Skip to content
ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)
Book
20 August 2026

คนุลพ์: ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสำเนาของใคร

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘คนุลพ์ : อิสรชนบนวิถีโลก’ ผลงานยุคแรกของ แฮร์มัน เฮสเส (Hermann Hesse) เล่าเรื่องชายพเนจรผู้เลือกใช้ชีวิตอย่างอิสระ เดินทางไปพบเพื่อนเก่า ผูกมิตรกับผู้คน และเก็บเกี่ยวความทรงจำ แทนการมีชีวิตมั่นคงตามแบบที่สังคมคาดหวัง
  • เรื่องราวของคนุลพ์ชวนมองว่า ชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาเหมือนกัน และงาน เงิน ตำแหน่ง หรือความสำเร็จ ไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่นิยามคุณค่าของเรา การเลือกเส้นทางของตัวเองย่อมมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบและแลกเปลี่ยน แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ใช้ชีวิตเพียงเพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าล้มเหลว
  • แม้ว่าในชีวิตของทุกคน จะมีเส้นทางให้เลือกเดินนับร้อยนับพันเส้นทาง ที่ล้วนแล้วแต่พาไปสู่จุดหมายที่สวยงามแตกต่างกัน แต่หากมันไม่ตรงกับความเป็นตัวตนของเรา ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกเส้นทางเหล่านั้น จงจำไว้ว่า เราสามารถสร้างเส้นทางของเราเองได้ เพราะชีวิตของเรา ไม่ได้เป็นแค่สำเนาของใคร

หนึ่งในคำถามที่นักปราชญ์นักคิดตั้งแต่ยุคโบราณกาล ต่างพยายามเสาะแสวงหาคำตอบอย่างจริงจัง ก็คือ ‘ชีวิตที่ดี’ คืออะไร บ้างก็ว่า ชีวิตที่ดี ต้องประกอบด้วยคุณธรรม บ้างก็ว่า ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่รู้จักความยับยั้งชั่งใจ และบ้างก็ว่า ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีความสุข โดยเฉพาะความสุขทางใจ

นิยาม หรือคำจำกัดความของชีวิตที่ดี มีเยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่หลายคนอาจหลงลืมไป ก็คือ ชีวิตทีดีของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และตัวเราเองเท่านั้น ที่จะเขียนคำนิยามให้กับมันได้

ผมนึกถึงประเด็นว่าด้วย ‘ชีวิตที่ดี’ กับ ‘ชีวิตที่เราเลือกเอง’ หลังจากอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบลง หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า ‘คนุลพ์: อิสรชนบนวิถีโลก’ ผลงานเขียนยุคแรกๆ ของ แฮร์มัน เฮสเส (Hermann Hesse) นักเขียนชาวเยอรมัน-สวิส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ผู้สร้างผลงานเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงในไทย ที่มีนักอ่านติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมาก

แม้ว่าผลงานเล่มนี้ จะไม่ได้เน้นความลุ่มลึกในทางจิตวิทยา เหมือนเช่นงานยุคหลังๆ ของเฮสเส โดยเฉพาะ สิทธารถะ เดเมียน และสเต็ปเปนวูล์ฟ แต่ ‘คนุลพ์’ ถือเป็นงานเขียนอีกเล่มหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของเฮสเสได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะในแง่มุมการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ซึ่งแตกต่างความคาดหวังของคนอื่นๆ

คนุลพ์ คือชื่อของชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ถูกมองว่า แปลกแยกและแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม ด้วยความที่คนุลพ์ใช้ชีวิตราวกับคนจรจัด พเนจรเดินทางไปตามเมืองต่างๆ แวะเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ ของเขา นำความสุข เสียงดนตรี บทกวี และมิตรภาพไปมอบให้คนเหล่านั้น เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่พักพิง อาหาร และความทรงจำดีๆ

แม้ว่าคนุลพ์จะเป็นคนฉลาดหลักแหลม อีกทั้งยังมีทักษะการทำงานช่างหลายอย่าง รวมถึงพรสวรรค์ด้านดนตรี ศิลปะ รวมถึงจิตวิญญาณความเป็นกวี แต่เขากลับไม่คิดทำงานเป็นหลักแหล่งมั่นคง ไม่สนใจการสะสมทรัพย์สินเงินทอง สิ่งเดียวที่คนุลพ์สะสม คือความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุข เสียงเพลง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่ตัวเขาได้รับและส่งมอบต่อให้แก่คนอื่นๆ

บทเริ่มต้นของหนังสือบอกกับเราว่า คนุลพ์เพิ่งออกจากโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยของวัณโรค ราวกับจะรู้ว่าเวลาในชีวิตของเขาเหลือไม่มากแล้ว คนุลพ์จึงใช้ชีวิตราวกับหนุ่มพเนจร รอนแรมไปพบปะเพื่อนเก่า รวมถึงผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ตามเมืองต่างๆ โดยเริ่มจากไปขออยู่กับช่างฟอกหนัง ชื่อ เอมีล โรทฟุส ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเขา ในเมืองเล็ชสเท็ทเทิน 

ด้วยความที่คนุลพ์เป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน เขาจะเป็นที่รักของทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ชาย และผู้หญิง ทำให้หลายครั้งที่เขารู้สึกลำบากใจ หากจะพำนักอยู่กับเพื่อนเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเพื่อนที่มีภรรยาแล้ว และทำให้คนุลพ์ต้องย้ายที่พักพิงอยู่บ่อยๆ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน คนุลพ์พักอยู่กับช่างฟอกหนังได้เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องรีบออกเดินทางจากไป

ในตอนท้ายของเรื่อง คนุลพ์รอนแรมจนพบกับเพื่อนเก่าสมัยวัยเด็ก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคุณหมอมัคฮอลท์แห่งเมืองบูลัค หลังพูดคุยกันเพียงครู่เดียว มัคฮอลท์รู้เลยว่า เพื่อนสมัยวัยเด็กของเขา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกำลังป่วยหนัก เขาเตรียมเขียนจดหมายส่งตัวเพื่อนเก่าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง แต่คนุลพ์ต่อรองให้ส่งตัวเขาไปที่โรงพยาบาลในเมืองแกร์เบอร์เซา ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิด สุดท้ายมัคฮอลท์ก็ยอมทำตามคำขอนั้น

ทว่า เมื่อรถม้าไปถึงเมืองแกร์เบอร์เซา คนุลพ์ไม่ได้ไปโรงพยาบาลอย่างที่เพื่อนเขาตั้งใจส่งตัวไป เขาออกเดินเท้าแวะเวียนไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เคยมีความทรงจำอันแสนอ่อนโยนและอ่อนหวานเต็มไปหมด ทั้งสวนที่เขาเคยแอบเข้าไปขโมยเด็ดเชอร์รี่กิน บ้านของช่างฟอกหนังที่เขาได้จูบแรกจากลูกสาวของบ้านนั้น หรือริมแม่น้ำสายเล็กที่ซึ่งเขาได้รู้จักกับความผิดหวังจากรักแรก

จนกระทั่งคนุลพ์รู้สึกตัวว่าเวลาของเขาใกล้หมดลงแล้ว เขาหวนคิดถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา วูบหนึ่งในความคิด เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ชีวิตเขาจะดีกว่านี้ไหม หากเขาตั้งใจเรียนจริงจังกว่านี้ เพื่อทำงานเป็นผู้พิพากษา หรืออาจจะเป็นคุณหมอเหมือนเพื่อนเก่าของเขา หรืออาจไปเป็นครูที่ชี้แนะเรื่องราวดีๆ ให้กับลูกศิษย์ หรือแม้แต่ทำงานเป็นช่างฝีมือ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่น่ารักสักคน

ชีวิตจะดีกว่านี้ไหม หากเขาเดินไปบนเส้นทางที่คนอื่นเขาเลือกเดินกัน

ตอนนั้นเอง คนุลพ์ได้ยินเสียงจากพระเจ้า (หรือจริงๆ อาจเป็นแค่เสียงของตัวเองในก้นบึ้งของจิตสำนึก) พระองค์ ตรัสว่า

“ฉันอยากให้เธอเป็นอย่างที่เธอเป็น ไม่อยากให้เป็นอย่างอื่น เธอคือผู้เดินทางในนามของฉัน เธอทำให้ผู้คนที่ตั้งหลักปักฐานในทุกถิ่นที่ที่เธอไปเยือน ได้คิดถึงความอิสรเสรีด้วยความหวนหาอาลัย”

