Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    GritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed Mindset
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Social Issues
15 September 2026

คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจาก ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’: ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • โรงเรียนปลอดภัยและมีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพการสอน การมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา นี่คือ 3 นโยบาย ด้านการศึกษา ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ ที่ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอในงาน National Education Forum 2026
  • “เราจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ทำให้ลูกสามารถพัฒนาตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่พัฒนาจากครอบครัวเดิม วิธีแก้ สำคัญที่สุดเลยผมว่าก็มีสองเรื่อง คือ ‘การศึกษา’ กับ ‘สาธารณสุข’ ซึ่งที่ผ่านมา สองเรื่องนี้เป็นหัวใจที่กทม.พยายามจะปรับปรุงและก็ทำให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”
  • ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติมีความมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘ความหวัง’ สำหรับทุกคน เพราะการศึกษาจะนำพาไปสู่การมีชีวิตที่ดี และชีวิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งสังคมคุณภาพต่อไป

เมื่อความยากจนค่อยๆ บีบให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือบางคนแทบจะเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเลยด้วยซ้ำ เมื่อขาดความรู้และทักษะก็ย่อมไร้อำนาจต่อรองในตลาดแรงงาน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ติดกับดักวงจรอุบาทว์ ‘จน – โง่ – เจ็บ’ ส่งต่อความยากจนและการขาดโอกาสจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเหล่านี้เป็นผลจาก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ทั้งสิ้น  

อย่างไรก็ตาม ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือทรงพลังที่สุดที่จะตัดตอนวงจรอุบาทว์นี้ลงได้อย่างยั่งยืน ประเด็นนี้ถูกตอกย้ำผ่านปาฐกถาพิเศษ ‘ความหวังของการพัฒนาการศึกษาระดับเมืองหลวงให้เป็นต้นแบบระดับประเทศ’ โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในงาน National Education Forum 2026 สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกศักยภาพทางการศึกษาเป็นลำดับแรก 

​“เราจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ทำให้ลูกสามารถพัฒนาตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่พัฒนาจากครอบครัวเดิม 

วิธีแก้ สำคัญที่สุดเลยผมว่าก็มีสองเรื่อง คือ ‘การศึกษา’ กับ ‘สาธารณสุข’ ซึ่งที่ผ่านมา สองเรื่องนี้เป็นหัวใจที่กทม.พยายามจะปรับปรุงและก็ทำให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”

3 นโยบาย ด้านการศึกษา ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ

การจะเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นเครื่องมือตัดวงจรอุบาทว์และลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงเชิงกายภาพ แต่ต้องเกิดจากการวางโครงสร้างนโยบายที่ตรงจุดและจับต้องได้ กรุงเทพมหานครจึงได้ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาผ่านกรอบแนวคิดนโยบายหลัก 3 ด้านสำคัญ 1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ 2. การยกระดับคุณภาพการสอน และ 3. การมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดกทม. ให้กลายเป็นต้นแบบแห่งความหวังของการศึกษาไทยในอนาคต

  1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

ในส่วนแรก ‘โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ’ ดร.ชัชชาติเน้นย้ำว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับเด็ก เช่น ด้านสุขภาพ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น โดยเฉพาะโรงเรียนอนุบาล ด้านโภชนาการ มี Thai School Lunch แนะนำอาหารกลางวันให้เหมาะกับโภชนาการเด็กแต่ละช่วงวัย รวมถึงด้านสุขภาวะ มีโปรแกรม So Safe ช่องทางแจ้งปัญหาสังคม และความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน ลดปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน 

อีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจคือ มาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรินิกส์ในโรงเรียน กทม. (Phone Off) ซึ่ง ดร.ชัชชาติ เล่าว่า “มีคนบ่นบ้างว่าไม่ควรทำ แต่จริงๆ แล้วผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเด็กมีโทรศัพท์ในห้องเรียน ขาดสมาธิ เราก็มีนโยบายว่าโทรศัพท์ต้องฝากครูไว้ จะใช้ต้องได้รับอนุญาตจากครูก่อน อันนี้เราทำโลกในทุกโรงเรียนกทม.”

นอกจากนี้ ดร.ชัชชาติ มองว่า ถ้าโรงเรียนมีคุณภาพ และเอื้อมไปหาเด็กในชุมชนต่างๆ ได้ จับมือเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ตั้งแต่ 3 ขวบ จะเป็นการช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถไปทำงานได้โดยที่ไม่ต้องกังวลความเป็นอยู่ของลูก

“เรามีการขยายโรงเรียนอนุบาล นำเข้าเด็กสู่ระบบ เพิ่มชั้นอนุบาล เริ่มดูแลเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ ปัจจุบันดูแลเด็กมากขึ้น 9,400 คนต่อปี ตั้งเป้าให้ดูแลเด็กได้เพิ่มขึ้น 20,000 คนต่อปี เพราะนี่คือหัวใจที่ทำให้พ่อแม่จะสามารถไปทำงานได้ เพราะเรามีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เราเอื้อมไปหาเด็กอนุบาล 1 ให้มากขึ้น รับตั้งแต่ 3 ขวบ แล้วก็เกือบจะครบทุกโรงเรียนแล้วที่เรารับเด็กอนุบาลเพิ่มขึ้น”

  1. คุณภาพการสอน

ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการสอน ดร.ชัชชาติ มองว่าหัวใจของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาเด็ก ส่วนเส้นทางในการไปให้ถึงเป้าหมายนั้น แต่ละโรงเรียนอาจมีเส้นทางของตัวเองแตกต่างไปตามบริบทชุมชนและปัญหาที่พบ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องนำแนวคิด ‘พื้นที่นวัตกรรม’ เข้ามาใช้ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้มีแนวทางที่เหมาะสมในการไปถึงเป้าหมาย

“เป้าหมายของเราเมื่อก่อนเราก็จะเน้นเรื่องการสอบ ตัวเลขของคะแนนและลำดับจากการแข่งขัน แต่ว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เป้าหมายใหม่ ก็คือเป็นระบบสมรรถนะ ซึ่งไม่ใช่แค่สมรรถนะของนักเรียน แต่หมายรวมถึงสมรรถนะของครู และผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย

จากเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางเราก็เปลี่ยนมาเป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูจะต้องมีสมรรถนะให้ครบถ้วน 5 สมรรถนะ คือ การปรับตัวของผู้นำ, การมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติ, การนำนวัตกรรมการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ, เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการตัดสินใจด้วยฐานข้อมูล”

“เพราะฉะนั้นเราจะเน้นเรื่องการอบรมผอ.โรงเรียน อบรมครู และเด็ก แทนที่จะดูแต่คะแนนอย่างเดียว เราก็ดูสมรรถนะ 7 ด้านด้วย นั่นก็คือ การจัดการตนเอง, การคิดขั้นสูง, การสื่อสาร, การทำงานเป็นทีม, การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง, การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างต่ออย่างยั่งยืน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม”

การเปลี่ยนการเรียนการสอนจากการเรียนรู้เนื้อหา สู่การเรียนรู้แบบสมรรถนะ จะช่วยให้เด็กคิดเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“อันหนึ่งที่เห็นว่าเปลี่ยนเลยคือ เราเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็น Maker Space พื้นที่ให้คิดวางแผนและลงมือทำด้วยตนเอง ใน 437 โรงเรียน คือเด็กสามารถคิดและก็ทำโครงการของตัวเอง แล้วก็เอามาบูรณาการในหลายวิชาได้ เช่น หุ่นยนต์ ก็คิดประดิษฐ์จากสิ่งที่มี หรือการทำ Coding การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเรามี Maker Space หรือว่าพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กได้สร้างสรรค์ ทุกโรงเรียนแล้ว”

“ในเด็กก่อนวัยเรียนเราใช้หลักสูตร EF (Executive Functions) ปรับหลักสูตรสำหรับเด็ก 3-8 ปี จากเน้นวิชาการเป็นเน้นการพัฒนาทักษะสมอง EF โดยเราเริ่มดำเนินการแล้ว 2 โรงเรียน 50 ศูนย์เด็กเล็ก และกำลังขยายผลสู่ 7 โรงเรียน 271 ศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งจากที่ดำเนินการแล้ว พบว่าผลการประเมินทักษะสมองเพิ่มขึ้น 23%”

ด้านภาษาก็สำคัญ ดร.ชัชชาติ เล่าถึง การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษว่า “ภาษาอังกฤษ ถ้าครูหนึ่งคน เด็ก 40 คน โอกาสที่เด็กจะได้พูดประโยคเดียวยังยากเลย แต่ตอนนี้เราใช้โปรแกรม Edsy ก็คือเป็น AI Coach เด็กก็พูดกับ AI ซึ่งมัน correct เด็กได้ ให้พูด accent ภาษาอังกฤษต่างๆ เพราะฉะนั้น Edsy คือตัวสเกลเลย เรามีโปรแกรมเทคโนโลยี เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เด็กภาษาอังกฤษดีเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ แล้วเขากล้าพูดกล้าโต้ตอบมากขึ้น ก็เห็นผลอย่างชัดเจนเลย”

และนอกจากปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนแล้ว ดร.ชัชชาติมองว่า ต้องเปลี่ยนการทำงานด้วย โดยเริ่มจากการอบรมผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูให้มีสมรรถนะแห่งอนาคต 

“เราอยากให้เด็กเป็นยังไง ผอ.โรงเรียน และครูก็ต้องเก่งกว่าเด็ก”

“แล้วเราก็มีเป็นซีรีส์นะ อวสานภาระงานครู ภาค 1 คืนครูสู่ห้องเรียน เพราะว่าครูงานหนักนะ ครูเสียเวลากับการทำผลงานวิชาการ ต้องมาติดต่องานเอกสารต่างๆ ครูไม่มีเวลาให้เด็กเลย เราต้องลดจำนวนเอกสารที่ต้องทำ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือ ลดกระดาษต่อรายวิชา ลดภาระเอกสารธุรการ และยกเลิกครูอยู่เวรกลางคืน 

อวสานภาระงานครูภาค 2 เราลดกิจกรรมที่จัดโดยโรงเรียน เช่นกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน เป็นพิธีการเน้นสวยงามกระทบเวลาเรียน กิจกรรมที่ไม่มีการประเมินผลหรือวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน รวมไปถึงกิจกรรมหรือโครงการจากหน่วยงานภายนอก ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องอนุมัติ เพราะไม่อย่างนั้นครูต้องไปทำหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เราต้องพยายามคืนครูให้เด็กให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังมีการปรับการประเมินวิทยฐานะ ให้นำผลงานจริงมาประเมินแทนการเขียนรายงาน ไม่เน้นที่เอกสารแต่เน้นที่ผลงานจริง โดยหลักฐานสำหรับการประเมินวิทยฐานะ ใช้เป็นคลิปวีดีโอการจัดการเรียนรู้ ความยาวไม่เกิน 10 นาที แผนการจัดการเรียนรู้ไฟล์ PDF และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (Artifacts) ชิ้นงานของนักเรียนตามจุดประสงค์ของแผน

“การขอวิทยฐานะ ก็คือไม่เน้นเอกสารแล้ว แต่ให้เน้นที่ผลงานของเด็ก เอาวีดีโอที่สอนเด็ก มาใช้ในการประเมินได้ ก็คือดูที่ผลลัพธ์เลยว่าเป็นยังไง เป็นการลดขั้นตอน ครูไม่ต้องเสียเวลา กับการทำเอกสารมาก”

  1. ความเป็นเลิศ

เมื่อพื้นฐานของโรงเรียนดีแล้ว ดร.ชัชชาติบอกว่า เราต้องมาตามหาความเป็นเลิศของแต่ละโรงเรียน โดยยกตัวอย่าง โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน ที่โดดเด่นเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning) เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน มีป่าชายเลนและนิเวศวิทยาชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนแห่งเดียวในกรุงเทพ จุดแข็งนี้เองสามารถนำมาพัฒนาให้เด็กได้เรียนรู้จากชีวิตจริง

“แล้วเราก็มีโรงเรียนหลักสูตรมาตรฐานนานาชาติ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ซึ่งก็เป็นโรงเรียนประถมแห่งแรกของประเทศไทย ที่เรามาพัฒนาเป็นโรงเรียนนานาชาติ แต่เราไม่ได้หวังให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนนานาชาตินะ เพราะหน้าที่เราคือเสริมประชากรส่วนใหญ่ อย่างน้อยให้เขามีฐานเรียนรู้ แล้วก็เอาความรู้ที่ได้ไปต่อยอด ก็จะมีโรงเรียนวัดมหรรณพารามที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ พัฒนาร่วมกับม.เกษตร โดยในปี 2569 เริ่มเปิดการศึกษาระดับชั้นป.1-2 ผ่านการจัดทำหลักสูตรและเลือกครูผู้สอน Native Speaker”

ดร.ชัชชาติเสริมว่า “ข้อดีของการเข้าร่วมพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ก็คือว่า ทำให้โรงเรียนมาประเมินตัวเองว่าจุดแข็งคืออะไร อะไรคือปัญหาของโรงเรียน เรามีการปรับหลักสูตร เพื่อจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก เน้นการลงมือทำนำความรู้ไปใช้ได้จริง และที่สำคัญคือสอดคล้องกับชุมชน”

สุดท้าย ดร.ชัชชาติ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่าจะพัฒนาให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘ความหวัง’ สำหรับทุกคน เพราะการศึกษาจะนำพาไปสู่การมีชีวิตที่ดี และชีวิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งสังคมคุณภาพต่อไป

Tags:

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์คุณภาพชีวิตนโยบายการศึกษาการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Unique School
    ‘ขาด ลา มาสาย’ เรื่องที่ครูต้องรู้มากกว่าการเช็กชื่อ: ถอดบทเรียนการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลเด็กทุกมิติของ ‘โรงเรียนบ้านกู้กู’ 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง

    เรื่อง ศากุน บางกระ

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dek-Hoo-Jak-Kuam_nologo
    Transformative learningSocial Issues
    ‘เด็กฮู้จักควม’ คิดเป็น ทำเป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ    

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    วิเคราะห์มุมมืดระบบการศึกษาไทย สู่ความเป็นไปได้ใหม่ในการปฏิรูปการเรียนรู้

    เรื่อง The Potential

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel