- เปลี่ยนจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้อยู่เคียงข้าง จากการบ่นเป็นการถาม และให้ความสำคัญกับความรู้สึกลูกก่อนตัดสินถูกผิด จะทำให้ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ส่งถึงหัวใจของลูกในที่สุด
- กรณีที่เด็กทะเลาะกัน พวกเขาติดอยู่ในโหมดอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ การที่พ่อแม่พยายามสื่อสารด้วยโหมดเหตุผลผ่านการตัดสินถูกผิด สำหรับลูก…อย่างไรก็ไม่ยุติธรรม
- การเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พ่อแม่ต้องหยุดวงจรความตกใจ พึงระลึกเสมอว่าการกระทบกระทั่งกันของเด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ หากพ่อแม่ตกใจ อารมณ์ลบจะครอบงำคำพูดและพฤติกรรมทันที
อยากคุยกับลูกดีๆ สักครั้ง แต่ทำไมถึงจบลงด้วยการทะเลาะกันทุกที?
เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ บ้านคงเคยพบเจอปัญหาลักษณะนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่รักและห่วงใย แต่ทำไมความหวังดีที่ส่งออกไปจึงกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายจิตใจลูกแล้วย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง หลายครั้งบทสนทนาจบลงด้วยการใช้อารมณ์ หรือไม่ก็กลายเป็นความเงียบงันหันหลังให้กัน
แล้วจะทำอย่างไรให้ความปรารถนาดีของพ่อแม่ส่งไปถึงลูกได้อย่างที่ตั้งใจ รายการ NET PAMA RESCUE โดย ผศ.ดร.พัชรินทร์ เสรี (ครูริน) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กพิเศษ และ ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร (ครูหม่อม) อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ คุณณัฐเชษฐ เลิศคชลักษณ์ (พ่อป๊อก) เจ้าของ โรงเรียนดนตรีวรารัตน ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการเปลี่ยนพลังลบให้เป็นพลังบวก เพื่อสร้างการสื่อสารที่เข้าถึงใจลูกได้อย่างแท้จริง
คุณพ่อเปาบุ้นจิ้น เมื่อความยุติธรรมแบบผู้ใหญ่ทำร้ายใจเด็ก
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุดคือ กรณีพี่น้องทะเลาะกัน พ่อป๊อก-ณัฐเชษฐ เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองในอดีตที่เคยมั่นใจในบทบาทเปาบุ้นจิ้น ประจำครอบครัวว่า พยายามใช้ความยุติธรรมตามมาตรฐานผู้ใหญ่มาตัดสินความผิดของเด็ก โดยดูว่าใครเริ่มก่อน ใครแกล้งใคร แล้วก็จบลงด้วยการลงโทษคนผิดตามความเหมาะสม ซึ่งพอลงโทษลูกจบก็ได้ไปเล่าเรื่องราวให้ภรรยาฟังถึงความดีของเปาบุ้นจิ้น แต่กลับได้คำตอบจากภรรยามาว่า เด็กยังเล็กอยู่ทำไมไปทำอย่างนั้น แล้วก็โกรธไม่ยอมกินข้าวด้วย ลูกก็หนีไปอยู่กับแม่ ทิ้งให้พ่อป๊อกนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้พ่อป๊อกได้ย้อนกลับมาทบทวนอีกครั้ง
“เราเคยภูมิใจว่าเราส่งเจตนาที่ดี เราเป็นพ่อที่ยุติธรรม…ถูกไหม แต่ว่าพอเราทำแบบนี้ เราก็รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเวย์ที่ผิดละ รู้สึกว่า เอ๊ะ มันไม่น่าจะใช่นะ ทำไมคนดีอย่างเราไม่มีที่ยืน”

ในมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกเชิงบวก ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อธิบายว่าในขณะที่เด็กทะเลาะกัน พวกเขาติดอยู่ในโหมดอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ การที่พ่อแม่พยายามสื่อสารด้วยโหมดเหตุผลผ่านการตัดสินถูกผิด สำหรับลูก…อย่างไรก็ไม่ยุติธรรม
“ไม่ว่าเราจะตัดสินให้ยุติธรรมยังไง ตามถูกตามผิด สำหรับลูกยังไงก็ไม่ยุติธรรม เนื่องจากว่าเด็กคนหนึ่งเวลาเราตัดสินคนนี้ถูก คนนี้ผิด คนที่ผิดก็จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และอย่างที่บอกว่าเราจะไม่ทะเลาะกันครั้งเดียว คนที่ถูกครั้งนี้ครั้งต่อไปก็อาจจะผิดได้ แล้วเมื่อไหร่ที่เราบอกว่าคนนี้ผิดเค้าก็จะมองว่าพ่อไม่ยุติธรรม เนื่องจากว่าความรู้สึกนึกคิดของเราไม่เท่ากัน”
สำหรับเด็ก ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงการหาคนผิด แต่คือการที่ความรู้สึกของเขาได้รับการรับรอง การตัดสินในขณะที่เด็กอารมณ์ยังไม่สงบจะทำให้ฝ่ายที่ถูกระบุว่าผิดรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเสมอ
ซึ่งครูหม่อมได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราอยู่ที่ความถูกผิด อยู่ที่เหตุและผล แต่ลูกของเรากำลังอยู่ที่ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกอยากเอาชนะ หรือความรู้สึกว่าอันนี้แหละมันถูกต้อง คือเราอยู่กันคนละโหมด เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะตัดสินยังไงก็จะไม่ยุติธรรม”
โดยสิ่งที่ครูหม่อมแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กแสดงออกในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้คือ การเข้าไปกอดปลอบ เข้าไปโอบอุ้มความรู้สึกของเด็ก อย่าเพิ่งเข้าไปตัดสินถูกผิดด้วยบทบาทของเปาบุ้นจิ้น และหลังจากที่ลูกสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้เย็นขึ้นได้แล้ว จึงค่อยๆ เข้าไปสั่งสอนด้วยเหตุและผล พร้อมทั้งร่วมกันหาทางออกไปด้วยกันกับลูก
“ถูกผิดไม่สำคัญเท่ากระบวนการในการแก้ไข ว่าครั้งนี้เราจะทำยังไงกัน แล้วครั้งหน้าจะทำอย่างไร ซึ่งเราอาจจะต้องบอกเจตนาของเราว่าไม่ชอบที่จะเห็นลูกมีพฤติกรรมแบบนี้เลยนะ หรือถ้าเกิดความขัดแย้งกันแล้วเราจะต้องทำยังไงกันต่อสำหรับบ้านเรา ซึ่งตรงนี้ต้องคุยกันตอนที่เขาอารมณ์ดีๆ ก็จะได้ผลอย่างที่บอก
อีกอันหนึ่งคือในเรื่องของเหตุการณ์ที่มีอยู่ทุกวัน ถ้าสมมติว่าเราจัดการด้วยวิธีการเดิม เด็กจะเรียนรู้เลยว่าทะเลาะกันไปพ่อแม่ก็ไม่ได้เข้าข้างใคร เราควรจะทำยังไงกันต่อ เราควรจะตกลงกันเองไหม เพราะว่าไปฟ้องแล้วพ่อแม่ก็ไม่ได้เข้าข้างใคร มันก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าต้องเจรจาด้วยกันเองแล้วล่ะว่าเราจะทำอย่างไรดี” ครูหม่อม กล่าว

สภาวะหูดับ เมื่อการสื่อสารกลายเป็นมลพิษทางเสียง
เคยไหมที่พูดเท่าไหร่ลูกก็ไม่ฟัง? บางครั้งอาจไม่ใช่เพราะเด็กจงใจดื้อใส่ แต่มาจากสภาวะข้อมูลล้นเกิน ที่เกิดจากการที่พ่อแม่ส่งข้อมูลซ้ำซากหรือคำบ่นที่เด็กรู้อยู่แล้ว จนทำให้เด็กเกิดอาการปิดรับข้อมูลอัตโนมัติเมื่อได้รับคำสั่งหรือคำสอนที่เป็นชุดข้อมูลเดิมซ้ำๆ โดยสมองจะเรียนรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นพิษต่อความรู้สึกและปิดการรับรู้เพื่อปกป้องตนเอง
ครูริน-ผศ.ดร.พัชรินทร์ เสรี อธิบายกลไกนี้ไว้ว่า “ทุกวัยหูดับได้ ไม่ใช่เฉพาะเด็ก ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนที่หูจะดับเครื่องส่งน่าจะมีปัญหา อาจจะแบบว่าโอเวอร์โหลด ข้อมูลเยอะเกินไม่รู้จะฟังยังไง มันระคายเคืองหูเหลือเกินปิดเครื่องเลยดีกว่า”
ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าระหว่างพ่อแม่กับลูก ชุดความคิดย่อมต่างกัน การพูดหรือบ่นซ้ำๆ จึงไม่ได้สร้างความเข้าใจอย่างที่คิด ทางที่ดีพ่อแม่ควรหันรับฟังให้มากขึ้น
“พ่อแม่บางคนบ่นจู้จี้จุกจิกตำหนิแล้วปากก็บอกว่ารัก เด็กก็งงมากเลยว่ารูปแบบที่พ่อแม่รักเป็นแบบนี้เหรอ คงเป็นแบบนี้มั้ง มันจะสับสนมาก แล้วเขาก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่สับสนเรื่องนี้ด้วย”
นอกจากพูดชุดข้อมูลเดิมๆ ซ้ำๆ แล้ว ยังมีกรณีตัวอย่างของคุณแม่รายหนึ่งที่มักแม้จะใช้การสื่อสารเชิงบวกกับลูก แต่ทุกครั้งจะต่อท้ายด้วยคำว่า ‘แต่’ เหมือนเป็นการชี้ข้อบกพร่อง สิ่งที่ควรปรับปรุง หรือกระตุ้นให้ลูกทำดีกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก จนทำให้ลูกแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ ว่า แทนที่จะดีใจ กลับต้องมาเสียใจกับคำว่า ‘แต่’ นี่เอง
ครูหม่อมกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ใช่ทุกบ้านทุกครอบครัวที่ลูกจะสามารถพูดคุยกับพ่อแม่ตรงๆ ได้ ดังนั้นการคัดกรองคำพูดที่จะใช้ในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ
“คำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นเชิงบวกอาจถูกทำลายได้ด้วยคำว่า แต่ เพียงคำเดียว ซึ่งสามารถลบล้างความภาคภูมิใจทั้งหมดที่มีของลูกให้พังลงได้”
เทคนิคการจีบลูกเพื่อส่งต่อเจตนาที่ดีให้ถูกจุด
แล้วจะสื่อสารอย่างไรถึงจะส่งต่อความรักและหวังดีให้ถึงลูกได้อย่างครบถ้วน?
พ่อป๊อกได้เปรียบเทียบวิธีการเลี้ยงลูกกับการจีบสาวไว้อย่างน่าสนใจว่า “การจีบสาวกับการเลี้ยงลูก คือลักษณะของการส่งต่อสิ่งดีๆ
ทำไมเวลาเราจีบสาวเรามีจังหวะจะโคนในการที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับเขา..ถูกไหม แต่ถ้าเราส่งมอบเยอะเกินไป รุกหนักเกินไปสาวก็สามารถหนีได้ แต่ว่าในลักษณะของลูก คือลูกหนีไม่ได้ เพราะว่าลูกเป็นลูกเราตลอดไป พอคิดว่าลูกหนีไม่ได้ เราก็คิดว่าตัวเองที่เป็นพ่อแม่มีอำนาจเหนือลูก ก็จะเริ่มเพิ่มความกดดันให้กับเขา จนนำไปสู่เรื่องของการผิดใจทะเลาะกัน”
ครูหม่อมขยายความเพิ่มเติมมุมมองของพ่อป๊อกว่า “จริงๆ แล้วมันเหมือนการจีบสาว ต้องมีลูกล่อลูกชน มีลีลานิดนึง ต้องเริ่มต้นที่มายด์เซ็ตว่าลูกคือคนที่เราอยากได้ใจเขา ไม่ใช่ว่าคนที่จะไปควบคุม”
การเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พ่อแม่ต้องหยุดวงจรความตกใจ พึงระลึกเสมอว่าการกระทบกระทั่งกันของเด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ หากพ่อแม่ตกใจ อารมณ์ลบจะครอบงำคำพูดและพฤติกรรมทันที
ครูรินอธิบายเพิ่มเติมว่า พ่อแม่ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตว่ายังไงเด็กก็ทะเลาะกัน “มันจะทำให้เหตุการณ์นั้นไม่กระตุ้นความรู้สึกของพ่อแม่ให้โกรธหรือโมโห เพราะว่าเรายอมรับได้ว่ายังไงเด็กก็ต้องทะเลาะกัน เขาเรียกว่าอนุญาตให้เด็กได้มีเหตุการณ์เป็นไปตามวัย”

นอกจากนี้ การใช้คำถามปลายเปิดแทนการสั่ง ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้กับลูก คุณพ่อป๊อกได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ลูกทะเลาะกัน แล้วเข้าไปกอดปลอบให้ใจเย็นลง ก่อนใช้วิธีการตั้งคำถามในการแก้ไขปัญหาว่า
“หนูคิดว่าตัวหนูจะทำยังไงถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ พอเขาตอบกลับมาว่าคนพี่อาจจะต้องตีน้องก่อน เราก็จะบอกว่าถ้าเกิดหนูตีน้องหนูก็จะผิดด้วยนะ สิ่งที่ถูกต้องคือหนูอาจจะลองเอาของเล่นอื่นไปแลกกับของน้องไหม หรือถ้ามันเกินความควบคุมแล้วให้มาบอกคุณพ่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะจบลงด้วยดีถ้าเป็นในลักษณะแบบนี้”
นอกจากการแก้ปัญหาโดยเน้นไปที่ความรู้สึกของลูกก่อน จากนั้นค่อยตั้งคำถามให้ลูกได้ฝึกคิด อีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ คือการที่พ่อแม่รู้จักอดทนรอ ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
คุณพ่อป๊อกเล่าว่า “ตัวเองเคยบอกให้ลูกทานผักอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังให้คนอื่นช่วยกันบอก แต่ลูกก็ไม่ยอมทานผักสักที จึงได้บอกกับลูกว่าถ้าไม่ทานผักจะทำให้ท้องผูกแล้วเจ็บก้น ซึ่งครั้งนี้คุณพ่อป๊อกไม่ได้คาดหวังให้ลูกทานผักอีกต่อไปเนื่องจากได้พูดย้ำไปหลายรอบแล้ว จนในที่สุดวันที่ลูกท้องผูกก็มาถึง เขาได้เข้ามาเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้มีอาการถ่ายยาก พ่อป๊อกจึงได้ใช้จังหวะที่ลูกต้องการความช่วยเหลือตั้งคำถามว่า “หนูคิดว่ารอบหน้าเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี” พอเขาตอบกลับมาว่า “อาจจะต้องทานผักและผลไม้” นั่นแสดงว่าสมองของเด็กได้ทบทวนเหตุผล ทั้งยังจำคำพูดที่เราเคยบอกไปแล้วได้ และเลือกที่จะตัดสินใจทานผักด้วยตัวเอง”
พ่อแม่ต้องรู้จักจัดการสติของตัวเองให้เป็น
หัวใจสำคัญของการส่งมอบเจตนาที่ดีให้กับลูกคือ ‘สติ’ ของพ่อแม่
“พ่อแม่ต้องสะสมสติ การจัดการอารมณ์ของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่โตแล้วต้องจัดการได้ บางทีสิ่งแวดล้อมมันทำให้เราเหนื่อย ก็อาจจะทำให้เรามีแรงทนทานต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้น้อยลง”
ครูรินกล่าว พร้อมให้คำแนะนำไว้ว่า การสะสมสติอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น การฝึกรู้เท่าทันอารมณ์หงุดหงิดในชีวิตประจำวันของตัวเอง ก่อนจะไปรับมือกับสถานการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นกับลูก การดูแลใจตนเองเพื่อสร้างพลังงานสีเขียวไว้เป็นต้นทุนทางอารมณ์ เช่น การออกไปทำกิจกรรมส่วนตัว แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ ฯลฯ
“แล้วถ้าหากวันไหนที่เราอารมณ์ไม่คงที่ หรือไม่โอเคจากโลกภายนอก ให้บอกลูกไปตรงๆ ว่าวันนี้พ่อแม่ยังไม่พร้อม การกระทำเหล่านี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ทั้งยังลดความเสี่ยงในการทะเลาะกัน” ซึ่งครูรินยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า
“ทุกคนมีขอบเขตของตัวเอง ว่าจะให้ใครเข้ามาในเวลาไหน ถ้ายังไม่พร้อมก็บอกลูกได้ว่าตอนนี้พ่อแม่ยังไม่โอเค พ่อแม่ขอเวลา ซึ่งลูกเขาก็จะรู้และเคารพความรู้สึกของคนอื่นด้วยว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะฉะนั้นให้รอ ลูกต้องฝึกรอ”
ท้ายที่สุดแล้ว เจตนาที่ดีจะส่งผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่มีสติ มีความเข้าใจ และมีการสื่อสารกับลูกอย่างถูกวิธี การปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตเพียงเล็กน้อย จากการเป็นผู้ควบคุมมาเป็นผู้อยู่เคียงข้าง เปลี่ยนจากการบ่นมาเป็นการถาม และการให้ความสำคัญกับความรู้สึกลูกก่อนตัดสินถูกผิด จะทำให้กำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างกันค่อยๆ ทลายลง ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ย่อมส่งถึงหัวใจของลูกได้ในที่สุด