- Four Hands, Two Sonatas บอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพ ความฝัน และความทะเยอทะยานในการก้าวสู่การเป็นสุดยอดนักเปียโนของสองเพื่อนซี้ที่มีพื้นฐานชีวิตและมายด์เซ็ตทางดนตรีแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
- ‘คังบีโอ’ คือภาพสะท้อนของความสมบูรณ์แบบที่ถูกขังอยู่ในกรอบจากแรงกดดันของแม่และความต้องการการยอมรับจากคุณตา ส่วน ‘ชเวจองโย’ เปรียบเหมือน ‘เพชรดิบ’ ที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ เขาไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์แต่เล่นดนตรีไปตามเสียงหัวใจตนเอง
- ในเวทีเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรีหรือชีวิต ทั้งสองเรียนรู้และเติบโตบนความแตกต่าง ได้พึ่งพา เติมเต็ม และปลอบประโลมกันและกัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่ชวนให้ผู้ชมกลับมาทบทวนถึงท่วงทำนองที่เราต่างกำลังบรรเลงอยู่ในชีวิตจริง
หลายคนชอบบอกว่า “โทรศัพท์กำลังแอบฟังเราอยู่เสมอ” เพราะเวลาที่เราพูดถึงหรือกำลังอินกับเรื่องอะไรขึ้นมา สิ่งนั้นก็มักจะโผล่มาบนหน้าจอมือถือราวกับคนรู้ใจ และผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่พบกับความมหัศจรรย์ของอัลกอริทึมนี้อยู่บ่อยครั้ง
ล่าสุดในระหว่างที่ผมกำลังติดซีรีส์เกาหลีจาก Netflix เรื่อง Four Hands, Two Sonatas (สี่มือ สองท่วงทำนอง) จู่ๆ บนหน้าฟีดเฟซบุ๊กก็เด้งประโยคสุดคลาสสิกของ ‘เบโธเฟน’ (Ludwig van Beethoven) ยอดคีตกวีชาวเยอรมัน ขึ้นมาดื้อๆ ว่า
“การเล่นโน้ตผิดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่การเล่นดนตรีโดยปราศจากความหลงใหลต่างหากที่ยอมรับไม่ได้”
ประโยคสั้นๆ นี้ทำให้ผมเผลอยิ้มขึ้นมาทันที เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขยายความอินจากซีรีส์ที่ผมกำลังดูเท่านั้น แต่มันยังสะกิดใจให้ผมตัดภาพกลับมาสู่ชีวิตจริง…ชีวิตที่ผมพบว่า บางครั้งตัวเองก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาบรรเลงท่วงทำนองชีวิตตาม ‘โน้ต’ ที่สังคมหรือใครบางคนเขียนไว้ให้ เพื่อแลกกับความรู้สึกสบายใจบางอย่าง แม้ว่าลึกๆ แล้วมันจะทำให้รู้สึกว่างเปล่า และท่วงทำนองชีวิตจืดชืดไร้จิตวิญญาณก็ตาม
ซีรีส์ Four Hands, Two Sonatas บอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพ ความฝัน และความทะเยอทะยานในการก้าวสู่การเป็นสุดยอดนักเปียโนของสองเพื่อนซี้ที่มีพื้นฐานชีวิตและมายด์เซ็ตทางดนตรีแตกต่างกันอย่างสุดขั้วอย่าง ‘คังบีโอ’ และ ‘ชเวจองโย’
‘กลัวผิดพลาด’ กับดักสำคัญของ Perfectionist
คังบีโอ คือเด็กมัธยมปลายที่เกิดในครอบครัวเศรษฐีผู้มีชื่อเสียงในแวดวงดนตรีคลาสสิก เขาถูกเคี่ยวกรำฝึกซ้อมเปียโนอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก กวาดรางวัลชนะเลิศระดับเยาวชนมานับไม่ถ้วน ด้วยเทคนิคการเล่นเปียโนขั้นสูงนี้เอง เหล่าคนดังในวงการจึงคาดหมายว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเปียโนระดับโลกในอนาคต
แม้จุดเริ่มต้นของเขาจะเหมือนถูกปูด้วยพรมแดง ทว่าซีรีส์กลับพาเราไปสำรวจบาดแผลที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมสง่างามผืนนั้น นั่นคือความเป็น Perfectionist หรือผู้รักในความสมบูรณ์แบบของคังบีโอ
ทุกครั้งที่จรดนิ้วบนคีย์เปียโน คังบีโอมักทำได้ดีอย่างไร้ที่ติราวกับต้นฉบับมาบรรเลงด้วยตัวเอง แต่นั่นกลับเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขา เพราะอีกมุมหนึ่ง มันคือคุกที่กักขังเขาไว้ในตารางอันแน่นหนาของตัวโน้ต ทำให้เขากลายเป็นคนกลัวความผิดพลาดจนไม่กล้าขยับปรับจังหวะ หรือใส่อารมณ์ความรู้สึกให้บทเพลงแตกต่างไปจากเดิม
บาดแผลนี้ถูกขยี้อย่างชัดเจนผ่านปมในใจระหว่างเขากับคุณตา…ผู้เป็นวาทยกรชื่อดังระดับโลกที่มักตราหน้าหลานชายตัวเองว่า ‘ไร้พรสวรรค์’ และไม่เคยยอมรับในฝีมือของเขาเลยสักครั้ง
“ฝีมือแค่นี้ยังมีหน้ามาบ่นว่าไม่ยุติธรรมอีก บรรเลงเพลงแบบไร้เป้าหมาย แถมมีแต่ความโลภแบบนี้เนี่ยนะ คนประเภทที่ฉันรังเกียจที่สุดในโลกนี้ก็คือ คนที่หลงผิดคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ เพราะเล่นดนตรีที่ยิ่งใหญ่ยังไงล่ะ” คุณตากล่าว…แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆ ไปมากกว่านี้
ตัวของคังบีโอเองก็ตระหนักดีว่าลึกๆ เขาเป็นเพียง ‘หุ่นยนต์เล่นเปียโน’ ที่สมบูรณ์แบบแต่น่าเบื่อ อีกทั้งจุดอ่อนที่เป็นเหมือนหนามยอกอกที่สุดคือการเล่น ‘ท่อนคาเดนซ่า’ (Cadenza) หรือท่อนท้ายที่วงออร์เคสตราจะหยุดเล่น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บรรเลงเดี่ยวได้ ‘ด้นสด’ ด้วยสัญชาตญาณและความรู้สึกภายใน ซึ่งพื้นที่แห่งอิสรภาพที่ไร้ตัวโน้ตนำทางนี้เอง คือเส้นทางที่คนเพลย์เซฟอย่างเขาไม่สามารถก้าวผ่านไปได้เลยสักครั้ง แม้แต่อาจารย์สอนเปียโนคนใหม่ของเขาก็มองเห็นกำแพงขนาดยักษ์นี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ใช่ ฉันคิดว่านายมีปัญหากับการเล่นดนตรี ท้ายที่สุดแล้ว การบรรเลงดนตรีของนาย ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ตอนนี้เทคนิคอันยอดเยี่ยมของนายคอยปกปิดข้อบกพร่องของนายอยู่ ถ้าฟังดูให้ดีแล้วจะรู้น่ะว่าดนตรีของนายมันของปลอม
ฉันยอมรับเลยว่าเทคนิคของนายมันไร้ที่ติ แต่ดนตรีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคนะ นายต้องเป็นเจ้าของอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังโน้ตเพลงด้วย ความเจ็บปวด ความสุข ความสิ้นหวังของนาย ถ้านายชนะใจผู้ชมด้วยความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้ นายคงไม่มีวันได้เป็นนักดนตรีตัวจริงหรอก”
หากพิจารณาจากมุมมองส่วนตัว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คังบีโอติดอยู่ในวังวนกับดักของ Perfectionist จนโงหัวไม่ขึ้น คือปัจจัยด้านครอบครัว โดยเฉพาะ ‘แม่’ ที่ทำทุกอย่างด้วยความหวังอยากให้ลูกเป็นที่หนึ่ง ซึ่งมันได้สร้างกรอบและแรงกดดันมหาศาลให้กับลูก ด้วยคำว่า “แพ้ไม่ได้” และต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดจึงนำมาสู่ฉากสะเทือนอารมณ์ที่คังบีโอปลดปล่อยความรู้สึกอันแหลกสลายใส่แม่อย่างตรงไปตรงมาว่า
“ผมสุดจะทนแล้วที่มีแม่เป็นแบบนี้ ใช่ครับ เพราะแม่เป็นแบบนี้ไง
เพราะผมรู้ไงว่าแม่คิดอะไรอยู่ ผมเลยตั้งใจซ้อมเปียโนอย่างหนัก แม่จะได้มีความสุขไงครับ
ผมฝึกซ้อมหนักแทบตายเพื่อให้แม่ยิ้มได้ไงครับ แต่แล้วไงครับ ผมไม่มีความสุขเลยสักนิด ถ้าผมไม่ได้เป็นคนที่เล่นเก่งที่สุดบนโลกนี้ แม่คงไม่ได้ตายตาหลับสินะครับ แล้วผมจะทำให้แม่มีความสุขได้ไงครับ ให้ผมทำไงล่ะ แม่ครับ ตอนนี้ผมปวดร้าวจะแย่อยู่แล้ว แต่แม่สนใจแค่การแข่งขันเหรอครับ
แม่คิดว่าทำไมดนตรีที่ผมเล่นถึงไร้ซึ่งจิตวิญญาณล่ะครับ ผมเป็นหุ่นยนต์แข่งเปียโนมาตั้งแต่เด็กแล้วยังไงล่ะครับ ผมเล่นเปียโนไม่พลาดเลยสักโน้ตเหมือนในหนังสือเรียนเป๊ะ เพราะผมไม่พลาดเลยนี่แหละถึงได้กวาดรางวัลมาทุกรายการไงครับ แต่ก็เพราะแบบนี้ไงคนถึงบอกกันว่าดนตรีที่ผมเล่นมันไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ ผมไม่รู้ว่าจะใส่จิตวิญญาณลงไปในเพลงยังไง หรือเพราะอะไรดนตรีของผมมันถึงไร้ซึ่งจิตวิญญาณไงล่ะครับ แม่เอาแต่บอกว่าผมต้องชนะการแข่งขัน แต่ผมกลัวสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นครับ”
ปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริง ด้วยการฟังเสียงของใจตัวเอง
หากคังบีโอคือภาพสะท้อนของความสมบูรณ์แบบที่ถูกขังอยู่ในกรอบ ตัวละครที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมชั้นคนใหม่และดาวรุ่งผู้สั่นคลอนบัลลังก์อย่าง ‘ชเวจองโย’ ก็คือขั้วตรงข้ามโดยสิ้นเชิง
ชเวจองโยเปรียบเหมือน ‘เพชรดิบอัจฉริยะ’ แม้จะเติบโตมาจากครอบครัวยากจน แต่เขากลับมีพรสวรรค์ด้านเปียโนที่พรั่งพรูอย่างเหลือล้น และเขาคือเด็กคนเดียวที่เคยเอาชนะคังบีโอในการแข่งขันเปียโนเมื่อหลายปีก่อน (แน่นอนว่าความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้คังบีโอถูกแม่อาละวาดและตวาดอย่างหนักราวกับคนเสียสติ)
หลังจากได้ทุนเข้ามาศึกษาในโรงเรียนดนตรีและศิลปะชั้นนำ ประกายอันเจิดจ้าจากฝีมือการโซโล่เปียโนของเขาก็ค่อยๆ กลบรัศมีของคังบีโอลง ด้วยสไตล์การบรรเลงที่เป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับตัวโน้ต แต่เลือกที่จะปลดปล่อยทุกอย่างไปตามอารมณ์ความรู้สึกข้างใน เหมือนคำพูดของแม่ผู้ล่วงลับที่เคยสอนเขาว่า
“แทนที่จะจดจ่ออยู่กับโน้ตเพลง ตอนเล่นก็คิดดูสิจ๊ะว่านักแต่งเพลงอยากจะสื่ออารมณ์แบบไหนออกมา”
ชเวจองโยจึงถูกหล่อหลอมให้มีนิสัยชอบสำรวจ ท้าทายสิ่งใหม่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า และไม่กลัวที่จะแหวกธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ เขาไม่ได้แค่เล่นไปตามแผ่นโน้ตที่ขีดเส้นเอาไว้ แต่กล้าจะตีความ ใส่ตัวตน อารมณ์ ความดำดิ่ง และทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดเข้าไปด้วย เพราะเขาเชื่อว่าดนตรีที่บรรเลงออกมานั้น…ต้องเป็นดนตรีที่เราสามารถเป็น ‘เจ้าของ’ ได้ด้วยเช่นกัน
ผลลัพธ์คือดนตรีของชเวจองโยอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตามตำรา แต่มันกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีเสน่ห์ของความสดใหม่ ทั้งลูกเล่นที่รังสรรค์เพิ่มขึ้นมาในเสี้ยววินาที จังหวะหยุดที่ทิ้งน้ำหนักได้อย่างลึกซึ้ง หรือแม้แต่ความบ้าบิ่นที่กล้าเปลี่ยนโน้ตต้นฉบับ ท้ายที่สุด การปล่อยใจให้เป็นอิสระนี้เองทำให้ดนตรีของเขาสามารถสื่อสารความรู้สึกวิ่งตรงไปถึงหัวใจของผู้ฟังได้อย่างแท้จริง
“เพราะมันฟังดูมีชีวิตชีวากว่าครับ…ตั้งใจเว้นช่วงหน่อย มันรู้สึกดีนะครับเหมือนมีสายลมอุ่นๆ พัดผ่านเข้ามาเลย ผมว่าโชแปงคงไม่ว่าอะไรหรอกครับ
โน้ตเพลงเป็นการจดเสียงเพลงให้เป็นลายลักษณ์อักษรนี่ครับ ผมแค่อยากฟังดนตรีเฉยๆ ตอนเล่นดนตรีผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับ ผมพยายามจะขจัดความคิดทั้งหมดออกไปด้วยซ้ำ” ชเวจองโยบอกคุณตาของคังบีโอ หลังจากที่วาทยกรชื่อดังได้ขอให้เขาบรรเลงเพลงของโชแปงให้ฟัง ก่อนเอ่ยปากชวนให้เขามาเล่นเปียโนให้กับวงของตน
อีกเรื่องที่ทำให้ผมชื่นชอบตัวละครชเวจองโยมากๆ คือการที่เขาไม่เคยมองคังบีโอเป็นคู่แข่ง ยิ่งไปกว่านั้น เขายินดีที่จะเป็น ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ เพื่อช่วยดึงศักยภาพซ่อนเร้นของเพื่อนรักให้ผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการลากคังบีโอไปลองเล่นดนตรีแจ๊ส…เพื่อปลดล็อกนิ้วมือให้พลิ้วไหวตามอารมณ์ดิบที่ปะทุอยู่ข้างใน หรือการคอยช่วยชี้แนะและแชร์มุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้คังบีโอเห็นจุดบกพร่องเพื่อนำไปแก้ไขพัฒนาต่อ
และสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ ชเวจองโยยังคงทำหน้าที่ผลักดันและเชื่อมั่นในตัวเพื่อนรักอยู่เสมอ แม้ในวันที่คังบีโอฝีมือตกลงอย่าน่าใจหายหรือตัวเขาเองไม่อาจเล่นเปียโนได้อีกแล้วก็ตาม
“ผู้ชมคนแรกของคุณไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวคุณเองนะครับ ก่อนที่คุณจะปลอบโยนคนอื่นได้ คุณต้องเยียวยาและปลอบประโลมตัวเองก่อน เล่นดนตรีเพื่อตัวเอง เล่นเพื่อปลอบประโลมตัวเองดูสิครับ”
บรรเลงท่วงทำนองแห่งชีวิตด้วยตัวเราเอง
เมื่อ ‘ดูละครแล้วย้อนดูตน’ ผมคิดว่าบางทีการที่อัลกอริทึมสุ่มประโยคของเบโธเฟนขึ้นมาบนหน้าจอในวันนั้น อาจไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญ แต่มันคือเสียงสะท้อนส่วนลึกที่ร่ำร้องให้ผมหันกลับมาฟังเสียงของใจตัวเองอีกครั้ง
เพราะในชีวิตจริง ผมเองก็ไม่ต่างจาก ‘คังบีโอ’ ที่ตั้งหน้าตั้งตาบรรเลงโน้ตชีวิตให้เป๊ะที่สุด กลัวความผิดพลาด และคอยเกร็งตึงกับทุกสิ่งที่ไม่สามารถวิเคราะห์หรือควบคุมได้ โดยเฉพาะการต้องลงมือทำอะไรที่ผิดแผกไปจากกรอบชีวิตเดิมๆ
ทว่าการได้เฝ้ามองเส้นทางของ ‘ชเวจองโย’ ที่กล้ายอมรับให้บทเพลงของตัวเองมีโน้ตที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง หรือมีจังหวะที่ขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณที่เร่าร้อนและทรงพลังอย่างแท้จริง
การเล่นโน้ตผิดอาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่การใช้ชีวิตไปวันๆ โดยปราศจากหัวใจและความหลงใหลต่างหาก คือสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น
ขอให้ทุกคนมีแรงบันดาลใจกล้าลุกขึ้นมาบรรเลง ‘เพลงแห่งชีวิต’ ในแบบฉบับของตัวเอง เล่นมันเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณ และปลอบประโลมหัวใจของ ‘ผู้ชมคนแรก’ …ซึ่งหาใช่ใครอื่นไกล หากแต่เป็นตัวเราเอง