- ‘อายุที่เริ่มใช้’ และ ‘ประเภท’ ของสื่อ มีผลต่อพัฒนาการล่าช้าของเด็กปฐมวัย อย่างน้อย 1 ด้านจาก 5 ด้านคือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการรับรู้ภาษา ด้านการใช้ภาษา ด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง
- เด็กช่วงอายุ 2 ขวบแรกจะมีข้อจำกัดที่เรียกว่า Video Deficit Effect คือ เรียนรู้จากวิดีโอได้ไม่ดีเท่ากับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ซึ่งอาจเกิดจากการแยกแยะของจริงกับภาพในจอไม่ได้
- ช่วงเข้าสู่วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เด็กๆ เหล่านี้จะอ่อนไหวเป็นพิเศษและอาจส่งผลทางด้านลบต่อจิตใจได้ หากปล่อยให้มีการใช้โซเชียลมีเดีย จึงควรยืดเวลาและอนุญาตให้เด็กๆ ใช้โซเชียลมีเดียเมื่อมีวุฒิภาวะมากขึ้น
เรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ยุค AI จำนวนมากน่าจะอยากรู้คือ ควรให้ลูกๆ ใช้โซเชียลมีเดียผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ตอนอายุเท่าใดจึงจะเหมาะสม ไม่ไปขัดขวางพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก?
หลายคนคงอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นกูรูทาง IT อย่าง บิล เกตส์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาและ (อดีต) ภรรยา เมลินดา เกตส์ ตั้งเป็นกฎเหล็กว่าจะไม่ให้ลูกๆ ใช้มือถือจนกว่าจะอายุ 14 ปี แถมยังจำกัดเวลาใช้งานพวกมัน โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน
กฎของบ้านที่สำคัญอีกข้อคือ ห้ามเอามือถือขึ้นมาเล่นขณะรับประทันอาหารมื้อเย็นกับครอบครัวที่บ้าน เรื่องนี้ วอลเทอร์ ไอแซกซัน ผู้เขียนหนังสือประวัติ สตีฟ จ็อบส์ ก็ระบุว่าเป็นข้อห้ามของครอบครัวจ็อบส์เช่นกัน สำหรับคนเหล่านี้เวลาอาหารเย็นใช้ไปกับการกินอาหาร การพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตในช่วงวันที่ผ่านมา รวมไปถึงอภิปรายเกี่ยวกับหนังสือ ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ
ทิม คุก คนที่ก้าวขึ้นมาบริหารบริษัทแอปเปิลต่อจากสตีฟ จ็อบส์ ที่แม้จะไม่มีลูก แต่ก็ห้ามไม่ให้หลานอายุ 13 ปี เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์กเช่นกัน [1]
คิดดูก็อาจจะแปลกดีที่กูรูด้านเทคโนโลยีกลับไม่ค่อยอยากให้ลูกๆ โดยเฉพาะตอนอายุยังน้อย ใช้เทคโนโลยีผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตมากนัก
มีงานวิจัยมากมายที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็กและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็รวมทั้งงานวิจัยที่ทำโดยนักวิจัยชาวไทยด้วยเช่นกัน และยังมีข้อสรุปที่แตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่หลักใหญ่ใจความคล้ายกันมากคือ ไม่เหมาะจะให้เด็กเล็กใช้อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียเลย
ข้อมูลจากสถาบันกุมารแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics, AAP) บนเว็บไซต์ของสถาบันระบุว่า “จากสิ่งที่เราเรียนรู้จากงานวิจัยเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้จากนโยบายการยอมให้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กเล็ก เราแนะนำว่าให้รอจนกระทั่งเด็กอายุอย่างน้อย 13 ปีเสียก่อน จึงจะให้มีบัญชีใช้งานอินสตาแกรม สแนปแชต และติ๊กต็อก และหากเด็กอายุมากกว่านั้นแล้ว ก็ให้พิจารณาอนุญาตเด็กแต่ละคนตามแต่ลักษณะจำเพาะตัวและอุปนิสัยต่างๆ เด็กทุกคนที่ล้วนแตกต่างกัน!
