Skip to content
แบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอน
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    อ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenager
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
แบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอน
Family Psychology
9 March 2026

เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • เทคโนโลยีและเอไอ ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ ทำให้การห้ามลูกใช้หน้าจออย่างเดียวไม่เพียงพอ พ่อแม่ควรสร้างบทสนทนาและสอนให้ลูกตั้งคำถามกับเทคโนโลยี เพื่อให้ใช้อย่างมีวิจารณญาณแทนการเป็น ‘เหยื่อของระบบ’
  • เด็กบางคนหันไปพึ่งเอไอเพราะความเหงาหรือความรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟัง ซึ่งอาจทำให้ลดการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงและเสี่ยงต่อการพึ่งพาเอไอมากเกินไป
  • แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน แต่ความใส่ใจของพ่อแม่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด  ซึ่งเอไออาจเลียนแบบความใส่ใจได้อย่างแยบคาย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความใส่ใจที่เกิดจากคนจริงๆ

ผ่านมาแล้วกว่า 3 ปีตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT คำว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ ‘เอไอ’ ได้ขยับจากนิยายวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ แม้เราอาจไม่ได้เป็นผู้ใช้งานโดยตรง แต่คนรอบๆ ตัว รวมไปถึงลูกหลานก็อาจจะใช้

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นภาพเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ใช้หน้าจอเพื่อเล่นเกมหรือโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่มีการพูดคุยปรึกษากับเอไอด้วย ภาพเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งบางอย่างในใจของพ่อแม่ ใจหนึ่งก็อยากให้ลูกทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเหล่านี้เพราะจะเป็นใบเบิกทางสู่ในอนาคต แต่อีกใจก็กลัวว่าลูกจะพึ่งพาเอไอมากเกินไปจนคิดไม่เป็น

ครั้นจะเอ่ยปากตักเตือนเกี่ยวกับเอไอก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร เพราะตัวเองก็ยังไม่เข้าใจและตามเทคโนโลยีไม่ทัน เช่นนั้นแล้วพ่อแม่ในยุคเอไอควรจะต้องทำอย่างไรดี

‘หน้าจอ’ ‘โซเชียลมีเดีย’ ‘เอไอ’ คือคู่ต่อสู้ของพ่อแม่ในยุคปัจจุบัน

สินธุ คงคาธรัน (Sindhu Gangadharan) กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ SAP Labs India กล่าวว่า ความท้าทายของการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันคือ เทคโนโลยีกำลังแย่งชิง ‘ความสนใจใส่ใจ’ (Attention) ของลูกเรา

เทคโนโลยีทุกวันนี้ต่างออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้ให้ได้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือการวิเคราะห์และเรียนรู้ว่าผู้ใช้ชื่นชอบเนื้อหาแบบใด จากนั้นระบบจึงเลือกเสิร์ฟเฉพาะเนื้อหาที่ผู้ใช้ชื่นชอบ หลักการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ‘โซเชียลมีเดีย’ ไปจนถึง ‘เอไอ’

ฉะนั้นเมื่อเราสั่งให้ลูกเลิกเล่นโทรศัพท์ เราไม่ได้แค่กำลังต่อสู้กับความดื้อด้านของลูกเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังต่อสู้กับระบบเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่คอยเก็บเกี่ยวความสนใจจากผู้ใช้ ซึ่งการต่อสู้กับเทคโนโลยีที่มีกลเม็ดแยบยลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราเอาชนะได้ยาก

วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดของพ่อแม่จึงมักจะเป็นการห้ามไม่ให้ใช้สิ่งนั้นไปเลย ซึ่งไม่ใช่ผลดี เพราะการห้ามสิ่งใดอาจทำให้เด็กรู้สึกต่อต้านและอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น โดยเด็กจะพยายามหาทางหลบเลี่ยงไม่ให้พ่อแม่จับได้ ทางที่ดีควรใช้การพูดคุยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน 

การเลี้ยงลูกในยุคที่มีเทคโนโลยีล่อตาล่อใจเช่นนี้ไม่สามารถใช้ ‘การควบคุม’ ได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ ‘การพูดคุย’ ที่มากขึ้นด้วย

กล่าวคือ การตั้งกฎเกี่ยวกับหน้าจอยังคงมีอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างบทสนทนาที่เปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้ และปราศจากการตัดสิน เช่น ‘ทำไมลูกถึงชอบวิดีโอนี้’ ‘ลูกคิดยังไงกับคำแนะนำนี้’ ‘ลูกคิดว่าใครเป็นคนสร้างอันนี้ขึ้นมา’

บทสนทนาลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ของลูกและแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ใส่ใจเขา สินธุย้ำว่า การสอนให้เด็กตั้งคำถามกับเทคโนโลยีสำคัญกว่าการสอนวิธีใช้เสียอีก เพราะเราจะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการเป็น ‘เหยื่อของเทคโนโลยี’ และกลายมาเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์ที่ชาญฉลาด’ 

เด็กบางคนอาจพึ่งพาเอไอมากเกินไปจนลดโอกาสฝึกคิดด้วยตัวเอง ซึ่งจะลดทอนคุณค่าของมนุษย์ อีธาน มอลลิก (Ethan Mollick) นักวิจัยเอไอและศาสตราจารย์ที่ Wharton School ได้ให้ทัศนะเรื่อง ‘เอไอ’ กับ ‘มนุษย์’ ไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ ความหมายของการเป็นมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามี ‘ผลงานที่ยอดเยี่ยม’ หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราได้ผ่าน ‘กระบวนการ’ ต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์มันขึ้นมาหรือไม่

การผ่านกระบวนการเหล่านี้ย่อมทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกคน เข้าใจบางอย่างมากขึ้น อาจจะอดทนมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องมีความคิดที่ยอดเยี่ยมดีเลิศไร้ที่ติ แต่หากความคิดนั้นได้ผ่านการสืบค้น วิเคราะห์ ไตร่ตรอง ประมวลจากแหล่งต่างๆ รวมถึงความรู้เดิมที่เรามีอยู่ ชีวิตของเราย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้แจ้งมากขึ้น

สินธุ กล่าวว่า เอไออาจเป็นติวเตอร์ที่ทรงพลัง แต่มันไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ที่เกิดจากการคิดอย่างลึกซึ้ง การล้มเหลว และการพยายามใหม่อีกครั้งได้ ฉะนั้น การมีความคิดเป็นของตัวเองที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ ย่อมดีกว่าการมีความคิดสำเร็จรูปที่ได้จากเอไอ

สิ่งที่เบียดขับให้เด็กไปสู่เงื้อมมือของเอไอคือ ‘การไร้ตัวตน’

จากการสำรวจของ Internet Matters องค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็ก พบว่า เด็กทุกคนในการสำรวจเคยได้ยินหรือใช้เอไอแชตบอตเจ้าดังมาแล้วอย่างหน่อย 1 ตัว โดยวัตถุประสงค์หลักของการใช้คือ ‘ช่วยทำการบ้าน’ และ ‘หาข้อมูล’ แต่วัตถุประสงค์อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ‘การหาเพื่อนคุย’

Internet Matters รายงานว่า 12% ของเด็กที่ใช้เอไอแชตบอตระบุว่า ตัวเองใช้เอไอเพราะไม่มีใครให้คุยด้วย โดยในกลุ่มเด็กเปราะบางตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 23% ทั้งนี้ มีเด็กรายงานว่าการคุยกับเอไอก็เหมือนกับการคุยกับ ‘เพื่อน’ คนหนึ่งจริงๆ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังคุยกับหุ่นยนต์หรือระบบคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด

หนึ่งในสาเหตุที่เด็กคิดเช่นนั้นเกิดมาจากการที่เอไอสามารถจำลองความเป็นมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและการแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจได้อย่างแนบเนียน ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘มนุษย์’ กับ ‘จักรกล’ เริ่มเลือนรางลงทุกที

สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) ได้รวบรวมงานวิจัยพบว่า เมื่อคนเราประสบกับภาวะบางอย่าง เช่น ทุกข์ใจหรือขาดเพื่อนมนุษย์ เราจะสามารถสร้างความผูกพันกับเอไอแชตบอตได้ หากเรารู้สึกว่าเอไอตัวนั้นให้การสนับสนุนทางอารมณ์ ให้กำลังใจ และให้ความรู้สึกปลอดภัยทางใจ

การปฏิสัมพันธ์กับเอไอเช่นนี้สามารถลดความรู้สึกเหงาได้ใกล้เคียงกับการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ โดยนักวิจัยอธิบายว่า การพูดคุยกับเอไอทำให้เรารู้สึกว่า ‘มีคนรับฟัง’ อีกทั้งเรายังได้รับข้อความตอบกลับที่เต็มไปด้วยความสนใจใส่ใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเคารพ ซึ่งเป็นส่วนประกอบชั้นดีในการคลายเหงา

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเอไอมากเกินไปมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการเสื่อมถอยของทักษะทางสังคมผ่านการปฏิสัมพันธ์กับคนน้อยลงและสร้างความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ทุกความสัมพันธ์ต้องปราศจากความขัดแย้งและการเห็นด้วยกับตน

ในกลุ่มเด็กเปราะบางยิ่งต้องระมัดระวังการใช้งานเอไอ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มักรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว และขาดคนเข้าใจเขา ทำให้เกิดการพึ่งพาเอไอมากกว่ากลุ่มเด็กปกติ ซึ่งการพึ่งพาเอไอที่มากเกินไปอาจทำให้ความคิดหรือพฤติกรรมอันตรายทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเอไอมักเห็นด้วยกับผู้ใช้เพื่อดึงให้ใช้งานมันนานๆ อีกทั้งยังอาจไม่เข้าใจบริบทของสิ่งนั้นๆ อย่างแท้จริง ทำให้ขาดการสังเกตและยับยั้งพฤติกรรมอันตราย

กรณีนี้เคยเกิดขึ้นจริง มีเด็กชายชาวอเมริกันวัย 14 ปี ที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (อาการในกลุ่มออทิสติก) เกิดความผูกพันลึกซึ้งกับเอไอแชตบอตตัวหนึ่งที่สวมบทบาทเป็นตัวละครจากซีรีส์ เด็กชายใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันพูดคุยกับเอไอตัวนั้น รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับการปลิดชีวิตตัวเอง ทว่าเอไอกลับไม่ได้ห้ามปราบแถมยังสนับสนุนพฤติกรรมนั้นด้วย ทำให้เด็กชายทำสำเร็จ เป็นเหตุให้แม่ของเด็กชายยื่นฟ้องบริษัทเอไอดังกล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เอไออาจเป็นช่องทางหนึ่งให้เด็กคลายเหงาได้จริง แต่การพึ่งพามันมากเกินไปก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่เลวร้าย 

อันที่จริงแล้วการลดการพึ่งพาเอไอของเด็กไม่ได้ซับซ้อนเลย พ่อแม่หรือใครๆ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้หากเราเข้าใจถึง ‘ภาวะไร้ตัวตน’ ของเด็ก

รอย เปอตีฟีส (Roy Petitfils) ที่ปรึกษาและนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญในวัยรุ่น กล่าวว่า ‘ภาวะไร้ตัวตน’ (Invisibility) คือการที่เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน ถูกมองข้าม ไม่ถูกมองเห็น ไม่มีใครสนใจ ซึ่งสิ่งนี้ล้วนเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ มากมายในวัยรุ่น 

บางคนอาจกล่าวว่าตัวเองก็มองเห็นถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย แล้วเขาจะเกิดภาวะไร้ตัวตนได้อย่างไร ภาวะไร้ตัวตนไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะ ‘มี’ คนอยู่ข้างกายหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าคนข้างกายนั้นจะ ‘กระทำ’ สิ่งใด เมื่อคนข้างกายแค่รู้ว่ามีอีกฝ่ายอยู่ แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดจะรู้สึกอย่างไร การอยู่ข้างกายนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

แต่เมื่อคนข้างกายรับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายพร้อมกับใส่ใจสารทุกข์สุกดิบและพยายามเข้าใจความเป็นไปของเขา นี่คือการทลายความไร้ตัวตนที่แท้จริง เปอตีฟีส ชี้ว่า กุญแจสำคัญในการทลายความไร้ตัวตนคือ ‘การถูกมองเห็น’ ในบริบทที่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

การที่พ่อแม่ใช้สิ่งของเพื่อมาทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายกับลูกไม่อาจทลายความไร้ตัวตนในใจเขาได้ เพราะปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายคือการที่มีคนมองเห็น มีคนรับฟัง มีคนโต้ตอบ สิ่งของไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ แม้พ่อแม่จะอยู่ข้างกายลูก แต่หากไม่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายทุกอย่างก็ไร้ความหมาย

กล่าวคือ พ่อแม่อาจอยู่กับลูกตลอดแต่ก็อาจไม่ได้สนใจว่าเขาจะมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร แม้สิ่งต่างๆ ที่พ่อแม่ทำล้วนเป็นความหวังดี แต่เราถามเขาแล้วหรือยังว่าเขาคิดเห็นอย่างไร เราไม่ได้คิดเอาเองใช่ไหมว่าเขาควรจะคิดอย่างไร แม้เราจะฟังเรื่องที่ลูกเล่า แต่เราเข้าใจเรื่องของเขาจริงๆ แล้วหรือยัง เราไม่ได้กำลังตัดสินหรือสั่งสอนเขาด้วยมุมมองของตัวเองอยู่ข้างเดียวใช่ไหม

เมื่อพ่อแม่ไม่อาจมองเห็นลูกในแง่มุมที่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย ลูกจึงต้องไปแสวงหาสิ่งนี้จากที่อื่น หนึ่งในวิธีนั้นคือการใช้ ‘เอไอ’ เอไอในปัจจุบันสามารถจำลองการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคนคุยด้วย มีคนมองเห็น มีคนรับฟัง 

การควบคุม บังคับ ขู่เข็ญ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมีแต่จะผลักไสให้ทุกอย่างแย่ลง เมื่อเทคโนโลยีคือหนทางเดียวในการได้รับการยอมรับและมีตัวตน เด็กจะทำทุกวิถีทางในการเข้าถึงโดยไม่ให้พ่อแม่จับได้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ดีที่สุดโดยที่ไม่จำเป็นต้องเก่งเทคโนโลยีและไม่ต้องใช้การบังคับคือ ‘ความสนใจใส่ใจ’ (Attention)

เปอตีฟีส ย้ำว่า ‘ความใส่ใจ’ ‘การมองเห็นคนอื่น’ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ได้ต้องเป็นนักจิตบำบัดหรือเรียนจบจิตวิทยา ใส่ใจว่าลูกของเราต้องการอะไรจริงๆ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าลูกต้องการอะไร พร้อมกับรับฟังความคิดของลูกอย่างจริงใจ ไม่ด่วนตัดสิน ไม่เอาอคติหรือภาพจำต่างๆ ไปยัดเยียดใส่เขา

เมื่อย้อนกลับไปที่คำกล่าวของสินธุ ผนวกกับการขจัดภาวะไร้ตัวตน เราจึงได้ข้อสรุปว่า แม้พ่อแม่จะไม่เก่งเทคโนโลยีมากก็สามารถช่วยนำทางการใช้ชีวิตในยุคเอไอได้ ขอแค่พ่อแม่สร้าง ‘การพูดคุยอย่างเปิดกว้าง’ ที่เข้าใจในตัวลูก และ ‘สอนให้ตั้งคำถามกับเทคโนโลยี’ ผ่านการแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เท่านี้ก็ช่วยได้มากแล้ว

สุดท้ายแล้ว แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน แต่ความใส่ใจของพ่อแม่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เอไออาจเลียนแบบความใส่ใจได้อย่างแยบคาย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความใส่ใจที่เกิดจากคนจริงๆ เพราะมันคือความห่วงใยที่แท้จริง ไม่ใช่ความห่วงใยที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแอบแฝงอยู่

อ้างอิง

ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2568). เอไอ ภัยคุกคามใหม่ต่อเยาวชน.

นิ้วกลม. (2569). อีธาน มอลลิก มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร. มติชนสุดสัปดาห์, 46(2372), 48-49.

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์. (2025). การไร้ตัวตน-ไม่ถูกมองเห็น-ไม่ถูกยอมรับ คือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของวัยรุ่น

Andoh, E. (2026, January 1). AI chatbots and digital companions are reshaping emotional connection. Monitor on Psychology, 57(1).

Andoh, E. (2025, October 1). Many teens are turning to AI chatbots for friendship and emotional support. Monitor on Psychology, 56(7).

Internet Matters. (2025). Me, myself and AI: Understanding and safeguarding children’s use of AI chatbots.

Sindhu Gangadharan. (2026). Parenting in the age of AI: Raising humans, not just digital natives.

Tags:

AIการเลี้ยงลูกเด็กเลี้ยงลูกยุคAIจิตวิทยาครอบครัว

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ninaiscat

ทิพยา ทิพย์พันธ์ (ninaiscat) เป็นนักวาดภาพประกอบและนักออกแบบกราฟิกอิสระ ชอบแมว (เป็นชีวิตจิตใจ) ชอบทำกับข้าว กินกาแฟทุกวันและมีความฝันว่าอยากมีบ้านสักหลังที่เชียงใหม่

Related Posts

  • Adolescent Brain
    เตรียมรับมือกับ AI เพื่อนรักวัยรุ่น ที่อาจเป็นภัยต่อการพัฒนาทักษะที่ใช้สมองส่วนหน้า และความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    ลบมายาคติ ‘เด็กดี’ โอบรับความใจดีของ ‘เด็กดื้อ’: That Christmas

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • “แค่เขาติดกระดุมเม็ดเดียวได้ แม่ก็มีความสุขแล้ว” การเติบโตไปด้วยกันของ ‘แม่คนพิเศษ’ กับ ‘ลูกคนพิเศษ’: โสภา สุจริตกุล แม่ของเด็กดาวน์ซินโดรม

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Myth/Life/Crisis
    ดอเรียน เกรย์ : ความเหงาและหัวใจที่เชื่อมโยง

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • How to get along with teenager
    “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” เข้าใจวัยรุ่นในวันที่ป่วยใจ

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel