Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Creative learningLife Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique School
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Transformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent Brain
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Playground
22 May 2026

สูญสิ้นความเป็นคน: เพราะแหลกสลาย หัวใจแหว่งวิ่น จึงสิ้นสูญ..

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ (No Longer Human) ผลงานของ ดะไซ โอซามุ เป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นคลาสสิกที่สำรวจความแปลกแยก ความทุกข์ทางใจ และคำถามว่าอะไรคือ ‘ความเป็นมนุษย์
  • หนังสือเล่าเรื่องราวของ โอบะ โยโซ ชายหนุ่มที่รู้สึกว่าตนเองไม่เข้ากับผู้คน จึงสวมหน้ากากเป็นคนตลกเพื่อให้ได้รับการยอมรับ แต่ภายในเต็มไปด้วยบาดแผลจากวัยเด็ก
  • ความเป็นคนอาจเกี่ยวข้องกับการมีความสัมพันธ์ การได้รับการยอมรับ และการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อใครสักคนข้างในแหลกสลาย ไม่อาจรับรู้ได้ถึงสายใยความสัมพันธ์ หัวใจที่ค่อย ๆ แหว่งวิ่นอาจนำไปสู่การสูญสิ้นความเป็นคนในที่สุด

ในแวดวงวรรณกรรม มีงานเขียนหลายชิ้นที่บอกเล่าเรื่องราวด้านมืดของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า สัตว์ประเสริฐ แต่หลายต่อหลายครั้ง กลับแสดงพฤติกรรมที่เลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการนึกภาพได้ จนมีคำพูดกันว่า “ทำแบบนี้เหมือนไม่ใช่คน” หรือ “ทำแบบนี้ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออีกเหรอ”

บางครั้ง ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วอะไรที่บ่งชี้วัด ‘ความเป็นคน’ และอะไรที่ทำให้ ‘ความเป็นคน’ นั้น สิ้นสูญสลายไป

กระทั่งวันหนึ่ง ผมได้อ่านงานเขียนที่มีชื่อว่า สูญสิ้นความเป็นคน ผลงานชั้นครูในแวดวงวรรณกรรมญี่ปุ่น และเป็นงานเขียนที่โด่งดังที่สุดของ ดะไซ โอซามุ นักเขียนชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งมีเรื่องราวชีวิตรวดร้าวรันทดไม่แพ้งานเขียนของเขา

สูญสิ้นความเป็นคน หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับว่า นิงเง็น ชิคาคุ ที่แปลได้ว่า ‘ไร้คุณสมบัติที่จะเป็นมนุษย์’ หรือในภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า No Longer Human ซึ่งแปลว่า ‘ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป’ แต่ไม่ว่าจะเป็นชื่อในภาษาใด ก็ล้วนให้ความหมายตรงกันว่า นี่คือเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ บทความของผมเคยเขียนถึงงานวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้ชาย ที่ตื่นมาแล้วพบว่า ตัวเองไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นแมลงร่างยักษ์น่าขยะแขยง แน่นอนว่า พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจำได้ว่า นั่นคืองานวรรณกรรมคลาสสิกสุดพิลึกเรื่อง Metamorphosis (หรือ ‘กลาย’ ในชื่อภาษาไทย) ผลงานของ ฟรันซ์ คาฟคา

งานเขียนของคาฟา บอกกับเราว่า เมื่อมนุษย์คนหนึ่ง ถูกระบอบหรือโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมกดทับย่ำยี จนท้ายสุด ทำให้เขาถูกลดทอนคุณค่า ไม่ได้หลงเหลือสถานะเป็นมนุษย์ในสายตาคนอื่น หากเป็นแมลงน่าเกลียดตัวหนึ่ง โลกของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่าทีของผู้คนที่เคยปฏิบัติต่อเขาอย่างรักใคร่สนิทสนม จะกลายเป็นรังเกียจเดียดฉันท์ และท้ายสุด ต่อให้เขาเสียชีวิตไปก็ไม่ได้รับความสนใจจากใคร ไม่จากแมลงสาบตัวหนึ่งที่นอนตายอยู่บนทางเท้าโดยไร้ผู้คนเหลียวมอง

ที่ผมอ้างถึงงานเขียน Metamorphosis เพราะผลงานเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน กับงานเขียนของคาฟคา ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีบางจุดที่คล้ายกัน แต่ก็มีหลายจุดที่แตกต่างกัน

หากจะให้สรุปสั้นๆ ก็คือ งานเขียนของคาฟคา คือการตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่ง โลกมองว่าฉันไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น

แต่งานเขียนของดะไซ คือการตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวกกับมนุษย์คนอื่นเลย ฉันจะยังคงเป็นคนอีกหรือไม่ และอะไรจะเกิดกับฉัน

เพื่อให้ได้คำตอบต่อคำถามของดะไซ ผมจึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง

งานเขียนเล่มขนาดสั้นเล่มนี้ กึ่งๆ จะเป็นอัตชีวประวัติของ ดะไซ โอซามุ โดยตัวเอกของเรื่อง ชื่อ โอบะ โยโซ เกิดมาในครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยสมาชิกร่วมสิบคน โยโซเป็นลูกคนสุดท้าย เขาเป็นเด็กหน้าตาดี ช่างสังเกตและชอบขบคิดในเรื่องต่างๆ และมักจะมีทัศนคติที่แตกต่างจากคนอื่นอยู่เสมอ

ตั้งแต่วัยเด็ก โยโซ ค้นพบว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีนิสัยหลอกลวง ต่อหน้าเอ่ยปากชื่นชม ลับหลังนินทาว่าร้าย มักพูดจาในสิ่งที่ไม่ตรงกับใจคิด สิ่งเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องบั่นทอนจิตใจของโยโซ และยิ่งทำให้เขาครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดว่า ตัวเองจะสามารถใช้ชีวิตอย่างเสแสร้งหลอกลวงเหมือนคนอื่นๆ ได้หรือไม่

ในที่สุด โยโซ ก็ค้นพบทางออก ด้วยการสวมบทบาท เด็กตัวตลก ทำตัวเปิ่นๆ ซุ่มซ่าม พูดจาแบบคนโง่เขลาให้คนอื่นหัวเราะขำ เพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนที่ได้รับมาคือ การยอมรับจากคนอื่น

โยโซ อาจเติบโตกลายเป็นชายหนุ่มขี้เล่น ชอบพูดจาตลก กลบเกลื่อนความเป็นคนแปลกแยกที่อยู่ข้างในลึกๆ โดยไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านั้น แต่ที่น่าเศร้าก็คือ โยโซ ต้องเติบโตกลายเป็นชายหนุ่มที่ถูกสาปให้วนเวียนอยู่แต่ในโศกนาฏรรมแห่งความสัมพันธ์ ซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ในวัยเด็ก ไม่มากก็น้อย

ในช่วงต้นของหนังสือบอกกับเราว่า ครั้งหนึ่ง หรือหลายๆ ครั้งในช่วงชีวิตวัยเด็ก โยโซถูกคนงานในบ้าน ทั้งชายและหญิง กระทำบางสิ่งที่น่าจะเป็นการล่วงละเมิด

ในหนังสือบอกเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเรียบๆ ปราศจากการขยายความชัดเจนว่า

“ในตอนนั้น ผมถูกคนงานหญิงชายในบ้านกระทำชำเราด้วยการสอนให้ลิ้มรสเรื่องน่าเศร้า… ช่างเป็นอาชญากรรมอันต่ำช้าน่าบัดสีและโหดร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ แต่ผมเลือกที่จะทนเก็บไว้ แค่นหัวเราะทั้งที่หมดเรี่ยวแรง… ในเมื่อรู้เต็มอกว่าโลกนี้หนีไม่พ้นความอยุติธรรม แค่ฟ้องใครสักคนคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตัวเองไม่มีทางอื่นนอกจากเก็บเงียบไว้ อดทน และสวมบทตัวตลกต่อไป”

สิ่งที่น่าสลดหดหู่ที่สุด คือ โยโซ (หรืออาจจะเป็นดะไซ โอซามุ) เลือกที่จะเก็บงำเหตุการณ์อัปยศนี้ไว้กับตัว พยายามกลบเกลื่อนมันไว้ ไม่ต่างจากที่เรื่องราวในหนังสือ พูดถึงเหตุการณ์อัปยศนั้นอย่างผิวเผิน ราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ และนั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขา ค่อยๆ แหลกสลายลงเรื่อยๆ

นักวิจารณ์หลายคนเชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวในหนังสือ เคยเกิดขึ้นจริงกับดะไซ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ นอกจากเล่าว่า ตอนเด็กๆ เขาอาศัยอยู่ในบ้านที่มีแต่คนรับใช้เป็นส่วนใหญ่

และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ หนังสือเล่มนี้ เป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ดะไซเขียน ก่อนจะฆ่าตัวตาย (หลังจากเคยพยายามทำเช่นนั้นมาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ) ในวันที่ 13 มิ.ย. 1948 ก่อนหน้าวันเกิดครบรอบ 39 ปี เพียงไม่กี่วัน

เรื่องราวในหนังสือ ซึ่งไม่ต่างจากคำสารภาพครั้งสุดท้าย ตรงกับเรื่องราวชีวิตจริงของดะไซเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกเปลือกนอกเป็นคนตลกขบขัน แต่ภายในกลับเคร่งเครียดและเปราะบาง รวมถึงการเป็นผู้ชายเจ้าเสน่ห์ที่มีผู้หญิงเข้ามาพัวพันมากมาย และการใช้ชีวิตเสเพล ในช่วงวัยหนุ่ม

สิ่งเหล่านี้เอง ทำให้หลายคนยิ่งเชื่อว่า ดะไซ โอซามุในวัยเด็กน่าจะเคยเป็นเหยื่อการกระทำรุนแรง จนกลายเป็นบาดแผลในใจ และทำให้เขาเติบโตกลายเป็นคนที่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ หรือพูดอีกอย่างว่า เขากลายเป็นคนที่กลัวจะต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น หวาดกลัวเกินกว่าจะไว้ใจคนอื่น ด้วยภาพจำอันเลวร้ายในวัยเด็ก

โยโซ ตัวเอกของเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน หรืออีกหนึ่งอัตลักษณ์ของดะไซ เติบโตขึ้นมากลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ที่มีแต่คนรักใคร่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ด้วยบุคลิกขี้เล่น ชอบพูดจาตลก ไม่มีเคยรู้เลยว่า จริงๆ แล้ว เปลือกนอกเหล่านั้น เป็นแค่การกลบเกลื่อนความหวาดกลัว ไม่ไว้ใจที่จะผูกสัมพันธ์ชิดใกล้กับคนอื่น

หนึ่งเหตุการณ์สำคัญในชีวิตโยโซ คือความพยายามฆ่าตัวตายครั้งแรก เมื่อครั้งที่เขาคบหาอยู่กับซึเนโกะ หญิงสาวที่แต่งงานแล้ว แต่สามีติดคุก ทำให้ตัวเธอต้องทำงานในสถานบันเทิงยามราตรี ชีวิตที่หนักหนาสาหัส (ในความคิดของซึเนโกะ) และชีวิตที่จอมปลอมยากจะทำความเข้าใจ (ในความคิดของโยโซ) ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน ทว่า สุดท้ายโยโซกลับรอดชีวิตมาได้คนเดียว

เหตุการณ์ครั้งนั้น ยิ่งทำให้โยโซเกลียดชังตัวเองมากขึ้น เขารู้สึกเหมือนถูกสังคมประณาม ยิ่งใช้ชีวิตเหลวแหลกมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่ชีวิตตกต่ำจนใกล้พังทลาย มักจะมีผู้หญิงที่ถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์ (หรือคำสาป) เข้ามาพยายามฉุดดึงโยโซขึ้นจากปลักอันมืดมิด และทำให้ชีวิตเขาค่อยๆ ดีขึ้น

ทว่า วัฏจักรแห่งความเปราะบางของโยโซ พาชีวิตเขาวนเวียนกลับมาสู่จุดเลวร้ายทุกครั้ง โยโซตัดสินใจเดินออกจากชีวิตผู้หญิงเหล่านั้น เพราะไม่สามารถพอใจกับความสุขแบบปลอมๆ (ในความคิดของเขา) และพยายามฆ่าตัวตายอีกหลายครั้ง

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จบลงโดยที่โยโซ ถูกส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลบ้า แต่หลังจากนั้น พี่ชายของเขาได้พาตัวเขาออกมา และให้พักฟื้นที่บ้านพักซอมซ่อห่างไกลจากผู้คน มีเพียงหญิงชราที่คอยรับใช้ (เพื่อตัดปัญหาหญิงสาวเข้ามาพัวพันในชีวิตโยโซ)

โยโซ ยังไม่ละทิ้งความพยายามหลบหนีจากชีวิตระทมทุกข์ เขาวานให้หญิงชราไปซื้อยานอนหลับ และกินเข้าไปจำนวนมากเพื่อหวังจบชีวิตตัวเอง แต่กลับพบว่า ต้องลุกขึ้นมาถ่ายหลายครั้งกลางดึก เพราะยาที่กินเข้าไปไม่ใช่ยานอนหลับ แต่เป็นยาถ่าย

“ชีวิตผมในตอนนี้ไม่สุข แต่ก็ไม่ทุกข์เช่นกัน” โยโซ กล่าวทิ้งท้าย

ทว่า ในโลกของความเป็นจริง หลังจากเขียนบทสรุปเรื่องราวชีวิตของโยโซแล้ว ดะไซ โอซามุ ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง พร้อมกับหญิงสาวคู่ชีวิตคนสุดท้าย

แม้ว่าเรื่องราวของโยโซ (และดะไซ) จะเต็มไปด้วยความหม่นมืด เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและความตาย แต่หนังสือเล่มนี้ กลับกลายเป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยม ทั้งในญี่ปุ่นและในหลายประเทศทั่วโลก

ที่เป็นเช่นนั้น อาจเพราะว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากผู้คนในสังคม เรื่องราวของโยโซ จึงสร้างความรู้สึกอบอุ่นราวกับได้พบเจอเพื่อนเก่าให้แก่นักอ่านเหล่านั้น

ขณะเดียวกัน หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ ยังเตือนให้เราฉุกใจคิดว่า เราไม่มีทางรู้จริงๆ ว่า คนที่ใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาตลกโปกฮา ลึกๆ ข้างในตัวเขา ซุกซ่อนบาดแผลและหัวใจที่แสนเปราะบางแค่ไหน

ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ ยังช่วยให้เรามองเห็นโลกภายในของคนที่กำลังแตกสลาย ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ ในหัวข้อ ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า รวมถึงผลกระทบจากบาดแผลในใจตั้งแต่วัยเด็ก

ท้ายสุด ผมนึกถึงคำถามที่ถามไว้ในตอนต้นของบทความ อะไรคือความเป็นคน และอะไรทำให้มันสูญสิ้นหมดไป

สำหรับผมแล้ว คำถามเหล่านี้ อาจไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ผมเชื่อว่า เนื่องจากคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่รวมกันเป็นสังคม ความเป็นคนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น การได้ยอมรับ ได้รับความไว้ใจ ซึ่งจะโยงใยไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

อะไรจะเกิดขึ้น หากใครสักคน ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้

ใครสักคนที่ข้างในแหลกสลาย ไม่อาจรับรู้ได้ถึงสายใย-ความสัมพันธ์

ทุกคืนวัน หัวใจค่อยๆ แหว่งวิ่น สุดท้าย จึง..สูญสิ้น ความเป็นคน

Tags:

หนังสือสูญสิ้นความเป็นคน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    อ้าแขนรับความรู้สึกไม่สบายใจ ต้อนรับความรู้สึกที่จำเป็นต้องรู้สึก: หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ Ep2

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    ‘ขอโทษ’ คำพูดติดปากจากบาดแผลที่พ่อแม่ทำให้รู้สึกผิดเสมอ: คุณคางคกไปพบนักจิตบำบัด

    เรื่อง อัฒภาค

  • Transformative learning
    เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ: 6. คุณค่าของปฏิสัมพันธ์

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    โลกหม่น – คนเหงา : มูราคามิ กับมนุษย์ introvert

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

  • Social IssuesBook
    IT’S COMPLICATED: เป็นวัยรุ่น (ในโลกโซเชียล) มันเหนื่อย

    เรื่อง

  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel