- หากคุณเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่รักคุณ แต่คุณกลับรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ ผมอยากชวนให้ลองสำรวจว่า สิ่งที่คุณรู้สึกขาดหายไปในความสัมพันธ์นั้นคืออะไร
- ทางจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Misattunement เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกความสัมพันธ์ ไม่มีพ่อแม่คนไหนสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกได้ถูกต้องตลอดเวลา และเด็กก็ไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน
- บางทีคุณอาจไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่รักคุณมากขึ้น แต่ต้องการพ่อแม่ที่รับฟังคุณมากขึ้น เข้าใจความเสียใจ ความโกรธ ความแค้น ความอึดอัดใจที่เก็บไว้มานาน และอนุญาตให้คุณเป็นตัวเองโดยไม่ต้องพยายามทำให้ใครพอใจอยู่เสมอ และเขายังสามารถอยู่กับคุณได้แม้คุณจะรู้สึกในแง่ลบกับเขา
เวลาพูดถึงความรักของพ่อแม่ เรามักจะได้ยินประโยคว่า “พ่อแม่ทุกคนรักลูก” “ที่เขาทำไปก็เพราะหวังดี” หรือ “ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกลำบาก” ประโยคเหล่านี้อาจเป็นความจริงสำหรับหลายครอบครัว แต่ผมว่าคำถามที่น่าสนใจคือ หากพ่อแม่รักเราและตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อเราแล้ว ทำไมลูกบางคนถึงยังรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เป็นที่เข้าใจ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับความรักมากพอ
1) เมื่อความรักที่ให้ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ
บางคนเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้เรียนหนังสือดีๆ มีอาหารกิน มีบ้านให้อยู่ ไม่เคยขาดแคลนอะไร แต่เมื่อพูดถึงความรู้สึกของตัวเองกลับไม่รู้ว่าจะพูดกับพ่อแม่อย่างไร บางคนอาจรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่ตัวเองยังเสียใจหรือโกรธพ่อแม่ ทั้งที่รู้ว่าพวกเขาเสียสละให้เรามากมาย
เรื่องนี้มีความซับซ้อนตรงที่ การที่ใครสักคนรักเรา ไม่ได้แปลว่าเขาจะสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของเราได้เสมอไป
ทางจิตวิทยามีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Misattunement หรือการที่คนสองคนตอบสนองอารมณ์ไม่สอดคล้องกัน พูดง่ายๆ คือ คนหนึ่งพยายามตอบสนองความรู้สึกของอีกคน แต่สิ่งที่เขาทำกลับไม่ตรงกับสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริงๆ
ลองนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่กลับมาจากโรงเรียนแล้วร้องไห้เพราะทะเลาะกับเพื่อน แม่เห็นลูกเสียใจจึงรีบให้คำแนะนำว่าไม่ต้องไปสนใจเพื่อนคนนี้ หรือพยายามสอนว่าครั้งหน้าควรจัดการปัญหาอย่างไร แม่อาจกำลังพยายามช่วยลูกอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากเห็นลูกทุกข์ แต่ในเวลานั้นสิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่คำแนะนำหรือวิธีแก้ปัญหา เขาอาจแค่ต้องการให้แม่กอด รับฟัง และเข้าใจว่าเขากำลังเสียใจมากแค่ไหน
จะเห็นว่าแม่ไม่ได้ทำอะไรผิดไปเสียทั้งหมด และเราเองก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าจากเหตุการณ์นี้ว่าแม่ไม่รักลูก เพียงแต่สิ่งที่แม่คิดว่าลูกต้องการ กับสิ่งที่ลูกต้องการจริงๆ เป็นคนละอย่างกัน ผมคิดว่าบางครั้งความรักอาจไม่ได้ขาดหายไป แต่ความเข้าใจต่างหากที่ไปไม่ถึงกัน
2) ความรักกับความเข้าใจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ความรักเป็นความรู้สึกหนึ่ง แต่การเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นเป็นความสามารถอีกอย่างหนึ่ง คนเราสามารถรักใครสักคนมากๆ แต่ยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับความเสียใจ ความโกรธ หรือความกลัวของเขาอย่างไร
พ่อแม่บางคนอาจเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เคยพูดถึงความรู้สึก เวลาร้องไห้ก็ถูกบอกให้หยุด เวลากลัวก็ถูกบอกให้เข้มแข็ง เมื่อเติบโตขึ้นและมีลูกเป็นของตัวเอง เขาอาจใช้วิธีการเดียวกันในการดูแลลูก เพราะมันคือวิธีเดียวที่เขาคุ้นเคย
หากมองให้ลึกลงไป บางครั้งผมคิดว่าการที่พ่อแม่พยายามทำให้ลูกหยุดเสียใจหรือหยุดร้องไห้ อาจไม่ได้เกิดจากการที่พ่อแม่ไม่เข้าใจความรู้สึกของลูกเพียงอย่างเดียวด้วย แต่ความรู้สึกเหล่านั้นอาจไปกระตุ้นความไม่สบายใจบางอย่างภายในตัวพ่อแม่เองด้วย
ลองนึกถึงแม่คนหนึ่งที่เห็นลูกร้องไห้เพราะถูกเพื่อนแกล้ง แม่อาจรีบให้คำแนะนำ พยายามบอกให้ลูกเข้มแข็ง หรือบอกว่าไม่จำเป็นต้องเสียใจกับเรื่องแบบนี้ แต่หากมองให้ลึกลงไป แม่เองอาจกำลังรู้สึกกังวลหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถปกป้องลูกจากความเจ็บปวดได้ การรีบให้คำแนะนำจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงความพยายามช่วยลูกเท่านั้น แต่คือวิธีที่แม่พยายามจัดการกับความรู้สึกไม่สบายใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัวด้วย
Wilfred Bion อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ Containment หรือความสามารถในการรองรับและทำความเข้าใจประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรับรู้และช่วยให้ความรู้สึกที่รุนแรงหรือสับสนของอีกฝ่ายกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจและจัดการได้มากขึ้น
หากมองผ่านแนวคิดของ Bion การอยู่กับความเสียใจของลูกจึงไม่ได้หมายถึงการรับฟังเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถของพ่อแม่ในการอดทนต่อความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรีบทำให้ความรู้สึกของลูกหายไปในทันที (ใช่ครับ มันยากมาก แม้กระทั่งสำหรับนักจิตบำบัดเองก็ตาม) เพราะการเห็นคนที่เรารักเจ็บปวดก็เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อเราไม่สามารถทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นได้ แต่การที่เราไม่สามารถทำให้ใครสักคนหายเสียใจได้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้เลย
แน่นอนว่าการให้คำแนะนำหรือช่วยแก้ปัญหาไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด และไม่ใช่ทุกครั้งที่พ่อแม่รีบให้คำแนะนำจะเกิดจากความไม่สบายใจของตัวเอง แต่ผมคิดว่าคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลาที่เราพยายามทำให้คนที่รักหยุดรู้สึกเสียใจ เรากำลังตอบสนองความต้องการของเขา หรือกำลังพยายามทำให้ตัวเองไม่ต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ยากลำบากเหล่านั้นด้วย
ถึงอย่างนั้น การเข้าใจว่าพ่อแม่มีข้อจำกัดก็ไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดของลูกจะหายไป หลายคนอาจพยายามทำความเข้าใจพ่อแม่จนลืมเข้าใจตัวเอง หรือละเลยความรู้สึกตัวเองไปเลย ใช่ครับ เราอาจจะเข้าใจว่าเขารักเรามาก แต่ก็ยังรู้สึกเศร้า โดดเดี่ยวได้เหมือนกัน
3) เมื่อความรู้สึกของเราไม่เคยถูกเข้าใจ
อันที่จริง Misattunement เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกความสัมพันธ์ ไม่มีพ่อแม่คนไหนสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกได้ถูกต้องตลอดเวลา และเด็กก็ไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การที่พ่อแม่ต้องเข้าใจลูกทุกครั้ง แต่เป็นความสามารถในการกลับมาทำความเข้าใจกันหลังจากที่เข้าใจผิด เช่น แม่อาจรู้ตัวว่าลูกไม่ได้ต้องการคำแนะนำ จึงกลับมาถามว่า “เมื่อกี้แม่อาจรีบสอนมากไป หนูอยากให้แม่ฟังเฉยๆ ใช่ไหม” การตอบสนองเช่นนี้ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองมีความสำคัญ และแม้คนที่เรารักจะไม่เข้าใจเราบางครั้ง เราก็ยังสามารถกลับมาเข้าใจกันได้
แต่หากความไม่เข้าใจเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่เคยได้รับการแก้ไข เด็กบางคนอาจค่อยๆ เรียนรู้ว่าการแสดงความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ช่วยให้ใครเข้าใจ จึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว
บางคนอาจเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะรู้สึกว่าคงไม่มีใครเข้าใจ บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร เพราะเคยชินกับการสนใจความต้องการของคนอื่นมากกว่าความต้องการของตัวเอง หรือบางคนอาจรู้สึกผิดทุกครั้งที่โกรธหรือผิดหวังกับคนที่ตัวเองรัก
แน่นอนว่าประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก Misattunement เพียงอย่างเดียว และไม่ใช่ทุกคนที่เติบโตมากับความไม่เข้าใจจะมีปัญหาในความสัมพันธ์ แต่ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยเฉพาะกับคนสำคัญในวัยเด็ก อาจมีส่วนหล่อหลอมวิธีที่เราเข้าใจตัวเองและสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นในเวลาต่อมา
4) เรารักพ่อแม่ และเสียใจหรือโกรธหรือเกลียดพ่อแม่พร้อมกันได้ไหม?
ผมคิดว่าหนึ่งในเรื่องที่ยากของความสัมพันธ์ในครอบครัว คือการยอมรับว่าเราสามารถมีความรู้สึกหลายอย่างต่อคนคนเดียวกันได้
เราสามารถรักพ่อแม่ ขอบคุณในสิ่งที่เขาทำให้ และในขณะเดียวกันก็โกรธ เสียใจ หรือผิดหวังกับบางสิ่งที่เราไม่ได้รับจากเขาได้เช่นกัน
แต่หลายครั้งเรากลับรู้สึกว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากยอมรับว่าพ่อแม่รักเรา ก็เหมือนกับว่าเราไม่มีสิทธิ์เสียใจ แต่หากยอมรับว่าตัวเองเจ็บปวด ก็เหมือนกำลังกล่าวหาว่าพ่อแม่เป็นคนไม่ดี
การทำจิตบำบัดแบบจิตวิเคราะห์มองว่า (Psychodynamic) ความสามารถในการยอมรับความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาทางอารมณ์ เพราะมนุษย์ไม่ได้มีเพียงด้านดีหรือด้านไม่ดี คนที่เรารักสามารถทำให้เรามีความสุขและเจ็บปวดได้ และการยอมรับทั้งสองด้านไม่ได้ทำให้ความรักที่เรามีต่อเขาลดน้อยลง
บางทีการเติบโตทางจิตใจอาจไม่ใช่การพยายามให้อภัยพ่อแม่ทุกเรื่อง หรือการตัดสินว่าพ่อแม่ทำผิดอะไรบ้าง แต่คือการค่อยๆ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์นั้น เราได้รับอะไรมา และมีอะไรบ้างที่เราเคยต้องการแต่ไม่ได้รับ การทำความเข้าใจเช่นนี้อาจทำให้เราได้กลับมารู้จักความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความรักที่พ่อแม่เคยมีให้
5) เราจะยอมรับสิ่งที่ไม่เคยได้รับจากพ่อแม่อย่างไร ?
บางคนอาจใช้เวลาหลายปีพยายามทำให้พ่อแม่เข้าใจตัวเอง พยายามอธิบายว่าเหตุการณ์ในอดีตทำให้ตัวเองรู้สึกอย่างไร หรือเฝ้ารอว่าวันหนึ่งพ่อแม่จะยอมรับว่าบางสิ่งที่เคยทำลงไปสร้างความเจ็บปวดให้กับลูกมากแค่ไหน
แต่เมื่อพ่อแม่ยังคงตอบสนองด้วยวิธีเดิม บางคนก็อาจพบว่าตัวเองไม่ได้เพียงรู้สึกโกรธหรือผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังรู้สึกเศร้ากับความสัมพันธ์บางอย่างที่ตัวเองไม่เคยมีโอกาสได้รับตั้งแต่เด็กด้วย
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มีแนวคิดเรื่อง Mourning หรือกระบวนการทำความเข้าใจและเผชิญกับความสูญเสีย ที่ไม่ใช่แค่เพียงการสูญเสียใครสักคนจากการเสียชีวิต แต่รวมถึงการทำความเข้าใจความสูญเสียทางจิตใจ (สิ่งนี้คนไม่ค่อยพูดถึง เพราะมันไม่ชัดเหมือนการเสียชีวิต) เช่น ความสัมพันธ์หรือความหวังบางอย่างที่ไม่สามารถเป็นจริงได้อย่างที่เราต้องการ
บางครั้งสิ่งที่เราต้องเผชิญอาจไม่ใช่การสูญเสียพ่อแม่ในชีวิตจริง แต่เป็นความเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มตระหนักว่า พ่อแม่ที่เราเคยหวังว่าจะรับฟัง เข้าใจ หรือยอมรับเราอย่างที่เราเป็น อาจไม่สามารถเป็นพ่อแม่ในแบบที่เราเคยต้องการได้ทั้งหมด
การยอมรับความจริงเช่นนี้อาจเป็นเรื่องเจ็บปวด เพราะมันไม่ได้หมายถึงการยอมรับเพียงข้อจำกัดของพ่อแม่ แต่คือการค่อยๆ เผชิญกับความเสียใจของตัวเองต่อสิ่งที่เคยขาดหายไปด้วย
บางคนอาจยังอยากให้พ่อแม่ขอโทษ บางคนอาจหวังว่าจะได้รับการยอมรับหรือความเข้าใจจากพ่อแม่สักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งความต้องการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด และการที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า ความต้องการที่จะได้รับความรักและการยอมรับจากพ่อแม่จะต้องหายไป
แต่ในขณะเดียวกัน เราอาจค่อยๆ เรียนรู้ได้ว่า ความรู้สึกของเรามีความสำคัญแม้พ่อแม่จะไม่สามารถเข้าใจหรือยอมรับมันได้ และเราไม่จำเป็นต้องรอให้พ่อแม่เปลี่ยนแปลงก่อน จึงจะเริ่มกลับมาทำความเข้าใจและดูแลความรู้สึกของตัวเองได้
ผมคิดว่าการยอมรับความสูญเสียในลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึงการเลิกรักพ่อแม่ การหมดหวังกับความสัมพันธ์ หรือการบังคับตัวเองให้ให้อภัยทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น มันคือการค่อยๆ มองเห็นความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งในส่วนที่เราได้รับและส่วนที่เราเคยต้องการแต่ไม่ได้รับ
บางทีสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ทำไมพ่อแม่ถึงไม่สามารถให้ความรักในแบบที่เราต้องการได้ จริงๆ มันคือการยอมรับความเศร้าของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเราเคยต้องการความรักแบบนั้นมากแค่ไหน (และนั่นก็คือสิ่งธรรมดาของมนุษย์ทุกคน)
6) ความรักที่ดีไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันตลอดเวลา
ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่มีความผิดหวังหรือความไม่เข้าใจ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่คนสองคนสามารถกลับมาพูดคุย รับฟัง และพยายามทำความเข้าใจกันได้ แม้บางครั้งจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกันและกันได้ทั้งหมด
พ่อแม่อาจไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กได้ และลูกเองก็อาจไม่สามารถได้รับทุกสิ่งที่เคยต้องการจากพ่อแม่ เรายังสามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยได้รับมาได้เสมอ
หากคุณเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่รักคุณ แต่คุณกลับรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ ผมอยากชวนให้ลองสำรวจว่า สิ่งที่คุณรู้สึกขาดหายไปในความสัมพันธ์นั้นคืออะไร
บางทีคุณอาจไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่รักคุณมากขึ้น แต่ต้องการพ่อแม่ที่รับฟังคุณมากขึ้น เข้าใจความเสียใจ ความโกรธ ความแค้น ความอึดอัดใจที่เก็บไว้มานาน และอนุญาตให้คุณเป็นตัวเองโดยไม่ต้องพยายามทำให้ใครพอใจอยู่เสมอ และเขายังสามารถอยู่กับคุณได้แม้คุณจะรู้สึกในแง่ลบกับเขา
เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความรักที่เคยได้รับ เพื่อยอมรับความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้น และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความเจ็บปวดของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเรารักพ่อแม่
ท้ายที่สุดแล้ว การรักใครสักคนอาจไม่ใช่การทำทุกอย่างที่เราคิดว่าดีที่สุดให้เขา แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งที่ดีและมีความหมายสำหรับเขาจริงๆ