ถึงตอนนั้น คนุลพ์จึงค่อยตระหนักว่า ชีวิตของเขาคือสิ่งที่เขาเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับเขา แม้ว่ามันอาจจะไม่เพียบพร้อม ไม่สวยหรู ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็คือชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับเขา

“ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น” คนุลพ์ยอมรับ ก่อนจะหลับตาลงและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย

ครับ เรื่องราวในหนังสือมีเพียงเท่านั้น สั้นๆ เรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวาหรือโลดโผน ไม่ต่างไปจากชีวิตของคนุลพ์ที่สั้นๆ เรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวาหรือโลดโผน มีเพียงแค่การเดินทาง พบปะเพื่อนเก่า ผูกมิตรเพื่อนใหม่ แจกจ่ายความสุขออกไป และเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ กลับมา

บางครั้ง ชีวิตเรา อาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้หรอก แค่ใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเก็บเกี่ยวความทรงจำดีไว้

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนต้องใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนุลพ์ เพราะในความเป็นจริง หากทุกคนละทิ้งหน้าที่การงานของตัวเอง ออกไปใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรกันหมด เศรษฐกิจก็คงถึงคราวล่มสลายอย่างแน่นอน

สาระ หรือสารที่เฮสเสพยายามนำเสนอผ่าน ‘คนุลพ์’ ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตรอนแรมเร่ร่อน หากแต่ต้องการให้ชีวิตในแบบของคนุลพ์ เป็นการตั้งคำถามกับทุกคนว่า ชีวิตของเรา คือชีวิตที่เราตั้งใจเลือกเอง หรือเป็นแค่ชีวิตที่เลือกตามคนอื่นๆ หรือกระทั่งเลือกตามบรรทัดฐานของสังคมที่เขาว่ากันว่าดี เพราะบางครั้ง บรรทัดฐานของสังคมก็อาจเป็นกรงขังที่ทำให้เราไม่กล้าออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการจริงๆ ก็เป็นได้

ชีวิตที่ไม่สั่งสมเงินทอง ไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่หรือการทำงานของคนุลพ์ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องล้มล้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แล้วหวนกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบคนโบราณ ค้าขายด้วยระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่มีทางเป็นไปได้ เว้นเสียแต่อารยธรรมโลกจะถึงกาลล่มสลายในชั่วข้ามคืน และพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตแบบเก่าอีกครั้ง

แต่ถึงกระนั้น การใช้ชีวิตในแบบของคนุลพ์ ควรเป็นสิ่งที่เตือนให้เราทุกคนตระหนักว่า “งานที่เรากำลังทำ” ไม่ใช่ “ตัวตนของเราทั้งหมด” หน้าที่การทำงาน เป็นแค่สิ่งสมมติเพื่อให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตภายใต้ระบอบทุนนิยม แต่ไม่ได้นิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคน 

และที่สำคัญ มนุษย์ทุกคนยังมีด้านอื่นของชีวิตนอกเหนือจากการทำงาน นั่นคือ การใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ หรือกระทั่งใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ โดยที่ไม่ต้องวัดผลความสำเร็จ หรือประเมินความคุ้มค่าเป็นตัวเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเดินเล่นในวันหยุด การนั่งมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน หรือการปิดโทรศัพท์มือถือแล้วนั่งหัวเราะเรื่องไร้สาระกับเพื่อนๆ

นอกจากนี้ การใช้ชีวิตของคนุลพ์ ชี้ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ การมีบทสนทนาดีๆ กับเพื่อนเก่า รับฟังทุกเรื่องราว ทั้งร้ายและดีโดยไม่ตัดสิน การแบ่งปันน้ำใจ และยอมรับน้ำใจจากเพื่อนร่วมโลก

อย่างไรก็ดี เหมือนอย่างที่ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) นักคิดและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีเจตจำนงเสรี (Free Will) ในการเลือกที่จะคิด จะพูด หรือจะทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เรื่องที่ให้ประโยชน์แก่ตัวเอง หรือเรื่องที่ให้ประโยชน์กับมนุษยชาติ แต่สิ่งสำคัญที่สุด มนุษย์ผู้เลือก จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองเลือกด้วย

ตอนหนึ่งในหนังสือ เพื่อนที่เป็นช่างเย็บเสื้อ หลุดปากแสดงความอิจฉาต่อชีวิตเสรีของคนุลพ์

“โธ่ คนุลพ์ ผมไม่ได้บ่นเลยนะ แต่ฟังสิ เสียงเด็กๆ หวีดกันอยู่ตรงนั้น ตอนนี้ห้าคนแล้วนะ แล้วผมก็นั่งอยู่ตรงนี้ ทำงานจนนิ้วขึ้นข้อไปจนดึกดื่น รายได้ก็ยังไม่พอจ่าย แต่คุณเพียงเที่ยวเตร็ดเตร่ไปทั่ว”

คนุลพ์จึงเล่าให้เพื่อนฟังว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวเขาเองก็มีลูกอยู่คนหนึ่ง แต่กลายเป็นลูกที่ครอบครัวคนอื่นรับอุปถัมภ์ไปแล้ว หลังจากที่แม่ของเด็กเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนคลอดเด็ก ซึ่งเข้าใจว่า คนุลพ์เองเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองมีลูก หลังจากเด็กคนนั้นกลายเป็นลูกของคนอื่นไปแล้ว

“ผมไม่อาจยื่นมือไปจับตัวแก หรือจูบแกได้… จงดีใจเถิดที่คุณมีลูกๆ อยู่ด้วย”

ชีวิตที่แสนโดดเดี่ยว คือหนึ่งในสิ่งที่คนุลพ์ต้องรับผิดชอบจากการเลือกใช้ชีวิตในแบบของเขา และครั้งหนึ่ง คนุลพ์เคยพูดกับเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า

“ถึงที่สุดแล้ว เราทุกคนก็มีชีวิตของตัวเองที่ไม่อาจเป็นหุ้นส่วนกับผู้ใด คุณจะเห็นได้เมื่อเพื่อนหรือคนที่เรารักตายไป คุณร้องไห้เสียใจอยู่สักวัน สักเดือน หรืออาจจะสักปี จากนั้นคนรักที่จากไป ก็ตายห่างหายไปจากเรา”

ช่างเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาเหลือเกิน แต่นั่นก็คือสิ่งที่คนุลพ์เลือก และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือก

แม้ว่าเรื่องราวของคนุลพ์ จะเป็นเพียงนิยายขนาดสั้นเล่มหนึ่ง แต่มันคือภาพสะท้อนที่ราวกับถอดแบบออกมาจากตัวเฮสเส

ในแง่มุมความเป็นคนนอก คนุลพ์แทบไม่แตกต่างจากเฮสเสเลย เพราะเฮสเสก็เลือกเส้นทางชีวิตที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนอื่น โดยเฉพาะครอบครัวของเขา ซึ่งหวังจะให้เฮสเสทำงานรับใช้ศาสนา หรือไม่ก็เป็นนักวิชาการ แต่เขาปฏิเสธ และเลือกเส้นทางที่เป็นตัวเองมากที่สุด นั่นคือ การเป็นนักเขียน

แม้ว่าเฮสเสจะรักการเดินทาง และเคยออกเดินทางไกลหลายครั้ง แต่การเดินทางที่เขารักมากที่สุด คือการเดินทางในโลกภายใน หรือการเดินทางในโลกจิตวิญญาณ

เฮสเส ไม่ใช่คนไร้รากเหมือนคนุลพ์ เขาลงหลักปักฐานอยู่กับที่ แต่ใช้ปากกาพาหัวใจตนเองเดินทางท่องโลกแห่งจิตวิญญาณ ค้นหาแง่มุมความจริงในจิตใจมนุษย์ และ บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นผลงานเขียน ที่พาคนอ่านรอนแรมเดินทางท่องโลกภายในไปกับเขา

เฮสเส สร้างตัวตนของคนุลพ์ขึ้นมา เพื่อบอกกับเราว่า ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องเดินไปตามเส้นทางที่คนอื่นขีดไว้ ทุกคนสามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้ และชีวิตของแต่ละคน ต่างก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง

เฮสเส ไม่ได้สร้าง คนุลพ์ ให้เป็นผู้ค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิต หรือผู้เลือกวิถีชีวิตที่ถูกต้อง แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ใช่คนขี้เกียจ หลักลอย หรือไม่รับผิดชอบต่อชีวิต ตรงกันข้าม เฮสเสเองรู้ดีว่า การเป็นตัวของตัวเองมีราคาที่ต้องจ่าย เหมือนเช่นที่ซาตร์กล่าวไว้ และนั่นทำให้คนุลพ์เป็นตัวแทนของอิสระชนที่ต้องทุกข์ทนกับความโดดเดี่ยว

และที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของคนุลพ์ไม่ได้บอกเราว่า จงทิ้งทุกอย่างที่เป็นความมั่นคงของชีวิต แล้วออกไปเดินทางเสาะแสวงหาตัวตนกันเถิด แตสิ่งที่คนุลพ์พยายามบอกกับเราคือ อย่าใช้ชีวิตตามแบบของคนอื่น เพียงเพราะกลัวว่า หากไม่ทำตามแล้ว เราจะกลายเป็นความล้มเหลว

มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่คนุลพ์นั่งคุยกับเพื่อน เขากล่าวคำพูดที่สะท้อนมุมมองที่มีต่อชีวิตอย่างชัดเจน โดยคนุลพ์ กล่าวไว้ว่า

“ไม่มีอะไรจะสวยงามไปกว่าดอกไม้ไฟยามค่ำ… พอทะยานขึ้นไปถึงจุดสวยงามสูงสุด มันก็แตกกระจาย แล้วหายไป เมื่อคุณมองมัน คุณมีความสุขแล้วก็ไหวหวั่นพร้อมๆ กันไป เพราะชั่วประเดี๋ยวเดียว ทุกอย่างก็จะหายไปไม่เหลือ”

ใช่ครับ ชีวิตของทุกคนล้วนไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ สุกสว่างเจิดจ้า งดงามตระการตา ก่อนจางหายไปในพริบตา ความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิตนี้เอง ทำให้เราพึงตระหนักว่า ควรใช้ชีวิตให้ดีที่สุดในแบบที่เราเลือกเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างกำลังจะลับตา

ในโลกปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียทำให้เรามองเห็นแต่ความสำเร็จอันแสนสวยงามของคนอื่น มองเห็นแต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนอื่น ชีวิตของคนุลพ์ หรือแม้แต่ชีวิตของเฮสเส อาจช่วยเตือนสติให้เราตระหนักว่า ชีวิตที่ไม่เป็นไปตามสูตรสำเร็จ ไม่ได้แปลว่าเป็นชีวิตที่ล้มเหลว และไม่จำเป็นต้องสวยงามหรือสมบูรณ์แบบ ชีวิตก็มีคุณค่าในแบบของเราได้

แม้ว่าในชีวิตของทุกคน จะมีเส้นทางให้เลือกเดินนับร้อยนับพันเส้นทาง ที่ล้วนแล้วแต่พาไปสู่จุดหมายที่สวยงามแตกต่างกัน แต่หากมันไม่ตรงกับความเป็นตัวตนของเรา ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกเส้นทางเหล่านั้น จงจำไว้ว่า เราสามารถสร้างเส้นทางของเราเองได้ เพราะชีวิตของเรา ไม่ได้เป็นแค่สำเนาของใคร

Tags:

Knulpชีวิตคุณค่าของชีวิตคนุลพ์บรรทัดฐานสังคม

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    ที่ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ตรงนี้: เมื่อหยุดค้นหาจึงได้ค้นพบ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในสวนลับ: เมื่อความหวังผลิบาน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี

  • How to enjoy life
    เดอสแตดนิง (Döstädning): มากกว่าจัดบ้านคือจัดการชีวิต ศิลปะการละทิ้ง(ก่อนตาย) สไตล์ชาวสวีเดน

    เรื่อง ปริพนธ์ นำพบสันติ ภาพ ninaiscat

  • Book
    เราต่างงดงามแล้วจางหาย: หรือแค่คำปลอบใจของชีวิตผุพัง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    The Last Lecture: ปาฐกถาในวาระสุดท้ายที่บอกว่า ‘อะไรมีความหมายที่สุดในชีวิต’

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel