว่ามันส่งผลต่อชีวิตของตัวเองอย่างไร
- เอไอทำให้การแยกแยะความจริงยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเอไออาจให้ข้อมูลที่ผิด แต่ก็พยายามโน้มน้าวให้คิดว่าเป็นความจริง เช่น การใช้น้ำเสียงที่ดูมั่นใจ แทนที่จะยอมรับว่าไม่ทราบคำตอบ
การที่เอไอพยายามนำเสนอข้อมูลเท็จราวกับเป็นความจริงนั้นเรียกว่า ‘Hallucination’ หรือ ‘ประสาทหลอน’ ซึ่งรายงานของ Terzo แพลตฟอร์มวิเคราะห์การเงิน ระบุว่า เมื่อเอไอต้องตอบคำถามที่ใช้ข้อเท็จจริง (เช่น การอ้างอิงแหล่งที่มา) ยังมีอาการหลอนสูง โดยจากการทดสอบเอไอเจ้าดัง 8 ตัว มีมากถึง 5 ตัวที่มีอัตราการหลอนมากกว่า 60% กล่าวคือ คำตอบมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ได้จากเอไอเหล่านี้มีความผิดพลาดและเราอาจไม่รู้ตัวเลย
อย่างไรก็ดี APA ย้ำว่า วัยรุ่นแต่ละคนได้รับผลกระทบจากเอไอที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละคนก็มีลักษณะนิสัย สภาพร่างกาย และสภาพสังคมที่ต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควรด่วนสรุปว่าวัยรุ่นทุกคนจะตอบสนองกับเอไอเหมือนกัน อีกทั้งไม่ควรเหมารวมว่าการใช้เอไอในแบบหนึ่งๆ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ แต่ควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
ทำไม ‘วัยรุ่น’ ถึงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังการใช้ ‘เอไอ’ มากที่สุด
วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน เช่น ฮอร์โมน ร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กินเวลากว่าทศวรรษ โดยประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ‘การพัฒนาสมอง’
สมองของเรามีการเปลี่ยนแปลงและจัดระบบระเบียบการเชื่อมต่อใหม่ (Rewire) ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นไปจนถึงอายุเกือบ 25 ปี โดยสมองส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ‘ระบบลิมบิก’ (Limbic System) และ ‘เปลือกสมองส่วนหน้า’ (Prefrontal Cortex)
‘ระบบลิมบิก’ เกี่ยวข้องกับอารมณ์และแรงจูงใจ โดยอารมณ์ในที่นี้หมายรวมทั้งความโกรธ ความกลัว (ปฏิกิริยาสู้หรือหนี) และความสุขจากการทำพฤติกรรมที่ได้รับรางวัล (เช่น กิน มีเพศสัมพันธ์) ส่วน ‘เปลือกสมองส่วนหน้า’ เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผล และการกำกับควบคุมพฤติกรรม โดยเป็นสมองส่วนที่พัฒนาเป็นลำดับท้ายๆ ในชีวิตของเรา
เพื่อให้เห็นภาพ เราอาจเปรียบ ‘ระบบลิมบิก’ เป็น ‘คันเร่ง’ ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และเน้นการตอบสนองฉับไว ขณะที่ ‘เปลือกสมองส่วนหน้า’ เป็น ‘เบรก’ ที่ช่วยชะลอการตอบสนอง เปิดพื้นที่ให้คิดทบทวน และประเมินผลอย่างรอบคอบ
ในกระบวนการพัฒนาสมองของวัยรุ่นโดยสังเขป ‘คันเร่ง’ จะพัฒนาเร็วกว่า ‘เบรก’ ส่งผลให้วัยรุ่นมีแนวโน้มจะถูกอารมณ์ชักจูงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ และพึ่งพาการประเมินสถานการณ์ด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมหุนหันพลันแล่นได้
ดังนั้น APA จึงเตือนว่า การที่วัยรุ่นพูดคุยกับเอไอมีความเสี่ยง 2 ประการที่ต้องระมัดระวัง คือ
- วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อความถูกต้องและเจตนาของข้อมูลที่นำเสนอน้อยกว่าผู้ใหญ่ อีกทั้งยังอาจแยกไม่ออกว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจที่จำลองขึ้นจากเอไอ’ และ ‘ความเห็นอกเห็นใจจากมนุษย์จริงๆ’ แตกต่างกันอย่างไร ยิ่งถ้าเอไอตัวนั้นนำเสนอตัวเองในลักษณะเป็นเพื่อนก็จะยิ่งทำให้วัยรุ่นเชื่อฟังและคล้ายตามได้ง่าย
- วัยรุ่นอาจใช้เอไอมากเกินไปจนไปเบียดเบียนความสัมพันธ์ในชีวิตจริง การใช้งานเอไออย่างหนักหน่วงอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘มนุษย์’ กับ ‘เอไอ’ ค่อยๆ จางหายไป กล่าวคือ วัยรุ่นอาจคิดว่าเอไอที่คุยด้วยเป็นคนจริงๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้ง และนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น การขาดการพัฒนาทักษะสังคมหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
นอกจากนี้ ทิโมธี คุก (Timothy Cook) นักพัฒนาการศึกษาด้านเอไอ กล่าวว่า เอไอในปัจจุบันคือ ‘เครื่องจักรแห่งการเห็นด้วย’ (Validation Machine) เหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ว่าเราพูดอะไรเขาก็จะเห็นด้วย หรือแม้กระทั่งพูดเปลี่ยนมุมมองบางอย่างที่ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าคำพูดของเรานั้นถูกต้องแล้ว
การที่เอไอเห็นด้วยไปหมดทุกอย่างจะทำให้เด็กขาดการพัฒนาทักษะที่ต้องใช้เปลือกสมองส่วนหน้า เช่น การจัดการความขัดแย้ง การจัดการอารมณ์ และการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เนื่องจากการพัฒนาทักษะเหล่านี้ต้องฝึกฝนเผชิญหน้ากับ ‘ความยากลำบากทางการรู้คิด’ (Cognitive Struggle) เมื่อเด็กเอาแต่คุยกับเอไอที่พูดอะไรก็เห็นด้วยไปหมด แล้วเด็กจะมีการพัฒนาสติปัญญาที่ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างไร
คุก เน้นย้ำว่า ความยากลำบากทางการรู้คิดเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาสมอง เด็กที่คาดหวังแต่การเห็นด้วยและการยืนยันความคิดของตน จะประสบกับปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับความซับซ้อน ความไม่เห็นด้วย และคำวิจารณ์เชิงติเพื่อก่อ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่และสังคมการทำงาน
เราจะปกป้อง ‘เด็กและวัยรุ่น’ จากภาวะพึ่งพาเอไอมากเกินไปได้อย่างไร
คำแนะนำจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่า พ่อแม่และผู้ดูแล (Caregiver) มีบทบาทสำคัญในการแนะนำและปกป้องเด็กในขณะที่เด็กกำลังใช้เอไอ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่อาจไม่มีเวลากับลูกมากพอหรือขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี
รายงานจาก Internet Matters ชี้ว่า เด็กมากถึง 79% ระบุว่าพ่อแม่ทราบว่าตนกำลังใช้งานเอไอแชตบอต แต่ส่วนมากจะไม่ได้คุยเจาะลึกว่าใช้งานอย่างไร โดยพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็กังวลเกี่ยวกับการใช้งานเอไอเช่นกัน แต่มักไม่ได้พูดออกไปให้ลูกทราบ
APA แนะนำว่า การใช้งานเอไอสำหรับวัยรุ่นต้องแตกต่างจากการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ กล่าวคือ ระบบต้องมีการกรองเนื้อหาให้เหมาะสมกับช่วงวัยนั้นๆ ซึ่งการพัฒนาเอไอในปัจจุบันก็มีความพยายามในการสร้างระบบดังกล่าวผ่านการให้ผู้ใช้ระบุอายุของตัวเอง หากบัญชีของเด็กระบุอายุได้ถูกต้องก็ช่วยกรองเนื้อหาได้
อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาระบบหรือพ่อแม่ก็อาจไม่ได้สนใจว่าเด็กจะใส่อายุของตัวเองถูกต้องหรือไม่ เช่น เด็กใช้บัญชีของผู้ปกครองสมัครใช้งานเอไอหรือใส่อายุปลอม สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถทำได้อย่างง่ายที่สุดคือ หมั่นตรวจสอบว่าเด็กใช้งานเอไอด้วยบัญชีของใคร และระบุอายุตัวเองไว้เท่าไร
หรือวิธีแอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็คือการใช้ฟีเจอร์ที่เรียกว่า ‘Parental Controls’ (การควบคุมโดยผู้ปกครอง) ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมเนื้อหาและจำกัดเวลาในการใช้งานได้ แต่วิธีนี้ผู้ปกครองจะต้องมีความเข้าใจในแพลตฟอร์มที่ลูกกำลังใช้งานระดับหนึ่งเพื่อเข้าไปตั้งค่าต่างๆ อีกทั้งในแต่ละแพลตฟอร์มก็มีชื่อเรียกฟีเจอร์นี้ที่แตกต่างกัน และก็ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มจะมีฟีเจอร์นี้ด้วย
นอกเหนือจากการดูแลในโลกดิจิทัลแล้ว การดูแลในโลกจริงก็มีส่วนสำคัญ โดย คุก แนะนำว่า ให้พ่อแม่สังเกตว่าลูกมี ‘ภาวะพึ่งพาเอไอมากเกินไป’ หรือไม่ โดยสามารถดูได้จากพฤติกรรมดังนี้
- ใช้เอไอแก้ปัญหาไปหมดทุกอย่าง แทนที่ลองทำด้วยตัวเองก่อน
- ใช้เวลาไปกับการขอคำแนะนำจากเอไอมากกว่าการพูดคุยกับมนุษย์
- แสดงปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อคนอื่นเสนอมุมมองที่แตกต่างจากเอไอ
- อดทนต่อคำวิจารณ์หรือฟีดแบ็กลดลง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือในครอบครัว
- ในการตัดสินใจจะชอบใช้คำตอบจากเอไอมากกว่าการปรึกษากับเพื่อนหรือครอบครัว
คุก เสนอว่า เทคนิคที่พ่อแม่สามารถใช้เมื่อลูกไปขอคำตอบจากเอไอคือ ขอให้ลูกเล่าว่าเอไอตอบว่าอย่างไร แล้วสอบถามว่าลูกคิดเห็นอย่างไร พยายามให้เขาใช้ความคิดของตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วตัวเองคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้
คำตอบของเอไออาจมีประโยชน์ก็จริง แต่มันจะบายพาสการคิดด้วยตัวเอง ทำให้ขาดการสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ที่แท้จริง
ปัจจุบันเราทราบดีว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในหลายๆ ด้าน แต่ความล้ำสมัยนี้ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมสำหรับวัยรุ่นที่สมองส่วนการคิดวิเคราะห์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการที่พ่อแม่ ผู้ดูแล และสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการคัดกรองเนื้อหาและฝึกฝนให้เด็กคิดด้วยตัวเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณต่อไป
อ้างอิง
กรุงเทพธุรกิจ. (1 มกราคม 2569). ‘AI หลอน’ สูง 94% อย่าเชื่อคำตอบทันที. กรุงเทพธุรกิจ, 2.
American Psychological Association [APA]. (2025). Artificial intelligence and adolescent well-being.
Andy Murdock. (2020). The evolutionary advantage of the teenage brain.
Internet Matters. (2025). Me, myself and AI: Understanding and safeguarding children’s use of AI chatbots.
Sharma, S., Arain, Mathur, Rais, Nel, Sandhu, Haque, & Johal. (2013). Maturation of the adolescent brain. Neuropsychiatric Disease and Treatment, 449-461.
Timothy Cook. (2025). AI Always Agrees With Your Kid, and That’s a Problem.