เด็กอายุ 13 ปีคนหนึ่งอาจจะพร้อมสำหรับการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย ขณะที่เด็กอายุ 16 ปีอีกคนอาจจะยังไม่พร้อมก็ได้” [2]
ถือเป็นคำแนะนำแบบกว้างๆ และอันที่จริงแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาก็ใช้ตัวเลขอายุ 13 ปีนี้เป็นหลักเกณฑ์อ้างอิงสำหรับการสร้างบัญชีใช้งานตามกฎหมาย COPPA หรือกฎหมายปกป้องความเป็นส่วนตัวของเด็กบนออนไลน์ (Children’s Online Privacy Protection Rule) ที่มีเนื้อหาหลักสรุปได้ว่า COPPA บังคับให้ผู้ดูแลเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ดูแลควบคุมให้เด็กที่มาใช้งานต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 13 ปี [3]
สำหรับเด็กที่เล็กมากๆ มีงานวิจัยในไทยที่ทำโดยคณะกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็ก โรงพยาบาลนครพิงค์ พบว่าการให้เด็กปฐมวัยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านหน้าจอ แสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะพัฒนาการล่าช้า โดยในงานนี้ทำในเด็กอายุ 6 เดือน–5 ปี จำนวน 174 รายผ่านการใช้แบบสอบถามและประเมินพัฒนาการด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้คือ ‘อายุที่เริ่มใช้’ และ ‘ประเภท’ ของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอ มีผลต่อพัฒนาการล่าช้าของเด็กปฐมวัย โดยหากเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีเมื่อเริ่มใช้ จะแสดงผลว่ามีพัฒนาการล่าช้าอย่างน้อย 1 ด้านจาก 5 ด้านคือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการรับรู้ภาษา ด้านการใช้ภาษา ด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง [4]
ขณะที่เว็บไซต์ของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุรายละเอียดของการใช้งานในเด็กช่วงวัยต่างๆ ไว้อย่างละเอียดคือ เด็กช่วงอายุ 2 ขวบแรกจะมีข้อจำกัดที่เรียกว่า Video Deficit Effect คือ เรียนรู้จากวิดีโอได้ไม่ดีเท่ากับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ซึ่งอาจเกิดจากการแยกแยะของจริงกับภาพในจอไม่ได้ อาการเช่นนี้จะลดลงเมื่ออายุราว 2 ปีครึ่ง จึงแนะนำว่าในเด็กวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี ไม่ควรให้ดูหน้าจอเลย เพราะไม่ได้มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก ยกเว้นแต่จะใช้แบบเป็นครั้งคราว และเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางที่มีพูดคุยโต้ตอบหรือมีการเคลื่อนไหวโบกไม้โบกมือ เป็นต้น [5]
เมื่ออายุอยู่ในวัย 2-7 ปี ก็อ้างอิงคำแนะนำจาก AAP ว่า ให้ใช้หน้าจอได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง โดยอาจแบ่งเป็นครั้งละราว 15-30 นาทีเป็นอย่างมาก เด็กที่อายุมากกว่านั้นก็ยังควรจำกัดเวลาการใช้งานไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง และควรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครองร่วมดูไปด้วย พร้อมพูดคุยแนะนำ และตั้งข้อสังเกตว่าในวัยเด็กตอนปลาย (11-12 ปีหรือเด็กกว่านั้น) จะเป็นช่วงวัยที่เสี่ยงต่อการสร้างภาพลักษณ์และจิตใจ จึงมีความเปราะบางทางอารมณ์สูงมาก เพราะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมอารมณ์และเหตุผลยังเติบโตไม่เต็มที่ จนอาจส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาตนเองสูงกว่าเด็กที่ยังไม่เริ่มใช้ [5]
งานวิจัยในปีนี้เอง (ค.ศ. 2026) ที่มาจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยานิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่าขณะที่รัฐบาลกำลังจะบังคับใช้กฎหมายใหม่เรียกว่า SMMAR หรือข้อจำกัดอายุขั้นต่ำที่สามารถใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media Minimum Age Restriction) ซึ่งกำหนดอายุขั้นต่ำไว้สูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่คืออายุ 16 ปี หรือเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วเท่านั้น
นักวิจัยทำแบบสอบถามให้อาสาสมัครหนุ่มน้อยสาวน้อยอายุ 10-15 ปีจำนวน 422 คนตอบในช่วงปลายปีที่แล้ว (25 ตุลาคม–9 ธันวาคม 2025) ก่อนที่กฎข้อบังคับใหม่นี้จะนำมาใช้ ในการสำรวจนี้ครอบคลุมเด็กเชื้อชาติเอเชีย 13% เด็กผิวขาว 49% นอกนั้นก็เป็นแบบอื่นๆ ส่วนเพศสภาพ มี 49% เป็นหญิง อีก 49% ชาย อีกราว 1.5% ไม่ระบุว่าเป็นชายหรือหญิง และอายุเฉลี่ยของเด็กที่ทำแบบสอบถามคือ 12.8 ปี ผลการสำรวจทำให้รู้ว่าเด็กออสเตรเลียกลุ่มนี้มากถึง 75% ที่ระบุว่า ต่อให้มีข้อห้ามดังกล่าวออกมาบังคับใช้ก็ตาม พวกตนก็จะยังคงใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ อยู่ต่อไป [6]
เด็กราว 70% มีบัญชีใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง และมีอายุเฉลี่ยเมื่อแรกใช้งานเท่ากับ 11.0 ปี เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดก็พบว่า ปัจจัยสำคัญสามอย่างคือ (1) เคยใช้งานโซเชียลมีเดีย (2) มีบัญชีผู้ใช้งานเป็นของตนเอง และ (3) อายุน้อยกว่าค่าเฉลี่ยนี้ในตอนเริ่มใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งสามปัจจัยมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ชัดเจนว่า ทำให้เกิดทั้งความกังวลใจและอาการซึมเศร้ามากกว่าเฉลี่ย หรือมากกว่าเด็กที่ไม่ใช้โซเชียลมีเดีย
ข้อสรุปดังกล่าวไม่ต่างจากงานวิจัยส่วนใหญ่คือ ยิ่งอายุเมื่อเริ่มใช้น้อยเท่าใด ก็ยิ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาการกังวลใจและซึมเศร้ามากขึ้นได้เท่านั้น
เพราะช่วงเข้าสู่วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เด็กๆ เหล่านี้จะอ่อนไหวเป็นพิเศษและอาจส่งผลทางด้านลบต่อจิตใจได้ หากปล่อยให้มีการใช้โซเชียลมีเดีย ดังนั้น คำแนะนำให้ยืดเวลาและอนุญาตให้เด็กๆ ใช้โซเชียลมีเดียเมื่อมีวุฒิภาวะมากขึ้น จึงเป็นเรื่องควรสนับสนุน และสอดคล้องกับแนวทางของ SMMAR [6]
ที่น่าเป็นห่วงคือ มีเด็กแค่เพียง 25% เท่านั้นที่ระบุว่า ตนเองตั้งใจจะหยุดใช้โซเชียลมีเดียเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ออกบังคับใช้ และมีมากถึง 35% (86 คน) ที่ระบุว่าไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไรก็จะพยายามใช้โซเชียลมีเดียต่อไป ดูเหมือนเด็กๆ จะหยุดใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวันไม่ได้เสียแล้ว เพราะรู้สึกว่าจะโดนตัดขาดจากเพื่อนฝูงและสังคมรอบตัว
จากข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ง่ายๆ สั้นว่า ในกรณีของโซเชียลมีเดีย ยิ่งเริ่มใช้ช้าเท่าใดก็จะยิ่งดีเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
[1] https://www.cnbc.com/2018/06/05/how-bill-gates-mark-cuban-and-others-limit-their-kids-tech-use.html เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569
[2] https://www.aap.org/en/patient-care/media-and-children/center-of-excellence-on-social-media-and-youth-mental-health/qa-portal/qa-portal-library/qa-portal-library-questions/age-to-introduce-social-media/?srsltid=AU7gw4VekkdkiwEtS3GLZUDIZCPDNSG-I7N41VU9RmZELI8jgMi15K0p เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569
[3] https://www.ftc.gov/legal-library/browse/rules/childrens-online-privacy-protection-rule-coppa เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569
[4] วารลี เดชพุทธวัจน์ และคณะ. ความสัมพันธ์ระหว่างอายุที่เริ่มใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และลักษณะสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับพัฒนาการล่าช้าของเด็กอายุ 6 เดือน–5 ปี. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์. ปีที่ 11 ฉบับที่ 2, กรกฎาคม-ธันวาคม 2563.
[5] https://www.psy.chula.ac.th/en/feature-articles/social-media-children/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569
[6] Bilston A, Brown L, Qi X, Werner-Seidler A, Schweizer S. Planned Social Media Ban and Depression and Anxiety in Adolescents. JAMA Netw Open. 2026; 9(8): e2631107. doi:10.1001/jamanetworkopen.2026.31107