- ‘เกมภาวนา’ เป็นหนึ่งกิจกรรมในโครงการ ‘ตามรอย…อริยวินัย’ จากพุทธธรรม สู่การจัดตั้งวางระบบสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สู่ความเป็นอัจฉริยะ ที่มี พระปฏิพล ภูมิเมโธ และกลุ่มพระสงฆ์รุ่นใหม่แห่งวัดญาณเวศกวัน ร่วมกันออกแบบ
- ปัจจุบันเกมภาวนามีทั้งแบบกระดานและออนไลน์ เน้นการออกแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์โดยมีพุทธธรรมเป็นแกนกลาง โดยใช้กลไกของเกมจำลองสถานการณ์ชีวิตให้ผู้เล่นได้เผชิญหน้า ตัดสินใจ และรับผลการกระทำนั้นด้วยตนเอง
- “ทุกวันนี้ อาตมาพบว่าเมื่อผู้คนถูกความทุกข์ทับถม หลายคนไม่รู้จะเยียวยาใจตนเองอย่างไร บางคนเป็นซึมเศร้า บางคนไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน และไม่รับฟังกัน อาตมาจึงพยายามใช้เกมเป็นเครื่องมือพาเขากลับมารู้จักใจตนเองอีกครั้ง”
จะทำให้อย่างไรให้วัยรุ่นเข้าถึงหลักธรรม?
โจทย์ใหญ่นี้ทำให้ ‘พระบิ๊ก’ หรือ พระปฏิพล ภูมิเมโธ และกลุ่มพระสงฆ์รุ่นใหม่แห่งวัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม คิดออกแบบ ‘บอร์ดเกมภาวนา’ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทลายกำแพงระหว่างคนรุ่นใหม่กับธรรมะ โดยอาศัยประสบการณ์ก่อนบวชเรียนเป็นจุดเชื่อมโยงทำความเข้าใจ ว่าเหตุใดเด็กและวัยรุ่นจึงมองว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัวและไม่สามารถนำมาใช้แก้ทุกข์ในชีวิตจริงได้
“ตอนเป็นวัยรุ่น อาตมามีความทุกข์หลายเรื่อง ทั้งครอบครัว ความรัก การเงิน สุขภาพ และการเรียน เวลาเผชิญปัญหาก็มักใช้วิธีเดียวกับคนทั่วไป คือหันไปพึ่งความบันเทิงหรือสิ่งภายนอก เพื่อกลบเกลื่อนและหนีความรู้สึกทุกข์เหล่านั้น”
พระบิ๊กกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบว่า สมัยเป็นฆราวาสท่านเป็นเพียง ‘ชาวพุทธในทะเบียนบ้าน’ ผู้คุ้นเคยกับพิธีกรรมทางศาสนา แต่ไม่เคยสนใจศึกษาธรรมะ กระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงตั้งใจอุปสมบทเพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตามประเพณี
“ความตั้งใจแรกคือบวชเพียงหนึ่งเดือน แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น อาตมาได้ค้นพบความสงบในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน จากการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และเดินจงกรม ซึ่งแต่ก่อนอาตมาก็แสวงหาความสุขอยู่เสมอ แต่มันรู้สึกเหมือนเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มสักที ทว่าพอได้พบความสงบ กลับรู้สึกอิ่มเอิบและพอดีในตัวของมันเอง นั่นจึงเป็นเหตุให้ตัดสินใจบวชต่อ
พอได้บวช ได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมมากขึ้น อาตมาก็ค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจ ค่อยๆ รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เลยรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกมากที่ต้องศึกษา จากหนึ่งเดือนก็ขออยู่ต่ออีกสักเดือน ครบเดือนก็ขยับเป็นหนึ่งปี และก็เป็นเช่นนั้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้บวชมาได้ 10 พรรษาแล้ว”
หลังปวารณาตัวรับใช้พระศาสนา พระบิ๊กได้ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาธรรม โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้นแบบทางความคิด จึงได้เข้าใจว่าแก่นแท้หลักธรรมนั้นคือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ไม่เคยล้าสมัย เป็นหลักใจที่ช่วยให้ชีวิตเบาลงได้ไม่มากก็น้อย

จากนักเรียนรู้สู่ผู้สื่อสารธรรมะผ่านเกม
ย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน หลังจากศึกษาธรรมมาพอสมควร พระบิ๊กได้รับนิมนต์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นวิทยากรพิเศษในรายวิชา ‘ความสุขในชีวิตและการทำงาน’
“ช่วงแรกพบว่านักศึกษาเข้าถึงค่อนข้างยาก อาจเพราะภาพลักษณ์ความเป็นพระทำให้เขายังไม่ยอมเปิดใจเท่าไหร่ อาตมาจึงค่อยๆ ปรับวิธีการสอน พยายามหาแนวทางใหม่ๆ ด้วยการทดลองออกแบบเวิร์กช็อป ก่อนจะพัฒนาต่อยอดมาเป็นบอร์ดเกม”
ในการริเริ่มและพัฒนาบอร์ดเกม พระบิ๊กได้ทำงานร่วมกับพระสงฆ์อีก 3–4 รูป ในการออกแบบ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ของแต่ละเกมชัดเจน ว่าต้องการให้ผู้เล่นได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ตรงภายในเกมนั้น เพื่อให้การเล่นไม่ใช่เพียงกิจกรรมสันทนาการ หากเป็นการเรียนรู้ที่ทั้งสนุกและมีความหมาย
“ช่วงแรกอาตมากับทีมพระลองนำบอร์ดเกมหลายรูปแบบมาศึกษากลไก ค่อยๆ เรียนรู้ร่วมกัน หยิบองค์ประกอบจากเกมนั้นมาผสมอันนี้ ใช้เวลาประมาณครึ่งปี กว่าจะค่อยๆ ตกผลึกออกมาเป็น ‘บอร์ดเกมภาวนา’ โดยมีธรรมะเป็นโครงพื้นฐานของทุกเกม”
เพื่อให้บอร์ดเกมภาวนาเข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย พระบิ๊กจึงตั้งใจลดการใช้ภาษาบาลี และซ่อนหลักธรรมต่างๆ ไว้ในกลไกของเกม โดยมีกระบวนกร (Facilitator) ทำหน้าที่คอยสังเกต ตั้งคำถาม และชวนสะท้อนคิด เพื่อให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ในเกม แต่ยังเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้รับกลับสู่ชีวิตจริง
“แทนที่จะบอกนักศึกษาตรงๆ ว่าเขาควรรู้อะไรบ้าง อาตมาก็จำลองสถานการณ์ชีวิตให้เขาได้เห็น ตั้งแต่วันที่เรียนจบ เขาจะต้องรับมือกับอะไรบ้าง จะฝึกจิตฝึกใจยังไง พอได้ลงมือเล่นเกมก็ชวนให้เขาเรียนรู้ไปในตัว ซึ่งพอมีเครื่องมือแบบนี้ อาตมาก็สามารถสื่อสารธรรมะในภาษาที่เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

ปัจจุบันบอร์ดเกมภาวนามีทั้งรูปแบบกระดานและแบบออนไลน์ เหมาะกับผู้เล่นตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป ตัวอย่างเช่น เกม ‘Goal and Growth’ ที่ชวนตั้งคำถามเรื่องเป้าหมายชีวิต เราจะวางเป้าหมายอย่างไร จะดำเนินชีวิตด้วยตัณหาหรือฉันทะ และจะพัฒนาตัวเองต่อไปในทิศทางไหน
‘กลเกมการเมือง’ เป็นบอร์เกมที่นำแนวคิดจากหนังสือการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มาออกแบบ โดยจำลองให้ผู้เล่นเป็นพรรคการเมืองบริหารประเทศ ซึ่งตอนจบผู้ที่มีคะแนนนิยมสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ ระหว่างทางจึงเกิดการต่อรอง การหักหลัง การใช้อำนาจ และการหักเหลี่ยมเฉือนคมกัน
ส่วนเกมที่ใช้บ่อยและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ‘Bull Battle สงครามวัวชน สังคมโคบาล’ ซึ่งสะท้อนความดีความชั่วในจิตใจ และการเดินทางไปสู่เป้าหมายร่วมกัน” โดยในคำบรรยายของเกม Bull Battle ระบุว่า
…เมื่อเหล่าโคบาลทั้งหลาย ต่างมีจุดมุ่งหมายที่จะต้องไปให้ถึงยอดเขาแห่งอิสรภาพ สงครามตัวแทนที่ต้องอาศัยวัวเป็นใบเบิกทาง การตามล่าหาวัวขาว และการเข่นฆ่าวัวดำจึงเกิดขึ้น สงครามครั้งนี้เดิมพันด้วยชีวิต เพราะหากเหล่าโคบาลวางแผนพิชิตผิดพลาด ก็อาจตกอยู่ในวังวนแห่งนรกไปตลอดกาล เหล่าโคบาลจะต้องแย่งชิงวัวขาวมากแค่ไหน? ต้องย่ำยีห้ำหั่นวัวดำสักเท่าไร? จึงจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ร่องรอยปริศนาบนเส้นทางอันเร้นลับ กำลังรอท้าทายโคบาลทั้งหลาย การห้ำหั่นย่ำยีกันจะพาเหล่าโคบาลไปสู่ปลายทางได้หรือไม่? หรือแท้จริงแล้ว เหล่าโคบาลควรจะต้องทำอย่างไร? มาสัมผัส เรียนรู้พลังแห่งความงดงามและความมืดดำ ในหัวใจคุณ…
พระบิ๊กเล่าถึงที่มาของการออกแบบบอร์ดเกม ‘Bull Battle สงครามวัวชน สังคมโคบาล’ ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเกมงูกินหาง แต่ได้เพิ่มเติมคำสั่งต่างๆ และปรับใช้กลไกให้เกมทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อสอดแทรกนัยแห่งวิชาชีวิตไว้อย่างแยบยล
“หากพิจารณาที่ช่องตารางต่างๆ จะเห็นว่ามีทั้งเหตุการณ์ที่เป็นคุณและโทษ ส่วนการ์ดในเกมนี้เปรียบเสมือนจิตใจของเรา โดยการ์ดวัวขาวแทนคำว่ากุศล (ความดี) การ์ดวัวดำแทนคำว่าอกุศล (ความชั่ว)
หลักการเล่นนั้นเรียบง่าย คือให้ผู้เล่นทอยลูกเต๋า ถ้าทอยตกไปในช่องสีขาว แปลว่าเรามีโอกาสทำความดี อาตมาใช้คำว่ามีโอกาส ก็เพราะว่าการจะทำดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการ์ดในมือของเราว่ามีแต้มความดีมากกว่าแต้มความชั่วหรือไม่ หากความดีมีกำลังมากกว่า เราถึงจะได้เลื่อนชั้นสูงขึ้น
แต่หากทอยตกไปในช่องสีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง ที่มีลูกศรชี้ลง นั่นเปรียบเสมือนโอกาสในการทำความชั่ว ถ้าแต้มความชั่วในใจมีมากกว่า เราก็ย่อมต้องเลื่อนตกลงไปตามแรงแห่งกรรมนั้น”


พระบิ๊กกล่าวว่ากลไกที่ทำให้เกมนี้ทรงพลัง ไม่ได้อยู่ที่ดวงในการทอยลูกเต๋า แต่อยู่ที่สิทธิในการส่งต่อการ์ดวัวขาวหรือวัวดำให้แก่กัน สิ่งนี้จึงเปรียบเสมือนการกระตุ้นสัญชาตญาณแห่งการแข่งขันและความอยากเอาชนะของผู้เล่น ซึ่งแน่นอนว่า ‘การ์ดวัวดำ’ คือการ์ดที่ถูกส่งต่อหมุนเวียนกันไปรอบวง
“นักศึกษาส่วนใหญ่มักเล่นไปด้วยสัญชาตญาณการเอาชนะ อันนี้เป็นธรรมดา ไม่มีใครอยากตกชั้น พอคนหนึ่งส่งการ์ดความชั่วให้อีกคน อีกคนก็ส่งต่อให้คนถัดไป ความชั่วมันก็วนไปวนมาไม่ไปไหน พอถึงตาของเรา โอกาสที่จะตกชั้นก็ยิ่งมากขึ้น เพราะแต้มความชั่วในระบบมันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
พอเป็นแบบนี้ บรรยากาศในวงก็ค่อยๆ ตึงเครียด หลายคนออกอาการท้อ และเริ่มเหนื่อย ซึ่งอาตมาตั้งใจให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น เพราะอยากให้เขาเห็นว่า การมุ่งไปสู่เป้าหมายด้วยการแก่งแย่งและผลักสิ่งไม่ดีให้กัน สุดท้ายย่อมย้อนกลับมาสู่ตัวเราเอง
ถึงตรงนี้ ในฐานะกระบวนกร อาตมาจะค่อยๆ เข้าไปตั้งคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ ‘เหตุใดจึงส่งสิ่งไม่ดีให้กัน’ หรือ ‘เมื่อได้รับการ์ดวัวดำจากผู้อื่นรู้สึกอย่างไร’ นักศึกษาก็มักตอบว่า ‘ไม่อยากได้’ อาตมาก็ถามต่อว่า ‘ถ้าไม่อยากได้ แล้วเหตุใดจึงส่งต่อให้ผู้อื่น’ นักศึกษาก็จะเริ่มฉุกคิด แล้วค่อยๆ เปลี่ยนท่าทีจากการแข่งขัน มาเป็นการพูดคุย ช่วยเหลือ และร่วมมือกัน
ณ โมเมนต์ที่เขาเริ่มหันมาช่วยกัน ภาษาพระเรียกว่า ‘สมานัตตา’ คือการประสานอัตตาของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
จากนั้นจึงชวนให้เขาใคร่ครวญต่อว่า เมื่อเห็นเพื่อนจั่วได้การ์ดวัวดำ…เรารู้สึกแย่ไปด้วยไหม เป้าหมายในตอนต้นกับตอนท้ายแตกต่างกันอย่างไร การช่วยเหลือผู้อื่นแบบไหนถึงเรียกว่าดี ถ้าให้สิ่งดีแต่ไม่เหมาะกับผู้รับ…จะนับว่าดีจริงหรือไม่ เพราะการให้ด้วยเจตนาดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีปัญญาประกอบด้วย”
ในวงบอร์ดเกม พระบิ๊กจะทำหน้าที่เป็นกระบวนกร คอยสังเกต ตั้งคำถาม และชวนให้ผู้เล่นสะท้อนคิดจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญมากในการพาผู้เล่นไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางอันเป็นสาระหลักของเกม
จุดนี้เองที่ทำให้ผู้เล่นแต่ละคนค่อยๆ เห็นตัวอย่างของการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง ผ่านการถอดบทเรียน เช่น หลักอัตถะ 3 หรือเป้าหมายสามระดับที่ช่วยให้มนุษย์ไม่มองเพียงประโยชน์ตัวเอง แต่ยังขยายมุมมองไปสู่ผู้อื่นและส่วนรวม, อิทธิบาท 4 หรือหลักธรรมแห่งความสำเร็จสี่ประการที่ประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจ), วิริยะ (ความเพียร), จิตตะ(ความตั้งใจ) และ วิมังสา (การใคร่ครวญพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น) ตลอดจนหลักธรรมสำคัญอย่าง ภาวนา 4 ที่พระบิ๊กถือว่าเป็น Soft Skills สำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เจริญงอกงาม
“คำว่าภาวนาหมายถึงการพัฒนา ภาวนา 4 คือการพัฒนาสี่ด้านในวิชาชีวิต หนึ่งคือการดูแลพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงเหมาะสม, สอง พัฒนาศีล คือสร้างระเบียบวินัยในตัวเองและวินัยในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น , สามคือการพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง มั่นคง สามารถดูแลและเยียวยาตัวเองได้ , สี่คือการพัฒนาปัญญา เข้าใจชีวิตและธรรมชาติตามความเป็นจริง

เมื่อมนุษย์สามารถฝึกจิตของตน ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นท่ามกลางความหลากหลายได้แล้ว ท้ายที่สุด ผู้ที่ได้รับประโยชน์เป็นคนแรกย่อมคือตัวเราเอง ใจจะค่อยๆ เบาสบาย มีความสุขมากขึ้น และจมอยู่กับความทุกข์น้อยลง
ทั้งหมดนี้คือ Soft Skiils คือวิชาชีวิตที่มนุษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ เพราะความทุกข์ไม่ใช่เรื่องของวัยรุ่น หรือใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นประสบการณ์ร่วมกันของทุกชีวิต
ทุกวันนี้ อาตมาพบว่าเมื่อผู้คนถูกความทุกข์ทับถม หลายคนไม่รู้จะเยียวยาใจตนเองอย่างไร บางคนเป็นซึมเศร้า บางคนไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน และไม่รับฟังกัน อาตมาจึงพยายามใช้เกมเป็นเครื่องมือพาเขากลับมารู้จักใจตนเองอีกครั้ง ฉะนั้นการหันกลับมามองใจตนเอง และฝึกฝนอย่างจริงจัง จะค่อยๆ เปลี่ยนให้คนที่ไม่รู้หรือยังขาดทักษะชีวิต ให้ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น และเมื่อทักษะชีวิตได้รับการพัฒนา ความสุขก็จะค่อยๆ ผลิบานและงอกงามขึ้นจากภายใน”