Skip to content
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    GritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed Mindset
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล
Character building
27 October 2026

รักลูกให้ตี? ความเชื่อผิดๆ ที่งานวิจัยยืนยันว่าผลดีไม่มี แต่ผลเสียอาจรุนแรงระดับสมอง

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • แม้การตีจะถูกใช้เป็นเครื่องมืออบรมสั่งสอนเด็กมาอย่างยาวนาน แต่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กลับพบว่า การลงโทษทางร่างกายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็ก
  • ในปัจจุบันนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการตีช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของเด็ก ในทางกลับกัน ผลกระทบอาจรุนแรงถึงระดับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความกลัว อารมณ์ และการตัดสินใจ
  • งานวิจัยวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า มีโอกาสน้อยมากที่นำการตีจะใช้สร้างอุปนิสัยที่ดีให้กับเด็ก เพราะกลับจะมีโอกาสมากที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายในภายหลัง ซึ่งอาจลึกซึ้งถึงระดับไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองบางส่วนได้ทีเดียว

ภาษิตไทย ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ หรือคำพูดว่า ‘ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นคนดี’ ดูจะสิ้นมนต์ขลังไปมากแล้ว แต่เราไม่ควรอบรมสั่งสอนเด็กด้วยการตีจริงหรือ? การตีส่งผลเสียมากกว่าผลดีจริงหรือ? เราจะมาดูกันว่าวิทยาศาสตร์ช่วยไขข้อสงสัยนี้ได้มากเพียงใด

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลใน ค.ศ. 1990 ที่เริ่มมีข้อมูลชุดแรกๆ ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการทำโทษทางร่างกาย เช่น การตี เข้ากันกับผลลบต่อพัฒนาการของเด็ก เราก็อาจจะไม่อยากเชื่อว่าในการประชุมใหญ่ว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Children) ของสหประชาชาติที่มีการหยิบยกเรื่องควรห้ามการทำโทษด้วยวิธีการทำนองนี้ ขณะนั้นมีแค่เพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่มีข้อห้ามไม่ให้ทำเรื่องดังกล่าว

แต่เมื่อมาถึง ค.ศ. 2000 ในการประชุมใหญ่เดียวกันนี้ มีประเทศที่ให้สัตยาบันรับรองมากถึง 191 ประเทศจากทั้งหมด 196 ประเทศหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า มีประเทศที่ยังไม่ยอมรับข้อห้ามเรื่องการลงโทษทางกายภาพเหลืออยู่แค่เพียง 5 ประเทศเท่านั้น กลับตาลปัตรกันเลยทีเดียว! [1]

แม้ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยในหลักการ แต่ก็มีอยู่เพียง 31 ประเทศที่ถึงขั้นออกเป็นกฎหมายอย่างชัดเจน สอดรับการงานวิจัยจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา 20 ปีจนถึงขณะนั้น ที่ยืนยันเรื่องผลเสียของการตีเด็กในนามของการสั่งสอนหรือการปลูกฝังวินัย 

ค.ศ. 2012 นักวิจัย 2 คนคือ โจอัน เดอร์แรน (Joan Durrant) และรอน เอนซอม (Ron Ensom) จากโครงการถ่ายโอนความรู้แห่งชาติว่าด้วยการลงโทษทางกายภาพแห่งโรงพยาบาลเด็กแห่งออนแทริโอตะวันออก ประเทศแคนาดา ได้วิเคราะห์งานวิจัยจำนวนมาก (รวม 807 ชิ้น) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลงโทษด้วยการตีตลอด 2 ทศวรรษก่อนหน้า (เลือกช่วงเวลานั้นเพราะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ประเทศแคนาดาให้สัตยาบันที่การประชุมใหญ่ว่าด้วยสิทธิเด็ก) ได้เป็นข้อสรุปว่า การศึกษาวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นถึง ‘ความสัมพันธ์’ ระหว่างการทำโทษทางร่างกายกับความเสี่ยงที่จะเกิดผลลบต่อการพัฒนาการในระยะยาว

การทำโทษทางร่างกายส่วนใหญ่มักเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษหรือใช้เป็นข้ออ้างเรื่องการสร้างวินัย แต่ ‘ไม่มีการศึกษาใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว’ ที่ชี้ให้เห็นว่า การลงโทษโดยการตีเช่นนั้นช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่ดี

คำแนะนำอย่างเป็นเอกฉันท์จึงเป็นว่า ผู้ปกครองและครูอาจารย์ควรหลีกเลี่ยงและไม่สนับสนุนการตี แต่ใช้วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้แบบอื่นที่ส่งผลดีมากกว่า [1]

บทความอีกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการอ้างอิงกันอย่างกว้างขวางมากได้รับการตีพิมพ์ในอีก 4 ปีให้หลัง (ค.ศ. 2016) ในนิตยสาร Scientific American Mind ซึ่งอ้างอิงการสำรวจว่า แม้จนกระทั่งถึงตอนนั้นก็ยังมีพ่อแม่ชาวอเมริกันราวครึ่งหนึ่งที่ใช้การตีลูกเป็นการสอนวินัย แม้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ลูกตนเองมีปัญหาทางอารมณ์หรือทางสังคมมากกว่า [2] 

ในบทความดังกล่าวอ้างอิงงานวิจัยที่เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ออสตินและมหาวิทยาลัยมิชิแกน โดยเป็นการวิเคราะห์ทางสถิติของบทความวิจัยรวม 75 ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับการตีเด็กของพ่อแม่และผลต่อเด็กในแง่มุมต่างๆ และได้ข้อสรุปว่า ในบรรดาผลลัพธ์ในด้านลบทั้งหลายจำนวน 17 อย่าง การตีอาจเกี่ยวข้องกับข้อเสียมากถึง 13 อย่างด้วยกัน ครอบคลุมตั้งแต่เพิ่มความก้าวร้าว นิสัยเสีย และปัญหาทางจิตในเด็ก รวมไปถึงลดความสามารถในการจดจำและความภาคภูมิใจในตัวเอง [2]  

ปัญหาใหญ่ที่บทความยกขึ้นมาของผู้ที่ยังไม่ค่อยยอมเชื่อเรื่องผลเสียของการตีนักมีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือ การลงโทษที่ทำกันไม่ได้มีแค่การตีด้วยมือ เช่น การใช้ไม้หรือสิ่งอื่นตีไม่ใช่แค่มือ การหยิก การกัด หรือแม้แต่การขว้างสิ่งของใส่ เช่น แปรงลบกระดาน ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบกว้างขวางเกินกว่าแค่ ‘การตีสั่งสอนด้วยมือ’ อย่างที่ควรจะเป็น เพราะผู้ตีเองก็เจ็บด้วย จึงจำกัดความรุนแรงเกินจำเป็นได้ส่วนหนึ่ง

อีกข้อหนึ่งคือ บางครั้งงานวิจัยทำแบบเป็นจุดหรือช่วงเวลาสั้นๆ ในบางช่วงอายุ ซึ่งทำให้แยกแยะความเป็นสาเหตุ-ผลลัพธ์ได้ยาก เพราะแม้จะเห็นว่าผลลัพธ์ไปในทางเดียวกัน แต่ก็อาจไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน เช่น การพบว่าเด็กอายุ 10 ปีคนหนึ่งมีความก้าวร้าวมากกว่าเด็กเรียบร้อยที่อายุ 10 ปีอีกคน ไม่ได้หมายความว่า เป็นผลจากการที่เด็กคนแรกโดนตีก่อนหน้านั้นเสมอไป เพราะการโดนตีตั้งแต่ตอนอายุน้อยกว่านั้นอาจเพราะเป็นเด็กดื้ออยู่แต่เดิมแล้วก็เป็นได้

งานวิจัยที่กำลังกล่าวถึงนี้จึงพยายามอาศัยการติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กตลอดหลายปี เพื่อให้สามารถระบุความเชื่อมโยงแบบสาเหตุ-ผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากขึ้น จนสามารถอุดช่องโหว่ทั้งสองเรื่องข้างต้นได้ ข้อมูลจากการวิเคราะห์ระบุชัดว่า ผลที่เห็นมาจากการตีเด็กจริงๆ 

แต่กระนั้นผลการทดลองจากชีวิตจริง ก็ไม่ได้สวยหรูสรุปได้ง่ายๆ แบบนั้นเหมือนกันไปหมด สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กมีผลต่อการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง มีงานวิจัยอยู่ 2 ชิ้นที่การตีเด็กไม่ส่งผลด้านลบต่อสุขภาพจิตของเด็กเลย การทดลองหนึ่งระบุว่าหากว่าการลงโทษดังกล่าวเป็นแบบนานๆ ครั้งคือ เดือนละแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น ขณะที่อีกการทดลองหนึ่งระบุว่า การตีส่งผลเสียกับเด็กปฐมวัย ก่อนจะเข้าโรงเรียนน้อยกว่าหากเทียบกับการตีในตอนวัยทารกหรือวัยรุ่น [2] 

ดังนั้น ข้อสรุปที่ว่า ‘การตีส่งผลเสียกับเด็กเสมอ’ จึงอาจคร่าวหรือโดนทำให้ง่ายมากจนเกินไปและอาจ ‘ผิด’ ได้เช่นกัน เพราะการตีอาจส่งผลเสียอย่างชัดเจนในบางช่วงอายุและหากทำด้วยความถี่ที่มากเกินไปได้ด้วยเช่นกัน 

ผลงานวิจัยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงข้อสรุปไปจากนี้อีกหรือไม่? มีอะไรใหม่กว่านี้ที่สมควรรู้หรือไม่? 

ข้อมูลที่ใหม่ขึ้นมาอีก เช่น ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2021 ในวารสารการแพทย์ชื่อดัง Lancet ที่ทำวิจัยในยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอนระบุว่า หลักฐานชี้ชัดว่าการตีหรือทำโทษทางร่างกาย มีแต่จะเพิ่มปัญหาพฤติกรรมของเด็กมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยทำให้เด็กมีความก้าวร้าวมากขึ้น [3] 

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า การลงโทษลักษณะนี้ส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กในแง่มุมใด แต่ในทางกลับกัน มีหลักฐานชัดเจนมากมายว่าส่งผลเสียร้ายแรงหรืออย่างดีที่สุดก็คือ ทั้งไม่ส่งผลร้ายหรือผลดีใดๆ ไม่วาจะเรื่องทำให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ฉลาดมากขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ มากขึ้น ฯลฯ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ตีพิมพ์ในปีเดียวกัน [4] ในวารสาร Child Development ระบุว่า การตีเด็กอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้ในแบบเดียวกับความรุนแรงอื่นที่หนักหนากว่า โดยมีหลักฐานว่าสมองส่วนต่างๆ หลายส่วน โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ (prefrontal cortex, PFC) หรือเปลือกสมองส่วนหน้าที่ตอบสนองต่อภัยรอบตัวได้รับผลกระทบ จนอาจส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจบกพร่อง สมองที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมกว้างขวางมาก รวมไปถึงส่วนอื่น เช่น anterior cingulate cortex, dorsomedial PFC, bilateral frontal pole และ left middle frontal gyrus ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ความเจ็บปวด ความกลัว การตัดสินใจและการตอบสนอง    

ผลก็คือการตีมีแนวโน้มจะทำให้เด็กเกิดความกังวลใจ ความกระวนกระวายใจ ซึมเศร้า และมีปัญหาทางพฤติกรรมและทางจิตแบบต่างๆ ได้ เช่น การหันไปพึ่งพาสารเสพติด คล้ายกับเด็กที่พบเจอความรุนแรงแบบอื่นที่รุนแรงกว่า โดยในการศึกษาดังกล่าว ครอบคลุมเด็กอายุ 3-11 ปี โดยเน้นหนักการวิจัยไปที่เด็กที่มีอายุ 10-11 ปีจำนวน 147 คนเป็นพิเศษ ในจำนวนนี้ 40 คนเป็นคนที่โดนผู้ปกครองลงโทษด้วยการตี ขณะที่อีก 100 เป็นกลุ่มควบคุมที่ใช้เปรียบเทียบ

ดังนั้น งานวิจัยวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า มีโอกาสน้อยมากที่นำการตีจะใช้สร้างอุปนิสัยที่ดีให้กับเด็ก เพราะกลับจะมีโอกาสมากที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายในภายหลัง ซึ่งอาจลึกซึ้งถึงระดับไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองบางส่วนได้ทีเดียว   

เอกสารอ้างอิง

[1] Joan Durrant and Ron Ensom. Physical Punishment of Children: Lessons from 20 years

of Research. CMAJ 2012. DOI:10.1503/cmaj.101314 

[2] Melinda Wenner Moyer. What Science Really Says about Spanking, Scientific American Mind, vol. 27 (5), page 12

[3] Anja Heilmann, Anita Mehay, Richard G Watt, Yvonne Kelly, Joan E Durrant, Jillian van Turnhout, Elizabeth T Gershoff (2021) Physical Punishment and Child Outcomes: A Narrative Review of Prospective Studies. Lancet. July 24; 398(10297): 355–364. doi:10.1016/S0140-6736(21)00582-1.

[4] Jorge Cuartas, David G Weissman, Margaret A Sheridan, Liliana Lengua, Katie A McLaughlin (2021) Corporal Punishment and Elevated Neural Response to Threat in Children. Child Development, Volume 92, Issue 3, May/June 2021, Pages 821–832, https://doi.org/10.1111/cdev.13565

Tags:

พ่อแม่การลงโทษเด็กChild Abused

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Early childhoodFamily Psychology
    เติบโตไปด้วยกัน Alpha Generation EP.4 ‘ความวิตกกังวลสูงในเด็ก’ อาจเริ่มต้นจากความกังวลของพ่อแม่

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Book
    บ้านเล็กในป่าใหญ่: ที่พักพิงแสนปลอดภัยในโลกอันน่าหวาดหวั่นคือ ‘ครอบครัว’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    วันนั้นฉันเจอเพนกวิน: อย่าปิดกั้นจินตนาการของเด็กด้วยคำว่า ‘เพ้อฝัน’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Life is Beautiful: โลกอาจโหดร้าย พ่ออาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความรัก(ลูก)นั้นทำให้ชีวิตงดงามเสมอ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel