- จุดเริ่มต้นของก่อการครูเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่ถูกส่งลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง
- สิ่งสำคัญคือการคืน ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับไปสู่ระบบการศึกษา โดยมี ‘ครู’ เป็นตัวละครสำคัญของระบบ สร้างครูให้เป็น Change Agent เริ่มขยับจากครูหนึ่งคน ไปสู่การรวมตัวของครู
- สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคนทำงานเปลี่ยนแปลงคือ ‘การยืนระยะ’ หลายครั้งที่ครูเข้าอบรมแล้วกลับไป ‘เหี่ยว’ ในโรงเรียนเพราะความโดดเดี่ยว บทเรียนนี้ทำให้ก่อการครูเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสร้าง ‘ฮีโร่รายบุคคล’ เป็นการสร้าง ‘พื้นที่พิงหลัง’ หรือที่เรียกว่า โหนด (Node) ซึ่งเกิดจาก Passion และ Pain ของคนหน้างาน คนที่รู้สึกว่า ‘อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว’
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ‘ก่อการครู’ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาครู หากแต่เป็นขบวนการภาคประชาชนที่ค่อยๆ บ่มเพาะผู้คน เครือข่าย และวิธีคิดใหม่ทางการศึกษา ผ่านความเชื่อร่วมกันว่า ‘ครู’ คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง
ในวาระครบรอบทศวรรษ จึงเกิดวงสนทนา ‘เวทีเสวนาครบรอบ 10 ปี การขับเคลื่อนก่อการครู’ ภายใต้งาน ครูปล่อยแสง ปี 7 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ Mixt Chatuchak เพื่อทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ทั้งความสำเร็จ ข้อจำกัด และบทเรียนจากการทำงานในพื้นที่จริง พร้อมทั้งชวนกันมองไปข้างหน้าว่า การศึกษาที่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงจะเป็นไปได้อย่างไรในบริบทสังคมไทย
ในการเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ขับเคลื่อนตัวจริงที่ร่วมเดินทางกับโครงการมาอย่างยาวนาน ได้แก่ อาจารย์อ้อ- รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาโครงการ, ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและแกนนำการขับเคลื่อน, และ ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 โดยมี ครูนุ่น-ปฐมพร ปูรณัน รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษจากภาคนโยบายและวิชาการ อาทิ รองนายกฯ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์, รมช. ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณกิตตินันท์, รองผู้ว่าฯ กทม. สานนท์ หวังสร้างบุญ, นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มาร่วมเติมเต็มทัศนะในมุมมองที่กว้างขึ้น
ในวงเสวนานี้จึงไม่ใช่แค่การบอกเล่าสิ่งที่ผ่านมา แต่เป็นการขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาการศึกษาไทยที่ถูกแช่แข็งมานาน ผ่านประสบการณ์ตรงของคนทำงานที่เชื่อมั่นในพลังของ ‘คนตัวเล็ก’ ที่ช่วยให้เราเห็นว่า เมื่อครูหนึ่งคนเริ่มขยับ แรงกระเพื่อมนั้นสามารถส่งต่อไปได้ไกลเพียงใด
ปลุกวิญญาณ Change Agent ทวงคืนมิติความเป็นมนุษย์สู่หัวใจคนสอน
จุดเริ่มต้นของก่อการครูเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่ถูกส่งลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ได้เล่าถึงวินาทีเริ่มต้นที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในตัวละครสำคัญอย่าง ‘ครู’ ว่าเป็นกุญแจที่จะไขประตูบานที่ติดล็อกมานาน
“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เราเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า เราจะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อของเราได้ยังไง ตอนนั้นเรามีกันน้อยมากนะครับ แต่เราคิดตรงกันว่า สิ่งสำคัญคือการคืน ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับไปสู่ระบบการศึกษา แล้วคำถามต่อมาคือ เราจะสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงจากตรงไหน เราเห็นว่าการเปลี่ยนจากนโยบายบนลงล่างมันไม่ค่อยได้ผล เลยหันมามองครูในฐานะตัวละครสำคัญของระบบ ถ้าเราสร้างขบวนการของครูขึ้นมาได้ มันอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนจากฐานราก แล้วขยับไปถึงระดับนโยบายได้ ตอนนั้นเราตั้งเป้าว่า ถ้ามีครูประมาณ 1% ของทั้งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ ประมาณ 5,000 คน มันน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมได้”
นอกจากเป้าหมายเรื่องจำนวนคนแล้ว ก๋วยยังได้ขยายความถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อครูหนึ่งคนเริ่มขยับ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมหาศาล
“เราเริ่มชวนครูปีละประมาณร้อยคน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในเชิงอิมแพค เราเห็นการขยายผลจากครูหนึ่งรุ่นไปสู่อีกรุ่น ครูหนึ่งคนกระทบเด็กเป็นร้อย รวมแล้วตอนนี้แตะระดับแสนคนแล้ว และมันไม่ได้หยุดแค่ห้องเรียน สิ่งสำคัญคือเราพยายามสร้าง Teacher Agency ให้ครูเห็นว่าตัวเองเป็นผู้กระทำการ ไม่ใช่แค่คนที่รอรับนโยบาย”

ในขณะที่ อาจารย์อ้อ-รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี มองลึกลงไปถึงโครงสร้างการทำงานร่วมกันที่เรียกว่า Collective Organization ซึ่งเป็นสปิริตสำคัญที่ทำให้ก่อการครูแตกต่างจากการอบรมทั่วไป เพราะมันคือการรวมตัวของคนที่มีความเจ็บปวด (Pain Point) เดียวกันจนเกิดเป็นพลังกลุ่ม
“ตั้งแต่การก่อเกิดของก่อการครู เราไม่ได้เริ่มจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราเริ่มจากคนหลายกลุ่ม หลายมุมมาก ที่มีเพนพอยต์ร่วมกัน ทุกคนอยากทำงานเพื่อเด็ก อยากทำเรื่องการศึกษา แต่ไปต่อในระบบไม่ได้ ไม่ทะลุ เราทุกคนมีแพสชัน แต่ถูกดีดออกไปอยู่นอกระบบหมด พอมีโอกาสตั้งคณะวิทยาการเรียนรู้ที่ธรรมศาสตร์ เราเลยใช้พื้นที่ตรงนั้นเป็นเหมือน Space สำหรับรองรับสิ่งที่เราจะทำ แล้วก่อการครูก็เกิดขึ้นจาก Spirit แบบนี้ เพราะฉะนั้น ความเป็น Collective Organization คือจุดแข็งสำคัญมาก”
นอกจากนี้ อาจารย์อ้อได้ย้ำถึงหมุดหมายสำคัญที่ก่อการครูพยายามทำมาตลอด 10 ปี คือการพิสูจน์ว่าปฏิบัติการภาคประชาชนสามารถสร้างองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่จัดแล้วจบไป
“เราไม่ได้ทำแค่ปฏิบัติการ แต่เราทำงานเชิงองค์ความรู้ควบคู่ไปด้วย เราเรียนรู้จากหน้างานจริง แล้วสกัดเป็นแนวคิด เรามียุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างชัด
เราเริ่มจากสมมติฐานว่า ครูคือกุญแจของการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ถ้าเราสร้างครูให้เป็น Change Agent ได้ ครูหนึ่งคนมีลูกศิษย์ 30 คน มีอิทธิพลมหาศาล แล้วเราก็ขยับจากครูหนึ่งคน ไปสู่การรวมตัวของครู”

บทเรียนจาก ‘ไฟอ่อน’ และการผลิบานของเครือข่าย ‘โหนด’ ทั่วประเทศ
สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคนทำงานเปลี่ยนแปลงคือ ‘การยืนระยะ’ หลายครั้งที่ครูเข้าอบรมแล้วกลับไป ‘เหี่ยว’ ในโรงเรียนเพราะความโดดเดี่ยว บทเรียนนี้ทำให้ก่อการครูเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสร้าง ‘ฮีโร่รายบุคคล’ เป็นการสร้าง ‘พื้นที่พิงหลัง’ หรือที่เรียกว่า โหนด (Node) ซึ่ง ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นสอง ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงในระดับตัวตนที่สำคัญ คือการเรียนรู้ที่จะรอคอยและเข้าใจธรรมชาติของการเติบโต
“ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมว่าชัดที่สุดคือ ‘ผมใจเย็นขึ้นนะครับ’ ใจเย็นขึ้นมาก เพราะว่าช่วงแรกที่ผมทำงาน ผมเป็นคนขับเคลื่อนอะไรแบบเร็วมาก ผมเคยเสพติดความสำเร็จเร็วๆ แบบนั้น แต่พอเข้ามาในก่อการครู เจอคำว่า ‘ครูคือมนุษย์’ ตอนแรกผมงงนะครับ แต่พอได้กลับไปทำงานจริง มันค่อยๆ เปลี่ยนเรา ผมเรียกมันว่าเปลี่ยนจาก ‘ไฟแรง’ มาเป็น ‘ไฟอ่อน’ มันสุกเหมือนกันนะครับ แต่มันอยู่ได้นานกว่า การเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมันยั่งยืนกว่า และเรามองเห็นสเต็ปของการพัฒนาได้ชัดกว่า”
นอกจากนี้ ครูกั๊กยังได้เล่าถึงอานุภาพของการมีเครือข่ายที่ช่วยให้การทำงานหน้างานง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบราชการปกติให้ไม่ได้
“เพราะเป็นก่อการครู เราโทรหากันได้เลย บอกพี่ทำแบบนี้ไหม เดี๋ยวผมช่วยงบตรงนี้ มันทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก ล่าสุดผมไปดูห้องเรียนระบบสอง ที่โรงเรียนห้วยซ้อ เห็นเขาทดลองตรวจสารพิษแบบง่ายๆ แล้วมันเจอจริง มันทำให้เรากลับมามองพื้นที่เราใหม่ ถ้าเขาไม่ทำ เราก็ไม่มีทางเห็น”
ในมุมของผู้วางโครงสร้างเครือข่าย ก๋วยยืนยันว่า ‘โหนด’ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีอายุยืนยาวมาถึง 10 ปี โดยโหนดแต่ละพื้นที่ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งเชิงนโยบาย แต่เกิดจากความเจ็บปวดที่ผลักดันให้คนต้องมารวมตัวกัน
“โหนดคือหัวใจเลย ถ้าเราทำคนเดียว เราจะไปได้แค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวก็หมดแรง แต่พอมีเพื่อน มีเครือข่าย มี Community ที่แลกเปลี่ยนกันได้ มันจะไปต่อได้ยาวกว่า
ที่สำคัญคือโหนดไม่ได้เกิดจากนโยบาย แต่มันเกิดจาก Passion และ Pain ของคนหน้างาน คนที่รู้สึกว่า ‘อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว’ นั่นแหละคือพลังจริงๆ ของมัน พอมีวงคุย มีพื้นที่ให้ปรับทุกข์ปรับสุข มันทำให้เรายังไปต่อได้ บางทีเราเก่งเรื่องหนึ่ง เพื่อนเก่งอีกเรื่องหนึ่ง มันช่วยกันได้”

ก๋วยยังได้ฉายภาพความหลากหลายของโหนดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นสังคมและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์
“ตอนนี้โหนดทำงานทั้งเชิงประเด็น เช่น เรื่องสุขภาพจิต บูลลี่ หรือ PLC และเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ มีทั้งโหนดริเริ่ม โหนดเข้มแข็ง มีเยาวชนเป็นแกนนำ มีโรงเรียนที่เริ่มขยับทั้งระบบ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการ ไม่ได้สำเร็จตายตัว แต่เรากำลังค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา”
เพื่อให้เครือข่ายเหล่านี้เข้มแข็งขึ้น อาจารย์อ้อได้เติมข้อมูลสำคัญถึงการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานกับครูรายคน ไปสู่การทำงานทั้งโรงเรียน (School-based) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนจนเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
“ช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น TCP และธนาคารกรุงเทพ ทำให้เราได้ทำงานแบบ School-Based มันทำให้เราเห็นชัดว่า ต่อให้ครูเก่งแค่ไหน ถ้าระบบโรงเรียนไม่เอื้อ มันก็ขยับไม่ได้ นี่นำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญ จากครูคนเดียว ขยับไปสู่การรวมตัวเป็นเครือข่าย เป็นโหนด เป็นชุมชนการเรียนรู้ แล้วมันค่อยๆ โตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ กลายเป็นก่อการครูกาฬสินธุ์ ก่อการครูภาคใต้ มันเติบโตเป็นลำดับขั้น”
ยุทธศาสตร์การเติบโตแบบออร์แกนิก (Organic Growth) นี้เองที่ทำให้นักก่อการครูสามารถสร้างรากฐานที่เหนียวแน่น จนสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
ทลายกำแพงอำนาจนิยม ปลดล็อกพันธนาการครูไทย
เมื่อขบวนการก่อการครูเริ่มขยับจากระดับบุคคลไปสู่ระดับโรงเรียน สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือโครงสร้างอำนาจนิยมที่ฝังรากลึก อาจารย์อ้อ วิเคราะห์ว่า หัวใจของปัญหาที่ทำให้ครูไทยไม่กล้าขยับ คือ ‘ความกลัว’ ที่ถูกหล่อเลี้ยงโดยระบบสั่งการจากส่วนกลางซึ่งลดทอนศักยภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง
“อุปสรรคสำคัญคือ ‘ระบบอำนาจ’ ระบบของกระทรวงมันเป็นระบบสั่งการ ครูทำงานด้วยความกลัว กลัวตัวชี้วัดไม่ครบ กลัวสอนไม่ตรงกรอบ ความกลัวแบบนี้มันลดทอนศักยภาพของครูอย่างมาก และเมื่อถอยออกมามองผู้เรียน เราก็พบว่า เด็กไม่อยากไปโรงเรียน เพราะโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น เราเลยเสนอว่า โรงเรียนต้องเป็น Safe Space สำหรับทุกคน เมื่อเราปรับมุมมองตรงนี้ได้ จินตนาการในการทำงานมันขยายขึ้นมาก”
ความกลัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่เกิดขึ้นกับครูที่พยายามจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย ครูกั๊ก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์อันขมขื่นเมื่อครั้งที่เขาถูกโดดเดี่ยวจากเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เพียงเพราะเขาพยายามทำในสิ่งที่แตกต่าง จนกลายเป็น ‘คนนอก’ ในที่ทำงานของตัวเอง
“ช่วงหนึ่งผมย้ายโรงเรียนไป แล้วมีรองผอ.ไปเสิร์ชชื่อผมในกูเกิล แล้วเอาข่าวทั้งหมดไปแปะในไลน์โรงเรียน ผมเลยกลายเป็น ‘คนหัวรุนแรง’ ไปเลย ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ สุดท้ายคืออยู่ในโรงเรียน ไม่มีใครคุยกับเราแบบเพื่อนจริงๆ ได้เลย สองเดือน ผมร้องไห้ครับ แล้วก็คิดจะลาออกไปเป็นศึกษานิเทศก์ แต่ศึกษานิเทศก์ทุกคนบอกว่า ‘อย่าออก อยู่ตรงนั้นดีแล้ว’ สุดท้ายผมเริ่มใหม่จากเล็กๆ เลย ใช้ PLC ผมประกาศว่า ใครอยากคุยก็มาคุยกัน สมัครใจ มีครูมา 16 คน”
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้ครูกั๊กไปต่อได้ คือการค้นพบว่าอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสู้กับระเบียบราชการที่แข็งตัว คือการยึดถือ ‘หน้าที่’ และ ‘ตัวเด็ก’ เป็นที่ตั้ง มากกว่าการทำตามคำสั่งที่ไร้ความหมาย และเขายังได้ลงลึกถึงการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อเปลี่ยนระบบการทำงานในโรงเรียนใหม่ทั้งหมด
“เราคุยกันจาก Pain จริงๆ ว่าครูไม่มีความสุขจากอะไรบ้าง สรุปออกมา 3 เรื่อง คือ พลังงาน หลักสูตร และพฤติกรรมเด็ก เราก็เริ่มแก้จากพลังงานก่อน รอบต่อมามีครูสมัครมา 45 คน จากทั้งหมด 60 คนในโรงเรียน มันเริ่มขยาย และมันนำไปสู่การเปลี่ยนระบบ เช่น การลดภาระงานครู การนิเทศแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ตรวจ แต่เข้าไปดูแล้วคุยกัน”
บทเรียนสำคัญจากการทลายกำแพงอำนาจนิยม คือการที่ครูต้องค้นพบความกล้าในตัวเอง ซึ่ง ก๋วย ย้ำว่าความกล้านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
“เรามุ่งสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้ครูได้กลับมาทบทวนตัวเอง ได้ร้องไห้ ได้กอดกัน และได้ค้นพบว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเขาคืออะไร
ก่อการครูได้สร้างต้นแบบในระดับพื้นที่แล้ว คำถามคือเราจะขยายโครงสร้างอย่างไรให้มันไปถึงระดับนโยบายได้ ผมคิดว่าอนาคตมันไปทางนั้นแน่นอนครับ”
นอกจากนี้ อาจารย์อ้อได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ก่อการครูพยายามสื่อสารกับภาคนโยบายมาตลอด แม้จะเป็นเรื่องยากเพราะไปกระทบกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
“สิ่งที่เราทำได้ไม่ดีนักคือการเชื่อมกับภาครัฐหรือระดับนโยบาย เพราะสิ่งที่เราพูดมันไปชนกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ เช่น การให้ครูมีสิทธิ์ออกแบบการเรียนรู้ หรือการให้โรงเรียนมี Autonomy (สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง) มากขึ้น มันขัดกับระบบเดิม นี่คือโจทย์ที่เราต้องร่วมกันฝ่าต่อไป สิ่งที่เราทำในพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้ต้องการให้คนเอาไปลอกเลียนแบบ แต่ต้องการสื่อสารวิธีคิด ให้เห็นว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน”
บทเรียนจาก 10 ปีที่ผ่านมาจึงสรุปได้ว่า การพังกำแพงอำนาจไม่ใช่การรื้อถอนด้วยความรุนแรง แต่คือการสร้างพื้นที่ที่มีอิสระทางความคิด ให้ผลิบานขึ้นท่ามกลางระเบียบราชการ
เมื่อครูรู้สึกปลอดภัยและได้รับอำนาจในการจัดการตนเองกลับคืนมา พวกเขาก็จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่เด็กๆ ในห้องเรียนนั่นเอง

จินตนาการใหม่ในทศวรรษหน้า ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และรัฐเป็นผู้หนุนเสริม
เมื่อมองไปสู่อนาคตข้างหน้า โจทย์ใหญ่ที่ก่อการครูพยายามตีโจทย์ให้แตกคือ เราจะข้ามกำแพงเดิมไปสู่การศึกษาที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างไร
อาจารย์อ้อได้เสนอภาพฝันที่เป็นการรื้อสร้างบทบาทของรัฐและหลักสูตรไทยใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับความหลากหลายของเด็กที่ระบบเดิมมองข้ามไป
“ระบบการศึกษาไทยต้องถูกคิดใหม่ทั้งหมด ผมมองว่าการศึกษาในอนาคตจะมีหลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งอาจยังเป็นโรงเรียนคุณภาพสูงแบบเดิม แต่ต้องมีจำนวนมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่ไม่กี่แห่ง อีกส่วนหนึ่งเราต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ ที่รองรับความหลากหลายของเด็ก เด็กต้องสามารถสร้างอาชีพของตัวเองได้ ไม่ใช่ให้อาชีพมากำหนดหลักสูตร
ที่สำคัญ เราต้องทำให้การเรียนรู้ ‘ไร้รอยต่อ’ ระหว่างในระบบกับนอกระบบ ถ้าเราทำตรงนี้ได้จริง เราจะไม่มีเด็กหลุดจากระบบเลย เพราะทุกคนจะอยู่ในระบบการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง”
อาจารย์อ้อยังย้ำถึงคุณสมบัติของครูในอนาคตที่ต้องเปลี่ยนจากผู้สอนตามตำรา เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ โดยไม่ยึดติดกับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว
“ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องจบครุศาสตร์เสมอไป แต่ต้องทำ 3 อย่างได้ คือ ออกแบบการเรียนรู้ได้ จัดการเรียนรู้ได้ และประเมินผลได้ ถ้าทำได้ 3 อย่างนี้ ใครก็เป็นครูได้ ผู้เรียนต้องการแค่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ พื้นที่ที่เขากล้าลอง กล้าผิด กล้าเป็นตัวเอง ถ้าเราสร้างสิ่งนี้ได้ ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนเอง”
ในขณะที่ ก๋วยมองว่าความยั่งยืนของโครงการในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการลดพรมแดนระหว่างสถาบันการศึกษากับสังคมภายนอก และการได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นเพื่อไม่ให้ขบวนการนี้ต้องหยุดชะงัก
“การจัดการศึกษาไม่ควรอยู่แค่ในมือรัฐอย่างเดียว รัฐยังต้องมีบทบาท แต่ภาคสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ต้องเข้ามาร่วมด้วย ถ้าเราทำให้ ‘School’ กับ ‘Non-School’ ทำงานร่วมกันได้ มันจะเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความท้าทายคือเรื่องความยั่งยืน ผมคิดว่าถ้าเราทำให้สิ่งนี้เชื่อมกับท้องถิ่นได้ เช่น อบจ. อบต. มันจะยั่งยืนมากขึ้น และถ้ารัฐสามารถสนับสนุนพื้นที่แบบนี้ได้จริง มันจะสร้างอิมแพคได้มหาศาล” ก๋วย กล่าว

บทสรุปและเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมทาง พลังแห่งการเชื่อมโยงเพื่อเขยื้อนการศึกษาไทย
เมื่อภาพการทำงานตลอด 10 ปีถูกคลี่ออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมบนเวที ประเด็นเหล่านี้ได้ถูกขยายผลต่อผ่านมุมมองของแขกรับเชิญพิเศษที่เข้ามาร่วมเติมเต็มภาพจิกซอว์ของการปฏิรูปการศึกษา โดยเริ่มจาก รองนายกฯ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ร่วมสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและธรรมชาติของมนุษย์ที่ระบบมาตรวัดเดียวไม่เคยตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง และเน้นย้ำว่าการศึกษาควรเป็นเรื่องของ ‘หนึ่งต่อหนึ่ง’ เพราะศักยภาพของคนเรานั้นต่างกันเปรียบเสมือนเส้นทางคมนาคมที่ต้องเชื่อมโยงโอกาสไปให้ถึงตัวเด็ก
“คนเราจะไม่กล้าถ้าไม่มีเพื่อน บางทีมีคนแตกต่างเข้ามาแค่คนเดียว กล้ากันทั้งกลุ่มเลย ผมเชื่อว่าเรื่องการศึกษาคือเรื่องของ ‘การเชื่อมโยง’ เด็กคนหนึ่งอาจมีฝัน แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเจอคนที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง หน้าที่ของเราในตอนนี้คือการรักษาของดีที่มีอยู่แล้วอย่างก่อการครู ให้เขาสามารถเดินทางต่อไปได้ เพื่อเป็นสปริงบอร์ดส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้ทั่วถึง”
ในมิติของผู้วางนโยบายอย่าง รมช. ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณกิตตินันท์ และ รองผู้ว่าฯ สานนท์ หวังสร้างบุญ ต่างแสดงเจตจำนงที่สอดคล้องกันในการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากผู้ควบคุมมาเป็นผู้หนุนเสริมเพื่อให้คนหน้างานมีอิสระในการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยรมช. อัครนันท์ ยืนยันว่าพร้อมจะเป็นฟันเฟืองที่นำความหวังกลับมาสู่ห้องเรียนเพื่อให้ครูมีแรงบันดาลใจในการสอนอีกครั้ง
ขณะที่รองผู้ว่าฯ สานนท์ มองเห็นศักยภาพจากฐานรากที่จังหวัดอื่นควรได้รับโอกาสในการจัดการตนเองเฉกเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การศึกษาขยับได้จริงจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน
และมุมมองจากนักวิชาการอย่าง นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ได้ฝากข้อสังเกตสำคัญถึงทิศทางข้างหน้า โดยเฉพาะความท้าทายในการทำให้สิ่งที่ ‘ดีเกินไป’ กลายเป็น ‘ปฏิบัติการปกติ’ ที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้ง่ายๆ ผ่านการสร้างวัฒนธรรมการสะท้อนความคิด (Reflection) ระหว่างครู ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุดในการพัฒนาวิชาชีพ โดยไม่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณเดิมไปเมื่อขยายตัวเข้าสู่ระดับนโยบาย
ท้ายที่สุด ครูกั๊กได้นิยามความหมายของ ‘ก่อการครู’ ที่เปรียบเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งทศวรรษไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคำตอบว่าทำไมขบวนการนี้จึงยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้แม้ในวันที่เหนื่อยล้าที่สุด
“สำหรับผม ก่อการครูเหมือน ‘ลมใต้ปีก’ ที่ทำให้เราบินได้ไกลขึ้น เป็น ‘สปริงบอร์ด’ ที่ให้ทั้งความรู้ ทักษะ และหัวใจ และในวันที่เราแทบจะยอมแพ้ ก่อการครูเป็นเหมือน ‘เท้า’ ที่คอยถีบเราไปข้างหน้า ให้เราไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเราต่างรู้ดีว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเราคือการพัฒนาเด็ก และนั่นคือเหตุผลที่เรายังคงอยู่ตรงนี้”
10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อคนตัวเล็กๆ มารวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในความเป็นมนุษย์ พวกเขาสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างระดับประเทศได้ และในอีก 10 ปีข้างหน้า แรงกระเพื่อมนี้จะยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาไทยให้กลับมามีชีวิต และยึดโยงกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง