Skip to content
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    RelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the trauma
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก
Book
27 June 2026

เถ้าถ่านแห่งวารวัน: เมื่อชีวิตต้องเลือก ระหว่าง ‘หน้าที่’ และ ‘หัวใจ’

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • เถ้าถ่านแห่งวารวัน (The Remains of the Day) เป็นผลงานเขียนของ คาสึโอะ อิชิงุโระ นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เล่าเรื่องการต้องเลือกระหว่าง ‘หน้าที่’ กับ ‘เสียงของหัวใจ’ ผ่านนิยายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมร่วมสมัยที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง
  • เรื่องราวติดตาม ‘สตีเวนส์’ พ่อบ้านผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและการทำหน้าที่เหนือทุกสิ่ง ระหว่างการเดินทางที่ทำให้เขาหวนคิดถึงอดีต ทั้งการเลือกงานเหนือครอบครัว และความสัมพันธ์ที่ไม่เคยเอ่ยปากกับ คุณเคนตัน จนต้องเผชิญคำถามว่า สิ่งที่เสียไปเพื่อหน้าที่นั้นคุ้มค่าหรือไม่
  • นิยายชวนมองย้อนกลับไปยังการตัดสินใจในชีวิตว่า ไม่มีคำตอบตายตัวว่าควรเลือกหน้าที่หรือหัวใจ เพราะทุกทางเลือกมีเหตุผลและราคาที่ต้องจ่าย สิ่งสำคัญคือการยอมรับผลของการตัดสินใจ และตระหนักว่าบางโอกาสในชีวิต เมื่อผ่านไปแล้ว ก็ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก

“ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรม แต่ผมรักแม่ของผม และผมจะปกป้องแม่ก่อนความยุติธรรม” 

อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) นักคิดและนักเขียนชาวฝรั่งเศส กล่าวไว้หลังการรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม หลังจากที่มีคนถามเขาว่า คิดเห็นอย่างไรต่อปัญหาชาวแอลจีเรียลุกฮือใช้ความรุนแรง เพื่อต่อต้านการถูกปกครองอย่างไม่เป็นธรรมโดยฝรั่งเศส

คำกล่าวของกามูส์ ไม่ได้หมายความว่า ความยุติธรรมสำคัญน้อยกว่าแม่ของเขา เพียงแต่ในช่วงนั้น เกิดเหตุการณ์รุนแรงในแอลจีเรียหลายครั้ง ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งกามูส์ต้องการแสดงจุดยืนว่า เขาสนับสนุนการเรียกร้องความยุติธรรมของชาวแอลจีเรีย แต่ไม่เห็นด้วย หากการต่อสู้นั้นจะกระทบ หรือทำลายชีวิตประชาชนคนธรรมดา และหากต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ กับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้คน เขาขอเลือกอย่างหลัง

จากประโยคดังกล่าว ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวการเมืองระหว่างประเทศชิ้นหนึ่ง เมื่อปี 2542 เป็นเหตุการณ์ที่ อองซาน ซูจี ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาร์ ต้องตัดสินใจว่าเธอจะเลือกต่อสู้เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ หรือจะเลือกการดูแลหัวใจคนรักเป็นครั้งสุดท้าย

ในขณะนั้น ซูจี ถูกรัฐบาลทหารเมียนมาร์สั่งกักบริเวณอยู่ในประเทศ ส่วนไมเคิล อาริส สามีชาวอังกฤษของเธอ พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในอังกฤษ ด้วยอาการป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย รัฐบาลทหารเมียนมาร์ ประกาศว่า จะยอมให้ซูจี เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปพบและดูใจสามีเป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศเมียนมาร์อีก

บนทางแยกที่ดูจะมืดมนทั้งสองทาง สุดท้าย ซูจีตัดสินใจเลือกอุดมการณ์ โดยยอมเสียสละความสัมพันธ์ส่วนตัว และท้ายสุด คนรักที่พลัดพรากจากกันนานหลายสิบปี ก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย

ทั้งสองตัวอย่างที่ผมหยิบยกมาเล่า ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ใดๆ ว่า ‘บทบาทหน้าที่’ ที่แน่นหนักไปด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติยศ กับ ‘ชีวิตส่วนตัว’ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนจริงๆ อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ากัน และไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจว่า ใครถูก-ใครผิด เพราะทุกคนล้วนมีเหตุผลมารองรับการตัดสินใจใดๆ ของตน ภายใต้บริบทที่แตกต่างไปในแต่ละบุคคล

และท้ายที่สุด ทุกการตัดสินใจย่อมมีผลที่ตามมา และทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากการตัดสินใจนั้น อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

หนังสือเรื่อง เถ้าถ่านแห่งวารวัน หรือ The Remains of The Day ของ คาสึโอะ อิชิงุโระ คือวรรณกรรมร่วมสมัยที่หยิบยกเอาประเด็นการตัดสินใจที่ต้องเลือกระหว่าง ‘บทบาทหน้าที่’ กับ ‘เสียงเรียกร้องของหัวใจ’ หรือต้องเลือกระหว่างชีวิตที่เต็มด้วยความภาคภูมิใจ กับชีวิตที่เป็นการใช้ชีวิตจริงๆ ขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง และทำให้หนังสือเล่มนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนิยายที่ดีที่สุดในรอบ 100 ปี

อิชิงุโระ เกิดในเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ครอบครัวของเขาย้ายไปตั้งรกรากในประเทศอังกฤษตั้งแต่เมื่อเขาอายุเพียง 5 ขวบ ถึงแม้ว่าอิชิงุโระจะพูดอยู่เสมอว่า เขาเติบโตมาภายใต้วัฒนธรรมอังกฤษ และคิดว่าตัวเองเป็นคนอังกฤษเต็มตัว แต่นักวิจารณ์หลายคนพูดว่า เขามีส่วนผสมที่ได้รับอิทธิพลทั้งจากญี่ปุ่นและอังกฤษ นั่นทำให้งานเขียนของอิชิงุโระมีความโดดเด่นในเรื่องความละเมียดละไม เนิบช้า ตามแบบวรรณกรรมญี่ปุ่น ผสมผสานกับความสง่างาม ที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในเกียรติยศศักดิ์ศรีแบบวรรณกรรมอังกฤษ

เถ้าถ่านแห่งวารวัน นับเป็นหนึ่งในงานชิ้นเอกที่ผลักดันให้ชื่อของอิชิงุโระ กลายเป็นนักเขียนที่มีคนรักมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และยังทำให้เขากลายเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 2017 ซึ่งทางคณะกรรมการผู้มอบรางวัล ได้ยกย่องผลงานของเขาว่า ท่วมท้นไปด้วยแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ ที่เผยให้เห็นความจริง ที่ถูกซุกซ่อนภายใต้ภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นเพื่อมีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับโลก

หนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวการระลึกถึงความทรงจำของ สตีเวนส์ พ่อบ้านประจำคฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ ระหว่างที่เขาขับรถท่องเที่ยวทางไกล รวมถึงแวะไปเยี่ยมเยียนคุณเคนตัน อดีตเพื่อนร่วมงานเก่าของเขาในฐานะแม่บ้านประจำคฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอล์ ซึ่งทั้งสองเคยมีประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน รวมไปถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่มีต่อกัน แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครกล้าเผยให้หลุดออกจากปาก

ความทรงจำที่ค่อยๆ ผุดขึ้น ในช่วงที่สตีเวนส์ใช้เวลาขับรถตามลำพัง แวะเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในแถบเวสต์คันทรี ประเทศอังกฤษ เป็นเหมือนเถ้าถ่านแห่งวารวัน ที่ถูกพัดให้ติดไฟลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งยังเผยให้เห็นความรู้สึกหลายอย่าง ที่แม้แต่ตัวสตีเวนส์เองก็ไม่เคยรับรู้มาก่อน

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่การเดินทางไกลครั้งนี้ จะทำให้สตีเวนส์ ได้ขุดลึกถึงก้นบึ้งความทรงจำของตัวเอง เพราะอาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาพักร้อนไม่กี่วันนี้เองที่พอจะนับเป็นช่วงเวลาเดียวในเกือบทั้งชีวิต ที่เขาได้ใช้ชีวิตแบบเป็นตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่การรับบทบาทพ่อบ้าน ซึ่งเป็นบทบาทที่เขาสวมทับให้ตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ที่คฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์

สตีเวนส์ ไม่เคยคิดว่าการสวมบทบาทพ่อบ้าน หรือหัวหน้าคนรับใช้ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Butler (บัทเลอร์) เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจเลย เพราะมันคืออาชีพที่เขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นมรดกตกทอดจากพ่อของเขา ผู้ซึ่งก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อบ้านมืออาชีพ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มภาคภูมิเช่นกัน

ความภาคภูมิใจของสตีเวนส์ ที่มีต่อหน้าที่ของตัวเอง เห็นได้จากประโยคหนึ่งที่สตีเวนส์พูดกับตัวเอง ในระหว่างการระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับตำแหน่ง ‘พ่อบ้าน’ ว่า

“บางครั้งก็พูดกันว่า พ่อบ้านมีอยู่จริงในอังกฤษเท่านั้น ในประเทศอื่นไม่ว่าจะใช้ชื่ออย่างไร ก็มีแต่เพียงคนใช้ชาย… ชาวยุโรป (ชาติอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ) ไม่สามารถเป็นพ่อบ้านได้ เพราะพวกเขาเป็นชนชาติที่ไม่สามารถระงับอารมณ์ตนเองได้อย่างที่ชาวอังกฤษเท่านั้นทำได้… และด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณจะคิดถึงพ่อบ้านผู้ยิ่งใหญ่ เขาก็ย่อมจะต้องเป็นชาวอังกฤษ แทบจะโดยธรรมชาติเลยทีเดียว”

เรื่องราวในความทรงจำของสตีเวนส์ ทำให้เราได้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการไม่ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามากระทบการทำหน้าที่ที่เขารัก ดังจะเห็นได้จากตอนที่คฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ ในช่วงที่เจ้านายคนเก่าของเขาคือ ลอร์ดดาร์ลิงตันยังเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ซึ่งลอร์ดดาร์ลิงตันได้ใช้บ้านพักอันใหญ่โตและโอ่อ่าของเขาเป็นที่จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของเหล่าผู้นำชาติต่างๆ ในยุโรป ในช่วงสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างยิ่ง

ในห้วงเวลาที่ชี้เป็นชี้ตายของประเทศอังกฤษ รวมถึงชะตากรรมของหลายประเทศในยุโรป พ่อของเขาล้มป่วยอย่างหนัก แต่สตีเวนส์เลือกที่จะทำหน้าที่พ่อบ้าน คอยดูแลงานเลี้ยงอาหารค่ำให้ราบรื่นและเรียบร้อยที่สุด แทนที่จะรีบกลับไปดูใจพ่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

“คุณสตีเวนส์คะ” คุณเคนตัน ซึ่งในตอนนั้นยังทำงานเป็นแม่บ้านประจำคฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ พูดกับสตีเวนส์ “ดิฉันเสียใจเหลือเกิน คุณพ่อคุณเพิ่งเสียเมื่อสักสี่นาทีมานี่เอง… คุณจะขึ้นไปดูท่านไหมคะ”

“ตอนนี้ผมกำลังยุ่งมากครับ คุณเคนตัน อีกสักเดี๋ยวอาจจะได้” นั่นคือคำตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจากสตีเวนส์ และตามด้วยประโยคต่อมา “โปรดอย่าได้คิดว่าผมทำตัวไม่เหมาะสมที่ไม่ได้ขึ้นไปดูคุณพ่อในยามถึงแก่กรรมแล้วเช่นตอนนี้ คือผมทราบดีกว่าคุณพ่อจะต้องอยากให้ผมทำงานต่อไปในตอนนี้”

ภาพความทรงจำนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้สะเทือนใจอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราได้เข้าใจสิ่งที่ตัวละครเอกของเรื่องให้คุณค่า นั่นคือคำว่า ‘ศักดิ์ศรี’ หรือขยายความว่า ‘การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด’ โดยไม่ยอมให้อารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

อาจไม่ใช่เรื่องผิด หากจะกล่าวว่า สตีเวนส์ก็คือตัวแทนของค่านิยมในแบบสุภาพบุรุษ หรือผู้ดีอังกฤษ เพราะทัศนคติและสิ่งที่เขาให้คุณค่า รวมถึงการให้ความสำคัญต่อเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในจารีตธรรมเนียมของผู้ดีที่มีมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียน

และนั่นทำให้นักวิจารณ์บางคน ถึงกับกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็น ‘อังกฤษ’ อย่างชัดเจน ขณะที่ในหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของอิชิงุโระ คือเรื่อง ‘An Artist of the Floating World’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของศิลปินชาวญี่ปุ่น ในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความเป็น ‘ญี่ปุ่น’ อย่างชัดเจนเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ทั้งประเทศอังกฤษและประเทศญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่มีค่านิยมที่ให้ความสำคัญต่อ ‘ศักดิ์ศรี’ หรือ การทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้สมเกียรติที่สุด และสง่างามที่สุด ขณะเดียวกัน ก็พยายามที่จะระงับ หรืออดกลั้นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกฝังลึกไว้ข้างใน จนกลายเป็นความหม่นเศร้าที่นักอ่านสามารถสัมผัสได้ในงานแทบทุกเล่มของอิชิงุโระ

ครั้งหนึ่ง อิชิงุโระเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขามักจะทำให้นักอ่านร้องไห้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล จึงมอบโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นรางวัลให้แก่เขา แม้ว่าประโยคดังกล่าว จะเป็นแค่การพูดเล่น แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ผลงานของอิชิงุโระ มักจะอบอวลไปด้วยมวลแห่งความเศร้า ที่ถูกฝังกลับไว้ลึกๆ แต่ท้ายที่สุด อารมณ์ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ เผยตัวออกมาอย่างเนิบช้า

ไม่มีใครบอกได้ว่า ความเศร้าที่ถูกระบายออกตั้งแต่วินาทีแรกที่หัวใจถูกกระทบ กับความเศร้าที่ค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกมา หลังจากถูกกลบฝังมาเนิ่นนาน อย่างไหนจะเศร้ากว่ากัน

ไม่ใช่แค่ความรู้สึก ‘เศร้า’ เท่านั้น ที่ถูกเก็บงำ ความรู้สึก ‘รัก’ ก็เป็นอีกสิ่งที่สตีเวนส์พยายามระงับมันไว้ ด้วยทัศนคติส่วนตัวของเขาที่มองว่า ความรักไม่พึงเกิดขึ้นในที่ทำงาน เพราะจากประสบการณ์การทำงานหลายปี สตีเวนส์ได้เห็นเด็กรับใช้หนุ่มสาวหลายคนที่เกิดความพึงพอใจในกันและกัน และสุดท้ายก็พากันลาออกจากงาน ทำให้เขาต้องวุ่นวายกับการรับเด็กใหม่ รวมไปถึงการทุ่มเทฝึกสอนเพื่อให้เด็กใหม่ กลายเป็นคนรับใช้ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สตีเวนส์ ในฐานะพ่อบ้านที่ดูแลภาพรวมของงานทั้งหมดของคฤหาสน์ และคุณเคนตัน ในฐานะแม่บ้าน ผู้รับผิดชอบงานในส่วนการรักษาความสะอาด จำเป็นต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลคฤหาสน์ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งคู่มีกำหนดพบเจอกันทุกค่ำ ในห้องทำงานของคุณเคนตัน เพื่อหารือถึงปัญหาในแต่ละวัน รวมถึงพูดคุยถึงแผนงานในวันรุ่งขึ้น

แม้จะมีหัวข้อหลักในการสนทนาเป็นเรื่องงาน แต่การพบหารือประจำวันก็ถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนตัวที่สุดของทั้งคู่ ด้วยบรรยากาศการพูดคุยแบบสบายๆ สลับกับการดื่มโกโก้ร้อนแสนอร่อย ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นภาพความทรงจำที่งดงามและอบอุ่นของทั้งคู่

อย่างไรก็ดี ในห้องทำงานแห่งเดียวกันนี้ยังเป็นสถานที่ที่ทั้งคู่ปะทะคารมรุนแรงกันหลายครั้ง ด้วยทัศนคติการทำงานที่ต่างกัน คุณเคนตันให้ความสำคัญกับการรักษาน้ำใจคน ขณะที่สตีเวนส์ไม่เคยยอมให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล (ของเขา) เหมือนอย่างเช่นตอนที่เขาบอกให้คุณเคนตันไล่สาวใช้เชื้อสายยิว 2 คนออกไป เพื่อลดกระแสต่อต้านยิวที่ถาโถมเข้าใส่ลอร์ดดาร์ลิงตันในขณะนั้น

คุณเคนตันยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่เข้าใจคือ สตีเวนส์ไม่เคยปริปากบอกว่า เขาเองก็เสียใจที่จำเป็นต้องให้เด็กสาวสองคนพ้นจากงาน ตรงกันข้าม เขาดูจะเฉยชา ไร้หัวใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเธอจะรู้สึกโกรธน้อยกว่านี้ หากรู้ว่าสตีเวนส์เองก็เสียใจที่ต้องทำเช่นนั้น

หรือจริงๆ แล้ว เธอแค่ต้องการให้สตีเวนส์แสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ให้ชัดเจนกว่านี้ ทั้งในเรื่องสาวใช้ชาวยิว และรวมไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาด้วย

ความคลุมเครือในเรื่องความรู้สึก ความขัดแย้งในการทำงาน ประจวบกับการมีชายคนใหม่เข้ามาในชีวิต ทำให้คุณเคนตันต้องเผชิญกับทางแยกในชีวิตว่า เธอจะลาออกจากงานเพื่อไปสร้างครอบครัวกับผู้ชายที่ชัดเจนว่ารักเธอ หรือเธอจะอยู่ต่อไปโดยคาดหวัง (ลมๆ แล้งๆ) ว่าจะได้ความชัดเจนจากผู้ชายที่ไม่เคยชัดเจนในเรื่องความรู้สึก

หลังจากลองหยั่งเชิงด้วยการเล่าถึงผู้ชายคนใหม่ ซึ่งเคยทำงานเป็นพ่อบ้าน ก่อนจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ทว่า คำตอบที่ได้จากสตีเวนส์คือ การพูดถึงตำแหน่งพ่อบ้านว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นพ่อบ้านได้

“ดิฉันรู้สึกนะคะ คุณสตีเวนส์ ว่าคุณต้องเป็นคนที่มีความสุขดีมากแน่ คุณอยู่ที่นี่ ที่ขั้นสูงสุดของอาชีพ ดิฉันนึกไม่ออกจริงๆ ว่า คุณยังปรารถนาอะไรในชีวิตอีก” คุณเคนตัน ตั้งคำถาม

สตีเวนส์ตอบเพียงว่า เขาจะมีความสุขดีมากก็ต่อเมื่อทำทุกอย่างให้เจ้านายพึงพอใจครบถ้วนสมบูรณ์ แต่เขาไม่สามารถตอบได้ว่า ตัวเองมีความปรารถนาอะไรในชีวิต หรือจริงๆ แล้วตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนั้น แต่ที่แน่ๆ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่เลิกการดื่มโกโก้และหารือประจำวันไปโดยไม่มีใครเอ่ยปาก และไม่นาน คุณเคนตันได้ลาออกและแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่มีความชัดเจนในความรู้สึกมากกว่าสตีเวนส์

ถึงจะลาออกไปแล้ว แต่คุณเคนตัน หรือคุณนายเบนน์ ตามชื่อสามีของเธอ ยังคงส่งจดหมายมาถามไถ่เรื่องราวอยู่เสมอ โดยเฉพาะจดหมายฉบับล่าสุด ซึ่งเนื้อความบางส่วนทำให้สตีเวนส์ทึกทักเอาเองว่า เธอไม่มีความสุขในชีวิตคู่ และอยากกลับมาทำงานที่คฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ ตัวเขาเองก็แอบหวังว่า ในการมาเยี่ยมเยียนเธอครั้งนี้จะได้ถือโอกาสชักชวนเธอกลับไปทำงานด้วยกันอีกครั้ง

แต่นี่ก็เป็นอีกครั้งที่สตีเวนส์ได้รู้ว่า จิตใจคนซับซ้อนกว่าการทำงานหลายเท่า หลังจากที่พบเจอกันในฐานะเพื่อนเก่า ทั้งคู่นั่งคุยกันอย่างมีความสุขจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดสตีเวนส์รวบรวมความกล้าถามถึงเรื่องชีวิตส่วนตัวของคุณเคนตัน ซึ่งเธอยอมรับว่า ในช่วงแรกเธอไม่ได้มีความสุข เพราะเธอไม่ได้รักสามีของเธอจริงๆ แต่สุดท้าย เธอก็ยอมรับและมีความสุขกับสิ่งที่เลือก

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีบางครั้งที่เราบอกกับตัวเองว่า นี่ฉันทำผิดพลาดกับชีวิตขนาดนี้เชียวหรือ แล้วก็คิดถึงชีวิตอีกแบบหนึ่ง ชีวิตที่ดีกว่าที่เราอาจจะมีได้ ชีวิตที่อยู่ร่วมกับคุณจะเป็นอย่างไร…

“แต่เราก็ไม่อาจหมุนนาฬิกากลับไปได้แล้ว เราควรจะตระหนักว่าตัวเองได้สิ่งดีๆ ไม่แพ้ใคร หรืออาจจะดีกว่า และขอบคุณที่เป็นเช่นนั้น”

“Life is what happens to you while you’re busy making other plan” จอห์น เลนนอน นักร้องนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวไว้ในเพลงของเขาว่า ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่เราไม่คาดคิด และอะไรต่อมิอะไรก็มักจะเกิดขึ้นในตอนที่เรากำลังวางแผนจะทำอะไรอย่างอื่น

ชีวิตไม่ใช่แค่เต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดคิดเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ก็คือบททดสอบที่เราเลือกคำตอบปรนัยข้อที่ถูกต้อง ซึ่งตัวเลือกอาจจะมีตั้งแต่ 2 ทางเลือก จนถึงมากมายนับไม่ถ้วน

ทางเลือกของชีวิตเหล่านี้นี่แหละครับ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่า เราจะก้าวต่อไปทางไหน จะนำพาชีวิตเราไปสู่จุดไหน และที่สำคัญกว่านั้น การตัดสินใจเลือกที่ยากแสนยากนี้ ยังเป็นตัวบ่งชี้ด้วยว่า เราเป็นคนแบบไหน

อย่างที่ผมเขียนไว้ข้างบนว่า ไม่มีใครหรอกที่สามารถตัดสินได้ว่า ทางเลือกไหนดีกว่ากัน ระหว่างการทำหน้าที่ได้รับอย่างเต็มภาคภูมิ หรือการทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง เพราะทุกคนต่างมีเหตุผลที่มีแต่ตัวเองเท่านั้นเข้าใจได้ และสุดท้าย ตัวเองก็ต้องยอมรับในผลที่ตามมาจากการตัดสินใจนั้น

ในฉากสุดท้ายที่เป็นอีกฉากที่เศร้าจับใจ คือตอนที่ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เข้ามาชวนคุยขณะที่สตีเวนส์นั่งมองผู้คนบนท่าเรือ ชายคนนั้นพูดว่า ตอนเย็นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต หลังจากนั้น สตีเวนส์นั่งคนเดียวครุ่นคิดถึงเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงยามเย็นของชีวิต เขาบอกตัวเองว่า จงภูมิใจในสิ่งที่ทำ แต่ผมเชื่อว่า ในแวบหนึ่งของความคิด สตีเวนส์อดไม่ได้ที่จะนึกถึงยามเย็นที่มาพร้อมโกโก้อุ่น ในห้องทำงานของคุณเคนตัน

Tags:

หนังสือThe Remains of the Dayเถ้าถ่านแห่งวารวัน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • BookPlayground
    ไม่ว่าจะมีนิสัยที่เป็นภัยหรือไม่ เราทุกคนต่างก็เป็นที่รักได้ : Things No One Taught Us About Love

    เรื่อง อัฒภาค

  • How to enjoy life
    อ่านอะไร อ่านเท่าไร อ่านอย่างไร: วิธีสะสมต้นทุนชีวิตด้วยหนังสือ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    แปดขุนเขา – คือขุนเขาลูกไหน…ในใจคุณ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    Human Walker : เป็นมนุษย์ อย่าหยุดเดิน

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • BookEarly childhood
    THE HAPPIEST KIDS IN THE WORLD: อิสรภาพจากการได้เล่นอิสระ เคล็ดลับเด็กดัตช์แฮปปี้สุดๆ

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel